
‘เจอห้องพี่จา’ คำพูดที่ผมมักเจอประจำเพื่อเข้าไปโดดเรียนบ้าง พักเหนื่อยบ้าง ระหว่างเข้าไปพัวพันช่วยงานเพื่อนที่ตึกอมธ. ช่วงปี 1 ในฐานะน้องใหม่รหัสเด็ก 60
ผมสงสัยมานานมากว่าใครคือพี่จา จนกระทั่งได้ทำค่ายเตรียมธรรมศาสตร์ เช้าวันนั้นรุ่นพี่คนหนึ่งชวนผมไปทดสอบบทเล่าประวัติศาสตร์ของสนามฟุตบอลแห่งนี้ให้เด็กนักเรียนมัธยมที่มาเข้าค่ายฟัง
“มึงว่าสังคมไทยดีขึ้นกว่าตอนนั้นมั้ย” รุ่นพี่คนนั้นเอ่ยถาม แต่ผมไม่ได้ตอบ
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ครบรอบ 50 ปีในปีนี้ แม้จะพร่ำถามคำถามนี้กับตัวเองไม่เว้นแต่ละวันและจะมีคำตอบอยู่ในว่า ‘ไม่เลย’ จู่ ๆ ก็นึกอยากอ่านบันทึกเรื่องราวของวีรชน 6 ตุลาฯ ที่เคยอ่านเมื่อเกือบสิบปีก่อนขึ้นมาอีกครั้ง
จนจำได้ชัดอีกครั้งว่า สิ่งที่คณะรัฐประหาร ผู้มีอำนาจ พรากไปทุกสมัยไม่ใช่แค่พวกคอมมิวนิสต์ พวกล้มเจ้า ผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือภัยความมั่นคง แต่ยังคงเป็นเพื่อนตัวฮาของใครสักกลุ่ม ลูกของพ่อแม่สักบ้าน คนรักของใครสักคน รวมถึงเด็กที่ชอบเตะฟุตบอล เล่นเมาท์ออแกน และใฝ่ฝันจะเห็นสังคมดีขึ้นกว่าเดิม ที่ชื่อ ‘จารุพงษ์ ทองสินธุ์’ ด้วยเช่นกัน

ต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2519 ลมร้อนของฤดูต้นฝนพัดผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตนักศึกษากำลังดำเนินไปตามจังหวะของการเรียน การพบปะเพื่อนฝูง และกิจกรรมที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมของมหาวิทยาลัย
ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมือง นักศึกษาจำนวนหนึ่งไม่ได้มองมหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถานที่สำหรับแสวงหาความรู้และปริญญา หากยังเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้ความเป็นไปของประเทศ และตั้งคำถามถึงชีวิตของผู้คนที่อยู่นอกห้องเรียนด้วย
มีเด็กปักษ์ใต้จาก อ.พระแสง จ.สุราษฎ์ธานี พูดจาไม่ทองแดงมากนักคนหนึ่ง ที่ถูกเพื่อน ๆ เรียกด้วยชื่อหน้าพยางค์เดียวว่า ‘จา’ เติบโตขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น

เขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เขาได้พบปะผู้คนหลากหลาย ทั้งเพื่อนร่วมชั้นเรียน สมาชิกชมรม และนักศึกษาที่สนใจการทำกิจกรรมเพื่อสังคม จายังส่วนหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่พยายามทำความเข้าใจว่า ความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยจะนำไปใช้ประโยชน์กับสังคมได้อย่างไร
กิจกรรมของนักศึกษาในเวลานั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่การจัดทำหนังสือและวารสาร การเผยแพร่ข่าวสารและความคิดเห็นทางการเมือง ไปจนถึงการทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเข้ากับชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ฝึกคิดวิเคราะห์ และทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม การเรียนรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในตำรา แต่เกิดขึ้นจากการได้พบเห็นและสัมผัสชีวิตของผู้คนจริง ๆ
