
สายน้ำนั้นไม่แบ่งแยกพรมแดน เช่นเดียวกับการปนเปื้อนมลพิษจากกิจกรรมต้นน้ำที่กระทบกับชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อมไปตลอดแม่น้ำทั้งสาย
หลังตรวจพบการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกครั้งแรก ยาวนานต่อเนื่องนับปี ตั้งแต่ 2025 สาเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมา สายน้ำพรมแดนอื่น ๆ อย่างแม่น้ำโขง สาละวิน และกระบุรี ก็ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ที่กระจายตัวโดยรอบบริเวณริมน้ำ ก่อนไหลทอดยาวผ่านพรมแดนเข้ามายังประเทศไทย
หากย้อนกลับขึ้นไปตามสายน้ำ สถานการณ์ของพื้นที่ต้นน้ำในเมียนมาเองก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ภาพถ่ายทางอากาศในพื้นที่คะฉิ่น บริเวณพรมแดนประเทศเมียนมา-จีน ปรากฏให้เห็นภูเขาที่ถูกปรับสภาพเพื่อการทำเหมือง พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย ภูเขาสูงลูกใหญ่ ถูกแทนที่ด้วยเหมืองแร่ริมฝั่งน้ำ
Paul ตัวแทนภาคประชาสังคมรัฐคะฉิ่น จากองค์กร Kachin Environmental Justice Center (KEJC) เครือข่ายทำงานด้านสิ่งแวดล้อมภายในรัฐคะฉิ่น ประเทศเมียนมา ฉายภาพให้เห็นถึงผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองในพื้นที่ต้นน้ำ และตัวเลขบ่งชี้ว่า หลังการรัฐประหารของประเทศเมียนมาในปี 2021 กิจกรรมการทำเหมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในระยะเวลา 4 ปี ธุรกิจเหมืองแร่สร้างมูลค่าราว 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างรัฐและกองทัพในเมียนมายังเจรจาหาข้อยุติไม่ได้ กิจกรรมเหมืองแร่ยังคงดำเนินต่อไป
จากการสำรวจพื้นที่ พบว่าคะฉิ่นมีทรัพยากรแร่ธรรมชาติซึ่งเป็นแร่หายากอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมตลาดโลก เมื่อมีความต้องการสูงขึ้น การลงทุนอุตสาหกรรมแร่ในพื้นที่ก็สูงตาม โดยมีการเข้ามาลงทุนจากกลุ่มผู้ประกอบการสัญชาติจีนที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกองกำลังในพื้นที่และกองทัพเมียนมา

พื้นที่เหมืองไม่แยกขาดจากกองทัพและความขัดแย้งทางการเมือง เพราะธุรกิจที่เข้ามาแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ เกี่ยวโยงกับโครงสร้างอำนาจในดินแดนเมียนมา
ตัวแทนประชาสังคมรัฐคะฉิ่นกล่าวเสริมว่า มีความพยายามจากกองทัพและธุรกิจต่างชาติเข้ามาควบคุมพื้นที่ เนื่องด้วยพื้นที่เหมืองของรัฐคะฉิ่นไม่ได้ถูกครอบครองโดยกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) โดยเบ็ดเสร็จ จึงมีความพยายามจากกองทัพอื่น ๆ ครอบครองเหมืองแร่ เพื่อแข่งขันการส่งออกทรัพยากรไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศปลายทาง และมีแนวโน้มที่จะขยายพื้นที่เหมืองออกไปอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขระบุว่า ปริมาณแร่หายากกว่าครึ่งหนึ่งที่นำเข้าไปยังประเทศจีน เป็นแร่ที่มีต้นทางจากรัฐคะฉิ่น หลัง 2016 ที่ประเทศจีนประกาศใช้กฎหมายควบคุมการทำเหมืองแร่หายากในประเทศ การย้ายเหมืองไปยังพื้นที่เปราะบางทางการเมือง อย่างพรมแดนในประเทศเมียนมาซึ่งอยู่ติดกัน กลายเป็นตัวเลือกและปัจจัยให้แนวโน้มกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาเพิ่มสูงขึ้น
แรกเริ่มในการดำเนินกิจการเหมืองแร่จะมีการกำจัดต้นไม้บนภูเขาและโดยรอบเพื่อง่ายต่อการขุดเจาะ นำสารละลายเคมีสกัดแร่เข้าสู่ชั้นดิน ก่อนจะทำการสูบน้ำ ที่มีสารละลายและแร่ปะปนอยู่ผ่านระบบท่อนำไปเก็บรวบรวมและเข้าสู่กระบวนการแปรรูป
น้ำและสารเคมีจำนวนมากถูกใช้ตลอดกระบวนการผลิตแร่ในอุตสาหกรรม ยากจะประเมินได้ว่ามีการปนเปื้อนลงไปในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมหรือไม่ หากไม่มีการกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงความมั่นคงของชั้นดินและน้ำใต้ดิน จากการใช้แอมโมเนียมไบคาร์บอเนต สารละลายน้ำในการดึงแร่จากชั้นดิน
Pual กล่าวในฐานะประชาชนคะฉิ่น ว่าระยะแรกประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบมูลค่าแร่ในพื้นที่ แต่หลังมีเหตุการณ์ที่ประชาชนถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ สูญเสียบ้านและที่ดินในการเลี้ยงชีพ ในขณะที่พื้นที่ชุมชนโดยรอบได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำ กลายเป็นความไม่มั่นคงในชีวิตรายวันที่ประชาชนต้องเผชิญ ที่มาพร้อมกับกำลังพลของกองทัพและฐานปฏิบัติการโดยรอบพื้นที่เหมืองแร่

คนท้องถิ่นวัยแรงงานจำนวนหนึ่ง ถูกผลักดันเข้าไปทำงานในเหมืองแร่ ขณะที่แรงงานสัญชาติจีนเป็นผู้ควบคุมกระบวนการผลิต แต่รูปแบบงานที่เสี่ยงอันตรายและต้องสัมผัสกับสารเคมี อย่างการติดตั้งดูแลระบบท่อ การควบคุมการไหลของน้ำและสารละลายลงสู่ใต้ดิน ตรวจสอบและจัดเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการทำเหมืองเป็นแรงงานในท้องถิ่นที่ต้องเผชิญความเสี่ยง ท่ามกลางข้อจำกัดคุ้มครองสุขภาพแรงงาน เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ และมาตรการความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการทำเหมือง
จุดที่แม่น้ำหลักหลายสายค่อย ๆ เปลี่ยนสี จากใสเป็นดินโคลนขุ่น ไหลลงมารวมกับแม่น้ำอิรวดีเป็นหนึ่งผลกระทบหนึ่งที่ชี้ชัดได้ด้วยสายตาที่ประชาชนโดยรอบแม่น้ำสังเกตเห็น ความผิดแปลกไปจากปกตินี้ยังนับรวมไปถึงประมงในพื้นที่ไม่สามารถจับปลาบางชนิดได้ ส่งผลให้รากฐานของเกษตรกรรมและประมงในพื้นที่พังทลายลง
ความกังวลต่อการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ นำมาสู่การขาดแคลนน้ำในชีวิตประจำวัน โดยที่ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อแนวทางที่จะระมัดระวังการปนเปื้อนสารเคมี หรือแม้แต่มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น และตัดสินใจในการเข้ามาดำเนินกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่
มูลค่าเศรษฐกิจจากเหมืองไปถึงประชาชนในพื้นที่ ในขณะที่ต้นทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง กลับเป็นสิ่งที่ชุมชนต้องแบกรับอย่างไม่เป็นธรรม
Pual อธิบายต่อว่า แม้ทางเมียนมาจะมีกฎหมายที่กำกับการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ และมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศ แต่เมื่อพื้นที่นั้นอยู่ในการควบคุมของกองกำลัง กฎหมายจึงถูกบังคับใช้ได้อย่างบางเบา
ในขณะที่รายละเอียดของข้อกฎหมายนั้น เครือข่ายทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของคะฉิ่นมีความเห็นว่า กฎหมายยังไม่ครอบคลุมไปถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนที่จะคุ้มครองสิทธิให้ชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น และร่วมจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างเป็นธรรม
สิ่งสำคัญในฐานะประชาชนชาวคะฉิ่นของ Pual คือการที่ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ไม่ควรถูกนำไปเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเพียงบางกลุ่มที่ผลประโยชน์ของกิจการเหมืองแร่ในวันนี้ ผูกโยงเข้ากับกลุ่มผู้มีอำนาจและธุรกิจภายนอก โดยที่ประชาชนต้องเผชิญกับความรุนแรง ผลกระทบทางความมั่นคงทางชีวิตและทรัพยากรที่ปราศจากการคุ้มครองให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง

แผนที่ล่าสุดจากศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ เป็นข้อมูลที่ทำให้ทราบถึงจำนวนเหมืองที่เป็นอิสระจากการกำกับดูแลของรัฐบาลเมียนมา ตั้งแต่พื้นที่ตอนเหนือในรัฐฉาน ขยายพื้นที่ลงมายังตอนกลางของประเทศในบริเวณรัฐคะฉิ่น ท่ามกลางสถานการณ์ความต้องการแร่เชิงยุทธศาสตร์ เพียรพร ดีเทศน์ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights Foundation) ให้คำอธิบายว่าแร่หายากเป็นความต้องการของโลก โดยเฉพาะในระบบอุตสาหกรรม ปัจจัยดังกล่าวเร่งรัดให้เกิดการขยายพื้นที่เหมืองในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สาละวิน โดยเฉพาะในประเทศเมียนมาและลาวที่สถานการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเป็นช่องว่างให้เกิดการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจเหมืองและทรัพยากรในพื้นที่
กิจกรรมเหมืองตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศเมียนมา แต่ผลกระทบกลับไหลผ่านสายน้ำ ลงมายังประเทศไทย โดยการเข้าไปถึงพื้นที่และรับทราบข้อเท็จจริงของสาเหตุการปนเปื้อน เป็นไปอย่างยากลำบาก
กฎหมายควบคุมการดำเนินกิจการเหมืองแร่และกลไกการกำกับดูแลที่อ่อนแอ ทำให้การปนเปื้อนกระทบตลอดลุ่มน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แม่น้ำหลายสายยังไหลพาดผ่านหลายประเทศในภูมิภาค ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงปัญหาระดับประเทศ แต่เป็นปัญหาระดับลุ่มน้ำและภูมิภาคที่วันนี้ ผลกระทบจากเหมืองแร่ได้กระทบต่อความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน และอนาคตคนลุ่มน้ำที่ยังไร้ซึ่งแผนการเยียวยา
เพียรพรกล่าวในฐานะประชาชนจังหวัดเชียงราย ว่าในฤดูฝนจะสังเกตเห็นตะกอนจำนวนมากที่ถูกชะล้างจากเหมืองไหลลงมาตามลำน้ำ หากเป็นในอดีต สายน้ำจะพัดพาตะกอนดินอุดมสมบูรณ์ต่อการเพาะปลูก แต่วันนี้ตะกอนเหล่านั้นคือความหวาดกลัวของประชาชนริมน้ำที่ไม่สามารถสัมผัสหรือใช้ประโยชน์จากสายน้ำได้เหมือนก่อน
จากการติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษอย่างต่อเนื่อง เป็นข้อเท็จจริงที่ช่วยยืนยันว่า ในแม่น้ำกก รวก สาย ได้รับผลกระทบจากเหมืองหลายแห่ง จากตัวเลขตรวจพบสารหนู เกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยถึง 28 เท่า (อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลกและค่ามาตรฐานของประเทศไทย) รวมไปถึงสารตะกั่ว และสารเคมีอันตรายอื่น ๆ ที่ใช้ในกิจกรรมการทำเหมืองแร่
แม่น้ำที่เสื่อมโทรมลง กระทบไปถึงการปนเปื้อนสารเคมีในพืชพันธุ์การเกษตรที่ปลูกบริเวณริมน้ำ พันธุ์ปลาที่พบโรคจากการอยู่ในน้ำปนเปื้อน ซึ่งต้องอาศัยการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องด้วยผลผลิตในพื้นที่เป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชน แต่วันนี้ชุมชนกลับไม่เชื่อมั่นของชุมชนที่จะบริโภคผลผลิตที่ได้มาจากท้องถิ่นของตนเอง จากการรายงานของมูลนิธิพัฒนาชุมชน ที่เผยแพร่ข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำสาย ว่าชุมชนได้รับผลจากการขยายตัวของเหมือง จากการเข้ามาซื้อที่ดินของธุรกิจ หากปฏิเสธ ก็อาจถูกยึดครองหรือกดดันให้ออกจากพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของเจ้าของที่ดิน

เพียรพรชวนให้ย้อนกลับมาพิจารณาว่า สังคมไม่สามารถอธิบายการขยายตัวของธุรกิจเหมืองแร่เพียงประเทศต้นทางเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครือข่ายธุรกิจและเศรษฐกิจในภูมิภาค ในกรณีของประเทศไทย ที่เปรียบเป็นกลไกสนับสนุน เอื้อให้กิจกรรมเหมืองแร่เกิดขึ้นได้โดยง่าย คำอธิบายดังกล่าวปรากฏหลักฐานจากการมาเยือนประเทศไทยของ มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีและผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา โดยในครั้งนั้นไทยได้มีการร่วมข้อตกลงกับเมียนมา แลกเปลี่ยนข้อมูลผลตรวจและติดตามคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน แต่กลับไม่มีการเจรจาถึงสาเหตุของปัญหาอย่างกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษในภูมิภาค
ขณะที่ภาคประชาสังคมและเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำ พยายามสื่อสารให้สังคมรับรู้อย่างต่อเนื่อง ถึงปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีจากกิจกรรมเหมืองแร่ เพื่อให้รัฐบาลผู้มีบทบาทเจรจาแก้ไขปัญหา เพียรพรเปรียบว่าการแลกเปลี่ยนคุณภาพน้ำเสมือนการบรรเทาอาการป่วยไข้ ที่ไม่ได้ดำเนินการหยุดยั้งต้นเหตุของการปนเปื้อน หรือมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องลุกขึ้นมาดำเนินการรับผิดชอบ และแก้ไขต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ของประเทศไทย เพียรพรมีโอกาสได้เข้ารับฟังและตั้งคำถามต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ว่าการบริหารจัดการในอีก 5 ปีหลังจากนี้ มีแนวทางอย่างไรต่อความวิตกกังวลของประชาชนในพื้นที่ ที่จะสามารถบริโภคน้ำ การทำประมงและผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างปลอดภัย
นโยบายส่งเสริมยุทธศาสตร์ความต้องการแร่หายาก ถูกนำเสนอในแง่ความสำคัญทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศที่ธรรมชาติและประชาชนต้องแบกรับ
ก่อนจะอธิบายว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คือจุดแรกเริ่มของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย การปนเปื้อนสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ที่มีต้นตอจากอุตสาหกรรมเหมือง มลพิษการปนเปื้อนจากเหมืองจึงไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเพียงพื้นที่เดียว
จนนำไปสู่ข้อเสนอต่อรัฐบาลในฐานะผู้มีบทบาทหาแนวทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิโดยเห็นว่าการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในสายน้ำเป็นการแก้ไขปัญหาที่แนวทางซับซ้อนและยาวนาน ในขณะที่วันนี้เป็นเพียงก้าวแรกของการเดินหน้าวางแนวทางเจรจาผลกระทบที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วนของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ไทยไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านแร่ แต่เรายังส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมแร่
สำหรับโครงสร้างอำนาจและเศรษฐกิจการเมืองของอุตสาหกรรมแร่ ดร. สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บรรยายชี้ชัดให้เห็นถึงบทบาทของไทย ในสมรภูมิการแข่งขันภูมิรัฐศาสตร์แร่ ซึ่ง ดร. สืบสกุล ให้คำจำกัดความว่า ‘โครงสร้างธรรมาภิบาลแร่’ ในฐานะการแข่งขันอำนาจและเศรษฐกิจการเมืองของอุตสาหกรรมแร่ที่มีอิทธิพลต่อความมั่นคงในประเทศหนึ่ง

ไทยถือเป็นประเทศมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ระบบโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ เมื่อวิเคราะห์เส้นทางการค้าแร่ตามพื้นที่พรมแดนของประเทศไทย พบข้อมูลจากด่านศุลกากรว่า มีการนำเข้าแร่จากเมียนมาผ่านเข้าทางพรมแดนประเทศไทย บริเวณจังหวัดเชียงราย ตาก กาญจนบุรี ระนอง โดยมีทั้งการผ่านเข้ามาเพื่อส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศปลายทาง และผ่านเข้ามาเพื่อเข้าอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทย ก่อนดำเนินการส่งออก หรือส่งกลับไปยังเมียนมาซึ่งเป็นต้นทาง
บริเวณพรมแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย-ท่าขี้เหล็ก ในรัฐฉานของเมียนมา มีการจดทะเบียนบริษัทเหมืองแร่อย่างเป็นทางการจำนวน 7 บริษัท ระยะเวลาได้รับสัมปทานดำเนินกิจการถึงปี 2032 ในแง่ความรับผิดรับชอบทางการดำเนินธุรกิจนั้น รัฐฉานมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการประกอบธุรกิจเหมืองแร่ ให้เป็นไปตามกฎหมายและรัดกุมในมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เมียนมามีกำลังการส่งออกแร่สำคัญเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน

หากวิเคราะห์ไปถึงประเภทแร่สำคัญที่มีการนำเข้าผ่านมายังประเทศไทย อย่างเช่น แร่แมงกานีส ดีบุก พลวง และทองแดง ที่มีการผลิตในประเทศเมียนมาก่อนส่งผ่านไปยังประเทศจีน แร่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งข้องเกี่ยวโดยตรงกับอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของไทย ดร. สืบสกุลชวนตั้งคำถามที่ซับซ้อนไปมากกว่าประเภทและจำนวนการนำเข้าแร่ที่ผ่านเข้ามายังไทย แต่เป็นการวิเคราะห์ที่สำคัญว่า หากจีนยังมีความจำเป็นในการนำเข้าแร่สำคัญจากต่างประเทศ แร่เหล่านั้นมีกระบวนการผลิตอย่างไร สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการขนส่งได้หรือไม่ รวมไปถึงมีความสัมพันธ์ของเครือข่ายที่ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ในพื้นที่ความขัดแย้ง ที่ได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมแร่
เมื่อไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ ทั้งการนำเข้า ส่งออกแร่และเครื่องมือในอุตสาหกรรมเหมือง ภาคธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีความรับผิดชอบอย่างไรต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
คำถามสำคัญสำหรับบทบาทของไทยกับธรรมาภิบาลแร่ จากมุมมองของ ดร. สืบสกุล
สำหรับการขับเคลื่อนของประชาชนไปสู่ผู้นำประเทศ ภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ของไทย มีการส่งจดหมายไปยังรัฐบาลจีน เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจเหมืองแร่ในเมียนมา อีกทั้งยังใช้กลไกความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง–แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation : LMC) ในการหารือแนวทางแก้ไขร่วมกันของประเทศสมาชิกในภูมิภาค หากแต่ยังไม่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมใดเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
5 มิถุนายน 2026 รัฐบาลจีนมีนโยบาย ‘การพัฒนาสีเขียว’ เพื่อบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปตามเป้าหมายของการผลิตที่ยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในมุมมองของ ดร. สืบสกุล นั้น สิ่งสำคัญที่ควรถูกระบุไว้ในการพัฒนาสีเขียว คือกระบวนเปิดเผยธุรกิจที่มีความข้องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องมีแนวทางตรวจสอบควบคุมอุตสาหกรรม ตลอดจนมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมต่อการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อม
การแก้ไขปัญหาต้องขยับจากพื้นที่พรมแดนไปสู่ห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์แร่ของโลกที่เปิดเผยรวมถึงสามารถตรวจสอบและกำกับดูแลได้
การนำเสนอของ ดร. สืบสกุล ทำให้ภาพผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของไทย ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบ แต่สัมพันธ์กับความรับผิดรับชอบตลอดห่วงโซ่อุปทานแร่ที่เป็นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำ โดยมีข้อเสนอว่าการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนอย่างจริงจัง ต้องตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ มีกลไกตรวจสอบเส้นทางแร่ตลอดการผลิต รวมไปถึงความร่วมมือข้ามพรมแดนในการเจรจาแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างรัฐ โดยเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การพิจารณาผลประโยชน์จากเหมืองแร่ อยู่บนฐานข้อมูลที่รอบด้านทั้งสิทธิมนุษยชนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยไม่ลืมว่า ประเทศไทยนั้นมีส่วนข้องเกี่ยวในฐานะผู้รับ และส่งออกแร่สำคัญ รวมถึงผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรม และสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมือง
ตลอดการแลกเปลี่ยนแนวทางยับยั้งมลพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนจากเหมือง มีบทสนทนาหนึ่งที่ถูกกล่าวย้ำเสมอ ว่าจะสามารถแก้ไขปัญมลพิษที่ต้นเหตุได้ จำเป็นอย่างมากที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ ส.รัตนมณี พลกล้า มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน หรือ CRC ให้ความเห็นว่ามลพิษที่เกิดการปนเปื้อนในขณะนี้ อย่างน้อยที่สุดจะเกิดแนวทางแก้ไขปัญหาได้ ก็ต่อเมื่อไทยและเมียนมาร่วมเจรจาแนวทางทั้งสองฝ่าย

ในฐานะผู้รับผิดรับชอบกับอุตสาหกรรมเหมือง ซึ่งอยู่ต้นน้ำและมีความเสี่ยงปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม กระบวนการกำกับดูแลที่มีอยู่ต้องรัดกุมตั้งแต่การขออนุญาตดำเนินกิจการ ศึกษาพื้นที่เพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เพื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดการของอุตสาหกรรม โดยไม่ควรมองการประเมินผลกระทบเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งก่อนดำเนินกิจการ แต่เป็นกระบวนการสำคัญ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ตามกระบวนการของกฎหมาย ส.รัตนมณีกล่าวว่า การประเมินให้อุตสาหกรรมหนึ่งสามารถดำเนินการได้ ต้องพิจารณาร่วมกับการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนผู้ได้รับผลกระทบ ตามข้อเท็จจริงที่ประชาชนมีสิทธิทราบว่า อุตสาหกรรมในพื้นที่เป็นเหมืองแร่ประเภทใด มีการใช้สารเคมีอันตรายหรือไม่ และทางอุตสาหกรรมนั้นมีวิธีจัดการความเสี่ยง หรือป้องกันผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่รัดกุมมากน้อยเพียงใด
แต่สำหรับความเสี่ยงที่มีต่อผลกระทบในระดับภูมิภาคอันมาจากเหมืองต้นน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบไปยังพื้นที่พรมแดนข้างเคียง อย่างในกรณีของเมียนมา-ไทย ที่รัฐบาลไทยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อน ประชาชนในประเทศกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองนอกพื้นที่พรมแดน ในขณะเดียวกัน ข้อมูลและความร่วมมือจากรัฐพื้นที่ต้นน้ำก็มีความสำคัญอย่างมาก และควรเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างพรมแดน ตั้งแต่การรับทราบข้อมูลการดำเนินกิจการ หารือแนวทางป้องกันและประเมินความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
ประเทศที่อยู่ในฐานะรัฐท้ายน้ำ จะดำเนินการจัดการมลพิษได้ยากลำบาก หากรัฐต้นน้ำไม่ให้ความร่วมมือ สุดท้ายแล้วเราต้องพิจารณาว่า รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการได้มากกว่าการแก้ไขปัญหาภายในประเทศหรือไม่
ทนายความของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนเสนอว่า นอกเหนือจากการหาพื้นที่เจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเร็ว คือการพิจารณาการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษ เร่งศึกษากลไกทางกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยกำลังพัฒนา คือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) เกี่ยวข้องกับภาคีเจรจาระดับนานาชาติอย่าง OECD National Contact Point (NCP) บนฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างนานาประเทศ
วันนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมการตรวจสอบและกำกับดูแลความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทานเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน อีกทั้งขอบเขตกฎหมายที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนกำกับดูแลต้นเหตุของมลพิษที่เกิดขึ้นได้
สำหรับห่วงโซ่อุปทานแร่ในการวิเคราะห์ของ ส. รัตนมณี ไม่ได้หมายถึงเพียงเจ้าของกิจการ แต่ต้องนับไปถึงผู้มีส่วนได้รับผลประโยชน์ตลอดเส้นทางอุตสาหกรรม เพื่อให้มีกระบวนการตรวจสอบเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่อย่างเป็นธรรม
กระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยส่วนสำคัญอย่างหลักฐานข้อเท็จจริง และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อน ขณะที่หน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมกำลังรวบรวมหลักฐาน ผลการตรวจวัดสารเคมีปนเปื้อน ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ระบุตำแหน่งของอุตสาหกรรม เส้นทางการไหลของแม่น้ำ หากมีพื้นที่เจรจาที่ขับเคลื่อนไปสู่การแก้ไขปัญหา ข้อเท็จจริงข้างต้นจะมีส่วนประกอบการเรียกร้องให้เกิดการรับผิดชอบและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลของไทยมีบทบาทคุ้มครองชีวิตประชาชน ด้วยการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมือง มีระบบวางระบบเตือนภัย ติดตามการปนเปื้อนและเฝ้าระวังมลพิษ เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบและเยียวยาธรรมชาติ ชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการปนเปื้อน
“ปัญหามลพิษปนเปื้อน ไม่อาจถูกแก้ไขด้วยแนวคิดให้ธรรมชาติฟื้นฟูตนเอง หรือปล่อยให้การปนเปื้อนอยู่กับธรรมชาติและชีวิตประชาชนต่อไปในระยะยาว ความร่วมมือหลายระดับจากรัฐบาล ภาคประชาสังคม การเจรจาระหว่างประเทศ ต้องเกิดขึ้นเพื่อกำหนดความรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดแล้ว และหยุดยั้งผลกระทบจากการปนเปื้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต”
ส.รัตนมณี กล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางคำถามระหว่างการแลกเปลี่ยนข้อมูลว่า วันนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้เริ่มต้นหาแนวทางฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเยียวยาผลกระทบที่ประชาชนเป็นผู้แบกรับอย่างไรบ้าง ในตลอดเวลานับปีที่ผ่านมา
รับชมเนื้อหาการเสวนา : วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน จากเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในภูมิภาคแม่น้ำโขง ความท้าทายต่อสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความรับผิดของรัฐและธุรกิจ

มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
