decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
ย้อนรอยลอบทิ้งกากฯ จากซากขยะสำแดงเท็จ ก่อนที่ไทยจะกลายเป็น ‘อาณานิคมขยะ’ ของมหามิตรจีน-อเมริกา
Environment

ย้อนรอยลอบทิ้งกากฯ จากซากขยะสำแดงเท็จ ก่อนที่ไทยจะกลายเป็น ‘อาณานิคมขยะ’ ของมหามิตรจีน-อเมริกา

นทธร เกตุชูนทธร เกตุชู14 ก.ย. 2569 19:38
Share on

ปรากฏการณ์ลักลอบทิ้งขยะของเสียอันตราย ซึ่งเป็น ‘กากสุดท้าย’ ของขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านมา นำไปสู่คำถามว่า แท้จริงแล้วต้นตอมาจากที่ใด

แน่นอนว่า หลายส่วนมาจากอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ผู้ประกอบการปลายน้ำอย่างโรงงานรีไซเคิล ทั้งทุนไทย ทุนจีน หรือทุนชาติอื่น ๆ อาจเลือกเส้นทางที่ทำให้ต้นทุนในการกำจัดลดลง แล้วกำไรเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกมาซึ่งระบบการรีไซเคิลที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภาพของเศษดินสายไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมายถูกทิ้งอยู่ทุกหนแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออก

หนึ่งในข้อสังเกตที่ผ่านมา คือขยะที่พบจำนวนมากมีฉลากของต่างประเทศ นำไปสู่การบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยการกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล แค่ 11 เดือนแรกของงบประมาณปี 2569 (ตุลาคม 2568-สิงหาคม 2569) เฉพาะคดีด้านสิ่งแวดล้อมในรอบ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 187 คดี น้ำหนัก 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ซึ่งมาจากต้นทางอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปเป็นจำนวนมาก

แม้ว่ารัฐบาล จะประกาศใช้ ยาแรง ต่อผู้กระทำความผิด แต่จนถึงตอนนี้ยาแรงที่ว่ายังไม่มีออกมาเป็นรูปธรรมอย่างนโยบายหรือมาตรการอย่างชัดเจน และดูเหมือนหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยาแรง ที่ว่า อาจเป็นมลพิษที่เล็ดลอดเข้ามาอยู่กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับมลพิษปนเปื้อนแทบทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ

ตรวจสิบตู้ เจอเก้า! ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในตรายางสำแดงเท็จ

14 กันยายน 2569 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แม้ว่าตู้คอนเทนเนอร์ตรงหน้าจะดูไม่แตกต่างจากตู้ใบอื่น ๆ หลายหมื่นหลายพันที่ถูกนำเข้ามายังประเทศไทย ทว่า เมื่อเปิดออกมา กลับพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก บ้างก็หลอมเป็นแท่งยาว บ้างก็หลอมเป็นก้อนอิฐสีเงิน แต่ 7 ใน 10 ตู้ที่ทำการเปิดตรวจสอบในวันนี้ พบว่าเป็นเศษซากวัสดุ ที่มีแผงวงจรผสมอยู่มากและผ่านการคัดกรองมาแล้วชั้นหนึ่งก่อนจะถูกนำมายังประเทศไทย

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ในการบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย “การกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล” โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ดร. สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และพ.ต.ต. ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าว

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้สนองรับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง โดยภารกิจดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 – เดือนสิงหาคม 2569) หรือ 11 เดือนที่ผ่านมา กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องได้จำนวน 187 คดี คิดเป็นมูลค่าการจับกุมรวม 234.20 ล้านบาท แบ่งได้ดังนี้

ของเสียอันตราย : 98 คดี | ปริมาณ 6,675,279 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 170.56 ล้านบาท

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ : 56 คดี | ปริมาณ 2,618,531 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 28.69 ล้านบาท

CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าต่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) : 18 คดี | ปริมาณ 2,765 ชิ้น / ตัว | มูลค่าการจับกุม 31.07 ล้านบาท

เศษพลาสติก : 15 คดี | ปริมาณ 369,164 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 3.86 ล้านบาท

สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือประสานกรมศุลกากรเพื่ออายัดตู้สินค้า จำนวน 50 ตู้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและขยายผล โดยกรมศุลกากรได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พบว่า 19 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมไว้แล้ว ขณะที่ 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำตู้สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และอีก 17 ตู้เป็นตู้สินค้าที่มีข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งพบว่า 1 ตู้ ได้รับการตรวจปล่อยไปก่อนที่จะได้รับแจ้งการอายัด และอีก 6 ตู้ อยู่ระหว่างการอายัด โดยมีสถานะรอผู้นำเข้าติดต่อเพื่อตรวจสอบ

โดยต้นทางของประเทศที่ส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มานั้น มีทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในยุโรป ซึ่งเข้มงวดในการจัดการขยะเหล่านี้ ณ ประเทศต้นทาง

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กรมศุลกากรได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบตู้สินค้า จำนวน 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้ มีสินค้าตรงตามที่สำแดง ขณะที่ 6 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ตรวจพบความผิด โดยมีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย

ด้าน พ.ต.ต. ณฐพล กล่าวว่า “เดิมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มุ่งตรวจสอบปัญหาการลักลอบทิ้งขยะพิษและการเกิดมลพิษในพื้นที่อยุธยา สระบุรี และปราจีนบุรี ก่อนขยายผลการสอบสวนไปถึงต้นทางของขยะ โดยรับดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นคดีพิเศษ พร้อมประสานข้อมูลจาก BAN ในสหรัฐอเมริกา มูลนิธิบูรณะนิเวศ และภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบเส้นทางของขยะตั้งแต่การนำเข้ามายังประเทศไทย ไปจนถึงโรงงานหรือสถานประกอบการที่รับขยะเหล่านั้นไปกำจัด

ในขั้นตอนต่อไป DSI จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจค้นและตรวจสอบโรงงานที่นำเข้าขยะว่า ขยะที่นำเข้ามีประเภทใด และมีการกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยยกกรณีในจังหวัดฉะเชิงเทราที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมากกว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ DSI เตรียมขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการในการสอบสวนไปยังต่างประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าขยะเหล่านี้มาจากที่ใด เหตุใดจึงถูกส่งมายังประเทศไทย และผ่านกระบวนการนำเข้าเข้ามาได้อย่างไร”

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้มีการเปิดเผยอีกว่าสหรัฐฯ แจ้งข้อมูลกว่า 800 ตู้ ขอไทยอายัด 150-180 ตู้ โดยกรมควบคุมมลพิษ DSI และกรมศุลกากรได้รับข้อมูลจากหน่วยงานในสหรัฐฯ เกี่ยวกับตู้สินค้าต้องสงสัยกว่า 800 ตู้ โดยมีข้อมูลที่ขอให้ประเทศไทยอายัดไว้ประมาณ 150-180 ตู้

สุชาติ ระบุด้วยว่า จากนี้หน่วยงานไทยจะตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบรายละเอียดของข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานสหรัฐฯ และยืนยันว่ารัฐบาลไทยดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างจริงจัง

“เราจะทำการตรวจและพิสูจน์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสบายใจ รวมถึงทางอเมริกาหรือหน่วยงานที่ให้ข้อมูลเรามา จะได้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้” สุชาติกล่าว

ทางด้าน สุชาติ ซึ่งเป็นประธานในคณะทำงานครั้งนี้ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมใช้มาตรการ ยาแรง แก้ปัญหาการนำเข้าและลักลอบทิ้งขยะพิษ โดยให้หลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ DSI พร้อมตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และพบปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในหลายพื้นที่

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ โดยประสาน ปปง. พิจารณาให้การนำกากพิษหรือสารพิษไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะจนส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นมูลฐานความผิดที่สามารถนำไปสู่การตรวจสอบและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด จากเดิมที่การดำเนินคดีส่วนใหญ่เน้นโทษจำคุกหรือปรับ ซึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอต่อการยับยั้งปัญหา

“ขณะเดียวกัน มาตรการยาแรงจะไม่ได้มุ่งเอาผิดเฉพาะผู้ประกอบการ แต่ขยายไปถึงเจ้าหน้าที่และผู้บริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลย โดยชุดเฉพาะกิจจะใช้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางรถขนขยะย้อนหลัง เพื่อหาต้นทางของขยะและผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่าหน่วยงานท้องถิ่นละเลยจนปล่อยให้มีการนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ ก็เตรียมดำเนินคดีตามมาตรา 157” สุชาติ กล่าว

เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งวนอยู่กับการ เปิดตู้–จับตู้ ไปสู่การติดตามเอาผิดตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทาง โรงงาน ผู้ขนส่ง ไปจนถึงผู้มีหน้าที่กำกับดูแล พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าการหารือกับ ปปง. จะใช้เวลาประมาณ 3–5 เดือน และระหว่างนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าพัฒนามาตรการควบคู่กันไป

ถ้าอนุสัญญาบาเซลยังสำคัญ ทำไมไทยยังเป็นปลายทางทิ้งขยะของมหาอำนาจ

อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) คือกรอบความตกลงระหว่างประเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของ ของเสียอันตรายและการกำจัดของเสีย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ประเทศต่าง ๆ ใช้การส่งออกขยะเป็นช่องทางในการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศอื่น อนุสัญญานี้รับรองเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2532 และมีผลใช้บังคับในปี 2535 หลักการสำคัญประการหนึ่งคือ การเคลื่อนย้ายของเสียข้ามประเทศต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมและต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ประเทศที่เกี่ยวข้องตัดสินใจว่าจะยินยอมรับของเสียนั้นหรือไม่

หัวใจสำคัญของอนุสัญญาคือ Prior Informed Consent หรือ PIC ซึ่งหมายถึงการแจ้งข้อมูลและขอความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายของเสียบางประเภทข้ามแดน หากของเสียเข้าข่ายตามบัญชีที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ประเทศผู้ส่งออก ผู้รับ และประเทศที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ใช่การส่งขยะข้ามประเทศในลักษณะเดียวกับสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ อนุสัญญายังวางหลักว่าการเคลื่อนย้ายของเสียควรลดลงเท่าที่จำเป็น และการกำจัดควรดำเนินการอย่างถูกต้องและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ในข้อนี้เกี่ยวข้องกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) โดยตรง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การแก้ไขอนุสัญญาบาเซลเกี่ยวกับ e-waste มีผลบังคับใช้ ทำให้การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนทั้งหมดอยู่ภายใต้กระบวนการ PIC มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น e-waste ที่เข้าข่ายของเสียอันตรายหรือ e-waste ประเภทอื่นที่อยู่ในขอบเขตการควบคุม การแก้ไขดังกล่าวเพิ่มรายการ Y49 ในภาคผนวก II และ A1181 ในภาคผนวก VIII พร้อมยกเลิกรายการ e-waste บางรายการในภาคผนวก IX ที่เดิมได้รับการสันนิษฐานว่าไม่เป็นอันตราย

สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาบาเซลจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุม การนำเข้าและส่งออกของเสียที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบพิจารณาว่าของเสียที่ส่งออกเข้าข่ายภาคผนวกของอนุสัญญาหรือไม่ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนการขอความยินยอมหรือใบอนุญาตตามประเภทของของเสีย

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบสินค้านำเข้าก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อแยกให้ออกว่าสิ่งที่สำแดงว่าเป็นเศษโลหะหรือเศษวัสดุแท้จริงแล้วมีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายปะปนอยู่หรือไม่

จะเห็นได้จากการตรวจสอบตู้สินค้านำเข้าของไทยในช่วงที่ผ่านมา เช่น เดือนพฤษภาคม 2568 กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะจากสหรัฐฯ จำนวน 10 ตู้ น้ำหนักกว่า 238 ตัน แต่ตรวจพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และเข้าข่ายของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล

กรณีเช่นนี้ทำให้ ใบสำแดงสินค้า กลายเป็นจุดสำคัญของการตรวจสอบ เพราะหากของเสียถูกระบุเป็นสินค้าอีกประเภทตั้งแต่ต้น ก็อาจทำให้กระบวนการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนแตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น

นอกจากนั้น เครือข่าย Basel Action Network (BAN) ซึ่งทำงานด้านการติดตามการค้าของเสียข้ามประเทศ ยังมีบทบาทในการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสินค้าที่มีความเสี่ยงจะเป็น e-waste ที่กำลังมุ่งหน้ามายังประเทศไทย

อย่างเช่นกรณีในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับการแจ้งเตือนจาก BAN ให้เฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกจากสหรัฐฯ ที่ระบุปลายทางเป็นท่าเรือแหลมฉบัง ก่อนนำไปสู่การตรวจสอบร่วมกับกรมศุลกากร นั่นทำให้อนุสัญญาบาเซลไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศบนกระดาษ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบเฝ้าระวังและการตรวจสอบตู้สินค้าที่เข้ามาในประเทศไทยจริง

