
เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ได้แค่สร้างความเสียหายใหม่ แต่ยังเปิดแผลเก่าอย่างมลพิษกากอุตสาหกรรมที่มีมายาวนานในพื้นที่

โดยเฉพาะสถานการณ์คราบน้ำสีรุ้ง ที่เกิดขึ้นใกล้พื้นที่บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด แม้ว่ารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอย่าง วราวุธ ศิลปอาชา จะกล่าวว่า ‘ไม่เป็นอันตรายต่อชุมชน แต่หลีกเลี่ยงการสัมผัส’ แต่เมื่อพิจารณาค่าการตรวจสอบและผลกระทบที่กระจายเป็นวงกว้างตามที่เส้นน้ำสามารถไปถึง
มวลน้ำที่รัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่เป็นอันตราย แท้ที่จริงแล้ว กำลังทำลายชาวบ้านอย่างหนักหน่วง
เพราะผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากพื้นที่ท้ายน้ำบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม 3 จุด พบว่าจุดที่อยู่ใกล้คันดินซึ่งมีรายงานการรั่วไหลมากที่สุด ระยะประมาณ 65 เมตร ตรวจพบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร พร้อมโลหะบางชนิด เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวัตถุดิบที่บ่อขยะแห่งนี้นำมาฝังกลบในพื้นที่กิจการของตน
นอกจากนี้ยังตรวจพบคราบคล้ายน้ำมันสีรุ้งและน้ำสีดำในท้องร่องและแปลงนาข้าวในตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี รวมถึงมีรายงานคราบน้ำมันลอยอยู่ในคลองลำผักชี บริเวณตำบลคู้ลำพัน และตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่โรงงานฝังกลบและโรงงานรีไซเคิล

นอกจากบริษัทกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ที่ถูกสั่งปิดไปเมื่อ 15 ต.ค. 2569 ยังมีอีกสองโรงงานได้แก่ บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ และบริษัท จี.เค.ซี. รีไซเคิล จำกัด สาขากบินทร์บุรี ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จำนวน 1 โรงงาน ที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว จากจำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการทั้งสิ้น 922 โรงงาน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ขยายออกไปไกลกว่าการตรวจสอบโรงงานรายแห่ง พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช. กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า โรงงานที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาขยะพิษส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของทุนจีน และบางกลุ่มอาจใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการแทน
เฉพาะแค่ในจังหวัดปราจีนบุรีมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจลักษณะคล้ายคลึงกัน 86 แห่ง โดยพบ 11 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนสูง และมีนิติบุคคลมากกว่า 35 แห่งที่ถูกระบุว่ามีพฤติการณ์เสี่ยงเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน
922 โรงงานและอาจเป็นโรงงานที่เถื่อน เทา และประกอบกิจการอันตรายถึง 86 แห่ง ยิ่งทำให้ปัญหากากอุตสาหกรรมผุดขึ้นจากน้ำท่วมในปราจีนบุรี ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงงานใดโรงงานหนึ่ง

เพราะบริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ตำบลวังดาล อำเภอกบินทร์บุรี มีน้ำสีดำไหลจากพื้นที่น้ำท่วมลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี เกิดเป็นน้ำสองสีระหว่างน้ำสีดำกับน้ำสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นจากบริเวณดังกล่าว
ขณะเดียวกันมีรายงานปลาตายจำนวนมากในหลายพื้นที่ ทั้งอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง โดยข้อมูลสำนักงานประมงจังหวัด ณ วันที่ 19 ตุลาคม ระบุว่า ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินได้รับผลกระทบ 4,471 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 58,732.75 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่น 49,632 ไร่ และพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งทะเล 9,100.75 ไร่
ปัญหาไม่ใช่แค่เพราะน้ำท่วมจึงทำให้เกิดการรั่วไหล โดยเฉพาะกรณีจังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่หลายจุดเป็นทางน้ำหลากตั้งแต่อดีตกาล ขณะเดียวกัน หลายโรงงานรีไซเคิลที่กระจายตัวไปทั่วทั้งจังหวัดกลับตั้งทับพื้นที่ลักษณะคล้ายกัน
จนกลายเป็นคำถามว่า เหตุใดหน่วยงานภาครัฐจึงสามารถให้ตั้งโรงงานรีไซเคิลและผ่านมาตรฐานการควบคุมมาได้อย่างไร จนทำให้ปัญหากากอุตสาหกรรมในวันนี้ฝีแตกซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า คราบฟิล์มสีรุ้ง เป็นเพียงแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เดียว การปนเปื้อนที่เกิดขึ้นและไม่มีมาตรการควบคุมที่ดีพอในหลายพื้นที่ เป็นแผลเก่าที่สังคมไทยรักษาไม่หาย เพราะเลือกที่จะยืนอยู่ข้างผู้ลงทุนมากกว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม

ผอ. มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงการปนเปื้อนที่ผ่านมาอย่าง กรณีบริษัท วิน โพรเสส (จ.ระยอง) กรณีบริษัทเอกอุทัย (จ.พระนครศรีอยุธยา) หรือ กรณี บริษัท แว็กซ์ กาเบ็จ (จ.ราชบุรี) หรือโรงงานรีไซเคิลอีกหลายแห่งทั่วประเทศ
การลงทุนจากโรงงานเหล่านี้สร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ไม่ได้สร้างการกระจายรายได้ในพื้นที่และมูลค่าของธุรกิจกลับไปกระจุกที่คนไม่กี่กลุ่ม ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐไทยภายใต้หลายรัฐบาลพยายามสร้างหรือละเว้นกฎหมายบางฉบับเพื่อเอื้อต่อการลงทุนของธุรกิจเหล่านี้ ทั้งคำสั่งยกเว้นผังเมือง สิทธิพิเศษในการลงทุน ไปจนถึงโรงงานเหล่านี้ไม่จำเป็นจะต้องทำ EIA เพื่อรับฟังข้อร้องเรียนจากชุมชนรอบข้าง จนทำให้เกิดการปนเปื้อนได้ง่าย และไร้คนรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย
“อย่างประเทศจีนที่เขาปฏิรูปมลพิษอุตสาหกรรมภายใน เขาไม่ให้มีธุรกิจพวกนี้อยู่ในบ้านเขาเลย ในขณะที่ไทยเปิดรับมาก พยายามเชื้อเชิญมาก จนกลายเป็นว่าประเทศไทยกลายเป็นสวรรค์ของกลุ่มทุนประเภทนี้ แต่กำลังสร้างนรกให้กับชุมชนที่อยู่มาแต่เดิม” เพ็ญโฉม กล่าว
เพ็ญโฉม กล่าวด้วยว่า กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมไม่ให้เกิดการปนเปื้อน หรือรั่วไหลออกมานอกพื้นที่กิจการเหล่านี้ อีกทั้งพอเกิดการปนเปื้อนกลับกลายเป็นว่าหลายหน่วยงานรัฐอำนาจหน้าที่ทับซ้อน จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

ทั้งกฎหมาย PRTR ที่โดยรัฐบาลชุดนี้ปัดตก ไปจนถึงพ.ร.บ. อีกหลายฉบับอย่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม หรือการแก้ไขกฎหมายในหลายมาตราด้านสิ่งแวดล้อม ข้อบังคับที่สร้างช่องโหว่ทางสิ่งแวดล้อมมายาวนาน ยังถูกทิ้งค้างเติ่งไว้คล้ายกับรอให้ใครมาเอาผลประโยชน์ไป
“สังคมไทยรู้ว่าปัญหานี้มันเกิดจากข้อกฎหมายที่หละหลวมและไม่ตรงจุด มีความพยายามในการจะแก้ไขเรื่องอีกครั้งตั้งแต่ปี 63-34 แต่เชื่อไหมว่า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายใด ๆ เลย มันเป็นความง่อยเปลี้ยของรัฐ แม้รู้ว่ากลุ่มผู้ลงทุนกระทำผิด แต่ก็ยอมให้เกิดขึ้น โดยไม่มองประชาชนสักนิด” เพ็ญโฉม กล่าว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนปลายของรากปัญหาที่เน่าสะสมมานาน หากผู้มีอำนาจในวันนี้ยังเป็นห่วงสถานะการลงทุนมากกว่าชีวิตผู้คน ในอนาคต คราบน้ำมันสีรุ้งอาจไม่เกิดแค่ที่ปราจีนบุรีก็ได้
เพ็ญโฉม มองว่าหน้าที่โดยตรงของการแก้ไขปัญหานี้คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่เรามักจะเห็นกรมควบคุมมลพิษมาพิสูจน์ตามหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างตรงจุดต้องให้กรมโรงงานฯ ทำหน้าที่ของเขาในการกำกับดูแล ตรวจสอบ มลพิษที่ต้นตอ แต่กลายเป็นว่าพอกรมควบคุมมลพิษมาแก้ไขปัญหาที่ปนเปื้อนออกมานอกโรงงานแล้ว มันแทบแก้ไขสถานการณ์ตรงนั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่มีอำนาจไปสั่งปิดโรงงานที่ปล่อยการปนเปื้อนออกมา


