decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
ซูเปอร์เอลนีโญ: วิกฤตสภาพภูมิอากาศในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
Environment

ซูเปอร์เอลนีโญ: วิกฤตสภาพภูมิอากาศในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ดร.เพชร มโนปวิตรดร.เพชร มโนปวิตร06 พ.ย. 2569 13:37
Share on

Earth Calling

ดร.เพชร มโนปวิตร

โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตามองด้วยความกังวลเป็นพิเศษ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.1 องศาเซลเซียสในเดือนกันยายน ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดการณ์ว่า ค่าเฉลี่ยความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเดียวกันในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 อาจสูงถึง 3.7 องศาเซลเซียส ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจสูงเป็นประวัติการณ์ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้

NOAA ยังประเมินว่ามีโอกาสถึง 83% ที่ดัชนีความรุนแรงของเอลนีโญในช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2569 จะสูงกว่าสถิติที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบเมื่อปี 2493[1] ปรากฏการณ์ที่หลายคนเรียกว่าซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ครั้งนี้ จึงอาจมีความรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมาก (Very strong) ในปี 2525–2526, 2540–2541 และ 2558–2559 ซึ่งเคยสร้างความแปรปรวนของสภาพอากาศ จนเกิดปะการังฟอกขาวระดับโลก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในหลายภูมิภาคทั่วโลก

แต่ความน่ากังวลของเอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่าจะทำลายสถิติอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกหรือไม่ หากอยู่ที่ความเป็นไปได้ของผลกระทบที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่และคาดการณ์ได้ยาก ตั้งแต่ความร้อนและภัยแล้งที่เพิ่มความเสี่ยงไฟป่า ความเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ ไปจนถึงคลื่นความร้อนในทะเลที่อาจทำให้เกิดปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ และส่งผลระยะยาวต่อทรัพยากรประมงและเศรษฐกิจชายฝั่ง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Super El Niño ในปี 2569–2570 จะรุนแรงเพียงใด แต่คือประเทศไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับมือกับผลกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน และที่สำคัญกว่านั้น เราจะใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสร้างความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ระบบนิเวศและเศรษฐกิจไทยสามารถอยู่รอดและฟื้นตัวได้อย่างไรในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

รู้จักเอลนีโญ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แม้ปรากฏการณ์ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกันอย่างมากก็ตาม เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ความแปรปรวนของภูมิอากาศตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า El Niño–Southern Oscillation หรือ ENSO ซึ่งเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศในเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสลับกับลานีญา (La Niña) และสภาวะปกติ โดยทั่วไปมีวงรอบประมาณ 2–7 ปี และมีบทบาทสำคัญต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศทั่วโลก เอลนีโญไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมมนุษย์ แต่เมื่อเอลนีโญที่รุนแรงเกิดขึ้นในโลกที่กำลังร้อนขึ้น ความแปรปรวนตามธรรมชาติก็อาจซ้ำเติมวิกฤตภูมิอากาศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจอย่างที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน

ชื่อเอลนีโญมีที่มาจากชาวประมงบริเวณชายฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์ ซึ่งสังเกตเห็นว่าน้ำทะเลอุ่นผิดปกติมักปรากฏขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรประมง คำว่า El Niño ในภาษาสเปนจึงหมายถึง เด็กชาย ย่อมาจากเด็กชายแห่งคริสต์ (El Niño de Navidad) หรือพระกุมารเยซู (The Christ Child) นั่นเอง

แม้คนในท้องถิ่นจะรู้จักปรากฏการณ์นี้มานานหลายร้อยปี แต่กว่าที่นักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจว่าเหตุการณ์น้ำทะเลอุ่นผิดปกติบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้สามารถส่งผลต่อฝนและสภาพอากาศในภูมิภาคที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก็ต้องอาศัยการศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

ในสภาวะปกติ ลมค้า (Trade Winds) ที่พัดจากทิศตะวันออกไปทางตะวันตกตามแนวเส้นศูนย์สูตร จะพัดพาน้ำทะเลอุ่นไปสะสมอยู่ทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณใกล้กับอินโดนีเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อน้ำทะเลบริเวณนี้มีอุณหภูมิสูง การระเหยของน้ำและการยกตัวของอากาศชื้นจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเมฆฝนและพายุฝนฟ้าคะนองจำนวนมาก ขณะที่บริเวณด้านตะวันออกของแปซิฟิกใกล้ชายฝั่งอเมริกาใต้ มีน้ำเย็นจากทะเลลึกซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารไหลขึ้นมาทดแทนน้ำผิวหน้าที่ถูกพัดออกไป กระบวนการนี้เรียกว่า Upwelling ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลิตภาพ (Productivity) ของระบบนิเวศทางทะเลและทรัพยากรประมงบริเวณชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์

