
ดร.เพชร มโนปวิตร
โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตามองด้วยความกังวลเป็นพิเศษ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก
เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.1 องศาเซลเซียสในเดือนกันยายน ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่า ค่าเฉลี่ยความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเดียวกันในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 อาจสูงถึง 3.7 องศาเซลเซียส ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจสูงเป็นประวัติการณ์ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้
NOAA ยังประเมินว่ามีโอกาสถึง 83% ที่ดัชนีความรุนแรงของเอลนีโญในช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2569 จะสูงกว่าสถิติที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบเมื่อปี 2493[1] ปรากฏการณ์ที่หลายคนเรียกว่าซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ครั้งนี้ จึงอาจมีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมาก (Very strong) ในปี 2525–2526, 2540–2541 และ 2558–2559 ซึ่งเคยสร้างความแปรปรวนของสภาพอากาศ จนเกิดปะการังฟอกขาวระดับโลก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในหลายภูมิภาคทั่วโลก

แต่ความน่ากังวลของเอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่าจะทำลายสถิติอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือไม่ หากอยู่ที่ความเป็นไปได้ของผลกระทบที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และคาดการณ์ได้ยาก ตั้งแต่ความร้อนและภัยแล้งที่เพิ่มความเสี่ยงไฟป่า ความเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ ไปจนถึงคลื่นความร้อนในทะเลที่อาจทำให้เกิดปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ และส่งผลระยะยาวต่อทรัพยากรประมงและเศรษฐกิจชายฝั่ง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Super El Niño ในปี 2569–2570 จะรุนแรงเพียงใด แต่คือประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับมือกับผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน และที่สำคัญกว่านั้น เราจะใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ระบบนิเวศและเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอดและฟื้นตัวได้อย่างไรในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้ปรากฏการณ์ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกันอย่างมากก็ตาม เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า El Niño–Southern Oscillation หรือ ENSO ซึ่งเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศในเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสลับกับลานีญา (La Niña) และสภาวะปกติ โดยทั่วไปมีวงรอบประมาณ 2–7 ปี และมีบทบาทสำคัญต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศทั่วโลก เอลนีโญไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ แต่เมื่อเอลนีโญที่รุนแรงเกิดขึ้นในโลกที่กำลังร้อนขึ้น ความแปรปรวนตามธรรมชาติก็อาจซ้ำเติมวิกฤตภูมิอากาศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจอย่างที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน
ชื่อเอลนีโญมีที่มาจากชาวประมงบริเวณชายฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์ ซึ่งสังเกตเห็นว่าน้ำทะเลอุ่นผิดปกติมักปรากฏขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรประมง คำว่า El Niño ในภาษาสเปนจึงหมายถึง เด็กชาย ย่อมาจากเด็กชายแห่งคริสต์ (El Niño de Navidad) หรือพระกุมารเยซู (The Christ Child) นั่นเอง
แม้คนในท้องถิ่นจะรู้จักปรากฏการณ์นี้มานานหลายร้อยปี แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจว่าเหตุการณ์น้ำทะเลอุ่นผิดปกติบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้สามารถส่งผลต่อฝนและสภาพอากาศในภูมิภาคที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก็ต้องอาศัยการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง
ในสภาวะปกติ ลมค้า (Trade Winds) ที่พัดจากทิศตะวันออกไปทางตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตร จะพัดพาน้ำทะเลอุ่นไปสะสมอยู่ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณใกล้กับอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อน้ำทะเลบริเวณนี้มีอุณหภูมิสูง การระเหยของน้ำและการยกตัวของอากาศชื้นจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเมฆฝนและพายุฝนฟ้าคะนองจำนวนมาก ขณะที่บริเวณด้านตะวันออกของแปซิฟิกใกล้ชายฝั่งอเมริกาใต้ มีน้ำเย็นจากทะเลลึกซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารไหลขึ้นมาทดแทนน้ำผิวหน้าที่ถูกพัดออกไป กระบวนการนี้เรียกว่า Upwelling ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลิตภาพ (Productivity) ของระบบนิเวศทางทะเลและทรัพยากรประมงบริเวณชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์