ในประเด็นเรื่องอำนาจทับซ้อน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2535 กลุ่มคนที่แก้ไขพ.ร.บ. โรงงานอุตสาหกรรม ฉบับที่ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นรากฐานที่ทำให้อำนาจในการตรวจสอบดูแลไม่ถูกถ่วงดุลโดยหลายหน่วยงาน
ในทางกลับกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจทั้งอนุญาตให้เปิด-สั่งปิด และกรมควบคุมมลพิษเป็นเพียงหน่วยงานให้ความรู้วิชาการ จนทำให้ดุลของการตรวจสอบนี้หายไป
สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปราจีนบุรีก่อนจะเกิดเหตุน้ำท่วม ปัญหาการกำกับดูแลที่รวมอำนาจไว้ที่หน่วยงานเดียว ยิ่งทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย

“โรงงานที่มีปัญหาเหล่านี้เพราะอุตสาหกรรมจังหวัด กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นคนอนุญาต ทั้ง ๆ ที่มันไม่น่าตั้งในพื้นที่ตั้งนานแล้ว มันไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังใต้โต๊ะจะมีการจ่ายกันอะไรยังไง แต่คำถามคือเขาเป็นคนอนุญาต ถ้าเขาสั่งปิดโรงงานก็เท่ากับเขากำกับดูแลไม่ดี ปัญหาก็จะมาถึงหน่วยงานเหล่านี้ แล้วเขาจะสั่งปิดทำไม” สุเมธ กล่าว
หากวันนี้กฎหมายยังไม่เปลี่ยนแปลง สุเมธยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นจะต้องกล้าหาญในการใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษให้เด็ดขาดกว่านี้ เพราะหลายครั้งที่ผ่านมา หากเกิดเหตุร้องเรียน อุตสาหกรรมจังหวัดก็มาดู มีคำสั่งปิดปรับปรุงจริง แต่ไม่ทันจะพ้นวัน โรงงานเหล่านี้ก็มีเปิดทำการต่อแล้ว
จากประสบการณ์การเฝ้าระวังมลพิษของสุเมธ เขาเล่าว่าหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้มักจะมีสูตรประจำในการแก้ไขคือ ‘สั่งปิดปรับปรุงแก้ไขแล้ว’ แต่ในขณะเดียวกัน หากโรงงานนั้นประกอบกิจการผิดมาต่อเนื่องและผิดตั้งแต่แรก เขาจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หรือกระทั่งหลายโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรีนั้นยังไม่มีใบอนุญาตเสียด้วยซ้ำ เราคาดหวังจะให้เขาแก้ไขอย่างไร
ทั้งคู่มองว่า หนึ่งในการแก้ปัญหาเรื่องกากอุตสาหกรรม จำเป็นจะต้องยกเลิกอำนาจทั้งเปิด-ปิด ไว้ที่หน่วยงานเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่แต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ถ่วงดุลอำนาจและไม่ทับซ้อนผลประโยชน์กันเอง เช่น การให้อำนาจการปิดโรงงานที่ทำผิดกับกรมควบคุมมลพิษ
“ถ้าเราแยกหน้าที่ตรงนี้ของแต่ละหน่วยงานไม่ได้ ปัญหาจะไม่ถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาสักที พันธกิจของหน่วยงานมันจึงทับซ้อนและย้อนแย้งกันไปมา แต่ถ้าเราเปลี่ยนการตรวจสอบดูแลเป็นของควบคุมมลพิษ มันจะทำให้ไร้ข้อกังขาในผลประโยชน์ และทำให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างตรงจุดมากกว่าเดิม” เพ็ญโฉม กล่าว
“หลายครั้งนอมินีก็เป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่ให้โรงงานเหล่านี้เสียเอง แล้วชาวบ้านจะไปร้องเรียนกับใคร เพราะฉะนั้นแล้วจะบอกว่าเป็นคนนอกผิดอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ถ้าไม่มีคนของเราไปมีส่วนเอี่ยว ปัญหามันก็จะไม่แก้ยากแบบนี้” สุเมธ กล่าว

