
วีรพร นิติประภา
ข่าวครูจับเด็กเล็กแก้ผ้ายืนหน้าห้องเมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นข่าวที่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทั้งที่รุนแรงในแง่คุกคามและละเมิดสิทธิของมนุษยชน กับเลวร้ายกว่านั้นยังเป็นการสร้างความบาดเจ็บทางใจที่ไม่อาจเยียวยาต่อผู้ถูกกระทำ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็ก ๆ
การทำผิดโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ถ้าคนทำเป็นคนปกติคนธรรมดาก็จะรู้สึกผิด และนั่นก็กัดกินอยู่พอแรงแล้ว แต่นี่เป็นเด็กเล็กห้าหกขวบ การลงโทษไม่ว่าหนักเบาสถานไหนถือว่าจะยอมรับไม่ได้ทั้งนั้น เพราะยังเด็กมาก …ไม่ประสา และการลงโทษด้วยทำให้อับอายในความผิดต่อสาธารณะซึ่งคือการตัดหัวแล้วเสียบประจาน ยิ่งเป็นการทำร้ายทารุณ และยิ่งต้องไม่อาจยอมรับได้ที่สุด
นี่คือการกรีดเลือดเชือดเนื้อให้ความผิดพลาดเล็กน้อยกลายเป็นบาดแผลใจไม่อาจลบล้าง และยังทำให้ความผิดพลาดกลายเป็นจุดอ่อนที่สังคมรอบตัวจะนำมานินทาว่าร้าย ล้อเลียน เหยียดหยาม ดูหมิ่น บุลลีต่อไป ต่อให้ความผิดที่ว่าจบสิ้น เวลาผ่านไปแสนนาน และผู้คนพากันลืมเรื่องนี้ไป บาดแผลนั่นก็ยังเป็นแผลเป็นฝังใจผู้ถูกประจาน ว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี ไม่เป็นที่รัก หรือกระทั่งมองว่าโลกและสังคมโหดร้าย
อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงเหยื่อที่เป็นเด็กเล็ก ๆ ในโลกเล็ก ๆ สังคมเล็ก ๆ …การกระทำเช่นนี้ร้ายแรงสาหัสมาก
ที่น่าเศร้ากว่านั้น หลายครั้งการตัดหัวเสียบประจานเด็กเล็ก ๆ กลับทำโดยพ่อแม่ คนในครอบครัว ครูที่โรงเรียน หรือคนใกล้ชิดที่เด็กไว้ใจเอง ในระดับความรุนแรงตั้งแต่ดุว่าเด็ก ๆ ต่อหน้าผู้คน เอาเด็กไปพูดในทางไม่ดีหรือล้อเลียนให้เพื่อนฝูงญาติโยมฟัง จนถึงลงโทษให้ออกไปยืนถูกตำหนิและถูกทำโทษหน้าชั้น หรือเลวร้ายกว่านั้น คือว่ากล่าวออกอินเตอร์คอม เรียกมาลงโทษเฆี่ยนตี หรือบังคับคาบไม้บรรทัดทำท่าประหลาดหน้าเสาธง วิ่งรอบสนามให้รู้เห็นกันทั้งโรงเรียน รวมถึงการริบข้าวของ …พรากเด็กจากของรักของหวงมีคุณค่าทางใจ จับตัดผมกล้อนหัวให้ต้องอับอายกับการไปไหนมาไหนโดยมีผมเผ้ากระเว้ากระแหว่ง ซึ่งเป็นการโบยตีทำร้ายทางจิตใจ
ไม่ต้องพูดถึงการลงโทษวิปริตเลวร้ายอย่างจับเด็กเปลือยกายต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้นดังที่เป็นข่าวข้างต้น หรือวิตถารวิกลจริตกว่านั้นที่เคยได้ยินมา …ดึงกางเกงเด็กชายเล็ก ๆ ลง แล้วเอากรรไกรไปจ่อที่อวัยวะเพศขู่ว่าจะตัดอวัยวะของเขาทิ้งถ้าเขาปัสสาวะรดกางเกงอีก ซึ่งทั้งน่ากลัวสยดสยองสุดขีดและน่าอับอายอย่างมากในคราวเดียว ทั้งที่เขาเป็นแค่เด็กเล็กไม่กี่ขวบ ยังไม่รู้วิธีสื่อสาร และทำตัวเองเปียก
