
ท่ามกลางข่าวดีที่เกิดขึ้นในสมัยแรกของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ในวันเดียวกันนั้นเอง (28 กันยายน พ.ศ. 2569) มีประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่อง ‘การยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการที่ดิน (บจธ.)’ หรือธนาคารที่ดิน แนวทางที่มุ่งเน้นการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน
แม้จะเคยเกิดกระแสคัดค้านจากกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างรุนแรงจนต้องชะลอการยกเลิกออกไป แต่รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามแนวทางเดิม ซึ่งทำให้ความเป็นธรรมในการบริหารจัดการที่ดินเต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ
โอ้น ช้างน้ำ สัดส่วนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย เล่าว่า ชาวอูรักลาโว้ย หรือเครือข่ายชาวเลทั้ง 5 กลุ่มชาติพันธุ์ต่างยินดีกับการเกิดขึ้นของสภาคุ้มครองฯ ทว่าในแง่กระบวนการหรือบทบาทหน้าที่ของสภาคุ้มครองฯ ยังต้องพูดคุยกันต่อไปอีกหลายประเด็น
เขายกตัวอย่างปัญหาที่ดินอยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวอูรักลาโว้ยที่ถูกกฎหมายสมัยใหม่เบียดบังจนพวกเขาไม่อาจรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้ได้ อย่างเช่น เกาะหลีเป๊ะที่กำลังเผชิญการรุกคืบของกลุ่มทุน หรือชุมชนโต๊ะบาหลิว เกาะลันตา ที่มีพื้นที่ใกล้ชายฝั่งและตั้งอยู่ในเขตป่าชายเลน ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ขยะจากทะเล และการประปาและไฟฟ้าที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่อยู่ขณะนี้
“ไฟฟ้าขนาดหนึ่งครัวเรือน ไม่ใช้ตู้เย็น ไม่ใช้เครื่องไฟฟ้าพวกแอร์แบบนี้ หน่วยละ 15 บาท เดือนนึง 1,500 อะ ปกติแล้วข้างนอกใช้แอร์ประมาณ 700-800 บาทเอง ปัญหาพวกนี้ทำให้เริ่มอยู่ยาก พอมีภาระมันจะไปพัฒนาส่วนอื่นไม่ได้เลย เอาแต่คิดว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่าย” โอ้นบอก

โอ้นบอกว่าชุมชนโต๊ะบาหลิวใช้ไฟอัตราฉุกเฉินชั่วคราวอยู่ ซึ่งการจะขอติดตั้งไฟฟ้าและมิเตอร์ถาวรนั้นยังติดปัญหาในระดับพื้นที่ เพราะต้องขยายเขตผ่านป่าชายเลน เกินกว่าที่อำนาจของเทศบาลจะทำได้
เขาอธิบายอีกว่า ชาวเลเกาะลันตาเก็บเงินเก็บทองในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งพวกเขาจะต้องใช้เงินทั้งหมดในฤดูนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low season) ที่เหลือ และแน่นอนว่าเงินเหล่านั้นไม่เพียงพอ แม้จะมีหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยหนุนเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างอาชีพ ทำของแปรรูป แต่นั่นก็ไม่ยั่งยืนมากพอที่จะทำให้พวกเขามั่นคงได้
พื้นที่ทำกินของชาวเลจะประสบปัญหาคล้ายกัน คือมีเขตอุทยานมาครอบทับพื้นที่ทำกินเดิม อย่างเกาะลันตาเอง เขาเล่าว่าที่เกาะลันตาเป็นจุดปักหลักสำคัญของชาวอูรักลาโว้ยเพราะว่า บริเวณกลางเกาะลันตาเป็นเกาะแก่งที่พวกเขาใช้ทำ ‘ทะเลหมุนเวียน’ แต่พอถูกทับด้วยแนวเขตอุทยาน ทำให้พื้นที่ทำมาหากินเหลือเพียงหนึ่งเกาะคือที่ เกาะบ้านหมา ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงชาวอูรักลาโว้ยเท่านั้นที่ใช้ทำมาหากิน แต่ชาวประมงพาณิชย์ก็เข้าไปทำมาหากินในพื้นที่นั้นด้วยเช่นเดียว ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่จึงลดน้อยถอยลงไปมาก
“พื้นที่เขาก็โดนจำกัดเหมือนกัน ก็ทำที่เดียวกัน แต่ทุนเขาเยอะกว่า เขาก็ออกได้ทุกวัน สร้างเรือใหญ่ มีพายุก็ออกได้ ชาวเลอูรักลาโว้ยไป ทุนที่ออกไปกับกำไรที่ได้กลับมามันไม่คุ้มกันแล้ว แต่ถ้าไม่ไปก็ไม่รู้จะทำอะไร”

ขณะเดียวกัน การนิยามพื้นที่ทางจิตวิญญาณก็เต็มไปด้วยความท้าทาย โอ้นบอกว่าเมื่อหน่วยงานไม่เข้าใจว่าวิถีความเชื่อนั้นสัมพันธ์กับพื้นที่อย่างไร เขาก็จะไม่เห็นความสำคัญ กลับกันหากมีโรงแรมเกิดขึ้น มีอุทยานเกิดขึ้น นั่นอาจหมายถึงเม็ดเงินที่จับต้องได้มากกว่า ซ้ำร้ายพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษอาจกลายเป็นเพียง ‘สิ่งรบกวน’ การพัฒนาของพื้นที่ไปเสียอีก
แม้วิถีชีวิตจะแตกต่างกันไปตามผืนดิน ผืนน้ำ ผืนป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่
แต่คงไม่เกินจริงหากกล่าวว่า หลายชาติพันธุ์กำลังเผชิญกับรากปัญหาเดียวกัน
คือองค์ความรู้ที่ไม่ถูกยอมรับโดยรัฐ และการถูกผลักออกจากการมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย
จุดมุ่งหมายสำคัญของสภาชาติพันธุ์ คือการเปิดประตูให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยและดูแลทรัพยากรต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ผ่านตัวแทนที่คัดเลือกมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 60 กลุ่มที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส. และมีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
มาตรา 21 ของพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ระบุไว้ว่า สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จะต้องเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) โดยให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ใช้หลักการ ‘เลือกกันเอง’ กล่าวคือให้การคัดเลือกตัวแทนเป็นไปตามวิถีปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ โดยที่มีสมาชิกกลุ่มละไม่เกิน 5 คน มีสัดส่วนเพศสภาพ วัย และภูมิภาคที่เหมาะสมและเป็นธรรม จำนวนรวมไม่เกิน 300 คน
สมัยแรกของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย เต็มไปด้วยปัญหาในระดับพื้นที่และปัญหาในระดับอคติที่สมาชิกทั้งหมดจำนวน 209 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ นำมาจากบ้านเกิดเพื่อบรรจุเข้าวาระสภาฯ โดยผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคุ้มครองฯ คือ ศักดิ์ดา แสนมี่ ตัวแทนจากชาติพันธุ์ลีซู ได้รับคะแนน 161 เสียงจากสมาชิกทั้ง 209 คน

อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ฝ่ายเลขานุการในกระบวนการจัดตั้งและขับเคลื่อนสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีวิธีการเลือกผู้แทนของตนแตกต่างกันไปตามวิถีปฏิบัติและขนาดของกลุ่ม โดยที่มีกำหนดสัดส่วนไว้กว้าง ๆ ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่จะได้สัดส่วน 5 คน ขนาดกลางสัดส่วน 4 คน และขนาดเล็กสัดส่วน 3 คน
เช่น ชาติพันธุ์ไตหย่า กลุ่มชาติพันธุ์ขนาดเล็กที่อาศัยกันอยู่เพียง 2-3 หมู่บ้านในประเทศไทย โดยพวกเขาใช้วิธีประชุมรวมกันทุกหมู่บ้านเพื่อเลือกผู้แทน ขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ พวกเขาจัดเวทีถึง 13 เวทีเพื่อตกลงหาผู้แทน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่มีการกากบาทลงคะแนนเสียงกันด้วย ซึ่งนอกจากจะต้องมีสัดส่วนเพศสภาพ วัย และภูมิภาคที่เหมาะสมเป็นธรรม ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ๆ จะต้องไม่มีตำแหน่งทางการเมืองหรือทำงานในพรรคการเมือง และไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นอีกด้วย
“เพราะเจตนาคืออยากให้คนมีส่วนร่วมจริง ๆ คนหนุ่มก็มี ผู้ใหญ่ก็มี สตรีก็มี พื้นที่สภามันจึงเป็นพื้นที่มีความหลากหลายมากเลย หลากหลายในแง่ของวัย เพศ LGBTQ+ วิถีต่าง ๆ ตามจารีตของชาติพันธุ์ และนำมาจำลองใช้ในระบบสภาคุ้มครอง” อภินันท์บอก

“วันนั้นผมนอนไม่หลับ เพราะดีใจ” อภิวัฒน์ ก๊อคือ สัดส่วนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์อาเคอะ กล่าวทั้งรอยยิ้ม
ชาติพันธุ์อาเคอะเป็นกลุ่มประชากรที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากหลายประเทศ ไล่มาตั้งแต่ทิเบต ตอนใต้ของประเทศจีน แคว้นสิบสองปันนา เมียนมา และบ้านห้วยน้ำขุ่น ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จากการสำรวจพบว่ามีชาติพันธุ์อาเคอะที่อาศัยอยู่ในดินแดนไทยประมาณ 600 คนใน 4 หมู่บ้าน โดยพื้นที่บ้านห้วยน้ำขุ่นยังมีอีก 4 กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยบนผืนป่าเดียวกัน ได้แก่ จีนยูนนาน ลาหู่ อาข่า และปกาเกอะญอ
จากเดิมที่ใช้เวลาในการดูแลผืนป่าและพืชผลตามความถนัดของตนเอง วันนี้พวกเขาบางคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนผลักดันนโยบาย และเชื่อมโยงวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนกับแนวทางนโยบายของรัฐ
‘ภาษา’ ถือเป็นประเด็นปัญหาสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาที่เยาวชนหลายคนไม่ได้เรียนรู้หรือศึกษาด้วยภาษาแม่ของตนเอง ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เยาวชนไม่ยึดโยงกับอัตลักษณ์ของบ้านเกิด ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเองก็คงเลือนรางไปราวกับไม่เคยดำรงอยู่
อภิวัฒน์ใช้เวลากว่า 20 ปีตั้งแต่พ.ศ. 2547 ในการเดินทางเก็บตัวอักษรของชาวอาเคอะใน 4 ประเทศ เพื่อเทียบเคียงการออกเสียง ความหมาย และการเขียนพยัญชนะ ให้เป็นไปตามระบบของภาษาศาสตร์ โดยทำงานร่วมกับองค์กร Summer Institution Language เพื่อออกแบบภาษาอาเคอะที่เคยเป็นแค่เสียงพูดให้เป็นรูปลักษณ์พยัญชนะ และถูกนำไปใช้ระบบการเรียนการสอนจริงได้อีกด้วย
กลุ่มชาติพันธุ์อาเคอะจึงได้สัดส่วนสมาชิกในสภาทั้งหมด 3 ที่นั่ง สำรอง 3 คน อภิวัฒน์เล่าว่ากลุ่มชาติพันธุ์อาเคอะเริ่มเตรียมตัวเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ตั้งแต่วันแรกที่พ.ร.บ. ประกาศใช้ โดยมีทีมงานเข้าไปอธิบายให้แต่ละชุมชนทราบถึงเงื่อนไขและเลือกผู้แทน และผู้แทนแต่ละชุมชนก็มาประชุมคัดเลือกกันอีกทีจนได้ผู้แทนทั้งสามคนของกลุ่ม
“เราเกิดและโตในไทย เรารู้ว่าเป็นคนไทยนั่นแหละ มีสัญชาติไทย แต่สิทธิ์ของเราก็ไม่อยากจะให้สูญเสียไป เพราะนั่นก็คือตัวตนและอัตลักษณ์ของเรา ภาษา วัฒนธรรมที่ดีงาม พี่เชื่อว่าวัฒนธรรมชาติพันธุ์อื่น ๆ หรือของพี่น้องคนไทยที่เขามี ก็เป็นสิ่งที่ดีงามเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็อยากอนุรักษ์ไว้”