จากการตรวจสอบมลพิษของภาคประชาชน สุเมธแบ่งประเภทโรงงานรีไซเคิลเป็น 3 แบบ ได้แก่
สุเมธเองเป็นหนึ่งในนักสิทธิที่ออกมาปกป้องสิ่งแวดล้อมในบ้านเกิดของตน และโดนตั้งค่าหัวจากโรงงานหลายแห่งถึง 2 ล้านบาท เขายืนยันว่า โรงงานเหล่านี้จะไม่กล้ากระทำการอุกอาจถ้าไม่มีท้ายจากผู้มีอำนาจชาวไทย
ทั้งสุเมธและเพ็ญโฉมยืนยันว่า ปัญหาเหล่านี้จะไม่จบแค่น้ำสีรุ้งจากบ่อขยะแห่งหนึ่ง แต่จะเกิดขึ้นกับทุกที่ที่ไม่มีมาตรการรองรับการปนเปื้อนที่รัดกุมมากพอ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ
เพ็ญโฉมอธิบายว่า หากถามว่าวันนี้สังคมไทยเหมาะสมจริงหรือกับการเป็นฮับของธุรกิจรีไซเคิลของโลก เธอตอบกลับว่า ไม่

แม้สังคมไทยจะเผชิญกากมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สังคมไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนทั้งประเทศและนอกประเทศ และกฎกติกาหลายส่วนยังไม่สามารถกำกับดูแลให้กิจการเหล่านี้ไม่ปล่อยสารพิษสู่ชุมชนได้จริง
ถ้าเรามองหลายกรณีมาจนถึงบ่อขยะของกรีน เอนไวรอนเม้นท์ฯ เราจะพบว่าโรงงานเหล่านี้ไม่ควรจะตั้งในที่ที่ตั้งอยู่ ซึ่งมันสะท้อนถึงระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่วันนี้ยังมองแค่เม็ดเงินในการลงทุน โดยมีผลส่งต่อมาจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่กลายเป็น EEC ในปัจจุบัน
การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมทำให้เกิดกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก รัฐไทยร่วมกับภาคเอกชนในเวลานั้นจึงได้ก่อตั้งบริษัท GENCO (บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด มหาชน) และมีภาคเอกชนรวมถึงข้าราชการหลายส่วนมองว่ากิจการประเภทนี้สร้างเม็ดเงินได้ดี เพราะในกากเหล่านั้นยังมีหลายส่วนที่นำไปขายต่อได้
แต่วันนี้ กากอุตสาหกรรมได้สร้างมลพิษมหาศาลไม่ใช่จำกัดแค่ภาคตะวันออกอีกต่อไป เพ็ญโฉมยืนยันว่ารัฐจะต้องพิจารณาใหม่ถึงทิศทางเกี่ยวกับกิจการประเภทนี้ เพ็ญโฉมกล่าวว่าจะง่ายก็ว่าง่าย แต่ก็ทำได้จริงยากมาก แต่รัฐไทยต้องเลือกที่จะยืนหยัดข้างประชาชนเพื่อยุติมลพิษเหล่านี้
“แต่เดิมมา ทิศทางการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมก็เกิดจากส่วนบนสุดต้องการให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาในประเทศ แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง อีกทั้งมีแต่ประชาชนข้างล่างที่ต้องรับกรรมจากการประกอบกิจการประเภทนี้ เราต้องยอมรับว่าระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมแบบเดิมมันไม่เวิร์กอีกต่อไปและขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน ถึงเวลาที่เราต้องฟังความจากชาวบ้านเพื่อไม่ให้นิยามของการพัฒนามีแค่มูลค่าในเชิงเงินตราเพียงอย่างเดียว” เพ็ญโฉม กล่าว