ด้วยการเล่าเรียนในรั้วแม่โดม พรรคยูงทองเป็นพื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งในชีวิตนักศึกษาของจา กิจกรรมภายในพรรคเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ทำงานร่วมกัน ทั้งการบริหารจัดการ การจัดกิจกรรม และการเผยแพร่ความรู้และข่าวสารทางการเมือง งานเหล่านี้อาจดูเป็นกิจกรรมทั่วไปในมหาวิทยาลัย แต่ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง กิจกรรมนักศึกษามีความหมายมากกว่าการรวมกลุ่มเพื่อทำงานตามหน้าที่
การทำกิจกรรมยังทำให้นักศึกษาได้เผชิญคำถามสำคัญว่า มหาวิทยาลัยควรมีความสัมพันธ์กับสังคมอย่างไร ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนควรอยู่ในขอบเขตของห้องเรียน หรือควรถูกนำไปใช้ทำความเข้าใจปัญหาของผู้คนด้วย
กิจกรรมเพื่อประชาชนเป็นอีกด้านหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว การออกค่ายและการทำงานในชนบทเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พบกับผู้คนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างจากตนเอง การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือหรือฟังคำบรรยายเท่านั้น แต่เกิดจากการเดินทางไปพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ การพูดคุย และการทำงานร่วมกับชุมชน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้คำว่าเพื่อมวลชนมีความหมายที่จับต้องได้ขึ้น เพราะไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำที่ใช้กล่าวถึงอุดมการณ์ หากเกี่ยวข้องกับการลงมือทำและการพยายามเข้าใจชีวิตของคนอื่น
จาของเพื่อน ๆ สนใจที่จะทำ และจะเป็นทุกอย่างที่เห็นว่ามีคุณค่า ด้วยความที่ชอบการ์ตูนจึงหัดวาดหัดเขียนการ์ตูนการเมืองเป็นเรื่องสั้น ๆ ให้เพื่อนให้น้องอ่าน เขาอยากพูดเก่งคือพูดได้เนื้อหาสาระ กระชับ ได้ใจความ มีสำนวนโวหารคมคาย จึงหัดฝึกพูดเขาอ่านหนังสือมาก อ่านทั้งวรรณกรรมเพื่อชีวิต หรือเรื่องกำลังภายในของจีน จาบอกว่ามันมีสำนวนโวหารและข้อชวนคิดมากมาย เขาอ่านไล่มาตั้งแต่ชีวทัศน์เยาวชนของบรรจง บรรเจิดศิลป์ งานเขียนของคาลิล ยิบราลเรื่อยไปจนถึงงานแปลทฤษฎีการเมืองของนักปราชญ์สำคัญ ๆ
เมื่อทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น หนังสือที่จาหยิบมาอ่านเสมอคือสรรนิพนธ์ของเหมา เจ๋อตง เพราะเขาเห็นว่าเป็นงานเขียนที่มีหลักคิดสำหรับงานสร้างสังคมอุดมคติเชิงสังคมนิยม มีข้อสรุปการทำงานที่ขบวนการประชาชนควรเรียนรู้อยู่มา
“ภาพอันคุ้นตาที่เพื่อน ๆ เห็นคือ จา ผู้ว่องไว ร่าเริง เขามักจะวิ่งไปวิ่งมาระหว่าง ตึกอมธ. กับพรรคยูงทองที่ตึกโดมเสมอ ยามเย็นถ้าว่างก็ชวนเพื่อน ๆ เอาลูกฟุตบอลที่เก็บไว้ในพรรคมาเตะเล่นในสนาม หรือไม่ก็นั่งพูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่ริมสนามฟุตบอลหน้าตึก อมธ.“
“จา ร่าเริง แจ่มใส มีชีวิตชีวา รักเสียงเพลง เขามักเปิดเทปฟังเพลงเพื่อชีวิตพร้อมกับร้องคลอตามเทป อย่างมีความสุขแม้ขณะทำงาน เช่น เขียนบอร์ดข่าวก็ตามชมรมและพรรคนักศึกษา รวมถึงบนตึกอมธ. มักมีเครื่องดนตรี เช่น เมาท์ออแกน ขลุ่ย หรือกีตาร์ ซึ่งพวกเขามีไว้เพื่อเล่นดนตรี ร้องเพลงยามว่าง” เพื่อนคนหนึ่งอธิบายจาไว้แบบนั้น