อีกสัดส่วนหนึ่งที่น่าสนใจและถือว่าเป็นกำลังสำคัญ ในการขับเคลื่อนงานอันหลากหลายด้านของกลุ่มชาติพันธุ์ คือ สัดส่วนเยาวชน
วรินทร์ลดา สุขใจ สมาชิกสภาชาติพันธุ์ยอง สัดส่วนเยาวชน กล่าวว่า การเป็นเยาวชนก็มีความท้าทายในชีวิตเช่นกัน โดยเฉพาะการหลงลืมภาษาและวัฒนธรรมของตน เพราะเด็กบางคนถูกส่งไปเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจะเน้นใช้ภาษากลางมากกว่า หรือบางคนถูกส่งไปเรียนในตัวเมือง พวกเขาอาจจะมีความเขินอายหากต้องใช้ภาษาถิ่นของตนเอง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตในเยาวชนที่ผูกติดอยู่กับความยากจนของครอบครัว
กลุ่มชาติพันธุ์ยองได้สัดส่วนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ทั้งหมด 5 คน โดยคัดเลือกจากสมาคมคนยองในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน วรินทร์ลดาในฐานะตัวแทนเยาวชนจึงตั้งใจที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องภาษาและความภูมิใจในต้นกำเนิดของตนเอง

ด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้อภินันท์เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่างในสภาคุ้มครองฯ เช่น การตั้งรองประธานสภาจำนวน 5 คน ที่มีความหลากหลายกันทั้งภูมินิเวศทางวัฒนธรรม เพศ และวัย หรือกระบวนการเชิงประเพณีในสภาคุ้มครองฯ ที่เป็นจารีตที่ยึดถือกันหลายพื้นที่ เช่น การนำข้อขัดแย้งทำกระบวนการพูดคุยกับผู้อาวุโสเพื่อหาทางออก
อภินันท์อธิบายว่า ในพ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จึงนิยามพื้นที่ทำกิน พื้นที่อยู่อาศัย และรวมถึงพื้นที่ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณด้วย เพราะพื้นที่คุ้มครองชาติพันธุ์นั้นหมายถึง พื้นที่ที่สัมพันธ์กับองค์ความรู้และสำนึกความเป็นชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมันไม่ได้ไปเพิกถอนสภาพพื้นที่เดิม แต่เป็นการให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้ด้วย ราวกับขีดเส้นสิญจน์ไว้เป็นกติกาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ แม้หลายครั้งที่ผู้ที่ข้ามสายสิญจน์นั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเสียเอง
“เหมือนเราขีดเส้นสายสิญจน์ไว้ และอยู่ในนั้น ถ้าเราไม่ผิดกติกา อยู่ไปเถอะ แต่ถ้าผิด คุณก็เจอผีหลอก เจ้าหน้าที่ก็จัดการคุณได้” อภินันท์บอก

การประชุมสภาคุ้มครองฯ ครั้งที่ 1/2569 ได้มีวาระพิจารณาแผนงานและงบประมาณดำเนินกิจการสภาและขับเคลื่อนงานประจำปีงบประมาณ 2570 ของสภาคุ้มครองฯ ทั้งสิ้น 6 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณเป็น 6 แผนงาน ได้แก่
รวมทั้งกำหนดให้มีการประชุมสภาคุ้มครองฯ สามัญปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ในช่วงเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายนของทุกปี โดยให้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ตรงกับประเพณีของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ส่วนนี้เอง อภินันท์ก็กังวลเช่นกันว่าการประชุมน้อยครั้งอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ซึ่งเป็นที่ต้องปรับปรุงกันต่อไป