ความแตกต่างของอุณหภูมิน้ำทะเลระหว่างด้านตะวันตกและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ยังทำให้เกิดระบบการหมุนเวียนของบรรยากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Walker Circulation[2] โดยอากาศร้อนชื้นจะยกตัวขึ้นทางฝั่งตะวันตก เคลื่อนที่กลับไปทางตะวันออกในบรรยากาศชั้นบน ก่อนจมตัวลงบริเวณแปซิฟิกตะวันออก แล้วไหลกลับทางตะวันตกใกล้ผิวพื้นในรูปของลมค้า
เมื่อเกิดเอลนีโญ ระบบดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไป ลมค้าอ่อนกำลังลง บางช่วงอาจมีลมพัดย้อนทิศจากตะวันตกไปตะวันออก ส่งผลให้น้ำอุ่นที่เคยสะสมอยู่ทางด้านตะวันตกแผ่ขยายเข้าสู่ตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะเดียวกันชั้นน้ำอุ่นบริเวณแปซิฟิกตะวันออกจะหนาขึ้น ทำให้การไหลขึ้นของน้ำเย็นจากทะเลลึกลดลง และอุณหภูมิน้ำผิวทะเลสูงขึ้นผิดปกติ
นักสมุทรศาสตร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของลมสามารถกระตุ้นให้เกิดคลื่นภายในมหาสมุทรที่เรียกว่า Equatorial Kelvin Waves ซึ่งเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นศูนย์สูตรและถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำและโครงสร้างอุณหภูมิใต้ผิวน้ำจากแปซิฟิกตะวันตกไปยังแปซิฟิกตะวันออก
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสองฝั่งลดลง ลมค้าจึงมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงอีก และทำให้น้ำอุ่นแผ่ขยายไปทางตะวันออกมากขึ้น กลายเป็นกระบวนการป้อนกลับที่ช่วยให้เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้นได้
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อการยกตัวของอากาศและตำแหน่งของกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ ทำให้บริเวณที่เคยมีฝนตกชุกอย่างอินโดนีเซียและบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มแห้งแล้งขึ้น ขณะที่บริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกกลับมีฝนเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนบรรยากาศนี้ยังสามารถส่งผลต่อรูปแบบลมและตำแหน่งของพายุในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกความเชื่อมโยงระยะไกลดังกล่าวว่า Teleconnection หรือ “การเชื่อมโยงระยะไกลทางภูมิอากาศ” นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมปรากฏการณ์ที่เริ่มต้นจากความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ ปริมาณฝน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า และระบบนิเวศในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้
โดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์จะติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางที่เรียกว่า Niño 3.4[3] ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับประเมินความรุนแรงของเอลนีโญและลานีญา หากอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของลมและระบบการไหลเวียนของบรรยากาศ ก็จะเป็นสัญญาณว่ากำลังเกิดเอลนีโญ
รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 ในเดือนกันยายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.1 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณแปซิฟิกตะวันออกบางส่วนมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 4 องศาเซลเซียส
ความร้อนผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณผิวน้ำเท่านั้น เพราะข้อมูลจากการตรวจวัดยังพบมวลน้ำใต้ผิวทะเลในแปซิฟิกตะวันออกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 10 องศาเซลเซียสในบางบริเวณ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุณหภูมิภายในมหาสมุทรและการสะสมของน้ำอุ่นที่สนับสนุนการพัฒนาของเอลนีโญครั้งนี้
NOAA ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2570 และมีโอกาสประมาณ 83% ที่ค่าดัชนีความรุนแรงในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 จะสูงกว่าสถิติของเหตุการณ์เอลนีโญที่บันทึกมาตั้งแต่ปี 2493
ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินว่า ค่าอุณหภูมิน้ำทะเลผิดปกติเฉลี่ยบริเวณ Niño 3.4 ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นระดับที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ตามชุดข้อมูลและเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้ในการพยากรณ์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะ 3.7 องศาเซลเซียสไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 3.7 องศา และไม่ได้หมายความว่าทะเลไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่ากัน แต่เป็นค่าความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในบริเวณเฉพาะของมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอ้างอิง
