
‘โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย’ ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งโดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย หลังชนะเลือกตั้งเมียนมาครั้งล่าสุดที่ถูกค่อนแคะว่าเป็นการเลือกตั้งจอมปลอมที่สุดครั้งหนึ่ง โดยประเทศที่กระโดดเข้ามามีบทบาทในทวายรอบนี้ คือ รัสเซีย มหาอำนาจและผู้นำด้านพลังงานนิวเคลียร์
นี่ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดฉากความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ทางภูมิรัฐศาสตร์ และทำให้ประเทศไทยต้องทบทวนตนเองให้ดีว่าจะยืนอยู่บนหลังเสือชาติใด

“จากภาพฝันว่าจะเป็นแหล่งเศรษฐกิจแห่งใหม่ เหลือเพียงที่ดินรกร้างไม่รับการพัฒนาต่อ ไม่มีผู้ลงทุน บริษัทหลายเจ้าถอนตัว ผู้คนในพื้นที่ทวายได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม”
แม้ทวายรอบที่สองจะเต็มไปด้วยภาพอนาคตที่สวยหรู แต่ไทม์ไลน์ตลอด 20 ปีของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง และผู้ประสานงาน ETO Watch กลับฉายให้เราเห็นภาพตรงกันข้าม
ธีระชัยเล่าว่า ชาวบ้านทวายไม่ได้รับทราบว่าจะมีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเกิดขึ้นที่บ้านของเขา เมื่อปี 2551 ไทยและเมียนมาลงนาม MOU พัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ศึกษาพื้นที่และสำรวจเส้นทางสำหรับการก่อสร้าง มีพื้นที่โครงการทั้งหมด 250 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 10 เท่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมียนมา ห่างจากเมืองทวายประมาณ 30 กิโลเมตร เขตเศรษฐกิจพิเศษประกอบด้วย 4 โครงการหลัก คือ ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม เส้นทางการคมนาคม และศูนย์บริการครบวงจร โดยคาดหวังว่าจะทำหน้าที่เป็นประตูการค้าทางทะเลใหม่ให้กับอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ยุโรปและแอฟริกา
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทาน 75 ปี เริ่มก่อสร้างบริเวณชายฝั่งเขตเศรษฐกิจพิเศษในปี 2553 โดยที่การก่อสร้างดำเนินการไปโดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับทราบ
| พ.ศ. 2551 | ไทย-เมียนมา ลงนาม MOU เพื่อพัฒนาโครงการเศรษฐกิจพิเศษทวาย |
| พ.ศ. 2553 | บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทาน 60 ปี และเริ่มการก่อสร้างโดยที่ไม่ได้แจ้งชาวบ้านในพื้นที่ |
| พ.ศ. 2553-2556 | บจม. อิตาเลียนไทย ร่วมทุนกับ บริษัท แม็กซ์เมียนมา (75:25 ) จัดตั้งบริษัท ทวาย ดีเวล็อปมนต์ จำกัด (DDC) ในเวลาเดียวกัน บจม. อิตาเลียนไทยระดมทุนไม่ได้ แม็กซ์เมียนมาถอนตัว และชาวบ้านร้องเรียนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น |
| พ.ศ. 2556 | รัฐบาลไทย-เมียนมา ร่วมจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) สัดส่วนหุ้นฝ่ายละ 50:50 เพื่อพัฒนาโครงการทวาย |
| พ.ศ. 2558 | ครม. เห็นชอบ บันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ไทย-เมียนมา-ญี่ปุ่น พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ครม. ไทยอนุมัติช่วยเหลือทางเงินแก่ประเทศเมียนมา เป็นวงเงินกู้ 4,500 ล้านบาท เพื่อตัดถนนเชื่อมทวาย |
| พ.ศ. 2559 | ครม. ไทยมีมติให้เยียวยาผลกระทบหลัง กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบในพื้นที่ทวาย |
| พ.ศ. 2561-2562 | รัฐสภาเมียนมาอนุมัติเงินกู้ จ้างที่ปรึกษา 3 บริษัทสำรวจและออกแบบ และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 2 ครั้ง |
| พ.ศ. 2564 | คณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยกเลิกสัญญาเฟสแรกกับ บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) |