เช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์ดาวสยามเผยแพร่ภาพการแสดงละครแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมบิดเบือนว่าผู้แสดงมีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยตกแต่งภาพให้ใบหน้าของผู้แสดงคล้ายพระพักตร์ของสมเด็จเจ้าฟ้าชาย ข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ซ้ำผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งมีพันโทอุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมปลุกระดมให้ประชาชนเชื่อว่านักศึกษากำลังเป็นภัยต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ขณะที่กระแสข่าวใส่ร้ายแพร่กระจาย กลุ่มฝ่ายขวาจัด ทั้งกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มอื่น ๆ เริ่มเคลื่อนไหวเรียกรวมตัวประชาชนเพื่อกดดันให้รัฐบาลจัดการกับผู้ชุมนุม นักศึกษาและแกนนำพยายามแถลงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน พร้อมหาทางติดต่อรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง
แต่เมื่อประเมินสถานการณ์ในช่วงค่ำ พวกเขาตัดสินใจว่าจะสลายการชุมนุมในเช้าตรู่ เพราะการเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยในเวลากลางคืนอาจไม่ปลอดภัยแล้ว
ภายในธรรมศาสตร์ คืนนั้นยังมีนักศึกษาและประชาชนร่วมกิจกรรมบนเวที ทั้งการแสดงดนตรี ลำตัด และนาฏศิลป์ บางคนพักผ่อนอยู่กลางสนามฟุตบอล ขณะที่อีกหลายคนจับกลุ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบ ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด มีนักศึกษาคอยดูแลอาหารและน้ำดื่ม ส่วนกลุ่มรักษาความปลอดภัยกระจายกำลังเฝ้าตามประตูและจุดเสี่ยงรอบมหาวิทยาลัย
หลังเที่ยงคืน กลุ่มกระทิงแดงเริ่มขว้างไม้และก้อนหินเข้ามาในมหาวิทยาลัย ก่อนเผาป้ายและป้อมยาม พร้อมยิงปืนเข้าใส่ผู้ชุมนุม ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพยายามหลีกเลี่ยงการตอบโต้ ขณะที่แกนนำนักศึกษาพยายามประสานงานเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์ แต่ทางเข้าออกถูกกำลังตำรวจปิดล้อมไว้
เวลาประมาณ 05.45 น. ตำรวจยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้ามาในสนามฟุตบอล แรงระเบิดทำให้นักศึกษาเสียชีวิตทันที 4 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่าสิบคน หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชนซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาแพทย์ และพยาบาลจากหลายสถาบันเร่งช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่การลำเลียงคนเจ็บไปโรงพยาบาลกลับทำได้ยาก เพราะเจ้าหน้าที่ปิดกั้นเส้นทางและห้ามเรือเข้ามารับผู้บาดเจ็บ
เมื่อใกล้เจ็ดโมงเช้า เสียงปืนดังขึ้นเป็นระลอกจากบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและพื้นที่โดยรอบ ผู้ชุมนุมแตกกระจายเข้าไปหลบตามอาคารเรียน หลายคนพยายามหนีออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ตำรวจและกลุ่มกระทิงแดงบุกเข้าค้นอาคาร ทำร้ายและจับกุมนักศึกษาที่หลบซ่อนอยู่
จา ยังคงวิ่งประสานงานและช่วยให้เพื่อน ๆ หลบหนีออกจากอาคาร ก่อนถูกยิงขณะพยายามเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ หลังจากเสียชีวิต ร่างของเขายังถูกกระทำทารุณ เตะ ต่อย ตอกลิ่มไม้ในอก ก่อนผู้ก่อเหตุจะใช้ผ้าขาวม้าของ จา ผูกเป็นเงื่อนรอบคอแล้วลากไปตามสนาม
