
“แชท เจนภาพหมามีปีกกำลังบินเหนือทุ่งข้าวสาลีสีน้ำตาล ฉันจะเอาไปเป็นโลโก้ร้านขนมหวาน”
“แชท น้ำจะท่วมกรุงเทพจริงหรือไม่”
“แชท ถ้าหากคน ๆ นี้จากไป นายจะเขียนถึงเขายังไงบ้าง”
สารพัดคำถามที่ผู้ช่วยส่วนตัว AI กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่ใช่แค่การถามตอบในแอปพลิเคชันเหล่านั้น แต่ปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นส่วนสำคัญของบริการต่าง ๆ ในชีวิตของเราไม่ว่ากิน เที่ยว ทำงาน หรือกระทั่งนอน ระบบการประมวลผลที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดเวลาไม่สามารถอยู่เฉย ๆ ได้ในอากาศ แต่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อรองรับข้อมูลที่มีการรับส่งจำนวนมากตลอดเวลา แบบที่เราเริ่มได้ยินชื่อกันมากขึ้นอย่าง Data Center
หากนิยามตรงตัว Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์และสถานที่ที่ใช้จัดเก็บ ประมวลผล และบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นรากฐานที่จับต้องได้ของระบบ Cloud Computing และ AI
ทว่า Data Center ไม่ใช่แค่ห้องเซิร์ฟเวอร์ปกติทั่วไป การออกแบบที่ต้องรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งอุปกรณ์เครือข่าย ระบบสำรองไฟฟ้า และระบบระบายความร้อนที่ทำงานสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะ Data Center ที่รองรับการประมวลผล AI ซึ่งต้องใช้ชิปประสิทธิภาพสูง สิ่งที่ต้องแลกมาคือทรัพยากรจำนวนมากทั้งไฟฟ้าที่ต้องรันระบบทั้งวันทั้งคืนและน้ำจำนวนมหาศาลเพื่อหล่อเย็นให้กับความร้อนของระบบ

ประเทศไทยรวมถึงอีกหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของบริษัทเทคขนาดใหญ่ทั่วโลก แต่ Data Center มาพร้อมผลประโยชน์และโอกาสมากมายจริงหรือ? เพราะโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้ไม่ใช่แค่ทรัพยากรจำนวนมหาศาล แต่ยังหมายถึงผลกระทบต่อชุมชนรอบข้างและมลพิษที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ในภาคตะวันออกที่ทุกวันนี้ยังติดกับดักในการพัฒนาที่แลกวิถีชีวิตเดิมของพื้นที่กับมลพิษหลากหลายรูปแบบของทุนหลายสัญชาติ
ในวันที่รัฐไทยยินดีต้อนทรัพย์เม็ดเงินมหาศาลที่กำลังจะมาถึง แต่เรากำลังลงทุนด้วยทรัพยากรมหาศาลเพื่อสร้างระบบเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะถูกกระจายไปให้บรรษัทไม่กี่แห่ง ไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงการเป็นอาณานิคมสมัยใหม่ด้านพลังงานหรือไม่ และรัฐบาลนี้กำลังผลักให้สังคมและประชาชนเป็นคนด่านหน้าในการเผชิญการแย่งชิงทรัพยากรและมลพิษที่กำลังจะเกิดขึ้น

หลายปัญหาบนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ การเข้ามาของ Data Center นี้จะกลายเป็นโอกาสการลงทุนจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือรัฐอาณานิคมสมัยใหม่ด้านพลังงาน ในวงเสวนา Data Center ไทย : โอกาสและผลกระทบ จาก Mekong-ASEAN Environmental Week 2026
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการขยาย Data Center และ Cloud Computing ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงส่งสำคัญมาจากการเติบโตของบริการดิจิทัลและ AI ที่ต้องการกำลังประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น
แม้จะฟังดูดี แต่ดร. สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการจาก EEC Watch ชวนมองว่า เพราะอะไรบริษัทระดับโลกเหล่านี้ถึงอยากเข้ามาลงทุน ประเทศไทยให้อะไรกับนักลงทุนเหล่านี้ถึงได้เกิด Data Center มากมายเป็นดอกเห็ด

จากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2565–2567 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Services รวม 27 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 290,000 ล้านบาท
Amazon เริ่มเข้ามาวางแผนลงทุนในปี 2022 มูลค่าการลงทุน 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (วางแผนลงทุนต่อเนื่องจนถึงปี 2037)
Google เข้ามาลงทุนในปี 2024 มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
TikTok มีแผนเข้ามาลงทุนในปี 2025 มูลค่าการลงทุน 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Microsoft เข้ามาลงทุนมูลค่าอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (วางแผนการลงทุนต่อเนื่องจนถึงปี 2028)
นอกจากนี้ ดร. สมนึก ยังระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการ Data Center ไปแล้วรวมมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 290,000 ล้านบาท สำหรับ 57 โครงการ โดยในการก่อสร้างและดำเนินงานจริง มักมีการว่าจ้างบริษัทรับเหมาช่วง (Subcontractor) จากประเทศจีน รวมถึงการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับบริษัทพลังงานเอกชนรายใหญ่ในไทย เช่น Gulf และ B.Grimm


“แม้เม็ดเงินที่ได้จากการลงทุนจะมากมายมหาศาล แต่เม็ดเงินเหล่านี้กระจายไปสู่ชุมชนจริงหรือไม่ เพราะการก่อสร้างก็ใช้ซับคอนแทรกจากจีน แรงงานจำนวนมากก็เป็นแรงงานชาวเมียนมาหรือจีน รวมไปถึงแรงงานระดับที่ควบคุม Data Center ก็นำเข้ามาจากนอกประเทศ พ่อค้าแม่ค้าที่คาดหวังว่าจะได้ทำมาค้าขายกับคนงานใน Data Center ก็ไม่มีจริง เพราะในโรงงานเหล่านี้มีการเปิดตลาด มีการจับจ่ายใช้สอยกันภายในอยู่แล้ว แล้วประเทศไทยเราได้เม็ดเงินจากส่วนไหนในการเข้ามาของ Data Center เหล่านี้” ดร. สมนึก กล่าว
แต่เบื้องหลังตัวเลขการลงทุน คือคำถามถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คลังประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ระบบสำรองไฟฟ้า ระบบสื่อสาร และระบบหล่อเย็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ ยิ่งเมื่อ Data Center ถูกใช้รองรับการประมวลผล AI ความหนาแน่นของกำลังประมวลผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้คำถามเรื่องไฟฟ้าและน้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมการการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร. สมนึกทั้งในฐานะคนตะวันออกและคนที่ทำงานในพื้นที่ EEC เป็นระยะเวลานาน กล่าวว่า พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งประกอบด้วยชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการลงทุน Data Center ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า การสื่อสารและอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม บนเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ ภาคตะวันออกจะรับอีกไหวหรือไม่ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจากมลพิษ การใช้ที่ดินเกิดขึ้นในปัจจุบันก็มากมายอยู่แล้ว
“การใช้พื้นที่ภาคตะวันออกหรือ EEC มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก แม้รัฐไทยจะยังไม่มีการตีความของคลังประมวลผลขนาดใหญ่นี้ แต่รูปแบบของ Data Center ไม่ได้ต่างจากโรงงานเลย และยิ่งขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ผลกระทบที่ตามมาทั้งการแย่งชิงทรัพยากรในพื้นที่และมลพิษที่จะถูกปล่อยออกมาก็ยิ่งมากตาม แล้วทุกวันนี้ EEC เป็นพื้นที่ที่ต้องรับมลพิษจำนวนมากจากโรงงานและนิคมหลากหลายประเภท เรากำลังผลักให้ชุมชนกลายเป็นคนรับมือแต่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยจาก Data Center หรือไม่” ดร. สมนึก กล่าว


ขณะเดียวกัน ความต้องการทรัพยากรของ Data Center เป็นประเด็นที่ต้องวางแผนควบคู่กับการลงทุน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยระบุว่า ระบบไฟฟ้าต้องรองรับทั้งความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการจัดหาพลังงานสะอาดให้กับ Data Center โดยมีการปรับปรุงโครงข่ายในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งโครงการนำร่อง 3 พื้นที่สามารถเพิ่มศักยภาพการจ่ายไฟได้อีก 550 เมกะวัตต์ ขณะที่ผู้ให้บริการน้ำใน EEC ระบุว่ามีการเตรียมโครงข่ายท่อส่งน้ำในพื้นที่กว่า 500 กิโลเมตรเพื่อรองรับการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมและ Data Center
ความสัมพันธ์ระหว่าง Data Center กับ AI ทำให้โจทย์นี้ยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะ AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ต้องใช้กำลังประมวลผลสูงกว่าการให้บริการดิจิทัลทั่วไป เซิร์ฟเวอร์จึงต้องใช้ชิปประสิทธิภาพสูงและทำงานต่อเนื่อง ขณะที่ความร้อนจากอุปกรณ์ต้องถูกจัดการด้วยระบบหล่อเย็นที่มีประสิทธิภาพ รายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่า Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 และอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 โดย AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเพิ่มขึ้นดังกล่าว