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเพียงฉบับเดียว โดยฐานสำคัญคือ มาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำหนดรายการ e-waste ที่ห้ามนำเข้าประเทศ หากของที่นำเข้าตรงตามรายการดังกล่าว การนำเข้าย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรการนำเข้าของไทยโดยตรง ขณะที่ อนุสัญญาบาเซล เป็นกรอบระหว่างประเทศที่กำหนดให้การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนต้องผ่านระบบควบคุมและการแจ้ง–ยินยอมระหว่างประเทศ

อีกชั้นหนึ่งคือ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำของต้องห้ามหรือของที่อยู่ภายใต้การควบคุมเข้าประเทศ รวมถึงกรณีที่มีการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น ระบุว่าเป็นสินค้ามือสองหรือวัตถุดิบสำหรับรีไซเคิล แต่เมื่อเปิดตรวจกลับพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรายการห้ามนำเข้า ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบด้วยว่าเอกสาร พิกัดศุลกากร และการสำแดงสินค้าถูกต้องหรือไม่

หลังจากขยะเข้าประเทศแล้ว ยังต้องตรวจสอบต่อว่า การครอบครอง คัดแยก ถอดแยก หรือรีไซเคิล เข้าข่ายกฎหมายอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หากมีสารหรือส่วนประกอบที่อยู่ภายใต้การควบคุม และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการในโรงงานที่ต้องได้รับอนุญาต

จบปัญหามลพิษ! ก่อนประเทศไทยจะกลายเป็น ‘รัฐอาณานิคมขยะ’

“มันไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นทั้งภูมิภาคอาเซียน สิ่งนี้คือการทำให้ประเทศต่าง ๆ กลายเป็นรัฐอาณานิคมในยุคสมัยใหม่ หรือที่เรียกกันว่าอาณานิคมขยะ (Waste Colonialism)” Wong Pui Yi กล่าว

Wong Pui Yi ในฐานะ Researcher Consultant จาก BAN Malaysia กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังพบเจอนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากขยะที่พบ ตัวประเทศต้นทางของขยะ รวมถึงโรงงานรีไซเคิล ณ ปลายทางยังมีลักษณะเหมือนกันอีกด้วย

Wong Pui Yi-Researcher Consultant จาก BAN Malaysia

ย้อนกลับไปไม่นานนัก ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Pui Yi ได้ลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศในพื้นที่สระแก้ว-ปราจีนบุรี เพื่อตรวจสอบเส้นทางการลักลอบทิ้งฝังกลบที่กินบริเวณข้ามจังหวัด ขยะที่พบจำนวนมาก ไม่ใช่ขยะที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ถูกนำเข้ามาและรีไซเคิลเพื่อเอาของมีค่าจำพวกแร่หลากหลายชนิด ก่อนจะเหลือกากสุดท้าย ที่ไม่มีราคาหรือมีค่าใช้จ่ายสูงในการนำไปกำจัด จนถูกลักลอบทิ้ง

“ปัญหาคือถ้าเราไม่สามารถสกัดกั้นจากต้นทางอย่างท่าเรือที่นำเข้าได้ จนกระทั่งระบบของกรมศุลกากรเองไม่สามารถตรวจสอบหรือขอความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ขยะที่ถูกนำเข้ามาจะกระจายไปทั่วพื้นที่ที่มีโรงงาน โดยเฉพาะประเทศไทยเองที่มีโรงงานรีไซเคิลกระจายอยู่มาก ผลกระทบที่ตามมาคือชุมชนหรือพื้นที่โดยรอบต้องเจอกับมลพิษหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางน้ำ ทางดิน ทางอากาศ หลังจากที่ชุมชนต้องทนทุกข์กับมลพิษเหล่านั้น พวกเขายังต้องมาเจอกับขยะที่ตามหาเจ้าของไม่เจอ แต่ติดอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ แหล่งเกษตรกรรม ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอาหารของพวกเขา มันทำให้การตรวจตราตั้งแต่จุดศุลกากรนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบที่แข็งแรงเพื่อไม่ให้ผลกระทบมันออกไปสู่วงกว้าง” Pui Yi กล่าว