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สมาชิกสภาแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ต่างพกประเด็นด่วนของพื้นที่ตนเองมาด้วย จึงมีการเสนอญัตติพิเศษเร่งด่วนไว้หลายประเด็น ทั้งภัยพิบัติน้ำท่วมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในกรณีการจับนักดนตรีที่ผลิตเครื่องดนตรีจากหนังสัตว์คุ้มครอง จ.สุรินทร์ UPOV 1991 ที่ส่งผลต่ออธิปไตยทางอาหาร การยุติคำสั่งรื้อถอนหรือทำลายพืชผลทางการเกษตร อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่

เกรียงไกร ชีช่วง กรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนภาคกลาง ตะวันออก และตะวันตก เปิดเผยรายงานข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 ของอนุกรรมการฝ่ายจัดทำข้อมูลฯ ของสภาคุ้มครองฯ ที่ระบุว่า สถานการณ์ภัยพิบัติได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนชาติพันธุ์กว่า 16 พื้นที่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี เชียงใหม่ เพชรบุรี น่าน ประจวบคีรีขันธ์ นครนายก และราชบุรี โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบมีทั้งปกาเกอะญอ ไทใหญ่ ม้ง กะแย มอญ ไทลื้อ ปะโอ ละเวือะ และลาวเวียง คิดเป็นอย่างน้อย 1,316 ครัวเรือน
ระดับความเสียหายยังต้องอาศัยข้อมูลมาเสริมอีกมาก แต่เท่าที่มีอยู่พบว่ามีผู้ประสบภัยที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็กในหลายพื้นที่ หลายชุมชนยังอยู่ในสถานะที่ความช่วยเหลือเข้าถึงได้ยาก หรือบางชุมชนการสัญจรก็ถูกตัดขาด ขณะที่ระบบประปาและไฟฟ้าได้รับความเสียหาย สัญญานอินเทอร์เน็ตล่มบางพื้นที่ และต้องการความช่วยเหลือทั้งในระยะสั้น เช่น ของอุปโภคบริโภค และความช่วยเหลือระยะยาวอย่างการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เกรียงไกรยืนยันว่าจำเป็นต้องหารือเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด
และยังมีประเด็นปัญหาการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ และการทำความเข้าใจเรื่องชื่อเรียกของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก่อนสื่อสารออกไปสู่สาธารณะ เพราะยังมีการใช้หรือเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ผิดอยู่ เช่น การตัดคำว่า ‘จีนฮ่อ’ ออกจากชื่อชาติพันธุ์จีนยูนนาน เปลี่ยนจากกลุ่มชาติพันธุ์มัล เป็นมัลร์ หรือการเรียกชาวอูรักลาโว้ยว่าชาวไทยใหม่ เป็นต้น
ดังนั้นความท้าทายของสภาคุ้มครองฯ แห่งนี้จึงต้องทำให้มันไม่เป็นเพียงแค่พิธีกรรม แต่ต้องเดินหน้าคุ้มครองสิทธิทั้ง 7 ประการ ได้แก่ สิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการจัดการศึกษาเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิต สิทธิในการดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรม สิทธิในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ สิทธิในการสืบทอดวัฒนธรรมของตน สิทธิในที่ดินและทรัพยากร และสิทธิในการมีส่วนร่วมกับนโยบายรัฐ ซึ่งมีการเสนอขอให้ตั้งอนุกรรมการติดตามทั้งเจ็ดประเด็นนี้ด้วย
“สภาฯ มันทำหน้าที่เปลี่ยน noise ให้เป็น voice พอมันมีมติรับรองมันจะเป็น voice ที่บอกรัฐบาลว่าต้องทำนะเว้ย การมีสภาฯ มันเหมือนมีตัวกรองให้ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างกลไก ถ้าการตัดสินใจที่มาจากสภาฯ คุ้มครองมันมีกระบวนการ เป็นรูปธรรม ความรู้ที่คนดูแคลนมันจะละลายไป พอมันจับต้องได้จริง มายาคติด้านลบของชาติพันธุ์มันจะกลายเป็นบวก” อภินันท์ทิ้งท้าย