ความแตกต่างของอุณหภูมิน้ำทะเลระหว่างด้านตะวันตกและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ยังทำให้เกิดระบบการหมุนเวียนของบรรยากาศขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Walker Circulation[2] โดยอากาศร้อนชื้นจะยกตัวขึ้นทางฝั่งตะวันตก เคลื่อนที่กลับไปทางตะวันออกในบรรยากาศชั้นบน ก่อนจมตัวลงบริเวณแปซิฟิกตะวันออก แล้วไหลกลับทางตะวันตกใกล้ผิวพื้นในรูปของลมค้า

เมื่อเกิดเอลนีโญ ระบบดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงไป ลมค้าอ่อนกำลังลง บางช่วงอาจมีลมพัดย้อนทิศจากตะวันตกไปตะวันออก ส่งผลให้น้ำอุ่นที่เคยสะสมอยู่ทางด้านตะวันตกแผ่ขยายเข้าสู่ตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะเดียวกันชั้นน้ำอุ่นบริเวณแปซิฟิกตะวันออกจะหนาขึ้น ทำให้การไหลขึ้นของน้ำเย็นจากทะเลลึกลดลง และอุณหภูมิน้ำผิวทะเลสูงขึ้นผิดปกติ

นักสมุทรศาสตร์ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของลมสามารถกระตุ้นให้เกิดคลื่นภายในมหาสมุทรที่เรียกว่า Equatorial Kelvin Waves ซึ่งเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นศูนย์สูตรและถ่ายทอดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำและโครงสร้างอุณหภูมิใต้ผิวน้ำจากแปซิฟิกตะวันตกไปยังแปซิฟิกตะวันออก

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสองฝั่งลดลง ลมค้าจึงมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงอีก และทำให้น้ำอุ่นแผ่ขยายไปทางตะวันออกมากขึ้น กลายเป็นกระบวนการป้อนกลับที่ช่วยให้เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้นได้

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อการยกตัวของอากาศและตำแหน่งของกลุ่มเมฆฝนขนาดใหญ่ ทำให้บริเวณที่เคยมีฝนตกชุกอย่างอินโดนีเซียและบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มแห้งแล้งขึ้น ขณะที่บริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกกลับมีฝนเพิ่มขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนบรรยากาศนี้ยังสามารถส่งผลต่อรูปแบบลมและตำแหน่งของพายุในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกความเชื่อมโยงระยะไกลดังกล่าวว่า Teleconnection หรือ “การเชื่อมโยงระยะไกลทางภูมิอากาศ” นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมปรากฏการณ์ที่เริ่มต้นจากความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศ ปริมาณฝน ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า และระบบนิเวศในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้

เอลนีโญ 2569-70 อาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา

โดยทั่วไป นักวิทยาศาสตร์จะติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางที่เรียกว่า Niño 3.4[3] ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับประเมินความรุนแรงของเอลนีโญและลานีญา หากอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของลมและระบบการไหลเวียนของบรรยากาศ ก็จะเป็นสัญญาณว่ากำลังเกิดเอลนีโญ

รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 ในเดือนกันยายนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2.1 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณแปซิฟิกตะวันออกบางส่วนมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 4 องศาเซลเซียส

ความร้อนผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณผิวน้ำเท่านั้น เพราะข้อมูลจากการตรวจวัดยังพบมวลน้ำใต้ผิวทะเลในแปซิฟิกตะวันออกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 10 องศาเซลเซียสในบางบริเวณ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุณหภูมิภายในมหาสมุทรและการสะสมของน้ำอุ่นที่สนับสนุนการพัฒนาของเอลนีโญครั้งนี้

NOAA ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 83% ที่เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2570 และมีโอกาสประมาณ 83% ที่ค่าดัชนีความรุนแรงในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2569 จะสูงกว่าสถิติของเหตุการณ์เอลนีโญที่บันทึกมาตั้งแต่ปี 2493

ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ประเมินว่า ค่าอุณหภูมิน้ำทะเลผิดปกติเฉลี่ยบริเวณ Niño 3.4 ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2569 อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นระดับที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ตามชุดข้อมูลและเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้ในการพยากรณ์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะ 3.7 องศาเซลเซียสไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 3.7 องศา และไม่ได้หมายความว่าทะเลไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่ากัน แต่เป็นค่าความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในบริเวณเฉพาะของมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอ้างอิง

นอกจากนี้ NOAA ยังเริ่มใช้ดัชนี Relative Oceanic Niño Index หรือ RONI เป็นเกณฑ์หลักในการติดตาม ENSO ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยปรับค่าความผิดปกติของอุณหภูมิบริเวณ Niño 3.4 ให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรเขตร้อน เพื่อให้สามารถแยกสัญญาณเอลนีโญออกจากภาวะที่มหาสมุทรทั่วโลกกำลังอุ่นขึ้นได้ดียิ่งขึ้น เราจึงต้องระมัดระวังเมื่อนำตัวเลขการพยากรณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกัน เพราะอาจใช้ดัชนีและช่วงเวลาอ้างอิงแตกต่างกัน

ส่วนคำว่า Super El Niño ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงนี้ เป็นคำเรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ ไม่ใช่ระดับการจำแนกประเภทมาตรฐานที่ทุกหน่วยงานใช้เหมือนกัน สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ในเวลานี้คือเอลนีโญกำลังรุนแรงขึ้นอย่างมาก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงในระดับประวัติการณ์ แต่เรายังต้องรอดูผลการตรวจวัดตลอดช่วงปลายปีเพื่อยืนยันระดับสูงสุดที่เกิดขึ้นจริง

เหตุการณ์ครั้งใหญ่อย่างเอลนีโญปี 2525–2526, 2540–2541 และ 2558–2559 ล้วนเคยสร้างความแปรปรวนของภูมิอากาศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศในหลายภูมิภาค แต่เอลนีโญครั้งใหม่กำลังเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก

เอลนีโญในโลกเดือด

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความรุนแรงของเอลนีโญในตัวมันเอง คือปรากฏการณ์ครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นในขณะที่โลกสะสมความร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าที่เคยเป็นมา

รายงาน State of the Global Climate 2025 ของ WMO ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ช่วงปี 2558–2568 เป็นช่วง 11 ปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล โดยในปี 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส นับเป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับสองหรือสามตามชุดข้อมูลที่ใช้

ขณะที่มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมพื้นผิวโลกกว่า 70% ทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินมากกว่า 90% จากความไม่สมดุลของพลังงานในระบบภูมิอากาศโลก รายงานเดียวกันระบุว่าปริมาณความร้อนสะสมในมหาสมุทรเมื่อปี 2568 สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การตรวจวัด และอัตราการสะสมความร้อนในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต

นั่นหมายความว่าเอลนีโญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกใบเดียวกับที่เคยเผชิญเอลนีโญรุนแรงเมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่กำลังเกิดขึ้นในมหาสมุทรที่ร้อนกว่าเดิม บรรยากาศที่กักเก็บความร้อนมากกว่าเดิม และระบบนิเวศจำนวนมากที่อ่อนแอและเสื่อมโทรมลงจากแรงกดดันสะสมของกิจกรรมมนุษย์

ลองนึกถึงคนที่ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม เมื่อเจอกับไข้สูง ร่างกายก็อาจทรุดและฟื้นตัวได้ยากกว่าคนที่แข็งแรงสุขภาพดี ระบบนิเวศก็มีลักษณะคล้ายกัน

ปะการังที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ฟอกขาวอาจยังไม่ทันฟื้นตัว ป่าไม้ที่เผชิญความเครียดจากการขาดน้ำต่อเนื่องอาจมีความทนทานต่อภัยแล้งลดลง ขณะที่สัตว์น้ำบางชนิดอาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เข้าใกล้หรือเกินขอบเขตที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

นักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า Marine Heatwave หรือคลื่นความร้อนในทะเล เพื่ออธิบายช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบกับค่าปกติตามฤดูกาลของพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งต่างจากการพิจารณาอุณหภูมิสูงสุดเพียงวันเดียว

ความรุนแรงของผลกระทบต่อระบบนิเวศไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ความร้อนสะสม ความถี่ของเหตุการณ์ และความสามารถของสิ่งมีชีวิตในการปรับตัวและฟื้นตัว

