
วีรพร นิติประภา
น้ำท่วมกรุงเทพฯ หนนี้เป็นหายนะที่รู้ล่วงหน้า ทุกคนรู้ว่าอุทกภัยใหญ่กำลังจะเกิดโดยคาดเดาเอาจากปริมาณฝนที่จะตกแช่หลายวัน …กรมอุตุนิยมรู้ กรุงเทพมหานครรู้ รัฐบาลก็รู้ ทุกคนรู้ และยิ่งกว่านั้นยังออกประกาศเตือนด้วย
แต่ส่วนราชการประดา มีซึ่งมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง กลับไม่มาตรการเตรียมรับมือรองรับใด ๆ เลยทั้งสิ้น ไม่มีการตั้งศูนย์พักพิง ไม่มีความช่วยเหลือเคลื่อนย้ายอพยพคนแก่ เด็กเล็ก คนป่วย คนท้อง คนเปราะบางก่อนน้ำมา ไม่มีรถราพาหนะ กำลังคนรอ มีแค่ประกาศ ประหนึ่งจะบอกประชาชนว่าเตรียมตัวตายให้หมดได้แล้ว …แล้วก็แค่นั้น

แค่นั้นพวกเราก็คงไม่ต้องอดมื้อกินมื้อทำงานหาเงินมาจ่ายภาษี หรือแม้แต่มีรัฐบาล การประกาศให้หนีน้ำโดยไม่บอกว่าจะให้หนีไปอยู่ที่ไหนหรือมีศูนย์พักพิงให้ไปเป็นเรื่องไร้ปัญญา มิหนำซ้ำ ต่อให้ตั้งศูนย์รอโดยไม่ให้ความช่วยเหลืออพยพก็เป็นเรื่องไร้สติอย่างยิ่งด้วย คนทั่วไปตามปกติก็แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรอยู่ที่ไหนนอกจากเส้นทางจากบ้านไปที่ทำงานกับตลาดในละแวก ไม่ต้องพูดถึงบ้านที่ไม่มีพาหนะ หรือมีแค่มอเตอร์ไซค์คันเดียว จะพาพ่อแก่แม่ติดเตียงที่อยู่ด้วยกันไปยังไง นี่เป็นแค่เรื่องพื้น ๆ ที่ดูเหมือนรัฐบาลของเราจะคิดกันไม่ถึง หรือไม่ก็ไม่สนใจจะคิดถึงด้วยซ้ำ
สรุปก็คือไม่ได้หนีไปไหน ได้แต่ยกของขึ้นสูงและรอฝนกระหน่ำน้ำโถมทะลักใส่ จนน้ำท่วมท้นรัฐก็ยังปล่อยประชาชนติดเกาะจมน้ำ ไม่มีหน่วยกู้ภัยของรัฐรีบรุดไปให้การดูแล และยังคงไม่มีศูนย์พักพิง ไม่พอ…ไม่มีศูนย์ภัยพิบัติ ไม่มีวอร์รูม ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ข้อมูล ไม่มีแผน ไม่มีแผนที่ ไม่มีสายด่วน ไม่มีกระทั่งประกาศอะไรต่อ …ไม่หือไม่อือ จนผ่านไปเกือบสองวันถึงเห็นประกาศตั้งศูนย์พักพิง แต่ก็มาตั้งเอาในตอนที่ประชาชนจำนวนมากตกอยู่ในวงล้อมของน้ำทุกด้านและไม่สามารถฝ่าน้ำออกไปได้แล้ว
แม้แต่เด็กเล็กก็ยังเข้าใจ ว่าการช่วยเหลืออพยพหรือส่งเสบียงให้ประชาชนตุนรอรับสถานการณ์ถูกตัดขาดก่อนที่น้ำจะท่วมทำได้ง่ายกว่าตอนน้ำท่วมแล้วหลายเท่า และรัฐก็มีข้อมูลความสูงต่ำของพื้นที่ลุ่มดอน รู้ดีกว่าใครว่าตรงไหนจะได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นถูกตัดขาด หลายที่ยังผ่านการท่วมยาวนานซ้ำซากมาแล้วด้วย แต่กลับไม่ทำอะไรเลยจนทำอะไรแทบไม่ได้ …ไม่ทัน
ผ่านเกือบสองวันที่ไม่มีการช่วยเหลือจากทางการ ทิ้งคนจำนวนมากติดเกาะกลางเวิ้งน้ำไพศาล หลายคนที่อยู่อาศัยยังถูกตัดน้ำตัดไฟฟ้าและต้องอยู่กันในความมืดด้วย สุดท้ายประชาชนจำนวนมากต้องตะเกียกตะกายฝ่าน้ำสูงถึงคอเสี่ยงตายไฟดูด งูกัด หกล้ม เป็นลม ตกท่อ ออกไปหาซื้ออาหาร น้ำดื่ม ยาเอง ทั้ง ๆ ที่หลักปฏิบัติสากลทั่วโลกประชาชนในภัยพิบัติจะต้องอยู่แต่ในที่ตั้ง และรอรับความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น
…มีคนนับสิบที่ออกมาหาอาหารน้ำดื่มเสียชีวิตกลางทางไม่ได้กลับบ้านอีกเลย และนี่ก็ถือเป็นความวิกลจริตและไร้มนุษยธรรมอย่างที่สุดของรัฐ …กับยากจะให้อภัย
คนอาจเถียงว่าก็รัฐบาลประกาศแล้วให้ตุนอาหาร แต่คนหาเช้ากินค่ำจะเอาปัญญาที่ไหนตุนอาหารนานเกินมื้อสองมื้อหรือ บริเวณที่ถูกน้ำท่วมหนักก็ล้วนเป็นย่านที่อาศัยของคนจนเมือง ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องที่รัฐรู้อยู่แล้วว่าเปราะบางแค่ไหน แต่กลับไม่รีบให้ความช่วยเหลือ
แน่นอนว่าคนกลุ่มแรกที่ไปถึงและเกื้อกูลผู้ติดเกาะกลางน้ำคืออาสาสมัคร และนานเกือบสองวันเต็มกว่าการดูแลจากภาครัฐถึงจะตามหลังไปถึง ซึ่งก็มีแค่แจกข้าวแจกน้ำกับลำเลียงคนเจ็บป่วยหนักไม่กี่คนออกมา และยังเป็นการให้ความช่วยเหลือที่หร็อมแหร็มไม่ทั่วถึงเต็มทน ไม่มีระดมสรรพกำลังกรูเข้าประคับประคองสถานการณ์ ทั้งที่กรุงเทพเป็นเมืองที่มีผู้คนแออัดและกระจุกตัวที่สุด
มาถึงตรงนี้ขอทบทวนสักนิด …กรุงเทพมหานครประกาศเขตภัยพิบัติไปตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมแค่ไม่กี่ชั่วโมง และสามารถใช้งบฉุกเฉินได้ตามกฎหมาย ขณะที่อาสาสมัครและองค์กรเอกชนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแข่งเวลาไปถึงและให้ความช่วยเหลือประชาชนก่อนนั้นต้องขอเรี่ยรายบริจาค ทั้งค่าอาหารหรือน้ำดื่มที่นำมาแจกจ่าย รวมทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถเรือพาหนะเดินทาง และเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ
เราจ่ายภาษี เรามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือดูแลจากรัฐบาลในยามเปราะบางร่วงหล่น …และจมน้ำ เรามีงบประมาณฉุกเฉิน เรามีสารพัดหน่วยงาน มีข้าราชการประจำและไม่ประจำเยอะจนเทอะทะ มีกำลังทหารกว่าสามแสนนาย ซึ่งมีสมรรถภาพทางกายแข็งแรงกับทักษะผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เรามียวดยานพาหนะ มีรถสำหรับวิ่งในสภาพทางวิบาก มีรถเอ็มซีสูง ๆ น้ำท่วมไม่ถึงเครื่อง มีเรือสารพัดแบบ มีเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน โดรน เรามีรถราอุปกรณ์อู้ฟู่หรูหราครบครันที่สั่งซื้อเหมือนเสียสติทุกปีจอดกองพะเนิน
…เรามีทุกอย่างที่ทำให้แทบไม่อาจเชื่อได้ว่าเราจะถูกทิ้งให้ตายไร้ค่ากลางน้ำเน่า และมีแต่อาสาสมัครที่เป็นประชาชนสามัญด้วยกันเองเข้ามากู้ชีวิต
ที่น่าเศร้ากว่าเศร้าคือการไปเยี่ยมเยียนผู้ประสพภัยอย่างไร้ประโยชน์ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ไปเต็มพิธีรีตรอง เอิกเกริก วุ่นวาย และขัดขวางการแจกจ่ายอาหารน้ำดื่มของอาสาสมัครที่รีบรนและโกลาหลอยู่แล้วให้ต้องชะงักขาดตอน ทั้ง ๆ ที่งานที่นายกฯ ควรทำคือตั้งศูนย์ภัยพิบัติ ตั้งวอร์รูม รับรายงาน นั่งดูข้อมูล ภาพรวม ประชุมและหารือปรึกษาคนมีความรู้และเข้าใจทั้งเรื่องน้ำท่วม การจัดการน้ำ สุขอนามัย ความเสี่ยงที่จะมีเรื่องน่าวิตกสบทบซ้ำเติมสถานการณ์ วางแผนกอบกู้ ดูความเป็นไปได้ ดูอุปสรรคขัดขวางต่าง ๆ ที่ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปไม่ได้ และใช้อำนาจมากที่สุดในประเทศที่มีอยู่ในมือแก้ไข ปลดล็อกขั้นตอนที่ทำให้ติดขัดและล่าช้า รวมทั้งวางแผนเยียวยา และฟื้นฟูหลังน้ำลดทั้งทางด้านสุขอนามัย โรคระบาด ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจ
ฝนตกมหาศาลในชั่วเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ท่วมโถมเป็นเรื่องเข้าใจได้ แม้จะต้องปรับปรุงการป้องกันไม่ให้ผลกระทบสาหัสเกิดตามให้ได้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเพิ่มการติดตั้งเครื่องสูบ ปรับปรุงเส้นทางผันน้ำ สร้างพื้นที่แก้มลิงรับน้ำใหม่ กระนั้นการไม่ช่วยประคับประคองประชาชนให้อยู่รอดในสภาพการณ์เลวร้ายที่สุดเป็นอีกเรื่อง ไม่รวมการบรรเทาความร้ายแรงให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติมากขึ้นอย่างการสร้างสะพานไม้ การจัดหาเรือ รวมถึงจัดเก็บขยะปกป้องสุขอนามัยและป้องกันโรคระบาดก็เป็นอีกเรื่อง
แต่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาคือในยามน้ำหลาก คือแทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชนชนที่ติดเกาะ กลับเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนติดเกาะ
การปล่อยน้ำจากเขื่อนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดน้ำท่วมเกือบทุกที่ทั่วประเทศก็เป็นเรื่องที่รู้กันล่วงหน้าด้วยเช่นกัน และเกือบทุกครั้งปัญหาก็มาจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนในยามน้ำท่วมนองอยู่แล้วซ้ำเติม ซึ่งก็มีการประกาศเตือนแต่ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงและยากหนีไม่ทัน และเช่นเดียวกันกับน้ำท่วมกรุงเทพ …ไม่มีการตั้งศูนย์อพยพเตรียมรอล่วงหน้า ไม่มีความช่วยเหลือเคลื่อนย้าย จนน้ำมาซึ่งก็มาโถมท่วมทีละสามสี่เมตรก็ยังไม่มีการรีบเร่งให้การดูแลประคับประคองหรือ ช่วยเหลือประชาชนให้อยู่รอดในสถานการณ์อันตรายสุดขั้ว ไม่มีวอร์รูม …และยังคงรอแต่อาสาสมัคร จนอาสาสมัครมาก็ไม่มีการเอื้อเฟื้อกระทั่งที่พัก อาหาร น้ำมัน ไม่ตั้งศูนย์ประสานงานและศูนย์อำนวยข้อมูล เพื่อให้อาสาสมัครซึ่งไม่ใช่คนพื้นที่ทำงานได้สะดวก ง่าย รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น …ไม่มีอะไรสักอย่าง
และนี่เรายังไม่ได้พูดถึงเรือกสวนไร่นาทั่วประเทศที่จะต้องจมน้ำติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ๆ เป็นเดือน ๆ และความย่อยยับสิ้นเนื้อประดาตัวที่ตามมาของเกษตรกร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการปล่อยน้ำจากเขื่อนอย่างที่ทำ ๆ กันมาตลอดเป็นปัญหาใหญ่ …ทุกครั้งมีคนตาย แต่ก็ไม่เคยได้รับการคิดหาวิธีที่จะผ่อนปรนหรือแก้ไข และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามีอุทกภัยทั่วประเทศติดต่อกันมาแทบทุกปีนานเกินกว่าสองทศวรรษ ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง หนักบ้างเบาบ้าง …หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี แต่ภาครัฐก็ยังคงรับอย่างเก่า ปล่อยปละเหมือนไม่รับมือ หรือรับก็รับแบบขอไปทีอย่างเดิม ไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีหน่วยงานเฉพาะกิจ
ไม่มีการมองปัญหาสภาพแวดล้อมและภัยพิบัติเป็นปัญหาแห่งชาติ เอาแต่ลอยตัวฟุ้งเฟ้อในวาทกรรมสวยงามไปวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นความเป็นความตายของประชาชาติ ทั้ง ๆ ที่สิ่งเลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาหลังจากอุทกภัยใหญ่คือมหาอุทกภัยทางเศรษฐกิจ …ซึ่งจะกดทับประชาชนที่เปราะบางอยู่แล้วให้ยิ่งเปราะบาง และดิ่งจมลึกลงไปไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดในความยากจน


อาชีพนักเขียน แต่ชอบสมมติตัวเองเป็นคนอื่น...ตัวละครบางตัว สัตว์บางชนิด ต้นไม้บางต้นไม้ ชอบเดินทางในหัวโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวไปไหน ไม่ชอบเวลาต้องตอบคำถามประเภทที่ไม่รู้ว่าคนถามจะรู้ไปทำไม กับถูกให้อธิบายตัวเอง