เพ็ญโฉมเล่าเสริมว่า การเริ่มต้นเพื่อสังคายนาปัญหามลพิษประกอบไปด้วย 3 ส่วน
1. สังคายนากฎหมายกากฯ เพื่อให้วัตถุประสงค์ของแต่ละฉบับและมาตราชัดเจนว่าออกมาเพื่อกำกับดูแล ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจแต่เพียงฝ่ายเดียว
2. เพิ่มระบบตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างหน่วยงาน เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าหากให้ผู้อนุญาต และผู้สั่งปิดเป็นคนเดียวกัน ย่อมเกิดการทุจริตได้ง่าย ดังนั้น ต้องแยกอำนาจสองส่วนให้ชัดเพื่อปฏิบัติงานตามพันธกิจได้ชัดเจน
3. เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่การเชิญเฉพาะภาคเอกชนที่มีส่วนได้เสียเพียงฝ่ายเดียว ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลมลพิษได้ จะทำให้นิยามของการพัฒนาถูกสร้างขึ้นโดยคนในพื้นที่
“ถ้าเราสังเกตดู โรงงานเหล่านี้มักไปตั้งริมไร่สวน เพื่อหลบเลี่ยงหลายประการ ทั้งการตรวจสอบ การลักลอบทิ้งกาก ไปจนถึงขนาดพื้นที่ในการรองรับปริมาณกากที่เข้ามา แต่เมื่อการปนเปื้อนเกิดขึ้นกับพื้นที่เกษตรกรรมเหล่านั้น มันจะถูกส่งไปทั่วประเทศและเป็นอาหาร เป็นผลไม้ เป็นผักที่เรากิน หากรัฐยังไม่สามารถหยุดยั้งมลพิษเหล่านี้ได้ เราก็ล้วนปนเปื้อนเหมือนกันทุกคน” เพ็ญโฉม กล่าว
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ได้บอกเล่านโยบายเรือธงที่ซ่อนไว้และอาจเป็น ‘ความหวังใหม่’ ให้กับประชาชน ผ่านรายการคุยกับครม.อนุทิน ว่าหนึ่งในนโยบายที่จะจัดการปัญหานี้ได้คือการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล (Recycling Industrial Estate)
“ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่จำเป็นมาก และกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งผลักดันให้ได้ในเร็ววัน” รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการจัดตั้งนิคมดังกล่าวไว้ในรายการ

แม้จะฟังดูเหมือนย้ายปัญหามารวมไว้ด้วยกันเพื่อลดการกระจายตัวของมลพิษ ในมุมกลับ นโยบายที่ดูใหม่ ทันสมัย แบบที่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอเมริกันบอยคนนี้กล่าว ทั้งจะมีการใช้ AI จากนโยบายเอไอยกกำลังสองในแบบฉบับของพรรคภูมิใจไทยเพื่อตรวจจับการแอบจะลักลอบกระทำผิดต่าง ๆ นานา
แต่นโยบายดังกล่าว อาจเป็นเพียงการตอบสนองโครงสร้างขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมและไม่ได้ลดปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นเลย ทั้ง ๆ ที่ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และ NGOs ด้านสิ่งแวดล้อมต่างยืนยันมานานนับสิบปี ว่าหัวใจของปัญหานี้คือกลไกและระบบการจัดการของรัฐ จะต้องไม่เมินเฉยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีวันฟื้นกลับคืนมาใหม่ได้
และในวันนี้รัฐอาจกำลังซ้ำรอยเดิมจากการเชื้อเชิญให้กลุ่มทุนที่ประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกไม่ต้องการให้มารวมกันในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ควรออกมาตรการกฎหมายให้รัดกุม ครอบคลุม กับการดำเนินกิจการประเภทนี้ จนอดคิดไม่ได้ว่านโยบายต่าง ๆ ของพรรคภูมิใจไทยอาจสนใจแค่การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่ไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์บ้าง แต่มีประชาชนต้องสูญเสียทั้งชีวิต บ้านเกิด และสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาโตมา อย่างแลนด์บริดจ์ หรือการนำปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC

น้ำท่วมหนนี้ ทำให้ภัยพิบัติแก้ยากและซับซ้อนมากขึ้น แต่คงไม่มีอะไรจะวิบัติไปกว่าการที่ปัญหาอยู่ตรงหน้า แต่รัฐบาลและครม. ยังยืนยันที่จะเสนอนโยบายให้ปัญหานี้บานปลายและควบคุมได้ยากกว่าเดิม
ยากที่จะกล่าวว่า ทุ่งข้าวที่ตกอยู่ใต้น้ำสีรุ้ง กระชังปลาทับทิมเน่าตายยกฝูง จะใช้เวลาฟื้นฟูอีกนานเท่าไหร่
หากยังไร้การสังคายนากฎหมายและรับฟังเสียงของประชาชนอย่างที่เพ็ญโฉมและสุเมธได้กล่าวไว้ บ้านของหลาย ๆ คนอาจกลายเป็นเพียงสุสานของมลพิษอุตสาหกรรม เป็นอนุสรณ์บอกเราไว้อีกครั้งรัฐล้มเหลวในการปกป้องประชาชนจากมลพิษ
ขอบคุณภาพถ่ายจาก ประชาชนปราจีนบุรี และ นราธิป ทองถนอม