สังคมของเรามีการใช้ความอำนาจประทุษร้ายเด็ก ๆ ทั้งทางกายภาพและจิตใจ ตั้งแต่ลงมือลงไม้ ดุด่าว่ากล่าวหยาบคายส่อเสียด บังคับข่มขู่ และเมื่อทั้งหมดจะจบลงก็จะอ้างความถูกต้อง สั่งสอนด้วยความหวังดี ลำเลิกบุญคุณ ไปจนถึงอ้างความรักความห่วงใยสำทับ …การถูกทำให้เจ็บปวดจะเป็นความถูกต้องดีงามได้อย่างไร การทำร้ายจะกลายเป็นเรื่องเป็นความรู้สึกดี ๆ ได้อย่างไร
เรื่องหนึ่งที่พบเห็นเป็นประจำในหน้าข่าวแทบทุกวันคือการทำร้าย หรือแม้แต่สังหารคนรัก และอ้างว่ารักมากเลยหึงหวงมากแค้นมาก แล้วก็เลยซ้อมทำร้ายหรือถึงกับสังหาร …นี่อย่างไรผลพวงของการใช้อำนาจในนามความดีงาม
เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องหยุดการลงโทษเด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และฝึกผู้คนในสังคมให้รู้จักการใช้เหตุผล รู้จักการอธิบาย โน้มน้าว เข้าใจวิธีการสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจ เข้าใจการใช้จิตวิทยา ไม่ใช่เอะอะก็เอาแต่คาดโทษและลงโทษ การลงโทษโบยตีเป็นวิธีการสอนที่เราใช้กับสัตว์ เพราะสัตว์ที่ไม่สามารถเข้าใจตรรกะ วิธีเดียวที่จะอยู่ร่วมกันคือทำให้เจ็บและจำ แต่การสอนลูกมนุษย์ที่ทุกกฎเกณฑ์สังคมและศีลธรรมเป็นเรื่องของตรรกะ แทนที่เราจะสอนให้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ บ่มเพาะทำให้ตรรกะทำงาน เรากลับเลือกใช้วิธีที่เราใช้กับสัตว์ เลี้ยงดูเขาด้วยความกลัว และที่แย่ที่สุดคือเรามองเด็ก ๆ ว่าไม่ต่างจากสัตว์ ที่สำคัญการสอนเด็กด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลอะไรเลย ประชาชนของเราไม่เคยมีชื่อเสียงเรื่องเคารพกฎระเบียบ หรือมีวินัย มิหนำซ้ำยังโด่งดังเรื่องฉ้อโกง โป้ปดมดเท็จ หน้าไหว้หลังหลอก เพราะเราใช้วิธีการสอนผิด
ในที่สุดเราก็ต้องวกกลับไปพูดกันถึงเรื่องอำนาจนิยมอีก เพราะสิ่งที่เราทำกับเด็ก ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องไกลไปกว่าการหาโอกาสบริหารอำนาจ และระบายอัดอั้นกดดันจากการถูกกดทับจากอำนาจอีกด้วย เราเป็นประเทศบ้าอำนาจ ชื่นชมยกย่องอำนาจ และเมื่อไม่มีอำนาจเราก็จ้องแต่จะใช้อำนาจเหนือเล็กน้อยเท่าที่มีกำหราบรังแกเด็ก ๆ ที่ตัวเล็กกว่าอ่อนด้อยกว่า ทั้ง ๆ ที่เราเองก็กดดันจากถูกกดทับโดยสารพัดอำนาจของผู้ใหญ่ …ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม สถานราชการ หรือแม้แต่ท้องถนนที่มีคนใหญ่ในเครื่องแบบเพ่นพ่าน
…ทุกกระพีกริ้นของประเทศล้วนโดนกำกับด้วยอำนาจและลำดับชั้น วัยวุฒิ คุณวุฒิ ยศฐา บรรดาศักดิ์ กระทั่งความเหลื่อมล้ำอย่างการมีทรัพยสินมากกว่ายังถูกมองเห็นเป็นความเหนือกว่า สูงกว่า มีอำนาจกว่า เหล่านี้ที่ทำให้ตรรกะของสังคมเราไม่อาจทำงาน ที่ร้ายที่สุดความยุติธรรมและความถูกต้องชอบธรรมก็พลอยล้วนบิดเบี้ยวตาม คนมีอำนาจ อยู่ในอำนาจ หรือแม้แต่เคยมีอำนาจทำผิดก็ไม่เคยต้องรับผิด การมีอำนาจคือการเป็นพระเจ้า …ทำอะไรก็ได้