ในรายงาน Brokers of Shame : The New Tsunami of American e-Waste Exports to Asia ของ Basel Action Network (BAN) เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยตรวจสอบบริษัทนายหน้าและผู้ค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ 10 ราย ซึ่ง BAN ระบุว่าอาจมีบทบาทในการส่งต่อ e-waste ไปยังประเทศกำลังพัฒนา รายงานใช้ทั้งข้อมูลการค้า การสังเกตภาคสนาม และการติดตามด้วย GPS เพื่อประกอบการตรวจสอบ โดย BAN ประเมินว่าในช่วง ม.ค. 2566–ก.พ. 2568 บริษัททั้ง 10 รายอาจส่งออก e-waste มากกว่า 10,000 ตู้ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ประเด็นที่ BAN ตั้งคำถามคือ บริษัทเหล่านี้บางแห่งนำเสนอตัวเองในฐานะผู้รีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน แต่กลับพบเส้นทางการส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีกฎหมายห้ามหรือจำกัดการนำเข้า e-waste

โดย 8 จาก 10 บริษัทที่ถูกระบุในรายงานมีการรับรอง R2v3 ซึ่ง BAN มองว่าระบบการรับรองและการตรวจสอบผู้รับช่วงต่ออาจมีช่องโหว่ ทำให้ผู้ส่งขยะสามารถอ้างว่าขยะถูกส่งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง แล้วหยุดความรับผิดชอบไว้เพียงจุดนั้น ทั้งที่ปลายทางจริงอาจอยู่ในประเทศอื่นและมีการจัดการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

ประเทศไทยปรากฏอยู่ในรายงานในฐานะหนึ่งในเส้นทางของตู้สินค้าที่ BAN ติดตาม โดยรายงานระบุว่าตู้ที่อยู่ในการติดตามถูกส่งผ่านหรือมีปลายทางเกี่ยวข้องกับไทย รวมถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ กรณีที่เชื่อมโยงกับไทยอย่างชัดเจนคือ Corporate eWaste Solutions (CEWS) หนึ่งใน 10 บริษัทที่ BAN ระบุ โดยข้อมูลของ BAN ระบุว่าบริษัทเดียวกันนี้เคยถูกพบว่าเกี่ยวข้องกับการนำ e-waste จากสหรัฐฯ เข้าประเทศไทยในปี 2561 ก่อนที่การดำเนินงานดังกล่าวจะถูกทางการไทยสั่งปิดในเวลาต่อมา

Pui Yi ได้อธิบายว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อขยะมาถึงท่าเรือไทย แต่มีเครือข่ายนายหน้า ผู้ส่งออก ผู้รับปลายทาง และบริษัทที่อยู่ในหลายประเทศ อยู่เบื้องหลัง การที่ชื่อประเทศไทยปรากฏอยู่ในเส้นทางการขนส่งของ BAN จึงเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานไทยในการย้อนตรวจสอบว่า ตู้สินค้าเหล่านั้นเข้ามาอย่างไร ใครเป็นผู้ส่งออก ใครเป็นผู้นำเข้า และมีการสำแดงสินค้าเป็นอะไร โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านการนำเข้า e-waste อยู่แล้ว

ดังนั้น ปัญหาการลักลอบขยะนำเข้านี้จึงไม่ได้กล่าวหาเฉพาะผู้ประกอบการรีไซเคิลทั้งหมดเป็นผู้กระทำผิด แต่เสนอให้มีความรับผิดชอบต่อขยะตลอดห่วงโซ่มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้รวบรวม นายหน้า ผู้รีไซเคิล ไปจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าขยะถูกจัดการจริงที่ใด ไม่ใช่เพียงตรวจสอบผู้รับช่วงแรก โดยเฉพาะข้อสำคัญที่ว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีระบบการเมือง กฎหมาย และการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ไม่เช่นนั้น ปัญหานี้จะแก้ไขไม่ได้เลย