ดร. สมนึกอธิบายว่า “เราต้องมอง Data Center ให้พ้นจากภาพของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศอย่างเดียว เพราะทุกเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานอยู่บนโลกออนไลน์ยังต้องอาศัยทรัพยากรทางกายภาพอยู่เบื้องหลัง ทั้งไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ และระบบสาธารณูปโภค ขนาดของผลกระทบเองก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประเภทระบบที่ใช้ภายใน ซึ่งกฎหมายในประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดที่จะคุ้มครองความเสี่ยงเหล่านี้จากประชาชน”
อีกโจทย์สำคัญคือกติกาที่ใช้กำกับ Data Center ในปัจจุบันอาจไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับโครงการที่มีขนาดและความต้องการทรัพยากรเช่นนี้โดยตรง กรณี Data Center ในกรุงเทพฯ ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผังเมืองและการประเมินผลกระทบ ทำให้หน่วยงานรัฐต้องกลับมาพิจารณานิยามของกิจการ ตลอดจนมาตรการ EIA และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพลังงานได้ชะลอการอนุมัติโครงการใหม่บางส่วนเพื่อรอการปรับปรุงกรอบกำกับดูแล
“ภาครัฐขาดวิสัยทัศน์และการวางแผนเชิงรุกที่รัดกุม คณะกรรมการ Data Center ระดับชาติเพิ่งจัดตั้งและรวบรวมข้อมูลอย่างล่าช้า ในขณะที่โครงการของเอกชนก้าวหน้าไปไกลจนเสร็จสิ้นเฟส 1, 2 และ 3 แล้ว แต่รัฐบาลไม่ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำคัญอย่าง PUE (Power Usage Effectiveness) หรือ WUE (Water Usage Effectiveness) ไว้ล่วงหน้าเลย มันกลายเป็นว่าธุรกิจที่เข้ามาลงทุนเหล่านี้ เลือกที่จะลงทุนในประเทศไทยเพราะเห็นช่องโหว่ที่กฎหมายไทยยังตามไม่ทัน” ดร. สมนึก กล่าว
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนคำถามใหญ่กว่าการอนุญาตให้สร้าง Data Center คือรัฐมีข้อมูลและเครื่องมือมากพอที่จะประเมินต้นทุนของการลงทุนแต่ละโครงการหรือไม่ ทั้งด้านไฟฟ้า น้ำ การใช้ที่ดิน การจัดการของเสีย และผลกระทบต่อชุมชน เพราะ Data Center หนึ่งแห่งอาจไม่ได้สร้างผลกระทบเท่ากันทุกแห่ง เทคโนโลยีหล่อเย็น แหล่งพลังงาน ขนาดของ IT Load และประเภทของงานประมวลผล ล้วนทำให้การใช้ทรัพยากรแตกต่างกัน
ดร. สมนึกเน้นย้ำกับรัฐบาล ว่าการแข่งขันเพื่อเป็น Data Center Hub ของภูมิภาคจึงไม่ควรวัดกันเพียงว่า ใครดึงดูดเงินลงทุนได้มากกว่า แต่ต้องถามต่อว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลแบบใด ประเทศไทยจะได้อะไรจากการมีเซิร์ฟเวอร์และระบบ Cloud ขนาดใหญ่เข้ามาตั้งอยู่ และต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมจะถูกจัดการอย่างไร
“เพราะโลกดิจิทัลอาจดูเหมือนไร้น้ำหนักบนหน้าจอ แต่เบื้องหลังทุกคำสั่งที่ส่งไปยัง Cloud ทุกภาพที่สร้างด้วย AI และทุกข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ล้วนต้องอาศัยทรัพยากรจริงของโลกใบนี้ การตัดสินใจเรื่อง Data Center จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรับ หรือไม่รับการลงทุน แต่เป็นการตัดสินใจว่า ประเทศไทยต้องการให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตบนเงื่อนไขแบบใด และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเติบโตนั้น”

ภาพของการพัฒนาที่ถูกมองเห็นจากสายตาของ สรายุทธ สนรักษา เกษตรกรในพื้นที่ EEC จากจังหวัดชลบุรี ไม่ใช่แค่อาคารขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นใกล้ชุมชน แต่ยังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ซึ่งผู้คนใช้ทำเกษตร เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเลี้ยงปศุสัตว์มานาน ปัญหาที่ชุมชนตั้งคำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า Data Center จะสร้างรายได้ให้ประเทศเท่าไร แต่รวมถึงว่า การลงทุนเหล่านี้ใช้ทรัพยากรอะไร และคนที่อยู่รอบโครงการจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากน้อยเพียงใด