ไม่เพียงแต่การใช้อำนาจของเรากับเยาวชนจะเป็นการส่งต่ออำนาจนิยม มันยังทำให้ความคิด ความเข้าใจและการมองโลกของพวกเขาบิดเบี้ยวไปด้วย ฆาตกรจำนวนมากผ่านการถูกทารุณกรรมทั้งกายและทางใจในวัยเด็กมาก่อน ขณะเดียวกันฆาตกรที่เติบโตมาอย่างดีในครอบครัวดี ๆ ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ถูกโบยตีหรือถูกทำร้ายโดยพ่อแม่ ก็มีความคิดฟั่นเฟือนและเชื่อว่าตัวเองสูงส่งและเหนือกว่าจนทำอะไรกับใครก็ได้เช่นกัน
ที่เลวร้ายกว่านั้น การข่มขู่บังคับเด็ก ๆ ให้ยอมสยบกับอำนาจยังเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองอย่างมากในโลกสมัยใหม่ พวกเขาจะโตขึ้นเป็นคนหัวอ่อน หลงเชื่อและถูกชักจูงง่าย เมื่อถูกลวงล่อก็จะยอมตาม ไม่มีความสามารถและความกล้าที่จะต่อต้านการบังคับขู่เข็ญ ล่วงละเมิดทางเพศหรือละเมิดสิทธิ์อื่น ๆ การเลี้ยงดูเชิงอำนาจซึ่งเป็นที่มาของบุคลิกภาพเหยื่อเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวัฒนธรรมเสียบประจาน เขาจะกลัวการถูกแบล็คเมล์ กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ติดกับปัญหาโดยไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายได้
แต่ที่เลวร้ายที่สุด การเลี้ยงดูเชิงอำนาจคือการบ่มเพาะประชากรที่อ่อนด้อย อ่อนแอ ไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝัน ไม่กล้าลงมือทำ อันเกือบจะเป็นลักษณะประจำชาติของเราไปแล้ว
การบริหารอำนาจกับเด็ก ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญ เราไม่เพียงต้องเรียกร้องเอาผิดกับครูผู้กระทำ แต่ต้องฟ้องร้องเอาผิดไล่ไปยังโรงเรียน สังกัด รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการที่ปล่อยปละให้มีการลงโทษทำร้ายเด็ก ๆ เราต้องเลิกคิดกันว่านี่เป็นวิธีการเลี้ยงเด็กที่ดีพอ
…การทำร้าย ข่มขู่ คุกคาม ทำให้อับอายต่อเด็ก ๆ ต้องไม่ถูกมองเป็นความปกติ

อาชีพนักเขียน แต่ชอบสมมติตัวเองเป็นคนอื่น...ตัวละครบางตัว สัตว์บางชนิด ต้นไม้บางต้นไม้ ชอบเดินทางในหัวโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวไปไหน ไม่ชอบเวลาต้องตอบคำถามประเภทที่ไม่รู้ว่าคนถามจะรู้ไปทำไม กับถูกให้อธิบายตัวเอง

กราฟิกดีไซน์เนอร์ในเมืองสโลว์ไลฟ์ ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล สนใจศิลปะและอยากใช้สิ่งนี้ทำให้โลกดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ความฝันอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง