
‘เช้านั้นวันพุธ’
ชื่ออันเรียบง่ายของภาพยนตร์สารคดีในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519
5 ทศวรรษในการเรียกคืนความทรงจำและความเป็นธรรมให้ประวัติศาสตร์ของประชาชน เป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยต้องต่อสู้กับความรุนแรงโดยรัฐหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด คำขอโทษไม่เคยถูกเอ่ยจากปากของผู้กระทำความรุนแรง แม้ความเป็นธรรมทางกฎหมายประทับตราคนผิด ทั้งกรณีเหตุการณ์ตากใบ ที่ชาวบ้านชนะคดีความแต่รัฐไม่สามารถจับตัวจำเลยที่กระทำความผิดมารับโทษทั้งที่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กรณีชัยภูมิ ป่าแส เด็กชายชาวลาหู่ที่จบชีวิตด้วยกระบอกปืนของเจ้าหน้าที่รัฐ คดีความที่ต่อสู้ยาวนานจบลงด้วยชัยชนะตามกฎหมายแต่นั่นสามารถเรียกคืนความเป็นธรรมให้ผู้ตายได้เพียงครึ่งเดียว ไร้คำขอโทษจากเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานต้นสังกัดที่ลั่นไกปืน
วัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดยังฝังลึกและดำรงอยู่ในอำนาจรัฐ ประชาชนทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ หากอำนาจประชาชนยังน้อยนิดเฉกเช่นทุกวันนี้ สังคมอาจเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ไม่ควรยอมให้เกิดขึ้นอาจต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกรณีน้องเมยอาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย
Decode ชวนผู้อ่านสำรวจอดีต ปัจจุบัน กับบทสนทนาของโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์สารดี ‘เช้านั้นวันพุธ’ มากกว่าการเป็นเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ของผู้คน เพราะภาพยนตร์สารคดีคือประจักษ์พยานแห่งความจริงและลายเซ็นของคนทำงานเช่นกัน

“เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 มันควรจะเป็นเช้าวันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง ที่คนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมทางสังคม เรียกร้องเพื่อสิทธิเสรีภาพ ก็ควรจะมีสิทธิ์มีเสียงในการที่จะพูด มันควรจะเป็นวันธรรมดาที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่ แล้วก็มีความฝันต่อไป”
นั่นคือสารตั้งต้นของชื่อเรื่องเช้านั้นวันพุธ โกวิทเริ่มต้นเท้าความจากกระสุนนัดนั้น หรืออาจจะก่อนหน้านั้นอีกด้วยซ้ำไป มันเป็นเช้าวันธรรมดา ๆ เฉกเช่นกับวันอื่น ๆ และในพื้นที่อื่น ๆ ที่เราพบ มันควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาที่เขาร่ำลาญาติพี่น้อง เดี๋ยวจะไปทำงาน เดี๋ยวจะไปนู่นไปนี่ไปธุระ ก่อนที่จะพบว่าพอสายสักหน่อยหนึ่งเขาไม่หายใจแล้ว คือมันควรจะเป็นวันธรรมดา ๆ เขาจึงตั้งชื่อให้มันธรรมดาที่สุด แต่แน่นอนว่าสิ่งที่สังคมไทยเผชิญเราพบว่า มันไม่เคยธรรมดาเลย และมันแสดงว่าประเทศนี้มันไม่ธรรมดา
โกวิท เล่าว่าสารคดีเรื่องนี้ตั้งต้นจากความสนใจของผู้กำกับในประเด็นสงครามเย็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่เขาทำงานอยู่ ผลกระทบมันขนาดไหน มันเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไปยังไง จิ๊กซอว์ความสนใจเชิงประเด็นผนวกกับประสบการณ์ที่ได้เข้าไปมีส่วนในการทำประเด็นปาฐกถาของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เมื่อครั้งครบรอบ 14 ตุลาคม ในงานปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ และสองปีถัดจากนั้นก็งานปาฐกถาของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล กลายเป็นภาพความต่อเนื่องที่ถูกต่อเป็นสารคดีเรื่องนี้
“ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ถ้าคุณไปฟังวิทยุยานเกราะ (สถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพบกไทย) ก็จะเห็นความพยายามแยกว่าพวกนี้เป็นญวนใช่มั้ย เป็นแขกหรือเป็นโน่นเป็นนี่ เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ไทย พอเอาเฟรมพวกนี้มาจับ และออกเดินทางโดยใช้ต้นทุนเดิมที่ผมพอจะรับรู้ว่าเกิดสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมจึงเอาเรื่องเฟรมนี้ไปเล่าผ่านผู้คนในแต่ละพื้นที่”
ชุมชนจินตกรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือกระทำความรุนแรง ชาตินิยมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน ขณะเดียวกันก็ขีดเส้นให้กับความเป็นอื่น ซึ่งความเป็นอื่นนั้นง่ายต่อรัฐในการใช้ความรุนแรงจัดการคนที่เห็นต่าง ความเป็นอื่นกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐใช้ความรุนแรง ซ้ำร้ายเมื่อเกิดความรุนแรงโดยรัฐ ก็มักตามมาด้วยการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งทั้งหมดมันยังอยู่ถึงปัจจุบัน ระหว่างทางจึงทำให้คำถามที่ว่า “เราจะอยู่ในประเทศนี้กันจริง ๆ ใช่ไหม คือเราจะเอาแบบนี้กันจริง ๆ ใช่ไหม” ดังชัดขึ้น
“เวลาที่เราลงไปพื้นที่แล้วไปเก็บประเด็นพวกนี้ เราจึงรู้สึกว่ามันคือการทำซ้ำ มันแค่เกิดขึ้นตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เป็นข่าวใหญ่บ้าง เป็นข่าวเล็กบ้าง เป็นข่าวไม่โตบ้าง หรือถ้าเกิดขึ้นกับชุมชนชาวลาหู่อาจไม่ได้มีราคาอะไรมากนักหรอก นึกออกไหมครับ คือลมหายใจของแต่ละคนมันราคาไม่เท่ากัน”
ความทรงจำที่เจ็บปวดของผู้คนถูกถ่ายทอดผ่านหน้ากล้อง และมันถ่ายทอดความเจ็บปวดนั้นมาสู่คนหลังกล้อง โกวิทมองว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อาจทำงานหรือสื่อสารกับคนดูแต่ละคนแตกต่างกัน แต่คนทำงานการได้สบตา ได้ฟังเสียงฟังเรื่องเล่าจากคนที่เล่าเรื่องนี้ซ้ำ ๆ แล้วร้องไห้ทุกครั้ง มันกระตุกต่อมความคิดว่า ประเทศนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่
หนึ่งในฉากที่ไม่ถูกเล่าในสารคดี แต่ถูกค้นพบระหว่างทางของผู้กำกับคือ ฟุตเทจของหอภาพยนตร์ในเหตุการณ์ 6 ตุลา โกวิทเล่าว่าในภาพนั้นเห็นคนมีปืน แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครตำแหน่งอะไร เพราะไม่ได้ใส่เครื่องแบบยืนอยู่ตรงริมรั้วตรงทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศล้อมรอบไปด้วยคนยิงกัน ยิงกัน ยิงกัน คน ๆ นั้นหัวเราะต่อกันท่ามกลางความรุนแรงตรงหน้า คนที่ยืนอัดบุหรี่ในฟุตภาพก็ยิง ในภาพมีคนที่อยู่ตรงนั้นกำลังเล่าว่า กระสุน ราคาลูกละ 3.50 บาท 50 บาท เหมือนคุยกันถึงแหล่งซื้อหาด้วยระหว่างที่เขายิงคน “ตอนนั้นผมเหวอไปเลย นึกออกมั้ยฮะ ผมเหวอไปเลย ผมนึกไม่ออกว่าคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นมันขนาดไหน”
“ผมไปค้นดูฟุตเทจบทสัมภาษณ์คุณพ่อคุณแม่ของคุณจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ซึ่งคุณจารุพงษ์คือคนที่ถูกลากไปสนามฟุตบอล พ่อเขาขับมอเตอร์ไซค์โดยมีแม่ซ้อนท้ายเพื่อจะตามหาว่าลูกอยู่ที่ไหน เขาไม่มองแม้กระทั่ง 2 ข้างทาง เขามองหาแค่ว่าลูกเขาอยู่ไหน ผมนึกไม่ออกว่าคนมีลูกอย่างพวกเราถ้าอยู่ตรงนั้น ซึ่งเต็มไปด้วยคนที่หมอบราบอยู่กับพื้น ถูกด้ามปืนตี คนถูกยิงถูกใช้ความรุนแรงขนาดนั้น หลังจากนั้นเขาต้องมีชีวิตอยู่แบบไหนอะ ผมนึกไม่ออก”
สำหรับผู้กำกับฯ การทำหนังเรื่องนี้ทำให้ต้องเข้าไปสัมผัสกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เป็นสภาวะตามชื่อแรกของหนังเรื่องนี้ The Unforgetting Wednesday ต่อมาอาจารย์เดวิด สเตร็คฟัสส์ เสนอให้เปลี่ยนเป็น Since That Wednesday…50 years Caught Between Memory and Forgetting เพราะเรื่องราวเมื่อห้าสิบปีก่อนยังติดอยู่ในความทรงจำและความลืม ซึ่งทรมานยิ่งกว่าการหายไป
ภายใต้ความทรงจำที่ลบไม่ลืมนี้ ปีศาจที่ก่อร่างสร้างบาดแผลยังคงยืนอยู่บนแท่นของฮีโร่ผู้ชนะ โกวิทย้ำว่า รัฐคือปีศาจที่น่ากลัวที่สุด ตามที่นักปรัชญาคนนึงเคยพูดไว้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ความรุนแรงถูกทำโดยรัฐ ขนาดของมันมหาศาลมาก ทั้งน่าเกลียด น่ากลัวและกระอักกระอ่วนมาก ๆ โดยเฉพาะการสร้างความรุนแรงโดยรัฐที่ใช้พาวเวอร์จากประชาชน เพื่อข่มเหง เข่นฆ่าประชาชนด้วยกันเอง
“ผมคิดว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าความรุนแรงโดยรัฐแล้วยังลอยหน้าลอยตา นี่มันผ่านมา 50 ปี คุณเคยได้ยินเสียงคำขอโทษจากฝ่ายรัฐหรือเปล่า มันมีกี่ครั้งที่รัฐขอโทษจากความรุนแรงโดยรัฐ มันมีกี่ครั้งที่คนตายกลางกรุงเทพมหานคร ตายกลางย่านการค้า ถูกล้อมฆ่า ล้อมยิงครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่มีอำนาจสั่งการไม่ผิด ไม่ผิดเลยนะครับ ไม่ผิดแม้แต่คนเดียวอีกต่างหาก แล้วก็เป็นปีศาจที่เราเลือกมาด้วย”
รับชมภาพยนตร์สารคดี ‘เช้านั้นวันพุธ’ ทางหน้าจอไทยพีบีเอสวันนี้ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. และรับชมผ่าน VIPA Application ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคมนี้

นักข่าวที่ใส่ใจบทสนทนาของผู้คนระหว่างทาง และออกเดินทางตามป้ายบอกทาง 'ความเป็นมนุษย์'