หนึ่งในประเด็นที่ชาวบ้านในแถบนั้นยังวิตกกังวลคือ การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
สำหรับพื้นที่ที่ทำเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรสำหรับการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ สรายุทธตั้งข้อสังเกตถึงข้อมูลการใช้น้ำของโครงการฯ โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ชาวบ้านพบเห็นจากการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ เขาจึงตั้งคำถามว่า ปริมาณน้ำที่โครงการต้องใช้จริงสอดคล้องกับข้อมูลที่ถูกนำเสนอในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่
“ตอนทำประชาคมบอกใช้น้ำวันละ 4–5 รถบรรทุก แต่ที่เห็นเจาะฝังท่อลอดใต้ถนนคือท่อไซส์ 20 นิ้ว มันไม่ใช่ 4–5 คันรถบรรทุกแล้ว มันคือน้ำดิบมหาศาล น้ำหล่อเย็นทำให้อุณหภูมิแม่น้ำบางปะกงสูงขึ้น 1–2 องศา มันเปลี่ยนระบบนิเวศเป็นไม่มีอากาศ และที่ร้ายกาจที่สุดคือคลอรีนที่ฟีดเข้าไปป้องกันตะกรัน มันฆ่าทุกอย่างในระบบนิเวศแม่น้ำบางปะกง” สรายุทธ เล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทำมาหากินของเขา
สำหรับชุมชน เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมีโครงการจัดหาและผันน้ำในระดับภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงแหล่งน้ำ การขยายระบบท่อ หรือการเพิ่มศักยภาพในการจัดส่งน้ำมายังพื้นที่ EEC เพราะทุกโครงการล้วนมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและระบบนิเวศ

เช่นเดียวกับไฟฟ้า Data Center ต้องการพลังงานที่มีความมั่นคงและต่อเนื่อง การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลจึงเชื่อมโยงกับการลงทุนในระบบผลิตและส่งไฟฟ้าโดยตรง ในมุมของชุมชน ประเด็นไม่ได้มีเพียงว่า ไฟฟ้าจะเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงคำถามว่าต้นทุนของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ถูกจัดสรรอย่างไร และประชาชนจะได้รับผลกระทบต่อค่าไฟหรือภาระของระบบไฟฟ้าหรือไม่
“Data Center จั๊มไฟจากเอกชนโดยตรงครับ ประเทศไทยจะได้อะไร เราได้ขายไฟที่มีจนล้นไปให้เอกชนเหล่านี้จริงเหรอ ส่วนพวกเราก็ใช้ไฟกันแพง ๆ จ่ายค่า FT กัน 5 บาท กำลังการผลิตโรงไฟฟ้าบางปะกงมี 4,500 เมกะวัตต์ ผลิตจริงทุกวันนี้ไม่ถึง 1,000 เมกะวัตต์ แต่กำไรของเอกชนแสนล้าน แล้วคิดว่าประชาชนจะได้อะไร” สรายุทธ กล่าว
สรายุทธมองว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นมีรากฐานจากการวางระบบที่ไม่แข็งแรงของการเมืองไทย ยิ่งเผชิญกับปัญหารูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อนยิ่งแก้ไขได้ยาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองตามคำสั่ง 4/2559 ของรัฐบาลคสช. และการจัดตั้งกลไกตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ พ.ร.บ. EEC
ในมุมของภาคประชาชนคนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อพื้นที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศ สิทธิของคนที่อาศัยอยู่เดิมถูกวางไว้ตรงไหน เพราะสำหรับคนที่ไม่ได้มองที่ดินเป็นเพียงทรัพย์สิน ที่ดินผืนเดียวกันอาจเป็นทั้งบ้าน ที่นา บ่อเลี้ยงปลา แหล่งน้ำ และพื้นที่ทำมาหากิน การเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงแผนที่ แต่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตของผู้คนด้วย
ทำให้การกำกับดูแลโครงการที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง Data Center ซึ่งบางกรณีมีขนาดการใช้พลังงานสูงมาก แต่รูปแบบกิจการไม่ได้สอดคล้องกับภาพจำของโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิมทั้งหมด ประเด็นเรื่องการจำแนกประเภทอาคาร การใช้ประโยชน์ที่ดิน การประเมินผลกระทบ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องการคำอธิบายจากหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจนว่าโครงการแต่ละประเภทอยู่ภายใต้กฎหมายใด และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนใดได้บ้าง