วันนั้น จา ไม่ได้ไปนั่งริมสนามฟุตบอล เตะบอล เล่นดนตรีอย่างเคยอีกแล้ว
วันนั้น เป็นวันที่โฆษณาชวนเชื่อทำให้คนไทยกลายเป็นปีศาจจำนวนไม่น้อย

จินดาและลิ้ม เป็นพ่อแม่ที่มีลูกด้วยกัน 5 คน ทั้งคู่ได้ ลูกเกี๊ยะ เป็นลูกชายคนโตและเป็นคนแรกของครอบครัวที่มีโอกาสศึกษาต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัย
ในปี 2519 ลูกเกี๊ยะ กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะที่น้อง ๆ อีกสามคนเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษา และน้องคนเล็กยังอยู่ชั้นอนุบาล สำหรับครอบครัวที่ประกอบอาชีพในต่างจังหวัด การส่งลูกชายคนโตเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความหวังของพ่อแม่ที่ต้องการเห็นลูกมีอนาคตที่ดี

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของลูกเกี๊ยะทำให้พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จินดาและลิ้มเคยเดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบลูกชายและพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาหยุดกิจกรรมทางการเมือง ถึงขั้นต้องการพาตัวกลับบ้าน เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของลูก ทั้งสองอาจไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของลูกชายคนโตทั้งหมด แต่ความกังวลนั้นเกิดจากความรักและความปรารถนาที่จะปกป้องลูกจากอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ข่าวเหตุการณ์รุนแรงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แพร่กระจายไปทั่วประเทศผ่านวิทยุและหนังสือพิมพ์ ข้อมูลที่ผู้คนได้รับในเวลานั้นเต็มไปด้วยความสับสนและการกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นผู้ก่อความรุนแรง ขณะที่ภาพการทำร้ายผู้ชุมนุมและผู้เสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความสูญเสียเฉพาะกับผู้ที่อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ยังส่งความหวาดหวั่นไปถึงครอบครัวที่มีลูกหลานเดินทางเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกลและไม่สามารถรับรู้ชะตากรรมของลูกได้โดยตรง
สำหรับจินดาและลิ้ม สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นไม่ใช่การทำความเข้าใจความขัดแย้งทางการเมือง หากเป็นคำถามง่าย ๆ ที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ลูกชายของพวกเขาอยู่ที่ไหน และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เมื่อจินดาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อค้นหา ลูกเกี๊ยะ เขาพบว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกปิดล้อมและไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามปกติ สถานการณ์ภายหลังการปราบปรามเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีช่องทางที่ชัดเจนสำหรับญาติในการติดตามผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ข้อมูลเกี่ยวกับนักศึกษาที่ถูกจับกุมและผู้ที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกระจัดกระจายอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ การค้นหาจึงกลายเป็นภารกิจที่พ่อคนหนึ่งต้องพยายามทำด้วยตัวเอง ท่ามกลางข่าวสารที่ขัดแย้งกันและความหวาดกลัวต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับลูกชาย

จินดาพยายามหาข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ที่รายงานรายชื่อผู้บาดเจ็บและผู้ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล เขาอ่านรายชื่อเหล่านั้นด้วยความหวังว่าจะไม่พบชื่อลูกชาย เพราะหากไม่มีชื่ออยู่ในกลุ่มผู้บาดเจ็บ ก็อาจหมายความว่าเขายังปลอดภัยอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การไม่มีชื่ออยู่ในรายงานก็ไม่ได้ยืนยันว่าลูกเกี๊ยะของบ้านทองสินธุ์รอดชีวิต ความไม่รู้จึงกลายเป็นสภาวะที่ทรมานไม่ต่างจากการได้รับข่าวร้าย เพราะทุกครั้งที่ค้นหาไม่พบคำตอบ ความหวังและความหวาดกลัวก็ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกัน
“ขณะนั้นมองหน้าต่างหอพักที่ลูกอยู่ปิดตาย แต่ใจหนึ่งยังคิดว่าลูกกำลังนอน จึงรีบขึ้นไป แต่ที่ไหนได้ เมื่อเห็นประแจติดประตูไว้อย่างแข็งแรงได้แต่ลอดมองดูจากข้างฝาเข้าไปภายในได้ตลอด ไม่เห็นลูกเลยแม้แต่เงา ตอนนี้จิตใจของข้าพเจ้าเหมือนจะหลุดลอยออกจากร่าง เข่าอ่อน รีบก้าวลงจากหอพัก
ขณะลงบันได มีนักศึกษาที่พักอยู่ห้องใกล้ ๆ กันเดินสวนทางขึ้นข้าพเจ้าบอกว่ามาหาลูกจารุพงษ์ เพียงเท่านั้น นักศึกษาคนนั้นน้ำตาไหลพรากบอกว่าจารุพงษ์ฯ เขาไม่กลับมาหอพักตั้งแต่วันก่อนเกิดเหตุ 1 วัน คือวันที่ 4 ตุลาคม 2519 เมื่อเสียงนี้แว่วเข้าหูข้าพเจ้า ทำให้หูอื้อจนไม่รู้จะว่าอะไรอีก” บันทึกพลิกแผ่นดินหาลูกของจินดา เล่าไว้แบบนั้น
จินดาพบสมุดบันทึกของลูกชาย ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและการต่อสู้ของนักศึกษา ข้อความเหล่านั้นทำให้เขาได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตลูกชาย ทั้งความคิด ความรู้สึก และความผูกพันกับเพื่อนที่ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ในเวลานั้น สิ่งที่พ่อกำลังมองหาไม่ใช่เพียงมุมอีกด้านของลูก หากเป็นเบาะแสที่จะทำให้เขารู้ว่าลูกชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
การค้นหายังดำเนินต่อไปผ่านการสอบถามเพื่อนและผู้คนที่อาจทราบข่าว บางคนพยายามช่วยเหลือ บางคนให้ข้อมูลเท่าที่ตนเองรู้ แต่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า ลูกเกี๊ยะ อยู่ที่ไหน เมื่อไม่พบตัวลูกชาย จินดาจึงต้องเดินทางกลับไปหาครอบครัวที่สุราษฎร์ธานี โดยยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ภรรยาและลูกคนอื่น ๆ
ในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ มีข่าวลือว่า ลูกเกี๊ยะ อาจเข้าไปเคลื่อนไหวกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในพื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อมีข่าวลักษณะนี้ พ่อแม่ก็พยายามออกตามหาและฝากความหวังไว้กับผู้ที่อาจพบตัวลูกชาย ความพยายามดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความหวังของครอบครัวไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักฐานที่มั่นคง แต่ตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ทุกอย่างที่อาจทำให้พวกเขายังเชื่อได้ว่าลูกชายไม่จากไปตลอดกาล