“จากการทำงานของ BAN หรือเฉพาะของตัวฉัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่นิยมมากในการนำขยะเหล่านี้เข้ามา แต่มันก็ฉายให้เห็นปัญหาร่วมกันของอาเซียนที่เป็นภูมิภาคที่มีการทุจริตสูง ทำให้ท้ายที่สุด มันกลายเป็นช่องโหว่ให้กับประเทศต้นทางที่ต้นทุนในการกำจัดขยะเหล่านี้แพงมาก เพราะเขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมในบ้าน คำถามกลับกัน ภูมิภาคของเราจะสร้างความเข้มแข็งในระบบการกำกับดูแลได้เมื่อไหร่ และกลายเป็นว่าภูมิภาคของเราตกอยู่ในอาณานิคมของการรับทิ้งขยะไปแล้ว” Pui Yi กล่าว

แม้ว่าขยะต้นทางจะมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรปเป็นส่วนใหญ่ แต่ Pui Yi ชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังตกอยู่ในความตึงเครียดของโลก เพราะท้ายที่สุด คนที่นำเอาของมีค่าอย่างแร่หายากต่าง ๆ ไปใช้ต่อก็คือจีน ซึ่งกลุ่มโรงงานรีไซเคิลทุนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นก็สร้างผลกระทบอย่างมากในภูมิภาคอาเซียน

“มันปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนเองคือคนควบคุมเส้นทางการขนส่ง การค้า รวมถึงการเลือกว่าจะนำขยะมาให้เราและนำของมีค่ากลับไปตั้งแต่นโยบาย One belt One road หากภูมิภาคของเรา โดยเฉพาะประเทศไทยเองที่มีอาณาเขตใกล้ชิดกับจีนมากกว่าประเทศอื่น ๆ หากยังไม่มีมาตรการที่แข็งแรงมากพอ ชุมชนจะต้องเป็นคนรับมลพิษเหล่านี้ไปอีกนาน” Pui Yi กล่าว

Pui Yi ได้มองเห็นข้อเสนอถึงทางออกในการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าไว้ 3 ประเด็น

1. สร้างระบบกฎหมาย การเมือง และการกำกับดูแลที่แข็งแรงพอ

การแก้ปัญหาขยะข้ามพรมแดนไม่ควรหยุดอยู่ที่การเปิดตู้ตรวจแล้วจับกุมเมื่อขยะมาถึงประเทศไทย แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถติดตามขยะได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ส่งออก บริษัทนายหน้า ผู้ขนส่ง ผู้นำเข้า โรงงาน ไปจนถึงผู้รับกำจัด พร้อมอุดช่องว่างระหว่างกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งเรื่องการสำแดงสินค้า การตรวจสอบเอกสาร และการติดตามเส้นทางของขยะ เพื่อให้ต้นทุนและความรับผิดไม่ตกอยู่กับประเทศปลายทางเพียงฝ่ายเดียว

2. ยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน

เมื่อขยะสามารถเคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้ การบังคับใช้กฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งย่อมมีข้อจำกัด อาเซียนจึงควรมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ผู้ส่งออก นายหน้า ตู้สินค้า และเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยง รวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนและตรวจสอบร่วมกัน หากบริษัทหรือผู้ส่งออกรายใดถูกปฏิเสธหรือพบการกระทำผิดในประเทศหนึ่ง ข้อมูลดังกล่าวควรถูกส่งต่อไปยังประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะเพียงเปลี่ยนเส้นทางจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง

3. ขึ้นทะเบียนและใช้บัญชี Blacklist กับบริษัทที่มีประวัติฝ่าฝืน

เธอเสนอว่า ควรมีระบบขึ้นทะเบียนบริษัทที่มีประวัติการลักลอบนำเข้า สำแดงเท็จ หรือส่งออกขยะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและประเทศปลายทาง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสินค้าของบริษัทเหล่านี้เป็นพิเศษ ที่สำคัญคือ Blacklist ไม่ควรเป็นเพียงรายชื่อภายในหน่วยงาน แต่ต้องเป็นฐานข้อมูลที่สามารถแลกเปลี่ยนในระดับภูมิภาคได้ เพื่อไม่ให้บริษัทที่ถูกตรวจสอบในประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนผู้รับ หรือเปลี่ยนเส้นทาง แล้วกลับเข้าสู่ระบบการค้าขยะเดิมได้อีก

“Strong laws, Strong Politics and Strong Governance” เธอเน้นย้ำถึง 3 ข้อนี้ในการที่จะเป็นประตูบานแรกไปสู่การปิดฉากปัญหามลพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าที่สร้างปัญหามาเป็นระยะเวลานานในสังคมไทย

10 ตู้ที่ถูกเปิดออก ณ ท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้อาจเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมหาศาลที่ยังถูกปกปิดไว้ มันทำให้ชี้ชัดแล้วว่าในวันที่รัฐไทยอ่อนแอ ระบบการกำกับดูแลไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเล็ดลอดจากกรมศุลกากร การตรวจตราโรงงานโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ เมื่อปัญหาได้กระจายตัวเป็นวงกว้างแล้ว

ท่ามกลางกระแสสงครามมหาอำนาจ สังคมไทยจะถูกใช้เป็นพื้นที่รองรับของเสียเหล่านี้ไปอีกเรื่อย ๆ วันนี้อาจกระจุกตัวในภาคตะวันออก แต่ในอนาคตอาจกระจายตัวอยู่หน้าบ้านใครต่อใครก็เป็นได้

และการรื้อฟื้นประเทศชาติจากการกลายเป็นอาณานิคมขยะอาจใช้เวลามากเกินกว่าที่จะจบในคนรุ่นเดียว

นทธร เกตุชู
Authorนทธร เกตุชู

แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า นาที 1.14.15

พันวิทย์ ภู่กฤษณา
Photographerพันวิทย์ ภู่กฤษณา

ช่างภาพร้อยเสียงสัตว์และชนหมัดกับแหล่งข่าวเวลาลงหมาย

TAGS
กากอุตสาหกรรมการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ขยะกากอุตสาหกรรมท่าเรือแหลมฉบังอนุสัญญาบาเซล

table of contents

  1. 01ตรวจสิบตู้ เจอเก้า! ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในตรายางสำแดงเท็จ
  2. 02ถ้าอนุสัญญาบาเซลยังสำคัญ ทำไมไทยยังเป็นปลายทางทิ้งขยะของมหาอำนาจ
  3. 03จบปัญหามลพิษ! ก่อนประเทศไทยจะกลายเป็น ‘รัฐอาณานิคมขยะ’

recommended for you

เราทำงานเพื่อใช้ชีวิต หรือกำลังใช้ชีวิตเพื่อทำงาน
เราทำงานเพื่อใช้ชีวิต หรือกำลังใช้ชีวิตเพื่อทำงาน
ยิ่งกวนน้ำดำสระบุรีให้ลึก ยิ่งเห็นความผุพังระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมไทย
ยิ่งกวนน้ำดำสระบุรีให้ลึก ยิ่งเห็นความผุพังระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมไทย
ความเก๊ของการตีเก๊
ความเก๊ของการตีเก๊
ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?
ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?
ใครอื่นใด คำถามอันกามการุณย์
ใครอื่นใด คำถามอันกามการุณย์

Related Story

สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวลEnvironment

สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล

เปิดหลักฐานการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีและสระแก้วอาจมีความเชื่อมโยงกันหรือบางทีต้นตอมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน?
นราธิป ทองถนอมREAD MORE
เซ่น ‘เวสท์ รีโคเวอรี่’ แต่ปริศนาน้ำดำสระบุรียังไม่คลี่คลาย  Environment

เซ่น ‘เวสท์ รีโคเวอรี่’ แต่ปริศนาน้ำดำสระบุรียังไม่คลี่คลาย  

คำสารภาพและการซัดทอด น้ำดำสระบุรียังไม่จบ! หากปิดโรงงาน ‘เล็ก’ ครั้งนี้ ยังไม่สามารถหยุดยั้งมลพิษได้
นทธร เกตุชูREAD MORE
ยิ่งกวนน้ำดำสระบุรีให้ลึก ยิ่งเห็นความผุพังระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมไทยEnvironment

ยิ่งกวนน้ำดำสระบุรีให้ลึก ยิ่งเห็นความผุพังระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมไทย

ไล่เรียงไทม์ไลน์จากการตามหาต้นตอน้ำดำสระบุรี สู่อำนาจ ข้อจำกัด และช่องโหว่ทางกฎหมายในการตามหาผู้ก่อมลพิษครั้งนี้ ภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างอำนาจตรวจสอบของรัฐ สิทธิในการอุทธรณ์ของเอกชน และข้อจำกัดในการเข้าถึงหลักฐาน ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การระบุต้นตอมลพิษและการนำผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบเกิดขึ้นได้ช้ากว่าความเสียหายที่เกิดกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม
นทธร เกตุชูREAD MORE