รายงานการประเมินครั้งที่ 6 ของ IPCC ระบุว่าคลื่นความร้อนในทะเลทั่วโลกมีความถี่เพิ่มขึ้นประมาณสองเท่านับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และมีแนวโน้มยาวนานและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในมหาสมุทรเขตร้อนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประเด็นที่ต้องแยกแยะคือ ภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของความร้อนสะสมในมหาสมุทรระยะยาว ขณะที่เอลนีโญเป็นความแปรปรวนตามธรรมชาติที่สามารถเปลี่ยนแปลงการกระจายความร้อนและการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างมหาสมุทรกับบรรยากาศในช่วงเวลาหลายเดือนถึงหลายปี

นักวิทยาศาสตร์ยังศึกษากันอยู่ว่าภาวะโลกร้อนจะเปลี่ยนความถี่ หรือความรุนแรงของเอลนีโญในอนาคตอย่างไร เพราะยังมีความไม่แน่นอนจากแบบจำลองภูมิอากาศ แต่สิ่งที่มีหลักฐานชัดเจนแล้วคือโลกและมหาสมุทรกำลังร้อนขึ้น และคลื่นความร้อนในทะเลกำลังเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เป็นผลกระทบที่กำลังซ้อนทับอยู่บนสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรในปี 2570

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเอลนีโญมักสัมพันธ์กับโอกาสเกิดฝนน้อยกว่าปกติและอุณหภูมิสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพแห้งแล้งต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน

เมื่อฝนลดลงต่อเนื่องหลายเดือน ความชื้นในดินจะลดลง ปริมาณน้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำอาจต่ำกว่าปกติ ขณะที่อุณหภูมิอากาศสูงทำให้การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น ผลกระทบเหล่านี้อาจซ้ำเติมกันจนเกิดความเสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม ระบบนิเวศป่าไม้ และความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ

บทเรียนจากเอลนีโญปี 2558–2559 แสดงให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงที่เอลนีโญมีความรุนแรงสูงสุด เพราะฝนที่ลดลงในปีหนึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ และส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูแล้งของปีถัดไป

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางอาเซียน หรือ ASEAN Specialised Meteorological Centre (ASMC) ประเมินเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ว่าเอลนีโญมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดฝนน้อยกว่าปกติในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทร โดยเฉพาะอินโดนีเซียและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ขณะที่อุณหภูมิมีแนวโน้มสูงกว่าปกติในหลายพื้นที่ของภูมิภาค ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดนเพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการคาดการณ์อีกต่อไป เพราะในปี 2569 อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะบริเวณเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ซึ่งมีพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ รายงานของ ASMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมยังระบุว่า จำนวนจุดความร้อนที่ตรวจพบในเดือนกันยายนบริเวณเกาะทั้งสองสูงที่สุดสำหรับเดือนเดียวกันในรอบ 5 ปี และมีการตรวจพบกลุ่มควันหนาแน่นจากไฟป่าลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และบางส่วนของฟิลิปปินส์

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอินโดนีเซีย หรือ BMKG ยังพบว่าในช่วงเดือนกันยายน พื้นที่หลายแห่งทางตอนใต้ของประเทศเผชิญภาวะฝนไม่ตกต่อเนื่องนานกว่า 60 วัน โดยระหว่างวันที่ 7–16 กันยายน ตรวจพบจุดความร้อนที่มีความเชื่อมั่นสูงกว่า 3,100 จุดในจังหวัดกาลิมันตันกลาง และอีกกว่า 1,300 จุดในจังหวัดสุมาตราใต้ สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่ยังกลายเป็นวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจในหลายประเทศ สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่า เมืองปาเล็มบังในจังหวัดสุมาตราใต้เผชิญหมอกควันหนาทึบจากไฟป่าพรุ จนดัชนีมลพิษทางอากาศพุ่งสูงเกิน 1,000 ซึ่งสูงกว่าระดับที่จัดว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ขณะที่หมอกควันยังลอยข้ามพรมแดนไปกระทบประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะเกิดภัยแล้งรุนแรงทุกพื้นที่ เพราะอิทธิพลของเอลนีโญแตกต่างกันตามภูมิภาคและฤดูกาล โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และพายุหมุนเขตร้อน