สำหรับสรายุทธ การเคลื่อนไหวของชุมชนไม่ได้มีแค่การตั้งคำถามเรื่องน้ำ หรือไฟฟ้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิในการตั้งคำถามต่อการเข้ามาของกลุ่มทุนข้ามชาติเหล่านี้ที่กำลังแก่งแย่งทรัพยากรและสร้างมลพิษทั้งเสียง กลิ่น ในพื้นที่ กลายเป็นว่าใครออกมาคัดค้านหรือตั้งคำถามจากการได้รับคำตอบกลายเป็นการถูกคุกคามแทน ทั้งการถูกเฝ้าสังเกต การติดตามด้วยอุปกรณ์ GPS และการถูกดำเนินคดีจากการฟ้องปิดปากหรือ SLAPP
“ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาเรียกร้อง ขณะที่เราเป็นประชาชนคนธรรมดาที่ตั้งคำถามว่าบ้านเกิดเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน พอถึงเวลาประชาคมมีทั้งตัวแทนของบริษัท มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐมาบอกชาวบ้านว่า ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดมาก เขาเอาเงินเข้าประเทศ แต่ความจริงมันไม่ใช่ไง โรงงานพวกนี้เขาไม่ได้เป็นแค่กลุ่มทุนข้ามชาติ เขามีแบ็กเป็นนักการเมืองทั้งท้องถิ่น ทั้งในสภาฯ แค่เราตั้งคำถามเรากลับโดนคุมขังก่อนจะมีคำพิพากษาจากศาลด้วยซ้ำ แบบนี้มันใช่เหรอ ประชาชนปกป้องบ้านเกิด แต่ข้าราชการและผู้มีอำนาจปกป้องใครกัน” สรายุทธ กล่าว
ความสัมพันธ์ระหว่างโครงการลงทุนขนาดใหญ่กับชุมชนไม่ได้มีเพียงเรื่องผลกระทบทางกายภาพ หากยังเกี่ยวข้องกับพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สิทธิของประชาชน หากคนในพื้นที่รู้สึกว่าการตั้งคำถามอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านคดีความหรือการถูกติดตาม ความหมายของการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาโครงการก็ย่อมเป็นคำถามที่ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน
การมาถึงของ Data Center จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของการพัฒนา EEC ไม่ใช่เพียงบททดสอบด้านเทคโนโลยีหรือการลงทุน แต่เป็นบททดสอบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่สามารถเดินไปพร้อมกับสิทธิของคนในพื้นที่ได้หรือไม่
“ถ้าใครสู้หนัก ๆ จะมี GPS Tracker ไปแปะไว้ใต้ท้องรถคุณ ตัวละ 300 บาทสั่งจาก Lazada หรือ Shopee ก็ได้ อย่างผมนี่ก็โดน 4 ทุ่มปุ๊ปตำรวจไปล้อมจับผมเลย ข้อหาหมิ่นประมาทแล้วอุ้มผมไป ผมต้องนอนในคุก การคุกคามหรือการฟ้องปิดปากประชาชนมันไม่ได้ทำโดยเอกชนต่างชาติเหล่านี้อย่างเดียว แต่เพราะมีอิทธิพลไทยซึ่งเป็นนักการเมืองทั้งในพื้นที่ ในสภาฯ หนุนหลัง เขาเลยกล้าทำร้ายชาวบ้านมากขนาดนี้” สรายุทธหันไปเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับข้อเท็จจริงจากการทำงานในพื้นที่ของดร. สมนึก

เมื่อถามถึงทางออก สรายุทธไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเรียกร้องให้มีกฎหมายใหม่ หากย้อนกลับไปที่กฎหมายซึ่งมีอยู่แล้ว ตั้งแต่กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายขุดดินและถมดิน กฎหมายโรงงาน ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ EEC ในมุมของเขา ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การบังคับใช้และการตรวจสอบว่า กฎหมายเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับโครงการขนาดใหญ่จริงหรือไม่
“เอากฎหมายเดิมมาบังคับใช้ก่อน ไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่มีกฎหมายที่มาครอบสิ่งเหล่านี้ แต่เรากลับปล่อยปละละเลยจนเหมือนบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีกฎหมาย หน่วยงานรัฐจำเป็นจะต้องกล้าใช้กฎหมายเหล่านี้กับกลุ่มทุนด้วย ไม่งั้นร่างกติกากี่ฉบับขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์” สรายุทธ กล่าว
เมื่อการเติบโตของเทคโนโลยีอาจเกิดขึ้นเร็วกว่ากฎระเบียบที่รัฐมีอยู่ ขณะที่การลงทุนเดินหน้าไปพร้อมกับความต้องการใช้ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่ หากรัฐต้องการให้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ก็ยิ่งต้องทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการหนึ่ง ๆ ใช้ทรัพยากรเท่าไร ปฏิบัติตามกฎหมายใด มีมาตรการป้องกันผลกระทบอย่างไร และเมื่อเกิดปัญหา ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
Data Center ไม่ใช่อาจเป็นอาคารที่ทำงานอยู่บนโลกดิจิทัล แต่สถานที่ตั้งของมันยังอยู่บนผืนดินเดียวกับบ้าน นา กระชังปลา โรงเรียน และชุมชนของผู้คน การพูดถึงอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลจึงไม่ควรพูดเพียงว่าไทยจะดึงดูดการลงทุนได้มากแค่ไหน แต่ต้องถามไปพร้อมกันว่า การลงทุนเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่อย่างไร
การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลอาจวัดได้จากจำนวน Data Center ที่ตั้งอยู่ในประเทศ แต่ความยั่งยืนของศูนย์กลางนั้น อาจต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกกำแพงของอาคารด้วย

“Data Center และ AI ไม่ใช่สิ่งที่คนทั้งโลกต่อต้าน แต่เป็นการแย่งชิงทรัพยากรจากบริษัทขนาดใหญ่ต่างหากที่ทำให้ทรัพยากรของประชาชนถูกริดรอนไป” Larry Lohmann นักวิชาการจาก The Corner House กล่าว
Larry เป็นหนึ่งในคนที่ติดตามการเคลื่อนไหวต่อต้าน Data Center ในหลายประเทศ เขาเล่าว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เกิดการรวมตัวของประชาชนเพื่อคัดค้านหรือชะลอโครงการ Data Center ในหลายพื้นที่ ทั้งในชิลี อาร์เจนตินา บราซิล อินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยข้อกังวลแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การใช้น้ำและพลังงาน การใช้ที่ดิน การปล่อยมลพิษ เสียงจากระบบทำความเย็นและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไปจนถึงคำถามว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตกอยู่กับใคร

แม้ไทยจะเป็นหนึ่งในหมุดหมาย แต่ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย ก็กลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center เช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มาพร้อมกับคำถามคล้ายกัน ทั้งเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และผลกระทบต่อชุมชน เมื่อทรัพยากรของพื้นที่มีอยู่อย่างจำกัด การเข้ามาของอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในปริมาณมากจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และใครต้องอยู่กับต้นทุนที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ขยาย Data Center ไปยังประเทศเหล่านี้จำนวนไม่น้อยมีฐานธุรกิจและเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว การย้ายหรือขยายโครงสร้างพื้นฐานมายังประเทศที่มีต้นทุนที่ดิน พลังงาน หรือทรัพยากรบางประเภทเอื้อต่อการลงทุน
Larry ให้ความเห็นว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็ง หรือการตัดสินใจเชิงนโยบายมีอำนาจต่อรองระหว่างรัฐ ทุน และชุมชนไม่สมดุล หากรัฐให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนมากกว่าการกำหนดเงื่อนไขด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ประเทศอาจกลายเป็นพื้นที่ที่รองรับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยมีอำนาจต่อรองจำกัดในการกำหนดต้นทุนที่ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่กับผลกระทบจากการใช้ที่ดิน น้ำ และพลังงานในระยะยาว

การเข้ามาของ Data Center ที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้กลายเป็นการล่าอาณานิคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการยึดครองดินแดนเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการควบคุมทรัพยากร หากประเทศที่มีทุนและเทคโนโลยีสูงสามารถเข้าถึงพลังงานและทรัพยากรของประเทศที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
ประเด็นเหล่านี้ทำให้ Data Center ถูกมองต่างกันออกไปในสองด้าน ด้านหนึ่ง คือภาพของเทคโนโลยีที่ทันสมัย เงินลงทุนจากบริษัทระดับโลก และความหวังที่จะทำให้ประเทศก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่อีกด้านหนึ่งคือภาพของที่ดินที่ถูกใช้ น้ำที่ต้องจัดสรร และไฟฟ้าที่ต้องผลิตเพิ่มเพื่อให้เครื่องจักรเหล่านี้ทำงานได้ตลอดเวลา สำหรับประชาชนที่อยู่รอบโครงการ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่บน Cloud แต่เกิดขึ้นจริงบนผืนดิน และในทรัพยากรที่พวกเขาใช้ร่วมกัน
“ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกที่ถูกหมายตาของเอกชนเหล่านี้ มันคือกระบวนการที่ทำให้กลายเป็นรัฐอาณานิคมสมัยใหม่ด้านพลังงาน เพราะเมื่อบริษัทเหล่านี้สร้างผลกระทบในพื้นที่ พวกเขาไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้เลย มีแต่ประชาชนที่ต้องทนอยู่กับสิ่งที่บรรษัทเหล่านี้ตัดสินใจโดยที่ไม่มีส่วนร่วม และการวางแผนจากประชาชนแม้แต่นิดเดียว” Larry กล่าว


