
ความหวังในการลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจใกล้ตัวใครหลายคนมากขึ้น เมื่อพูดถึงการใช้พลาสติกที่มีจุดกำเนิดจากพลังงานฟอสซิล
จุดเริ่มต้นของสนธิสัญญาพลาสติก เกิดขึ้นในปี 2565 ปุณญธร จึงสมาน นักรณรงค์ มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ให้รายละเอียดการแรกเริ่มของความพยายามจัดการพลาสติก ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ที่ 170 ประเทศมีฉันทามติว่า ควรมีกฎหมายระดับโลกเพื่อควบคุมการผลิต ใช้งาน และจัดการตลอดวงจรชีวิตพลาสติก ไม่ใช่เพียงการจัดการขยะพลาสติกที่ปลายทางอย่างในปัจจุบัน

‘วงจรชีวิต’ ถูกนิยามทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นการประเมินผลกระทบผลิตภัณฑ์หนึ่ง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างเช่นวงจรชีวิตพลาสติก ที่ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจากการใช้งานของมนุษย์
สารตั้งต้นพลาสติกผลิตจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก่อนส่งเข้าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อผลิตเป็นพอลิเมอร์ (polymer) องค์ประกอบพื้นฐานของพลาสติก ซึ่งในประเทศไทยมีอุตสาหกรรมการผลิตพลาสติก ตั้งแต่การขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มีโรงงานอุตสาหกรรมในกระบวนการผลิตจำนวนมากระจุกตัวอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่วันนี้มีกำลังการผลิตรวมแล้วกว่า 9 ล้านตัน

จากการใช้งานพลาสติกที่ใครหลายคนต่างคุ้นเคย มาถึง ‘ขยะพลาสติก’ ที่สังคมคุ้นตาและรับรู้ว่าเป็นการจัดการพลาสติกที่ปลายทาง พลาสติกทุกชิ้นเกิดขึ้นจากกระบวนการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ นำไปผลิตต่อในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัฑณ์พลาสติก ผ่านการใช้งาน จนถึงวันที่พลาสติกกลายเป็นขยะและถูกกำจัด ช่วงเวลาทั้งหมดนี้ถูกนับรวมเป็น ‘วงจรชีวิตพลาสติก’ ที่การกำหนดความหมาย กลายเป็นที่ถกเถียงในเวทีเจรจา และส่งผลให้เกิดความยืดเยื้อตลอดการประชุมตั้งแต่ พ.ศ. 2565
28 พ.ย.–2 ธ.ค. 2565 การประชุมในครั้งแรก INC – 1 ที่ประเทศอุรุกวัย
29 พ.ค.- 2 มิ.ย. 2566 การประชุมครั้งที่สอง INC – 2 ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการจัดทำ “ร่างเอกสารฉบับแรก” (Zero Draft Text) ที่ถูกเรียกว่า ร่างปารีส
13-19 พ.ย. 2566 การประชุมครั้งที่สาม INC – 3 ที่ประเทศเคนยา เนื่องด้วยหาข้อเจรจาไม่ได้ จึงมีการเพิ่มเติมในรายละเอียด เป็น “ร่างเอกสารฉบับแรกฉบับปรับปรุง” (Revised Zero Draft Text)
23-29 เม.ย. 2567 การประชุมครั้งที่สี่ INC – 4 ที่ประเทศแคนาดา
25 พ.ย.–1 ธ.ค. 2567 การประชุมครั้งที่ห้า INC – 5 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ปรับเอกสารช่วยเจรจาเป็น ร่างปูซาน แต่เนื่องจากยังหาข้อสรุปไม่ได้ จึงมีการเกี่ยวเนื่องอีก 2 ครั้ง ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความพยายามผลักดันให้เกิดการจัดตั้งสนธิสัญญามากที่สุด
ตามกำหนดแล้ว การประชุม INC ครั้งที่ 5 (INC-5) ที่มีการปรับเนื้อหาในเอกสารช่วยเจรจาหรือ ‘ร่างปูซาน’ ควรเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของกระบวนการเจรจา แต่ท้ายที่สุด การประชุมสิ้นสุดลงโดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ สาเหตุหนึ่งจากการวิเคราะห์ของผู้สังเกตุการณ์เจรจาอย่างปุณญธรว่า เพราะการเจรจามุ่งเน้นฉันทามติจากที่ประชุม และมีข้อถกเถียงระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตเชื้อเพลิงธรรมชาติ และกลุ่มประเทศที่ต้องการลดการใช้พลาสติก ถึงคำนิยามที่สนธิสัญญานี้จะเข้าไปกำกับควบคุมตรงกระบวนการใดของพลาสติก ทำให้ในหลายครั้งของการเจรจา เกิดความพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการกำกับพลาสติก หรือแม้กระทั่งแนวทางลดการใช้พลาสติกซึ่งเป็นเป้าหมายของสนธิสัญญา