เวลาผ่านไปหลายปี ครอบครัวยังคงพยายามค้นหาคำตอบ แม้ข้อมูลที่ได้รับจะไม่ตรงกันและไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ระบุตัวได้อย่างแน่ชัด
วันหนึ่ง จินดาได้รับจดหมายที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่ง มีข้อความบอกว่า ลูกเกี๊ยะ เสียชีวิตแล้ว แต่แม้จะได้รับข่าวเช่นนั้น ความสูญเสียก็ยังไม่อาจกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ครอบครัวยอมรับได้โดยง่าย เพราะไม่มีการพบร่างที่ยืนยันตัวบุคคลได้อย่างชัดเจน
ภาพถ่ายผู้เสียชีวิตที่ปรากฏภายหลังยิ่งทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้น ครอบครัวเคยเห็นภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับลูกชาย แต่ทั้งสองยังไม่เชื่อมั่นว่าบุคคลในภาพคือลูกเกี๊ยะ ครอบครัวไม่ได้ปฏิเสธว่าคนในรูปไม่ใช่ลูกเกี๊ยะของพวกเขา แต่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อสายตาว่า ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังถูกกระทำการป่าเถื่อนเช่นนี้
“ผมเคยเห็นรูปที่พี่ถูกรัดคอในหนังสือ พ่อกับแม่ก็เคยเห็น แต่แกรับไม่ได้ บางทีผมไปอ่านบันทึกของพ่อเมื่อ ๑๐ กว่าปี อ่านได้แค่หน้าเดียวก็อ่านต่อไม่ไหว มันสะเทือนใจ พวกเราพี่น้องรู้กันว่าพี่เสีย แต่พ่อแม่ยังมีความหวัง ยังเชื่อว่าพี่ยังอยู่ เราก็ไม่อยากไปขัดขวาง ผมเองพยายามบอกตัวเองว่า ภาพนั้นไม่ใช่พี่ แต่อีกใจมันต้องยอมรับ
โดยนิสัยส่วนตัวแล้วพี่เกี๊ยะเป็นคนตั้งใจจริง พี่ไม่ดุ แต่เข้มงวด คิดว่าถ้าแกยังอยู่ คงเป็นนักคิดหรือนักเขียน ถ้าทำงานราชการคงทำไม่ได้ เรื่องนี้ผมไม่อยากโทษใคร คงเป็นกรรมของประเทศ เราเรียกร้องอะไรไม่ได้ ถ้าไปฟ้องร้องก็เหมือนกับเรายอมรับว่าพี่เสียแล้ว เราอยากรักษาความรู้สึกว่าพี่มีชีวิตอยู่ ทุกวันนี้พวกเรายังบอกลูก ๆ ว่ามีลุงชื่อจารุพงษ์ด้วย” ลูกทนงศักดิ์ของบ้านทองสินธุ์ กล่าวถึงพี่ชาย
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้จินดาและลิ้มจากไป พวกเขายังคงหวังว่า ลูกเกี๊ยะ จะสบายดี
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รัฐไทยยังคงพรากลูกออกจากอกพ่อแม่ไปอีกหลายร้อยชีวิต

“ถ้ามึงไม่ได้เคลื่อนไหวมึงอยากเป็นอะไรวะ” ผมถาม อั๋ว-จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ นักเคลื่อนไหว ที่ร้านเหล้าย่านพระอาทิตย์ ในช่วงปลายปี 63
เธอตอบผมว่า “อยากเป็นแม่บ้าน”
“ก็กูชอบทำงานบ้าน ทำกับข้าว ถ้าทำสิ่งที่ชอบแล้วได้เงินมันไม่ดีเหรอวะ”
ผมนึกถึงเธอขึ้นมาหลังจากเห็นว่าเธอยังคงมีคดีความม.112 เหลืออีกคดีสุดท้ายและใกล้จะถึงวันตัดสิน
แล้วสังคมไทยได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือยังจากเรื่องราวของ จา-จารุพงษ์-เกี๊ยะ คนนี้



หลังจากเช้าวันนั้นในเดือนตุลาฯ 2519 รัฐไทยยังคงทำร้ายประชาชนอยู่เรื่อยมา จากกระบอกปืนเป็นหมายศาลฟ้องปิดปาก จากรถถังจำแลงเป็นกฎหมาย จากจารุพงษ์กลายเป็นชื่ออั๋ว เพนกวิน รุ้ง ไมค์ และอีกหลายชื่อที่ยังคงถูกตีตราว่าเป็นปีศาจในสายตาของรัฐ
จนถึงวันนี้ รัฐไทยยังคงสร้างปีศาจตนใหม่ ๆ เพื่อหาเหตุผลให้ตัวเองครองอำนาจต่อไปเรื่อย ๆ