อีกปัจจัยสำคัญคือความแปรปรวนของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดียที่เรียกว่า Indian Ocean Dipole หรือ IOD ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระจายตัวของฝนและระบบมรสุมในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเดือนตุลาคม 2569 นักวิทยาศาสตร์พบว่า IOD อยู่ในระยะบวก ซึ่งหมายถึงบริเวณมหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตกมีอุณหภูมิสูงกว่าด้านตะวันออกเมื่อเทียบกับสภาวะปกติ และอาจเสริมให้บางพื้นที่ใกล้อินโดนีเซียมีสภาพแห้งแล้งมากขึ้น โดยแบบจำลองคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงเข้าสู่สภาวะเป็นกลางประมาณต้นปี 2570

สำหรับทะเลไทย ความเชื่อมโยงยิ่งซับซ้อน เพราะอุณหภูมิน้ำทะเลขึ้นอยู่กับทั้งลมมรสุม กระแสน้ำ ปริมาณเมฆฝน ความลึก การแลกเปลี่ยนน้ำกับทะเลเปิด และการเปลี่ยนแปลงของน้ำจืดจากแม่น้ำ

แม้เอลนีโญจะมีกำลังรุนแรงที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงปลายปี 2569 แต่ความเสี่ยงต่อคลื่นความร้อนในทะเลไทยและการเกิดปะการังฟอกขาวอาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลของไทยมักสูงตามฤดูกาล ก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมและฝนที่เพิ่มขึ้น

หากช่วงเวลาดังกล่าวมีลมอ่อน เมฆน้อย และมรสุมมาช้ากว่าปกติ ก็อาจทำให้บางพื้นที่มีความร้อนสะสมต่อเนื่องมากขึ้น แต่ยังไม่สามารถนำความรุนแรงของเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกมาคำนวณตรง ๆ ว่าอุณหภูมิน้ำทะเลไทยจะสูงขึ้นเท่าใด หรือแนวปะการังแห่งใดจะได้รับความเสียหายมากที่สุด

นี่เป็นข้อจำกัดสำคัญของการพยากรณ์ที่เราต้องยอมรับ เพราะแม้นักวิทยาศาสตร์จะสามารถประเมินแนวโน้มเอลนีโญล่วงหน้าได้หลายเดือน แต่การคาดการณ์ผลกระทบในระดับพื้นที่ยังต้องอาศัยข้อมูลสมุทรศาสตร์และสภาพภูมิอากาศท้องถิ่น รวมถึงสถานภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่แตกต่างกันด้วย

แม้เราจะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงเพียงใด แต่สิ่งที่เราทราบคือเอลนีโญครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าในอดีตอย่างมาก ขณะที่ระบบนิเวศหลายแห่งก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอกว่าเดิม บางแห่งยังอาจฟื้นตัวจากเหตุการณ์รุนแรงครั้งก่อนได้ไม่เต็มที่ การเตรียมรับมือจึงไม่ควรมุ่งเพียงการพยากรณ์ว่าจะร้อนหรือแล้งมากเพียงใด แต่ต้องทำความเข้าใจขีดจำกัดความทนทานของระบบนิเวศ และลดแรงกดดันที่ทำให้ธรรมชาติเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การเกิดเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการที่เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบนิเวศจำนวนมากทั่วโลกเริ่มสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัวจากความร้อนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อ้างอิง

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2569): เตรียมรับมือสึนามิความร้อน
ASMC (5 October 2026) Seasonal Outlook: October–December 2026
ASMC (16 October 2026) Regional Climate: El Niño / La Niña
ASMC (29 October 2026) Review of Regional Haze Situation for September 2026
BMKG (17 September 2026) Indonesia Weather Outlook, 18–24 September 2026
Hobday et al. (2016) A Hierarchical Approach to Defining Marine Heatwaves
NOAA Understanding El Niño & ENSO
NOAA Climate.gov El Niño & La Niña
NOAA Climate Prediction Center (8 October 2026) — ENSO Diagnostic Discussion
NOAA CPC (February 2026) CPC Adopts the Relative Oceanic Niño Index (RONI)
IPCC (2021)  AR6 Working Group I, Chapter 9: Ocean, Cryosphere and Sea Level Change
Reuters (5 October 2026) Reuters: Indonesia’s 2026 wildfire crisis
UN ESCAP (2017): Enhancing Resilience to Extreme Climate Events
WMO (8 October 2026) Sea-surface temperatures reflect strengthening El Niño
WMO (23 March 2026) State of the Global Climate 2025


[1] ตัวเลขเหล่านี้เป็นการประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ใช่การคาดการณ์โดยตรงถึงอุณหภูมิหรือระดับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย

[2] การหมุนเวียนแบบวอร์กเกอร์ คือ “ระบบหมุนเวียนอากาศตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุมการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ เซอร์ กิลเบิร์ต วอล์กเกอร์ (Sir Gilbert Walker) นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่เป็นผู้ค้นพบระบบการหมุนเวียนของชั้นบรรยากาศนี้

[3] พื้นที่พิกัดทางภูมิศาสตร์บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร ครอบคลุมช่วงละติจูด 5° เหนือ ถึง 5° ใต้ และลองจิจูด 120° ตะวันตก ถึง 170° ตะวันตก เดิม NOAA ใช้ดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลสามเดือน หากมีค่าสูงกว่าปกติตั้งแต่ +0.5°C ต่อเนื่องกันห้าฤดูกาลสามเดือนที่ซ้อนทับกัน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบบรรยากาศที่สอดคล้องกัน จะเข้าข่ายปรากฏการณ์เอลนีโญ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 NOAA เปลี่ยนมาใช้ Relative Oceanic Niño Index (RONI) เป็นดัชนีหลักในการติดตาม ENSO โดยคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมหาสมุทรเขตร้อนโดยรวม เพื่อลดอิทธิพลของภาวะมหาสมุทรอุ่นขึ้นต่อการจำแนกความแปรปรวนของ ENSO

ดร.เพชร มโนปวิตร
Authorดร.เพชร มโนปวิตร

นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ ที่ปรึกษาองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ และนักสื่อสารประเด็นสาธารณะที่ว่าด้วยการปกป้องธรรมชาติ

TAGS
Climate CrisisSuper El Niñoซูเปอร์เอลนีโญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

table of contents

  1. 01Earth Calling
  2. 02รู้จักเอลนีโญ
  3. 03เอลนีโญ 2569-70 อาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา
  4. 04เอลนีโญในโลกเดือด
  5. 05ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรในปี 2570

recommended for you

หลังตู้ปาจิงโกะ คือเกมชีวิตที่ยังต้องเสี่ยงดวง 
หลังตู้ปาจิงโกะ คือเกมชีวิตที่ยังต้องเสี่ยงดวง 
หรืออ่าวปัตตานีจะสูญสิ้น
หรืออ่าวปัตตานีจะสูญสิ้น
ใบสั่งยารักษาโรค (ไม่) หลับ
ใบสั่งยารักษาโรค (ไม่) หลับ
กำกับสารเคมีอันตราย หนึ่งสิ่งที่หล่นหายจากสนธิสัญญาพลาสติก 
กำกับสารเคมีอันตราย หนึ่งสิ่งที่หล่นหายจากสนธิสัญญาพลาสติก 
บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย

Related Story

หรืออ่าวปัตตานีจะสูญสิ้นDocumentary

หรืออ่าวปัตตานีจะสูญสิ้น

มันกลายเป็นซาก ร้าง และผุพัง “ตรงนี้เคยเป็นท่าเรือประมงลำเล็ก” เขาชี้ไปทางสุสานหอยริมอ่าวปัตตานี เมื่อก่อนชาวบ้านแกะเนื้อปูกันตรงนี้ เดี๋ยวนี้ไม่มีอาชีพนี้แล้ว ตอนนี้คนไปทำงานมาเลฯกันหมด
ภัทราภรณ์ ศรีทองแท้READ MORE
วิทยาศาสตร์การกินที่จะตัดสินมนุษยชาติ Environment

วิทยาศาสตร์การกินที่จะตัดสินมนุษยชาติ 

อิ่ม อร่อยมื้อนี้ที่ทิ้งรอยเท้าทางคาร์บอนไว้ มันทั้งซับซ้อนและใกล้ตัว โดยเฉพาะจานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากสัตว์ที่มาพร้อมกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงตามไปด้วย
วิภาพร วัฒนวิทย์READ MORE
กำกับสารเคมีอันตราย หนึ่งสิ่งที่หล่นหายจากสนธิสัญญาพลาสติก Environment

กำกับสารเคมีอันตราย หนึ่งสิ่งที่หล่นหายจากสนธิสัญญาพลาสติก 

สนธิสัญญาพลาสติกหมือนเริ่มติดกระดุมใหม่ให้ถูก แต่การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือเป้าหมายในร่างเจรจาสนธิสัญญา อาจทำให้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กลายเป็นเพียงพิธีการ?
ณัฐณิชา มีนาภาREAD MORE