ในรายงานศึกษาของชุมชนที่ธีระชัยค้นคว้ามา พบว่า มีผลกระทบและต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นกับชุมชนในหลายประเด็น ทั้งการแย่งยึดที่ดินทำกินหรือพื้นที่ทางวัฒนธรรม การบุกรุกที่ดิน และการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ จากการสำรวจพื้นที่ 16 ครัวเรือน พบการรุกล้ำสวนหมากโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ประมาณการสูญเสียรายได้จากหมากของชาวบ้านสูงถึง 3,200 ล้านจ๊าด (51 ล้านบาท) ดินโคลนจากถนนทำให้แหล่งน้ำขุ่น ชาวบ้านต้องเสียค่าน้ำเพิ่มกว่า 22.5 ล้านจ๊าด (360,000 บาท) ค่าปลา 98.4 ล้านจ๊าด (1.5 ล้านบาท) และค่าขนส่งอีก 23 ล้านจ๊าด (368,000 บาท)
ทั้งนี้ จากการสำรวจของ Dawei Development Association (DDA) หรือสมาคมพัฒนาทวาย ประมาณการว่ามีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 20-36 หมู่บ้าน ประชากรสูงถึง 22,000-43,000 คน ขณะที่ผู้ที่ได้รับกระทบทางอ้อมในเขตชนบท ชายฝั่ง และตัวเมืองอาจสูงถึง 790,000 คน
ธีระชัยเสริมอีกว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวการต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่เข้มข้นมากนัก จึงเกิดความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างชาวบ้าน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมของไทยและเมียนมา เพื่อต่อสู้และขับเคลื่อนกลไกในระดับรัฐ แลกเปลี่ยนบทเรียนกับพี่แฝดอย่างชุมชนมาบตาพุดที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมมาบตาพุดเช่นกัน
ซึ่งกรณีทวายเป็นประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนกรณีแรก ๆ ที่กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เข้าตรวจสอบในพื้นที่ ซึ่งกสม.ก็สรุปว่ามีการละเมิดสิทธิชุมชนโดยรัฐบาลเมียนมาและภาคเอกชนไทยจริง

“โครงการทวายเป็นผลมาจากความล้มเหลวในการจัดการเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม จากภาคอุตสาหกรรรม เราจึงต้องหาพื้นที่ใหม่ที่ไม่ใช่แค่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่มีข้อกำหนดด้านการมีส่วนร่วมและสิ่งแวดล้อมที่อ่อนแอ เพื่อเปิดโอกาสเศรษฐกิจมันขับเคลื่อนต่อไปได้”
วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิชาการอิสระ อธิบายว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงานและปิโตรเคมีเริ่มต้นตั้งแต่ค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เมื่อปี 2516 ประเทศไทยก็เดินหน้าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเรื่อยมา ต่อมาในปี 2528 รัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard Development Plan : SSB) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมสองฝั่งทะเล
โดยแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 (พ.ศ. 2547-2561) ได้ปักหมุดหมายใหม่ โดยกำหนดให้ภาคใต้เป็นพื้นที่เป้าหมายใหม่ในการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจากภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดยในปี 2532 ครม. อนุมัติแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (SSB) โดยมีความพยายามในการพัฒนาสะพานเศรษฐกิจ (Landbridge) เชื่อมอันดามันและอ่าวไทย ก่อนโครงการจะชะงักไปเพราะรัฐประหาร รสช. ระหว่างทางของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 ปี 2551 ไทย-เมียนมาได้ลงนาม MoU เริ่มพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และในช่วงสุดท้ายของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 โครงการ Eastern Seaboard ถูกปรับโฉมใหม่เป็นโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในปี 2561
เมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 (พ.ศ. 2561-2580) โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายเป็นอันต้องพับโปรเจกต์ลงไปในปี 2564 เพราะคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายยกเลิกสัญญาเฟสแรกกับบริษัทที่ได้รับสัมปทานอย่าง บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) และก้าวเข้าสู่ความเงียบหลังรัฐประหารเมียนมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 ขณะที่ภาคตะวันออกเข้าสู่ยุควิกฤตมลพิษปนเปื้อนและกากอุตสาหกรรมที่ก่อตัวขึ้นและรุนแรงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
3 จังหวัดภาคตะวันออกถูกรีดเค้นศักยภาพจนหยดสุดท้าย การขยายตัวออกไปสู่จังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกถูกต่อต้านอย่างรุนแรง การหาพื้นที่ใหม่ก็เริ่มขึ้น โครงการพัฒนาภาคใต้ถูกผลักดันขึ้นมาอีกครั้ง โดยวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ครม. ประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2564 กำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) ก็ถูกประกาศ และนำไปสู่การประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเลของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2566

“ถ้าเรามองแค่แลนด์บริดจ์ เราเห็นแค่ท่าเรือ ถนน รถไฟ แต่เราจำเป็นต้องมองแผนภาพรวมของการจัดการพลังงาน ถ้าประเทศยังคงเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน ด้านปิโตรเคมี หรือการพัฒนาพื้นที่ การสรรหาพื้นที่ใหม่ก็ยังมีความจำเป็น” วิภาวดีกล่าว
ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 3 (พ.ศ. 2547-2561) และระยะที่ 4 (พ.ศ. 2561-2580) ยังคงเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าจะยกระดับภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมี เป็นประตูการค้าที่มีศักยภาพสูงสุดในการลดต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบฝั่งอันดามันและก๊าซธรรมชาติฝั่งอ่าวไทย และลดต้นทุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในแลนด์บริดจ์ไปยังประเทศฝั่งมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก ดังนั้นหากมองในระนาบนี้ แลนด์บริดจ์จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมหรือขนส่งสินค้า แต่จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งเป็นเหตุผลให้รัฐไทยผลักดันโครงการดังกล่าวมาตลอด 4 ทศวรรษ
การเดินหน้าแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้นั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัด เช่นในปี 2538 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า โครงการแลนด์บริดจ์กระบี่-ขนอมในรัฐบาลชวน หลีกภัย จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเสนอให้ย้ายที่ตั้งท่าเรือไปยังตำแหน่งที่ผลกระทบน้อยกว่า กรณีโครงการเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานและโครงการจัดตั้งคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี ทับละมุ-สิชล ที่ต้องพับโครงการไป เพราะวิกฤตเศรษฐกิจและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ กรณีของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา สตูล-สงขลา ที่เผชิญกับเสียงคัดค้านอย่างหนักในช่วงประเมินผลกระทบและรับฟังเสียงจากประชาชน
ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร ก็แทบไม่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนและจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง รายงานของสำนักข่าวอิศรา ระบุว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ถอนรายงานการประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชน (EHIA) บริเวณแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง หลังจากมีข้อท้วงติงถึง 222 ประเด็น
“รายงาน 1,500 หน้า ข้อท้วงติงสองร้อยข้อ คือทุก 5 หน้ามีข้อท้วงติง หรือถ้าเกิดรายงานมี 500 หน้าก็ทุก 2 หน้าก็มีข้อท้วงติง ไม่ถอนก็เหมือนถอน เพราะว่ามันต้องทำใหม่ทั้งเล่ม” เธอแซว
แต่ถึงกระนั้น วิภาวดีเห็นว่าในเว็บไซต์ของสนข. EHIA สองฉบับนั้นก็ขึ้นสถานะว่าดำเนินการอยู่ ทำให้สถานการณ์ของโครงการแลนด์บริดจ์ก็ยังออกได้ทุกหน้า เธอตั้งข้อสังเกตว่าในปี 2565-2566 รายงานของสำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และให้ไปต่อยอดจาก Missing link หรือโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเชื่อมต่อส่วนที่ขาดหายไปของเส้นทางรถไฟระหว่างท่าเรือระนองกับสถานีรถไฟในชุมพร ซึ่งโครงการนี้มีแนวคิดคล้ายกันคือการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งระหว่างอันดามันและอ่าวไทย

แม้ท่าทีของรัฐบาลจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ Missing link แต่วิภาวดีชี้ให้เห็นว่าอีกหลายภาคส่วนยังมีแนวโน้มที่เดินหน้าแลนด์บริดจ์ต่อไป เช่น สนข.ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัทที่ปรึกษาอีกสองบริษัท เพื่อศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 2 เธอจึงตั้งคำถามว่า ในเมื่อศูนย์บริการวิชาการฯ เคยวิจัยไปแล้วว่าแลนด์บริดจ์ไม่มีความคุ้มค่า ทำไมโครงการนี้ยังเดินหน้าต่อ
ขณะที่ Missing link ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอใหม่ของรัฐบาล แต่การดำเนินการโครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยสนข. มีการจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ต่อมาการรถไฟแห่งประเทศไทยทำการทบทวนผลการศึกษาดังกล่าว และศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับโครงการแลนด์บริดจ์และโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและระบบราง (MR8)
วิภาวดีพบว่า รายงานของสนข. รวมถึงรายงานที่เกี่ยวข้องกับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้หลายฉบับมีลักษณะที่สะเปะสะปะและขัดแย้งกันเอง ฉบับหนึ่งบอกว่า Missing link ไม่คุ้มค่าและไม่ตอบโจทย์แลนด์บริดจ์ เนื่องจากท่าเรือน้ำลึกระนองเดิมไม่มีพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม ร่องน้ำลึกตื้นเกินกว่าจะรองรับเรือขนาดใหญ่ ขณะที่การศึกษาของจุฬาฯ ระบุว่าแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มให้ทำ Missing link แทน หรือรายงานอีกฉบับก็ขยับโครงการ Missing link ออกจากยุทธศาสตร์ชาติเลย
แม้ปัจจุบัน Missing link จะอยู่ระหว่างจัดทำ EIA เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยคาดว่าจะได้รับการอนุมัติ เปิดประมูล และเริ่มก่อสร้างในปี 2570 แต่กลับมีการดำเนินการก่อสร้างแล้ว เช่น แนวเส้นทางรถไฟชุมพร-ระนอง โครงการปรับปรุงท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ระนอง หรือการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำท่าเรืออเนกประสงค์ระนองของกรมเจ้าท่า ที่ใช้งบประมาณปี 2567-2568 ดำเนินการไปแล้ว “เริ่มก่อสร้างในปี 70 อีกไม่กี่เดือนก็ 70 แล้ว ประเด็นคือไปทำ EIA ตอนไหน” วิภาวดีตั้งคำถาม
เธอตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทที่แท้จริงของ Missing link คือเป็นเส้นทางขนส่งวัสดุก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกอ่าวอ่างจากแหล่งวัตถุดิบในชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี เพราะการขนส่งทางรถและเรือปัจจุบันยังค่อนข้างติดขัด วิภาวดีประเมินความหนาแน่นและความเป็นไปได้ของการขนส่งวัสดุก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง ระยะที่ 1 เวลาก่อสร้าง 9-10 ปี
โดยการขนส่งหินก่อสร้าง คอนกรีต แผ่นใยสังเคราะห์ ต้องขนรถพ่วง 20-24 ล้อ จำนวน 950 รอบ / วัน และขนต่อทางเรือไปอ่าวอ่าง 10 รอบ / วัน การขนส่งเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตและเสาเข็มเหล็กด้วยรถกึ่งพ่วง 20-24 ล้อ จำนวน 12 รอบ / วัน และขนต่อทางเรือไปอ่าวอ่าง 6 รอบ / วัน และขนส่งวัสดุขุดลอก เช่น ทรายและตะกอนทราย ประมาณ 20 รอบ / วัน “Missing link ด้านหนึ่งอาจมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่มันจะเป็นการพัฒนาตามลำดับขั้นตอนเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการพัฒนาแลนด์บริดจ์ในอนาคตหรือไม่”
และถึงแม้โครงการทั้งสองจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เส้นทางทั้งหมดถูกลากไว้หมดแล้วในรายงานต่าง ๆ มีรายละเอียดถึงแปลงที่จะทำการเวนคืน ทุกอย่างถูกทำไปล่วงหน้าแม้โครงการจะถูกประกาศเป็นสิ่งใหม่ บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่าประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน แต่อาจเป็นประชาชนในพื้นที่นั้นรู้ตัวรึยังว่าจะต้องย้ายบ้านแล้ว
“ผ่านมา 9 ปีหลังจากทำการศึกษาในปี 2561 ในจุดสีแดงตรงนั้นมีบ้านขึ้นสองหลัง หลังหนึ่งเป็นอาคารทำร้านค้าขนาดย่อมในชุมชน อีกหลังคือลูกตั้งใจทำงานเก็บเงินสร้างให้พ่อแม่อยู่ มันเหมือนรัฐบาลเล่นขายของ อันนี้ไม่เอาละ พักไว้ก่อน แล้วมาเอาอีกอันหนึ่ง” เธอบอก

วิภาวดีบอกว่าความเคลื่อนไหวในทวาย ส่งผลต่อการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้โดยตรง เพราะหากแลนด์บริดจ์ไม่เกิด รัฐบาลก็จำเป็นต้องหาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียม
แลนด์บริดจ์ทุลักทุเลไม่ต่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เพราะถูกกระแสคัดค้านตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาจนถึงรัฐบาลอนุทิน จนรัฐบาลอนุทินต้องประกาศชะลอโครงการในวันที่ 4 สิงหาคม 2569
แม้รัฐบาลจะหันไปสนใจแลนด์บริดจ์มากกว่า แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่อยู่ห่างจากกาญจนบุรีเพียง 132 กิโลเมตรก็อาจไม่เคยถูกตัดออกจากแผนเมกะโปรเจกต์ของไทย ซึ่งก่อนการเลือกตั้งไทยปี 2566 ทวายถูกให้ความสนใจอีกครั้ง หลังจากพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เข้าดูพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 ก่อนที่เมียนมา-รัสเซีย ทำ MoU ฟื้นการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568
เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายกลับมาคราวนี้บนความคาดหวังใหม่ นอกจากจะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญมากของเมียนมา ทวายยังเป็นจุดภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่สำคัญของรัสเซีย สำหรับการก้าวเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานนิวเคลียร์

การประชุมระหว่างรัฐบาลเมียนมาและรัสเซียว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและการค้า ที่จัดขึ้นที่ Myanmar International Convention Hall 2 ณ กรุงเนปิดอว์ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 เมียนมาและรัสเซียได้ลงนามข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยรัสเซียจะลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับการพัฒนา เช่น ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บนพื้นที่ 196 ตารางกิโลเมตร ณ ชายฝั่งทะเลอันดามัน เมืองทวาย
การเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งนี้ วิชัยตั้งข้อสงสัยว่า ทวายมีศักยภาพทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียอย่างไรบ้าง หรือจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัสเซียได้จริงหรือไม่ เพราะหากกางดูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแล้ว รัสเซียไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับโครงการเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ รวมถึงหากนักลงทุนไทยแสดงความสนใจ(อีกครั้ง)ในทวาย มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ภาพฝันของรัฐไทยที่จะใช้ทวายเป็นทางออกและทอร์นาโดทางเศรษฐกิจ
วิภาวดีอธิบายว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายครั้งนี้ถูกพูดถึงในสองบริบท บริบทแรกคือในฐานะโครงการเศรษฐกิจสำหรับดึงดูดรัสเซียให้เข้ามาลงทุน กับอีกบริบทหนึ่งที่ตัวแทนรัฐบาลเมียนมาพูดในเวทีที่มีภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม คือพื้นที่ที่มีศักยภาพเทียบเท่าแลนด์บริดจ์ คือเป็นประตูออกสู่อันดามัน และเชื่อมโยงกับภาคตะวันออกอย่างแหลมฉบัง พื้นที่ EEC และยังขยายต่อไปถึงเวียดนามได้ด้วย
เธอมองว่า การเข้ามาของรัสเซียจะทำให้เกิดทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหม่ และเปิดตลาดพลังงานและการลงทุนด้านพลังงานนิวเคลียร์ที่รัสเซียให้ความสนใจเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันก็เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 The Global New Light of Myanmar สื่อทางการของเมียนมา รายงานว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางไปเยือนรัสเซียตามคำเชิญของวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่พระราชวังเครมลิน กรุงมอสโค สื่อเมียนมารายงานอีกว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการลงทุน สุขภาพและการผลิตยา เกษตรกรรม การศึกษา การป้องกันประเทศ พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติด้วย
ขณะเดียวกัน ผู้แทนฝ่ายเมียนมาได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน World Atomic Week Forum 2025 ณ กรุงมอสโก ภายในงานมีผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนสื่อ และเจ้าหน้าที่กว่า 100 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ภายในงานมีการหารือผลกระทบในอนาคตของพลังงานนิวเคลียร์ บทบาทด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีด้านพลังงาน นอกจากนี้ได้มีการลงนาม MOU ระหว่างสถาบัน ROSATOM Technical Academy ของรัสเซีย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีย่างกุ้งของเมียนมา เพื่อความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์อีกด้วย
อย่างไรก็ดี การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานนิวเคลียร์ยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความปลอดภัย ความพร้อมของประเทศที่ใช้เป็นฐานการผลิต รวมถึงการผูกพันพลังงานนิวเคลียร์เข้ากับระบบพลังงานของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“SMR คือเตาปฏิกรณ์ที่อยู่บน Powerpoint มันมีของจริงอยู่ไม่กี่แห่ง มีสองแห่งเท่านั้นที่ใช้อยู่”
ข้อคิดเห็นจาก ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector ในกรณีที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor : SMR) ถูกพูดถึงในกรณีความร่วมมือระหว่างเมียนมาและรัสเซีย โดยเขามองว่าคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีของ SMR ดีกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่อย่างไร แต่คือถ้าเรานำเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ที่ยังไม่มีการใช้เชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง มาเป็นส่วนหนึ่งในการวางโครงสร้างพลังงาน โดยที่ประเทศความขัดแย้งรอบด้านสูงอย่างรัสเซียมีบทบาทสำคัญ และตั้งอยู่ในประเทศที่การกำกับดูแลอ่อนแอที่สุดในภูมิภาคอย่างเมียนมา อนาคตจะเป็นอย่างไร
ธาราอธิบายว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 300 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กหรือโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ถึงกระนั้น โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับเตาปฏิกรณ์ที่ขนาดเล็กลงนั้น ก็ยังถือว่าใหญ่โตเทียบเท่าโรงงานขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
“โรงไฟฟ้า SMR (Carem) ที่อาร์เจนตินา ยังสร้างไม่เสร็จก็ต้นทุนบานปลาย เลย์ออฟพนักงานออกไป ต้องลงทุนใหม่ การก่อสร้างล่าช้า วิศวกรที่ก่อสร้างในนั้นเขาบอกว่ามันจะเป็น SMR ได้ยังไง ถ้ามันใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้” ธารายกตัวอย่าง
กลุ่มผู้ที่พยายามเดินหน้า SMR ต่างเปิดท้ายขายของกันแน่นขนัด บ้างก็ว่าลงทุนต่ำกว่า บ้างก็ว่าปลอดภัยกว่า บ้างก็ยืดหยุ่นในการเลือกสถานที่มากกว่า หรือดีกว่าพลังงานธรรมชาติอื่น ๆ เพราะอายุการใช้งานยาวนานกว่า แต่ธารายืนยันว่าการกำกับดูแล SMR นั้นไม่ต่างกับเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่เลย
ธาราอธิบายว่า โรงไฟฟ้า SMR มีอยู่ราว 127 แบบทั่วโลก กว่า 80 แบบยังอยู่บนกระดาษ มี 2 โรงที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว โรงหนึ่งอยู่ที่ประเทศจีน เป็น SMR แบบ Pebble-bed ที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 210 เมกะวัตต์ แต่ถูกลดลงเหลือ 150 เมกะวัตต์อย่างเงียบ ๆ อีกโรงหนึ่งเป็นของ ROSATOM เป็นโรงไฟฟ้า SMR แบบลอยน้ำ (Floating plant) ที่เดินเครื่องมาตั้งแต่ปี 2020

ROSATOM เป็นบริษัทอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ธาราเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลรัสเซีย มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวของนิวเคลียร์ในภูมิภาคอื่น เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำที่ขายให้กับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่บังคลาเทศที่เพิ่งเปิดใช้งาน อย่างไรก็ดี แม้กระทั่งประเทศผู้นำด้านนิวเคลียร์ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ธาราบอกว่าโรงไฟฟ้า SMR ลอยน้ำใช้เวลาก่อสร้างเป็นสิบปีจากแผนเดิมที่จะเสร็จในสี่ปี ใช้งานได้จริงเพียง 30-40% ซึ่งต่ำกว่าเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบอื่นอีกต่างหาก
แม้จะมีหลายประเทศที่ให้ความสนใจในการลงทุน SMR และอีก 9 ประเทศที่มีศักยภาพมากพอจะผลิต SMR เช่น อาร์เจนตินา แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศใช้เงินภาครัฐลงทุนเป็นหมื่นล้านดอลลาร์ เพราะเอกชนไม่กล้าลงทุน และผลตอบรับก็แทบเจ๊งทุกราย เช่น ของบริษัท NuScale ของสหรัฐอเมริกาที่ขาดทุน เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงเกินไป ของประเทศจีนที่การก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดและลงทุนสูงแม้กระทั่งในประเทศตนเอง หรือเตาปฏิกรณ์ RITM-200N ที่ ROSATOM เสนอขายให้กับเมียนมาและประเทศอื่น ๆ แม้เตาปฏิกรณ์ดังกล่าวจะยังไม่มีการใช้งานเชิงพาณิชย์ก็ตาม
“ถ้าเราสร้าง SMR ได้ ค่าไฟเราจะพุ่งกระฉูด ตอนนี้เราจ่ายอยู่ที่เกือบ 4 บาท ถ้าใช้ไฟจากนิวเคลียร์ก็จะเพิ่มเป็น 13 บาทต่อหน่วย และจะมากกว่านั้น มันเป็นคำมั่นสัญญาที่ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ต่างจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เลย” ธาราบอก

ธาราบอกว่า เรายังไม่ต้องกังวล MoU ระหว่างเมียนมา-รัสเซียในเรื่องพลังงานนิวเคลียร์มากนัก เพราะยากที่จะเกิดขึ้นจริงในเงื่อนไขที่กล่าวมาข้างต้น แต่ที่น่าเป็นกังวลมากกว่า คือ ความต้องการพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ที่ระบุครั้งแรกในแผน PDP2026 นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ถามประชาชนหรือไม่ และเราพร้อมจะผูกพลังงานนิวเคลียร์ในระบบพลังงานไทยแล้วอย่างนั้นหรือ
เขาบอกว่าความตกลงเรื่องนิวเคลียร์ระหว่างประเทศต่าง ๆ กำลังอลหม่าน หลายประเทศมหาอำนาจกำลังพยายามจับจองพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กลุ่มประเทศขนาดเล็กเหล่านั้นก็ต้องเลือกว่าจะลงทุนบนหลังเสือชาติใด ธารามองว่าบทบาทของรัสเซียในเมียนมาคงเป็นความร่วมมืออื่น นอกเหนือจากเรื่องการทหารด้วย เพราะรัสเซียก็กำลังจนมุมในสงครามระหว่างพวกเขากับยูเครน ROSATOM ก็อยู่ในช่วงขาดทุนและแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอื่นไม่ได้ รัสเซียจึงหวังว่าจะเข้ามาทำอะไรสักอย่างหนึ่งในเมียนมาได้
ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ผ่านข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไปแล้วในเดือนมีนาคม 2025 คาดการณ์ว่าจะลงนามสัญญาสำรวจทางวิศวกรรมเมื่อสิ้นสุดปี 2026 และงานก่อสร้างอาจเริ่มต้นในปี 2027
“SMR มันไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้า แต่มันคือเครื่องมือทางภูมิรัฐศาตร์ เวลาเราไปเซ็นกับใครไม่ใช่ว่าสร้างโรงไฟฟ้าแล้วจบ แต่มันต้องมีสัญญากันเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าคุณใช้เทคโนโลยีรัสเซียคุณก็ต้องติดกับรัสเซียยาวไป” ธาราบอก

วิภาวดีเสริมว่า การลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในทวายมันยังอยู่ในระดับอุดมการณ์มาก แม้จะเห็นการขยายอิทธิพลผ่านแนวคิดและการศึกษาด้านนิวเคลียร์ในเมียนมา แต่โอกาสเกิดขึ้นจริงยังต่ำอยู่ เธอยกตัวอย่างหุ้นตัวหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งขึ้นกว่า 200 เหรียญสหรัฐหลังภาพฝันถูกขาย แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 15-30 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ซึ่งแสดงว่าภาพนิวเคลียร์ในทวายยังเป็นปุยเมฆในอากาศที่พร้อมสลายเป็นผงทุกเมื่อ
วิภาวดีเสริมอีกว่า ประเทศไทยไม่เคยมีโครงสร้างด้านพลังงานนิวเคลียร์มาก่อน การเดินหน้าพลังงานนิวเคลียร์จึงยังเป็นจินตนาการไม่ต่างกัน หรืออาจถูกใช้เป็นการเบี่ยงประเด็นความสนใจไปจากปัญหาบ้านเมืองที่ยังไม่ถูกแก้ก็ได้
การพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในทวายจึงยังเป็นภาพที่จับต้องได้มากกว่า ทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเมียนมาไม่ใช่แค่เมืองชายฝั่งที่มีความพร้อมเรื่องโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยวัตถุดิบที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานยุคใหม่ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม และแรร์เอิร์ธ วิภาวดีมองว่าถ้าแลนด์บริดจ์ล้มเหลว ก็มีความเป็นไปได้ว่าไทยจะกระโดดเข้าไปลงทุนในทวายอีกครั้ง
วิภาวดีทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อุตสาหกรรมการศึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกอบโกย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ภาควิชาการที่เกี่ยวกับข้องกับการศึกษาผลกระทบ พวกเขาได้ผลประโยชน์ไปแล้วโดยที่โครงการยังไม่เกิด และไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ขณะที่การเตรียมพื้นที่ทวายให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอีกครั้งก็กำลังเริ่มขึ้น สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ส่งกำลังทหารหลายร้อยนายเข้าปิดล้อมพื้นที่ เผาหมู่บ้าน และกวาดล้างพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ
มีรายงานอีกว่านับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กองทัพเมียนมาได้ส่งทหารเข้าไปในภาคตะนาวศรี ตอนใต้ติดกับชายแดนไทย มีการปะทะกันระหว่างกองทัพเมียนมาและกองกำลังท้องถิ่น มีกำลังเสริมโจมตีทางอากาศและทางทะเลรอบเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย จากปากคำของสมาชิกกองกำลังท้องถิ่นบอกว่ามีเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์ชุมชนผู้พลัดถิ่นถูกสังหาร 3 ราย กว่า 10 หมู่บ้านที่ถูกทำลาย
มีผู้ร่วมฟังเสวนาฝากคำถามว่าแล้วอาเซียนมีบทบาทอย่างไรในปรากฏการณ์นี้ วิชัยตอบด้วยน้ำเสียงน่าเสียดายว่า ‘หลักการไม่ก้าวก่ายกิจการระหว่างประเทศ’ กลับเป็นหลักการที่แข็งแรงที่สุดเท่าที่อาเซียนเคยมีมา ในช่วงเวลาที่โครงการพัฒนาขนาดใหญ่กำลังจะกลืนกินความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง แม้เราจะเคยสัมผัสความล้มเหลวในลักษณะที่คล้ายกันมาแล้วก็ตาม
เก็บตกประเด็นที่น่าสนใจจากวงเสวนา “ทวาย : จากท่าเรือสู่สนามภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ : การลงทุนข้ามพรมแดน พลังงาน และสายธารประชาชน” ในสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง-อาเซียน วันที่ 25 กันยายน 2569 รับชมที่ : https://www.youtube.com/watch?v=ewom-QoStr8