แต่ปีศาจของรัฐไทยที่ว่า ในอีกมุมหนึ่ง เขาเป็นลูกชายคนโตของครอบครัว เป็นพี่ชายของน้อง ๆ และเป็นความหวังของพ่อแม่ที่ส่งเขาเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ เป็นเพื่อนในพรรค เพื่อนในคลาส เพื่อนเตะบอล ปีศาจเหล่านี้ล้วนเป็นประชาชนคนธรรมดาที่เป็นที่รักของใครสักคน
พวกเขาเหล่านี้ไม่ต่างจากจารุพงษ์ ที่เป็นนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง และมีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชน ความเชื่อเช่นนี้อาจแตกต่างจากคนอื่นในสังคม แต่ความแตกต่างไม่ควรเป็นเหตุให้ใครต้องสูญเสียสิทธิในการมีชีวิต หรือถูกทำให้กลายเป็นศัตรูที่สมควรถูกกำจัด
ถ้าการยอมรับว่าความเห็นต่างทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ผู้คนย่อมมีความคิด ความเชื่อ และความหวังต่ออนาคตไม่เหมือนกัน แต่ความแตกต่างเหล่านั้นควรได้รับการจัดการผ่านการพูดคุย การถกเถียง และกระบวนการที่เคารพสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ใช่การสร้างความเกลียดชังหรือทำให้ผู้เห็นต่างกลายเป็นภัยต่อชาติ เมื่อใดที่สังคมยอมรับว่าคนบางกลุ่มไม่สมควรได้รับความคุ้มครองเพียงเพราะมีความคิดไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ เมื่อนั้นความรุนแรงย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก
“หลายคนพูดว่าเราไม่ผิด ผมไม่ผิด”
“แต่ผมและเพื่อนอีกหลาย ๆ คน เชื่อว่ายังรู้สึกเหมือนกัน คือเรายังรู้สึกผิดที่มีชีวิตอยู่”
“ผมร้องไห้ด้วยเหตุผลนี้หลาย ๆ ครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธแค้น”
อ. ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวในสารคดี เช้าวันนั้น ในฐานะคนที่ลุกขึ้นมารื้อประวัติศาสตร์และผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น

แผลเป็นที่รัฐไทยฝากไว้ยังคงอยู่ ไม่ใช่แค่บนร่างกาย แต่เป็นในความทรงจำ ประวัติศาสตร์ รวมถึงอาจอยู่บนตึกรามบ้านช่องและสนามฟุตบอลที่ท่าพระจันทร์ด้วยเช่นกัน
ในวันที่เรายังวนอยู่ในระบอบที่คณะรัฐประหารเดิมสร้างไว้ สิ่งที่สังคมไทยต้องถามตัวเอง เราจะรอให้มีคนแบบจารุพงษ์อีกกี่คน สังคมไทยถึงจะไม่มองข้ามความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและจะทำอย่างไรให้เราไม่ถอยหลังกลับไปยังจุดเดิม เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย ที่มีคนจำนวนมากต้องจากไปเพื่อยืนหยัดหลักการแสนสามัญว่า สิทธิและเสรีภาพ เป็นสิ่งที่ประชาชนพึงมี
วันนี้ เราหวังว่าสังคมไทยจะไม่มีใครต้องสูญเสียแบบบ้านทองสินธุ์
วันนี้ เราหวังว่าประชาธิปไตยจะบานเต็มใบ
วันนี้ เราหวังว่าชื่อของ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ จะไม่ใช่แค่ชื่อห้องประชุมห้องหนึ่ง แต่เป็นเรื่องราวของความวิปริตที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และเราต้องไม่เดินก้าวซ้ำแบบเดิมอีกแล้ว

หนังสือ : เราไม่ลืมจารุพงษ์
บรรณาธิการ : กุลวดี ศาสตร์ศรี, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
จัดพิมพ์โดย : โครงการกลุ่มเพื่อนจารุพงษ์
พิมพ์ครั้งแรก : ตุลาคม พ.ศ. 2539
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี
