
ปรากฏการณ์ลักลอบทิ้งขยะของเสียอันตราย ซึ่งเป็น ‘กากสุดท้าย’ ของขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านมา นำไปสู่คำถามว่า แท้จริงแล้วต้นตอมาจากที่ใด
แน่นอนว่า หลายส่วนมาจากอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ผู้ประกอบการปลายน้ำอย่างโรงงานรีไซเคิล ทั้งทุนไทย ทุนจีน หรือทุนชาติอื่น ๆ อาจเลือกเส้นทางที่ทำให้ต้นทุนในการกำจัดลดลง แล้วกำไรเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกมาซึ่งระบบการรีไซเคิลที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภาพของเศษดินสายไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมายถูกทิ้งอยู่ทุกหนแห่ง โดยเฉพาะในภาคตะวันออก
หนึ่งในข้อสังเกตที่ผ่านมา คือขยะที่พบจำนวนมากมีฉลากของต่างประเทศ นำไปสู่การบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยการกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล แค่ 11 เดือนแรกของงบประมาณปี 2569 (ตุลาคม 2568-สิงหาคม 2569) เฉพาะคดีด้านสิ่งแวดล้อมในรอบ 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 187 คดี น้ำหนัก 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ซึ่งมาจากต้นทางอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรปเป็นจำนวนมาก
แม้ว่ารัฐบาล จะประกาศใช้ ยาแรง ต่อผู้กระทำความผิด แต่จนถึงตอนนี้ยาแรงที่ว่ายังไม่มีออกมาเป็นรูปธรรมอย่างนโยบายหรือมาตรการอย่างชัดเจน และดูเหมือนหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยาแรง ที่ว่า อาจเป็นมลพิษที่เล็ดลอดเข้ามาอยู่กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับมลพิษปนเปื้อนแทบทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศ




14 กันยายน 2569 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แม้ว่าตู้คอนเทนเนอร์ตรงหน้าจะดูไม่แตกต่างจากตู้ใบอื่น ๆ หลายหมื่นหลายพันที่ถูกนำเข้ามายังประเทศไทย ทว่า เมื่อเปิดออกมา กลับพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก บ้างก็หลอมเป็นแท่งยาว บ้างก็หลอมเป็นก้อนอิฐสีเงิน แต่ 7 ใน 10 ตู้ที่ทำการเปิดตรวจสอบในวันนี้ พบว่าเป็นเศษซากวัสดุ ที่มีแผงวงจรผสมอยู่มากและผ่านการคัดกรองมาแล้วชั้นหนึ่งก่อนจะถูกนำมายังประเทศไทย
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ในการบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย “การกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล” โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ดร. สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และพ.ต.ต. ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าว
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้สนองรับนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง โดยภารกิจดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 (เดือนตุลาคม 2568 – เดือนสิงหาคม 2569) หรือ 11 เดือนที่ผ่านมา กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องได้จำนวน 187 คดี คิดเป็นมูลค่าการจับกุมรวม 234.20 ล้านบาท แบ่งได้ดังนี้
ของเสียอันตราย : 98 คดี | ปริมาณ 6,675,279 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 170.56 ล้านบาท
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ : 56 คดี | ปริมาณ 2,618,531 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 28.69 ล้านบาท
CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าต่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) : 18 คดี | ปริมาณ 2,765 ชิ้น / ตัว | มูลค่าการจับกุม 31.07 ล้านบาท
เศษพลาสติก : 15 คดี | ปริมาณ 369,164 กิโลกรัม | มูลค่าการจับกุม 3.86 ล้านบาท
สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือประสานกรมศุลกากรเพื่ออายัดตู้สินค้า จำนวน 50 ตู้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบและขยายผล โดยกรมศุลกากรได้ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พบว่า 19 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมไว้แล้ว ขณะที่ 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำตู้สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และอีก 17 ตู้เป็นตู้สินค้าที่มีข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งพบว่า 1 ตู้ ได้รับการตรวจปล่อยไปก่อนที่จะได้รับแจ้งการอายัด และอีก 6 ตู้ อยู่ระหว่างการอายัด โดยมีสถานะรอผู้นำเข้าติดต่อเพื่อตรวจสอบ
โดยต้นทางของประเทศที่ส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มานั้น มีทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในยุโรป ซึ่งเข้มงวดในการจัดการขยะเหล่านี้ ณ ประเทศต้นทาง
ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กรมศุลกากรได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบตู้สินค้า จำนวน 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้ มีสินค้าตรงตามที่สำแดง ขณะที่ 6 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ตรวจพบความผิด โดยมีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย

ด้าน พ.ต.ต. ณฐพล กล่าวว่า “เดิมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มุ่งตรวจสอบปัญหาการลักลอบทิ้งขยะพิษและการเกิดมลพิษในพื้นที่อยุธยา สระบุรี และปราจีนบุรี ก่อนขยายผลการสอบสวนไปถึงต้นทางของขยะ โดยรับดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าขยะจากต่างประเทศเป็นคดีพิเศษ พร้อมประสานข้อมูลจาก BAN ในสหรัฐอเมริกา มูลนิธิบูรณะนิเวศ และภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบเส้นทางของขยะตั้งแต่การนำเข้ามายังประเทศไทย ไปจนถึงโรงงานหรือสถานประกอบการที่รับขยะเหล่านั้นไปกำจัด
ในขั้นตอนต่อไป DSI จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจค้นและตรวจสอบโรงงานที่นำเข้าขยะว่า ขยะที่นำเข้ามีประเภทใด และมีการกำจัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยยกกรณีในจังหวัดฉะเชิงเทราที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมากกว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ DSI เตรียมขอความร่วมมือจากสำนักงานอัยการในการสอบสวนไปยังต่างประเทศ เพื่อหาคำตอบว่าขยะเหล่านี้มาจากที่ใด เหตุใดจึงถูกส่งมายังประเทศไทย และผ่านกระบวนการนำเข้าเข้ามาได้อย่างไร”
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้มีการเปิดเผยอีกว่าสหรัฐฯ แจ้งข้อมูลกว่า 800 ตู้ ขอไทยอายัด 150-180 ตู้ โดยกรมควบคุมมลพิษ DSI และกรมศุลกากรได้รับข้อมูลจากหน่วยงานในสหรัฐฯ เกี่ยวกับตู้สินค้าต้องสงสัยกว่า 800 ตู้ โดยมีข้อมูลที่ขอให้ประเทศไทยอายัดไว้ประมาณ 150-180 ตู้
สุชาติ ระบุด้วยว่า จากนี้หน่วยงานไทยจะตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบรายละเอียดของข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานสหรัฐฯ และยืนยันว่ารัฐบาลไทยดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างจริงจัง
“เราจะทำการตรวจและพิสูจน์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสบายใจ รวมถึงทางอเมริกาหรือหน่วยงานที่ให้ข้อมูลเรามา จะได้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้” สุชาติกล่าว
ทางด้าน สุชาติ ซึ่งเป็นประธานในคณะทำงานครั้งนี้ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมใช้มาตรการ ยาแรง แก้ปัญหาการนำเข้าและลักลอบทิ้งขยะพิษ โดยให้หลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน ทั้งกรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ DSI พร้อมตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก และพบปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในหลายพื้นที่
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ โดยประสาน ปปง. พิจารณาให้การนำกากพิษหรือสารพิษไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะจนส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นมูลฐานความผิดที่สามารถนำไปสู่การตรวจสอบและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด จากเดิมที่การดำเนินคดีส่วนใหญ่เน้นโทษจำคุกหรือปรับ ซึ่งมองว่ายังไม่เพียงพอต่อการยับยั้งปัญหา

“ขณะเดียวกัน มาตรการยาแรงจะไม่ได้มุ่งเอาผิดเฉพาะผู้ประกอบการ แต่ขยายไปถึงเจ้าหน้าที่และผู้บริหารท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลย โดยชุดเฉพาะกิจจะใช้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดติดตามเส้นทางรถขนขยะย้อนหลัง เพื่อหาต้นทางของขยะและผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่าหน่วยงานท้องถิ่นละเลยจนปล่อยให้มีการนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ ก็เตรียมดำเนินคดีตามมาตรา 157” สุชาติ กล่าว
เป้าหมายสำคัญคือเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งวนอยู่กับการ เปิดตู้–จับตู้ ไปสู่การติดตามเอาผิดตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทาง โรงงาน ผู้ขนส่ง ไปจนถึงผู้มีหน้าที่กำกับดูแล พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าการหารือกับ ปปง. จะใช้เวลาประมาณ 3–5 เดือน และระหว่างนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าพัฒนามาตรการควบคู่กันไป
อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) คือกรอบความตกลงระหว่างประเทศที่จัดทำขึ้นเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของ ของเสียอันตรายและการกำจัดของเสีย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ประเทศต่าง ๆ ใช้การส่งออกขยะเป็นช่องทางในการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศอื่น อนุสัญญานี้รับรองเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2532 และมีผลใช้บังคับในปี 2535 หลักการสำคัญประการหนึ่งคือ การเคลื่อนย้ายของเสียข้ามประเทศต้องอยู่ภายใต้ระบบควบคุมและต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ประเทศที่เกี่ยวข้องตัดสินใจว่าจะยินยอมรับของเสียนั้นหรือไม่
หัวใจสำคัญของอนุสัญญาคือ Prior Informed Consent หรือ PIC ซึ่งหมายถึงการแจ้งข้อมูลและขอความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายของเสียบางประเภทข้ามแดน หากของเสียเข้าข่ายตามบัญชีที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ประเทศผู้ส่งออก ผู้รับ และประเทศที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ไม่ใช่การส่งขยะข้ามประเทศในลักษณะเดียวกับสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ อนุสัญญายังวางหลักว่าการเคลื่อนย้ายของเสียควรลดลงเท่าที่จำเป็น และการกำจัดควรดำเนินการอย่างถูกต้องและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

ในข้อนี้เกี่ยวข้องกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) โดยตรง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การแก้ไขอนุสัญญาบาเซลเกี่ยวกับ e-waste มีผลบังคับใช้ ทำให้การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนทั้งหมดอยู่ภายใต้กระบวนการ PIC มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น e-waste ที่เข้าข่ายของเสียอันตรายหรือ e-waste ประเภทอื่นที่อยู่ในขอบเขตการควบคุม การแก้ไขดังกล่าวเพิ่มรายการ Y49 ในภาคผนวก II และ A1181 ในภาคผนวก VIII พร้อมยกเลิกรายการ e-waste บางรายการในภาคผนวก IX ที่เดิมได้รับการสันนิษฐานว่าไม่เป็นอันตราย
สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาบาเซลจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุม การนำเข้าและส่งออกของเสียที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบพิจารณาว่าของเสียที่ส่งออกเข้าข่ายภาคผนวกของอนุสัญญาหรือไม่ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนการขอความยินยอมหรือใบอนุญาตตามประเภทของของเสีย
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบสินค้านำเข้าก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อแยกให้ออกว่าสิ่งที่สำแดงว่าเป็นเศษโลหะหรือเศษวัสดุแท้จริงแล้วมีขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือของเสียอันตรายปะปนอยู่หรือไม่
จะเห็นได้จากการตรวจสอบตู้สินค้านำเข้าของไทยในช่วงที่ผ่านมา เช่น เดือนพฤษภาคม 2568 กรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจพบสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะจากสหรัฐฯ จำนวน 10 ตู้ น้ำหนักกว่า 238 ตัน แต่ตรวจพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และเข้าข่ายของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล

กรณีเช่นนี้ทำให้ ใบสำแดงสินค้า กลายเป็นจุดสำคัญของการตรวจสอบ เพราะหากของเสียถูกระบุเป็นสินค้าอีกประเภทตั้งแต่ต้น ก็อาจทำให้กระบวนการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนแตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น
นอกจากนั้น เครือข่าย Basel Action Network (BAN) ซึ่งทำงานด้านการติดตามการค้าของเสียข้ามประเทศ ยังมีบทบาทในการแจ้งเตือนเกี่ยวกับสินค้าที่มีความเสี่ยงจะเป็น e-waste ที่กำลังมุ่งหน้ามายังประเทศไทย
อย่างเช่นกรณีในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับการแจ้งเตือนจาก BAN ให้เฝ้าระวังการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกจากสหรัฐฯ ที่ระบุปลายทางเป็นท่าเรือแหลมฉบัง ก่อนนำไปสู่การตรวจสอบร่วมกับกรมศุลกากร นั่นทำให้อนุสัญญาบาเซลไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประเทศบนกระดาษ แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบเฝ้าระวังและการตรวจสอบตู้สินค้าที่เข้ามาในประเทศไทยจริง
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายเพียงฉบับเดียว โดยฐานสำคัญคือ มาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกำหนดรายการ e-waste ที่ห้ามนำเข้าประเทศ หากของที่นำเข้าตรงตามรายการดังกล่าว การนำเข้าย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรการนำเข้าของไทยโดยตรง ขณะที่ อนุสัญญาบาเซล เป็นกรอบระหว่างประเทศที่กำหนดให้การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดนต้องผ่านระบบควบคุมและการแจ้ง–ยินยอมระหว่างประเทศ
อีกชั้นหนึ่งคือ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำของต้องห้ามหรือของที่อยู่ภายใต้การควบคุมเข้าประเทศ รวมถึงกรณีที่มีการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น ระบุว่าเป็นสินค้ามือสองหรือวัตถุดิบสำหรับรีไซเคิล แต่เมื่อเปิดตรวจกลับพบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในรายการห้ามนำเข้า ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบด้วยว่าเอกสาร พิกัดศุลกากร และการสำแดงสินค้าถูกต้องหรือไม่
หลังจากขยะเข้าประเทศแล้ว ยังต้องตรวจสอบต่อว่า การครอบครอง คัดแยก ถอดแยก หรือรีไซเคิล เข้าข่ายกฎหมายอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หากมีสารหรือส่วนประกอบที่อยู่ภายใต้การควบคุม และ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการในโรงงานที่ต้องได้รับอนุญาต

“มันไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นทั้งภูมิภาคอาเซียน สิ่งนี้คือการทำให้ประเทศต่าง ๆ กลายเป็นรัฐอาณานิคมในยุคสมัยใหม่ หรือที่เรียกกันว่าอาณานิคมขยะ (Waste Colonialism)” Wong Pui Yi กล่าว
Wong Pui Yi ในฐานะ Researcher Consultant จาก BAN Malaysia กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังพบเจอนั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากขยะที่พบ ตัวประเทศต้นทางของขยะ รวมถึงโรงงานรีไซเคิล ณ ปลายทางยังมีลักษณะเหมือนกันอีกด้วย

ย้อนกลับไปไม่นานนัก ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา Pui Yi ได้ลงพื้นที่ร่วมกับมูลนิธิบูรณะนิเวศในพื้นที่สระแก้ว-ปราจีนบุรี เพื่อตรวจสอบเส้นทางการลักลอบทิ้งฝังกลบที่กินบริเวณข้ามจังหวัด ขยะที่พบจำนวนมาก ไม่ใช่ขยะที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ถูกนำเข้ามาและรีไซเคิลเพื่อเอาของมีค่าจำพวกแร่หลากหลายชนิด ก่อนจะเหลือกากสุดท้าย ที่ไม่มีราคาหรือมีค่าใช้จ่ายสูงในการนำไปกำจัด จนถูกลักลอบทิ้ง
“ปัญหาคือถ้าเราไม่สามารถสกัดกั้นจากต้นทางอย่างท่าเรือที่นำเข้าได้ จนกระทั่งระบบของกรมศุลกากรเองไม่สามารถตรวจสอบหรือขอความร่วมมือระหว่างประเทศได้ ขยะที่ถูกนำเข้ามาจะกระจายไปทั่วพื้นที่ที่มีโรงงาน โดยเฉพาะประเทศไทยเองที่มีโรงงานรีไซเคิลกระจายอยู่มาก ผลกระทบที่ตามมาคือชุมชนหรือพื้นที่โดยรอบต้องเจอกับมลพิษหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางน้ำ ทางดิน ทางอากาศ หลังจากที่ชุมชนต้องทนทุกข์กับมลพิษเหล่านั้น พวกเขายังต้องมาเจอกับขยะที่ตามหาเจ้าของไม่เจอ แต่ติดอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ แหล่งเกษตรกรรม ซึ่งเป็นห่วงโซ่ของอาหารของพวกเขา มันทำให้การตรวจตราตั้งแต่จุดศุลกากรนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบที่แข็งแรงเพื่อไม่ให้ผลกระทบมันออกไปสู่วงกว้าง” Pui Yi กล่าว

ในรายงาน Brokers of Shame : The New Tsunami of American e-Waste Exports to Asia ของ Basel Action Network (BAN) เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยตรวจสอบบริษัทนายหน้าและผู้ค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ 10 ราย ซึ่ง BAN ระบุว่าอาจมีบทบาทในการส่งต่อ e-waste ไปยังประเทศกำลังพัฒนา รายงานใช้ทั้งข้อมูลการค้า การสังเกตภาคสนาม และการติดตามด้วย GPS เพื่อประกอบการตรวจสอบ โดย BAN ประเมินว่าในช่วง ม.ค. 2566–ก.พ. 2568 บริษัททั้ง 10 รายอาจส่งออก e-waste มากกว่า 10,000 ตู้ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเด็นที่ BAN ตั้งคำถามคือ บริษัทเหล่านี้บางแห่งนำเสนอตัวเองในฐานะผู้รีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน แต่กลับพบเส้นทางการส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีกฎหมายห้ามหรือจำกัดการนำเข้า e-waste
โดย 8 จาก 10 บริษัทที่ถูกระบุในรายงานมีการรับรอง R2v3 ซึ่ง BAN มองว่าระบบการรับรองและการตรวจสอบผู้รับช่วงต่ออาจมีช่องโหว่ ทำให้ผู้ส่งขยะสามารถอ้างว่าขยะถูกส่งไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรอง แล้วหยุดความรับผิดชอบไว้เพียงจุดนั้น ทั้งที่ปลายทางจริงอาจอยู่ในประเทศอื่นและมีการจัดการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย


ประเทศไทยปรากฏอยู่ในรายงานในฐานะหนึ่งในเส้นทางของตู้สินค้าที่ BAN ติดตาม โดยรายงานระบุว่าตู้ที่อยู่ในการติดตามถูกส่งผ่านหรือมีปลายทางเกี่ยวข้องกับไทย รวมถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ กรณีที่เชื่อมโยงกับไทยอย่างชัดเจนคือ Corporate eWaste Solutions (CEWS) หนึ่งใน 10 บริษัทที่ BAN ระบุ โดยข้อมูลของ BAN ระบุว่าบริษัทเดียวกันนี้เคยถูกพบว่าเกี่ยวข้องกับการนำ e-waste จากสหรัฐฯ เข้าประเทศไทยในปี 2561 ก่อนที่การดำเนินงานดังกล่าวจะถูกทางการไทยสั่งปิดในเวลาต่อมา
Pui Yi ได้อธิบายว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อขยะมาถึงท่าเรือไทย แต่มีเครือข่ายนายหน้า ผู้ส่งออก ผู้รับปลายทาง และบริษัทที่อยู่ในหลายประเทศ อยู่เบื้องหลัง การที่ชื่อประเทศไทยปรากฏอยู่ในเส้นทางการขนส่งของ BAN จึงเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานไทยในการย้อนตรวจสอบว่า ตู้สินค้าเหล่านั้นเข้ามาอย่างไร ใครเป็นผู้ส่งออก ใครเป็นผู้นำเข้า และมีการสำแดงสินค้าเป็นอะไร โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านการนำเข้า e-waste อยู่แล้ว
ดังนั้น ปัญหาการลักลอบขยะนำเข้านี้จึงไม่ได้กล่าวหาเฉพาะผู้ประกอบการรีไซเคิลทั้งหมดเป็นผู้กระทำผิด แต่เสนอให้มีความรับผิดชอบต่อขยะตลอดห่วงโซ่มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้รวบรวม นายหน้า ผู้รีไซเคิล ไปจนถึงปลายทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าขยะถูกจัดการจริงที่ใด ไม่ใช่เพียงตรวจสอบผู้รับช่วงแรก โดยเฉพาะข้อสำคัญที่ว่า ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีระบบการเมือง กฎหมาย และการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง ไม่เช่นนั้น ปัญหานี้จะแก้ไขไม่ได้เลย
“จากการทำงานของ BAN หรือเฉพาะของตัวฉัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่นิยมมากในการนำขยะเหล่านี้เข้ามา แต่มันก็ฉายให้เห็นปัญหาร่วมกันของอาเซียนที่เป็นภูมิภาคที่มีการทุจริตสูง ทำให้ท้ายที่สุด มันกลายเป็นช่องโหว่ให้กับประเทศต้นทางที่ต้นทุนในการกำจัดขยะเหล่านี้แพงมาก เพราะเขาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมในบ้าน คำถามกลับกัน ภูมิภาคของเราจะสร้างความเข้มแข็งในระบบการกำกับดูแลได้เมื่อไหร่ และกลายเป็นว่าภูมิภาคของเราตกอยู่ในอาณานิคมของการรับทิ้งขยะไปแล้ว” Pui Yi กล่าว

แม้ว่าขยะต้นทางจะมาจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรปเป็นส่วนใหญ่ แต่ Pui Yi ชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังตกอยู่ในความตึงเครียดของโลก เพราะท้ายที่สุด คนที่นำเอาของมีค่าอย่างแร่หายากต่าง ๆ ไปใช้ต่อก็คือจีน ซึ่งกลุ่มโรงงานรีไซเคิลทุนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นก็สร้างผลกระทบอย่างมากในภูมิภาคอาเซียน
“มันปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนเองคือคนควบคุมเส้นทางการขนส่ง การค้า รวมถึงการเลือกว่าจะนำขยะมาให้เราและนำของมีค่ากลับไปตั้งแต่นโยบาย One belt One road หากภูมิภาคของเรา โดยเฉพาะประเทศไทยเองที่มีอาณาเขตใกล้ชิดกับจีนมากกว่าประเทศอื่น ๆ หากยังไม่มีมาตรการที่แข็งแรงมากพอ ชุมชนจะต้องเป็นคนรับมลพิษเหล่านี้ไปอีกนาน” Pui Yi กล่าว
Pui Yi ได้มองเห็นข้อเสนอถึงทางออกในการจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าไว้ 3 ประเด็น
1. สร้างระบบกฎหมาย การเมือง และการกำกับดูแลที่แข็งแรงพอ
การแก้ปัญหาขยะข้ามพรมแดนไม่ควรหยุดอยู่ที่การเปิดตู้ตรวจแล้วจับกุมเมื่อขยะมาถึงประเทศไทย แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถติดตามขยะได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ส่งออก บริษัทนายหน้า ผู้ขนส่ง ผู้นำเข้า โรงงาน ไปจนถึงผู้รับกำจัด พร้อมอุดช่องว่างระหว่างกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งเรื่องการสำแดงสินค้า การตรวจสอบเอกสาร และการติดตามเส้นทางของขยะ เพื่อให้ต้นทุนและความรับผิดไม่ตกอยู่กับประเทศปลายทางเพียงฝ่ายเดียว
2. ยกระดับความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน
เมื่อขยะสามารถเคลื่อนย้ายข้ามประเทศได้ การบังคับใช้กฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งย่อมมีข้อจำกัด อาเซียนจึงควรมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท ผู้ส่งออก นายหน้า ตู้สินค้า และเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยง รวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนและตรวจสอบร่วมกัน หากบริษัทหรือผู้ส่งออกรายใดถูกปฏิเสธหรือพบการกระทำผิดในประเทศหนึ่ง ข้อมูลดังกล่าวควรถูกส่งต่อไปยังประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะเพียงเปลี่ยนเส้นทางจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง
3. ขึ้นทะเบียนและใช้บัญชี Blacklist กับบริษัทที่มีประวัติฝ่าฝืน
เธอเสนอว่า ควรมีระบบขึ้นทะเบียนบริษัทที่มีประวัติการลักลอบนำเข้า สำแดงเท็จ หรือส่งออกขยะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและประเทศปลายทาง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบสินค้าของบริษัทเหล่านี้เป็นพิเศษ ที่สำคัญคือ Blacklist ไม่ควรเป็นเพียงรายชื่อภายในหน่วยงาน แต่ต้องเป็นฐานข้อมูลที่สามารถแลกเปลี่ยนในระดับภูมิภาคได้ เพื่อไม่ให้บริษัทที่ถูกตรวจสอบในประเทศหนึ่งสามารถเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนผู้รับ หรือเปลี่ยนเส้นทาง แล้วกลับเข้าสู่ระบบการค้าขยะเดิมได้อีก

“Strong laws, Strong Politics and Strong Governance” เธอเน้นย้ำถึง 3 ข้อนี้ในการที่จะเป็นประตูบานแรกไปสู่การปิดฉากปัญหามลพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าที่สร้างปัญหามาเป็นระยะเวลานานในสังคมไทย
10 ตู้ที่ถูกเปิดออก ณ ท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้อาจเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมหาศาลที่ยังถูกปกปิดไว้ มันทำให้ชี้ชัดแล้วว่าในวันที่รัฐไทยอ่อนแอ ระบบการกำกับดูแลไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเล็ดลอดจากกรมศุลกากร การตรวจตราโรงงานโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนหน่วยงานอื่น ๆ เมื่อปัญหาได้กระจายตัวเป็นวงกว้างแล้ว
ท่ามกลางกระแสสงครามมหาอำนาจ สังคมไทยจะถูกใช้เป็นพื้นที่รองรับของเสียเหล่านี้ไปอีกเรื่อย ๆ วันนี้อาจกระจุกตัวในภาคตะวันออก แต่ในอนาคตอาจกระจายตัวอยู่หน้าบ้านใครต่อใครก็เป็นได้
และการรื้อฟื้นประเทศชาติจากการกลายเป็นอาณานิคมขยะอาจใช้เวลามากเกินกว่าที่จะจบในคนรุ่นเดียว