นอกจากนี้ NOAA ยังเริ่มใช้ดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI เป็นเกณฑ์หลักในการติดตาม ENSO ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยปรับค่าความผิดปกติของอุณหภูมิบริเวณ Niño 3.4 ให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรเขตร้อน เพื่อให้สามารถแยกสัญญาณเอลนีโญออกจากภาวะที่มหาสมุทรทั่วโลกกำลังอุ่นขึ้นได้ดียิ่งขึ้น เราจึงต้องระมัดระวังเมื่อนำตัวเลขการพยากรณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกัน เพราะอาจใช้ดัชนีและช่วงเวลาอ้างอิงแตกต่างกัน
ส่วนคำว่า Super El Niño ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงนี้ เป็นคำเรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ ไม่ใช่ระดับการจำแนกประเภทมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานใช้เหมือนกัน สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ในเวลานี้คือเอลนีโญกำลังรุนแรงขึ้นอย่างมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงในระดับประวัติการณ์ แต่เรายังต้องรอดูผลการตรวจวัดตลอดช่วงปลายปีเพื่อยืนยันระดับสูงสุดที่เกิดขึ้นจริง
เหตุการณ์ครั้งใหญ่อย่างเอลนีโญปี 2525–2526, 2540–2541 และ 2558–2559 ล้วนเคยสร้างความแปรปรวนของภูมิอากาศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศในหลายภูมิภาค แต่เอลนีโญครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความรุนแรงของเอลนีโญในตัวมันเอง คือปรากฏการณ์ครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นในขณะที่โลกสะสมความร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าที่เคยเป็นมา

รายงาน State of the Global Climate 2025 ของ WMO ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ช่วงปี 2558–2568 เป็นช่วง 11 ปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล โดยในปี 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส นับเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับสองหรือสามตามชุดข้อมูลที่ใช้
ขณะที่มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมพื้นผิวโลกกว่า 70% ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90% จากความไม่สมดุลของพลังงานในระบบภูมิอากาศโลก รายงานเดียวกันระบุว่าปริมาณความร้อนสะสมในมหาสมุทรเมื่อปี 2568 สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การตรวจวัด และอัตราการสะสมความร้อนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต
นั่นหมายความว่าเอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกใบเดียวกับที่เคยเผชิญเอลนีโญรุนแรงเมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่กำลังเกิดขึ้นในมหาสมุทรที่ร้อนกว่าเดิม บรรยากาศที่กักเก็บความร้อนมากกว่าเดิม และระบบนิเวศจำนวนมากที่อ่อนแอและเสื่อมโทรมลงจากแรงกดดันสะสมของกิจกรรมมนุษย์
ลองนึกถึงคนที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม เมื่อเจอกับไข้สูง ร่างกายก็อาจทรุดและฟื้นตัวได้ยากกว่าคนที่แข็งแรงสุขภาพดี ระบบนิเวศก็มีลักษณะคล้ายกัน
ปะการังที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ฟอกขาวอาจยังไม่ทันฟื้นตัว ป่าไม้ที่เผชิญความเครียดจากการขาดน้ำต่อเนื่องอาจมีความทนทานต่อภัยแล้งลดลง ขณะที่สัตว์น้ำบางชนิดอาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เข้าใกล้หรือเกินขอบเขตที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
นักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า Marine Heatwave หรือคลื่นความร้อนในทะเล เพื่ออธิบายช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบกับค่าปกติตามฤดูกาลของพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งต่างจากการพิจารณาอุณหภูมิสูงสุดเพียงวันเดียว
ความรุนแรงของผลกระทบต่อระบบนิเวศไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความร้อนสะสม ความถี่ของเหตุการณ์ และความสามารถของสิ่งมีชีวิตในการปรับตัวและฟื้นตัว
รายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC ระบุว่าคลื่นความร้อนในทะเลทั่วโลกมีความถี่เพิ่มขึ้นประมาณสองเท่านับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และมีแนวโน้มยาวนานและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในมหาสมุทรเขตร้อนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ประเด็นที่ต้องแยกแยะคือ ภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของความร้อนสะสมในมหาสมุทรระยะยาว ขณะที่เอลนีโญเป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงการกระจายความร้อนและการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างมหาสมุทรกับบรรยากาศในช่วงเวลาหลายเดือนถึงหลายปี
นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษากันอยู่ว่าภาวะโลกร้อนจะเปลี่ยนความถี่ หรือความรุนแรงของเอลนีโญในอนาคตอย่างไร เพราะยังมีความไม่แน่นอนจากแบบจำลองภูมิอากาศ แต่สิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนแล้วคือโลกและมหาสมุทรกำลังร้อนขึ้น และคลื่นความร้อนในทะเลกำลังเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบที่กำลังซ้อนทับอยู่บนสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเอลนีโญมักสัมพันธ์กับโอกาสเกิดฝนน้อยกว่าปกติและอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพแห้งแล้งต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน
เมื่อฝนลดลงต่อเนื่องหลายเดือน ความชื้นในดินจะลดลง ปริมาณน้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำอาจต่ำกว่าปกติ ขณะที่อุณหภูมิอากาศสูงทำให้การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น ผลกระทบเหล่านี้อาจซ้ำเติมกันจนเกิดความเสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม ระบบนิเวศป่าไม้ และความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ
บทเรียนจากเอลนีโญปี 2558–2559 แสดงให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงที่เอลนีโญมีความรุนแรงสูงสุด เพราะฝนที่ลดลงในปีหนึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ และส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูแล้งของปีถัดไป
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน หรือ ASEAN Specialised Meteorological Centre (ASMC) ประเมินเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ว่าเอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดฝนน้อยกว่าปกติในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร โดยเฉพาะอินโดนีเซียและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ขณะที่อุณหภูมิมีแนวโน้มสูงกว่าปกติในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดนเพิ่มสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์อีกต่อไป เพราะในปี 2569 อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะบริเวณเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ซึ่งมีพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ รายงานของ ASMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมยังระบุว่า จำนวนจุดความร้อนที่ตรวจพบในเดือนกันยายนบริเวณเกาะทั้งสองสูงที่สุดสำหรับเดือนเดียวกันในรอบ 5 ปี และมีการตรวจพบกลุ่มควันหนาแน่นจากไฟป่าลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และบางส่วนของฟิลิปปินส์

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอินโดนีเซีย หรือ BMKG ยังพบว่าในช่วงเดือนกันยายน พื้นที่หลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศเผชิญภาวะฝนไม่ตกต่อเนื่องนานกว่า 60 วัน โดยระหว่างวันที่ 7–16 กันยายน ตรวจพบจุดความร้อนที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า 3,100 จุดในจังหวัดกาลิมันตันกลาง และอีกกว่า 1,300 จุดในจังหวัดสุมาตราใต้ สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่ยังกลายเป็นวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจในหลายประเทศ สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่า เมืองปาเล็มบังในจังหวัดสุมาตราใต้เผชิญหมอกควันหนาทึบจากไฟป่าพรุ จนดัชนีมลพิษทางอากาศพุ่งสูงเกิน 1,000 ซึ่งสูงกว่าระดับที่จัดว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ขณะที่หมอกควันยังลอยข้ามพรมแดนไปกระทบประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะเกิดภัยแล้งรุนแรงทุกพื้นที่ เพราะอิทธิพลของเอลนีโญแตกต่างกันตามภูมิภาคและฤดูกาล โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และพายุหมุนเขตร้อน
อีกปัจจัยสำคัญคือความแปรปรวนของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดียที่เรียกว่า Indian Ocean Dipole หรือ IOD ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระจายตัวของฝนและระบบมรสุมในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในเดือนตุลาคม 2569 นักวิทยาศาสตร์พบว่า IOD อยู่ในระยะบวก ซึ่งหมายถึงบริเวณมหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตกมีอุณหภูมิสูงกว่าด้านตะวันออกเมื่อเทียบกับสภาวะปกติ และอาจเสริมให้บางพื้นที่ใกล้อินโดนีเซียมีสภาพแห้งแล้งมากขึ้น โดยแบบจำลองคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงเข้าสู่สภาวะเป็นกลางประมาณต้นปี 2570
สำหรับทะเลไทย ความเชื่อมโยงยิ่งซับซ้อน เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลขึ้นอยู่กับทั้งลมมรสุม กระแสน้ำ ปริมาณเมฆฝน ความลึก การแลกเปลี่ยนน้ำกับทะเลเปิด และการเปลี่ยนแปลงของน้ำจืดจากแม่น้ำ
แม้เอลนีโญจะมีกำลังรุนแรงที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงปลายปี 2569 แต่ความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนในทะเลไทยและการเกิดปะการังฟอกขาวอาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลของไทยมักสูงตามฤดูกาล ก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมและฝนที่เพิ่มขึ้น

หากช่วงเวลาดังกล่าวมีลมอ่อน เมฆน้อย และมรสุมมาช้ากว่าปกติ ก็อาจทำให้บางพื้นที่มีความร้อนสะสมต่อเนื่องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำความรุนแรงของเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกมาคำนวณตรง ๆ ว่าอุณหภูมิน้ำทะเลไทยจะสูงขึ้นเท่าใด หรือแนวปะการังแห่งใดจะได้รับความเสียหายมากที่สุด
นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญของการพยากรณ์ที่เราต้องยอมรับ เพราะแม้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถประเมินแนวโน้มเอลนีโญล่วงหน้าได้หลายเดือน แต่การคาดการณ์ผลกระทบในระดับพื้นที่ยังต้องอาศัยข้อมูลสมุทรศาสตร์และสภาพภูมิอากาศท้องถิ่น รวมถึงสถานภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่แตกต่างกันด้วย
แม้เราจะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงเพียงใด แต่สิ่งที่เราทราบคือเอลนีโญครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าในอดีตอย่างมาก ขณะที่ระบบนิเวศหลายแห่งก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอกว่าเดิม บางแห่งยังอาจฟื้นตัวจากเหตุการณ์รุนแรงครั้งก่อนได้ไม่เต็มที่ การเตรียมรับมือจึงไม่ควรมุ่งเพียงการพยากรณ์ว่าจะร้อนหรือแล้งมากเพียงใด แต่ต้องทำความเข้าใจขีดจำกัดความทนทานของระบบนิเวศ และลดแรงกดดันที่ทำให้ธรรมชาติเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การเกิดเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการที่เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบนิเวศจำนวนมากทั่วโลกเริ่มสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัวจากความร้อนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อ้างอิง
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2569): เตรียมรับมือสึนามิความร้อน
ASMC (5 October 2026) Seasonal Outlook: October–December 2026
ASMC (16 October 2026) Regional Climate: El Niño / La Niña
ASMC (29 October 2026) Review of Regional Haze Situation for September 2026
BMKG (17 September 2026) Indonesia Weather Outlook, 18–24 September 2026
Hobday et al. (2016) A Hierarchical Approach to Defining Marine Heatwaves
NOAA Understanding El Niño & ENSO
NOAA Climate.gov El Niño & La Niña
NOAA Climate Prediction Center (8 October 2026) — ENSO Diagnostic Discussion
NOAA CPC (February 2026) CPC Adopts the Relative Oceanic Niño Index (RONI)
IPCC (2021) AR6 Working Group I, Chapter 9: Ocean, Cryosphere and Sea Level Change
Reuters (5 October 2026) Reuters: Indonesia’s 2026 wildfire crisis
UN ESCAP (2017): Enhancing Resilience to Extreme Climate Events
WMO (8 October 2026) Sea-surface temperatures reflect strengthening El Niño
WMO (23 March 2026) State of the Global Climate 2025
[1] ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ใช่การคาดการณ์โดยตรงถึงอุณหภูมิหรือระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
[2] การหมุนเวียนแบบวอร์กเกอร์ คือ “ระบบหมุนเวียนอากาศตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ เซอร์ กิลเบิร์ต วอล์กเกอร์ (Sir Gilbert Walker) นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่เป็นผู้ค้นพบระบบการหมุนเวียนของชั้นบรรยากาศนี้
[3] พื้นที่พิกัดทางภูมิศาสตร์บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ครอบคลุมช่วงละติจูด 5° เหนือ ถึง 5° ใต้ และลองจิจูด 120° ตะวันตก ถึง 170° ตะวันตก เดิม NOAA ใช้ดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลสามเดือน หากมีค่าสูงกว่าปกติตั้งแต่ +0.5°C ต่อเนื่องกันห้าฤดูกาลสามเดือนที่ซ้อนทับกัน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบบรรยากาศที่สอดคล้องกัน จะเข้าข่ายปรากฏการณ์เอลนีโญ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 NOAA เปลี่ยนมาใช้ Relative Oceanic Niño Index (RONI) เป็นดัชนีหลักในการติดตาม ENSO โดยคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมหาสมุทรเขตร้อนโดยรวม เพื่อลดอิทธิพลของภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้นต่อการจำแนกความแปรปรวนของ ENSO

นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ ที่ปรึกษาองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ และนักสื่อสารประเด็นสาธารณะที่ว่าด้วยการปกป้องธรรมชาติ