สำหรับ Larry ความพยายามสร้างเครื่องจักรที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคดิจิทัล แต่เป็นแนวคิดที่ดำเนินมากับการพัฒนาอุตสาหกรรมและระบบทุนนิยมมานานนับร้อยปี
ตั้งแต่เครื่องจักรในยุคอุตสาหกรรม ไปจนถึงเครื่องคำนวณและระบบอัตโนมัติในยุคต่อมา ความพยายามสำคัญประการหนึ่งคือการนำทักษะที่เคยอยู่ในตัวมนุษย์ออกมาแปลงเป็นกระบวนการที่เครื่องจักรสามารถทำแทนได้ เมื่อมาถึงยุค AI ความพยายามดังกล่าวถูกผลักไปไกลกว่าเดิม เพราะไม่ได้จำกัดอยู่ที่แรงงานทางกายภาพ แต่ขยับเข้ามาสู่สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของมนุษย์ เช่น ภาษา การวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ และการตัดสินใจ
Larry มองว่า AI ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของความฝันระยะยาวของระบบทุนนิยม ที่จะทำให้ความรู้และทักษะของมนุษย์สามารถถูกแปลงเป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น แนวคิดนี้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่รถยนต์ไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติในโรงงาน ไปจนถึงการใช้ AI ในงานสำนักงานและงานสร้างสรรค์
“มันไม่ใช่การตั้งคำถามด้วยความกลัวว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ หากอยู่ที่ว่า สังคมกำลังลงทุนทรัพยากรจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างระบบเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะถูกกระจายไปยังใคร” Larry กล่าว
เพราะทุกครั้งที่มีการพูดถึง AI ในฐานะสิ่งที่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการทำให้ AI ทำงานได้จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ขึ้นมารองรับ ตั้งแต่โรงงานผลิตชิป เครือข่ายโทรคมนาคม เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึง Data Center และระบบพลังงานที่เลี้ยงโครงสร้างทั้งหมดนี้
AI จึงไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ที่ลอยอยู่ในอากาศ หากมีร่างกายที่ประกอบขึ้นจากโลหะ คอนกรีต สายไฟ ชิป และทรัพยากรธรรมชาติ

Larry ยังตั้งข้อสังเกตต่อโมเดลเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม AI และ Data Center เขามองว่า ในปัจจุบันมีเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ชิปประมวลผล อาคาร Data Center ไปจนถึงระบบพลังงานและเครือข่าย
แต่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายความว่ารายได้หรือกำไรจะเติบโตในระดับเดียวกันเสมอไป ประเด็นนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในแวดวงธุรกิจและการเงินว่า การลงทุนด้าน AI ในปัจจุบันกำลังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หรือกำลังสร้างความคาดหวังต่อเทคโนโลยีเร็วกว่าความสามารถในการสร้างผลตอบแทน
“กำไรที่ได้มีอยู่นิดเดียว แต่เงินทั้งหมดที่ลงทุนไปในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ AI มันมหาศาล เราจะเห็นว่ามันมีช่องว่างที่ไม่แมตช์กันอย่างชัดเจน กำไรน้อยแต่ลงทุนเยอะ การเสนอว่า AI จะเข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เกิดการลงทุนอย่างล้นเกินในอุตสาหกรรม Data Center ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมล่มสลายได้เลยภายใน 2–3 ปีข้างหน้า”
“ถ้าเกิด AI Economy Crash ขึ้นมา Elon Musk อาจจะรอด แต่ Data Center ในชลบุรี หรือคนที่มาลงทุนใน Data Center ที่ชลบุรี จะรอดจากเรื่องนี้ได้อย่างไร ถ้าเกิดเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับหุ้น AI ร่วงหรือตกต่ำกระทันหัน” Larry กล่าว
การเคลื่อนไหวต่อต้าน Data Center ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศมีจุดร่วมบางอย่าง แม้บริบทของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ประชาชนไม่ได้จำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยี AI ในระดับเดียวกับวิศวกรเพื่อที่จะตั้งคำถามต่อโครงการ
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือเรื่องพื้นฐานมากกว่า น้ำที่ต้องใช้ ไฟฟ้าที่ต้องจ่าย ที่ดินที่เปลี่ยนมือ เสียงจากเครื่องจักร และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
“มันมีคำพูดที่เกิดขึ้นจากนักกิจกรรมที่ต่อต้าน Data Center คือ We cannot drink data มันคือการที่ประชาชนประท้วงว่าเราไม่สามารถดื่มข้อมูลได้ แต่การเข้าถึงน้ำ อากาศบริสุทธิ์ และที่ดิน คือสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่เราต้องร่วมกันปกป้อง” Larry กล่าว

ในช่วงท้าย ดร. สมนึก ได้เล่าถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับการเติบโตของเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ตกเป็นผู้รับภาระมลพิษและวิกฤตทรัพยากรไว้ 3 ข้อ
1. เลิกสปอยล์ทุนและอุดช่องว่างทางกฎหมาย รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ห้ามไม่ให้จดทะเบียน Data Center เป็นโกดัง เลิกการเว้นการประเมินสิ่งแวดล้อม และกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า (PUE) และการใช้น้ำ (WUE) อย่างเคร่งครัดก่อนอนุญาตให้สร้าง
2. เลือกรับเฉพาะ End-user ในประเทศ ประเทศไทยต้องไม่รับ Data Center ทุกประเภทอย่างไร้ทิศทางจนกลายเป็นที่รองรับขยะและภาระพลังงานของโลก แต่ต้องเลือกรับเฉพาะ Data Center หรืออุตสาหกรรม AI ที่เข้ามาสนับสนุนผู้ใช้ประโยชน์และระบบเศรษฐกิจภายในประเทศไทยเท่านั้น
3. ควบคุมขนาดและจำกัดพื้นที่ กำหนดเพดานปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำในพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนในการเข้าถึงน้ำ อากาศ บริสุทธิ์ และที่ดินเกษตรกรรม
“คำถามที่วันนี้รัฐบาลต้องถามตัวเองและตอบประชาชนให้ได้ คือไม่ใช่แค่บอกว่าการลงทุนเหล่านี้คือธุรกิจแห่งอนาคต แต่รัฐจะกำหนดเงื่อนไขการลงทุนอย่างไรให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และจะทำอย่างไรให้ต้นทุนด้านน้ำ ไฟฟ้า ที่ดิน และสิ่งแวดล้อมไม่ถูกผลักออกไปเป็นภาระของคนในพื้นที่ รวมถึงการปกป้องการฟ้องปิดปากเมื่อประชาชนมีคำถามและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงให้ประชาชน ในวันที่ประเทศไทยกำลังแข่งขันเพื่อดึงดูด Data Center แต่ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่มหรือเปล่า และคนที่ต้องทนกับปัญหาที่จะตามมากลายเป็นชุมชน ประชาชนในพื้นที่ อย่างที่เห็นกันมาอยู่แล้ว” ดร. สมนึก กล่าว

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ประเทศไทยต้องไม่ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่สายตาสั้น จนยอมสูญเสียสิทธิชุมชนและอธิปไตยทางทรัพยากร เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยี AI ไม่สามารถสร้างหรือทดแทนทรัพยากรพื้นฐานของมนุษย์ได้
คลังประมวลผลขนาดใหญ่และปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้อาจเป็นเทคโนโลยีของอนาคต แต่ที่ตั้งของมันยังอยู่บนผืนดินผืนเดียวกับบ้าน โรงเรียน แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม แล้ววันนี้ที่โจทย์ที่ซับซ้อนมากกว่าเดิมมาถึงสังคมไทย รัฐไทยพร้อมแค่ไหนจะวางกติกาให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองทรัพยากรและสิทธิของคนในพื้นที่
ถ้าเรายังไม่มีแผนรับมือจากระเบียบโลกใหม่นี้ การพัฒนาที่ว่าจะกลายเป็นการฉุดรั้งสังคมไทยอีกครั้ง ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ใกล้สวนทุเรียนในภาคตะวันออก ติดลำน้ำจากป่าในภาคเหนือ ใกล้ชิดทะเลทางภาคใต้หรือใจกลางเมืองท่ามกลางตึกสูง
หากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธิในทรัพยากรเหล่านี้มาถึง ประชาชนอาจไม่มีวันชนะอีกเลย
รับชม วงเสวนา Data Center ไทย: โอกาสและผลกระทบ