ในโลกออนไลน์ปรากฏภาพเหตุการณ์ การลักลอบฝังกลบขยะที่เกี่ยวข้องกับพลาสติก กำจัดพลาสติกด้วยวิธีการเผาก่อนนำไปลักลอบฝังกลบในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่พยายามผสมลงไปรวมกับสารปรับปรุงดิน ก่อนนำไปฝังและใช้มูลไก่กลบทับไว้ในไร่อ้อยและพื้นที่เกษตรในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์ลงพื้นที่ของมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)
ฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงาน มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงขั้นตอนการกำจัดขยะที่ปลายทางว่า พลาสติกเป็นของไม่มีค่าในกระบวนการจัดการที่ปลายทาง สุดท้ายแล้วจึงมีการจัดการแบบเผาในที่โล่งแจ้งก่อนบดย่อยพลาสติก เขายกตัวอย่างสายไฟ ที่กระบวนการจัดการใช้แรงงานคนในการคัดแยกระหว่างทองแดงที่มีมูลค่า และปลอกสายไฟที่เป็นพลาสติกไม่ต้องการ เป็นเพียงหนึ่งในพลาสติกอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกลักลอบทิ้งในพื้นที่สาธาณะและพื้นที่เกษตร

มีสารเคมีที่ถูกใช้ในพลาสติกไม่ต่ำกว่า 16,000 ชนิด แต่มีเพียงหลักร้อยชนิดที่ถูกกำหนดเป็นสารเคมีต้องห้าม และถูกระบุเป็นสารเคมีอันตรายอยู่จำนวนหลักพัน แต่สารเคมีอื่น ๆ ที่มีอีกกว่าหมื่นชนิดนั้น ยังไม่มีข้อมูลใดระบุอย่างชัดเจนถึงข้อบังคับการใช้งาน หรืออันตรายที่เกิดจากการได้รับผลกระทบจากสารเคมีเหล่านี้
กลไกจัดการพลาสติกที่ขาดการควบคุมตั้งแต่ต้นทางของการผลิต ทำให้ไม่มีข้อมูลระบุถึงสารเคมีที่ใช้ในการผลิต พลาสติกที่ผ่านมือผู้ใช้งานก่อนถึงการกำจัดที่ปลายทาง จึงแทบไม่รู้เลยว่ากำลังสัมผัสกับสารเคมีใด หรือต้องกำจัดขยะอย่างไรเพื่อไม่ให้เผชิญกับการปนเปื้อนของสารเคมี
ต้องยอมรับว่าวันนี้ ยังไม่มีกฎหมาย ข้อบังคับใดมาควบคุมสารเคมีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แล้วอะไรคือสิ่งที่จะมายืนยันว่าเราปลอดภัย
กระบวนการไถกลบและเผาเพื่อปรับปรุงแปลงปลูกอ้อยในรอบปลูกใหม่ ความร้อนยิ่งเร่งให้พลาสติกที่ถูกนำมาซุกซ่อน หลอมละลายลงไปในดิน มีความเสี่ยงที่สารเคมีอาจปนเปื้อนลงไปในผลผลิตการเกษตรและห่วงโซ่อาหาร

แม้ไทยจะอยู่ภายใต้อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนและการกำจัดขยะของเสียอันตราย แต่ขยะจำนวนหนึ่งที่ถูกค้นพบว่ามีการลักลอบทิ้ง กลับอยู่ภายใต้อนุสัญญาที่ห้ามเคลื่อนย้ายและนำเข้าขยะอันตราย
ระยะเวลาเพียงสองวันที่มูลนิธิบูรณะนิเวศเข้าสำรวจพื้นที่การลักลอบทิ้งใน 13 จุดที่ถูกค้นพบ ฐิติกรประประเมินด้วยตนเองจากพื้นที่และข้อมูลที่มีหน่วยงานเคยระบุไว้ว่า ขยะพลาสติกที่ถูกลักลอบทิ้งไว้อาจมีปริมาณไม่ต่ำกว่าแสนตัน ซึ่งเป็นเพียงปริมาณที่ถูกค้นพบ ในขณะที่ขยะพลาสติกปะปนไปกับการลักลอบทิ้งหลายพื้นที่ ยังไม่มีการเข้าไปสำรวจ หรือจัดการกับขยะอันตรายนี้อย่างจริงจัง
จากการศึกษาวิจัยของมูลนิธิบูรณะนิเวศ เรื่องการปนเปื้อนสารอันตรายจากขยะพลาสติก ซึ่งสารบางชนิดถูกห้ามผลิต ใช้งานและส่งออกภายใต้อนุสัญญาสตอกโฮล์ม (Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants : POPs) เพื่อคุ้มครองสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีอันตรายตกค้างเป็นเวลานาน แต่กลับตรวจพบว่าสารเคมีอันตรายเหล่านี้จากกระบวนการคัดแยกกำจัดขยะพลาสติก บางส่วนพบในปริมาณสูง ตกค้างภายในร่างกายมนุษย์ และปนเปื้อนในอาหารที่ถูกผลิตในพื้นที่ใกล้เคียงกับกระบวนกำจัดขยะพลาสติก อีกทั้งยังพบข้อมูลสำคัญว่า ความเสี่ยงได้รับสารเคมีระหว่างผู้ทำงานคัดแยกขยะพลาสติกกับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกระบวนการผลิตพลาสติก พบโอกาสที่จะสัมผัสกับสารเคมีในพลาสติกในปริมาณที่ไม่แตกต่างกันมากนัก จากการสัมผัสพลาสติกในชีวิตประจำวัน
หากย้อนกลับไปดูถึงเหตุอุบัติภัยตั้งแต่กระบวนการต้นทางถึงปลายทางของอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งเป็นความเสี่ยงใกล้ตัวกับชีวิตประชาชน จากการที่โรงงานบางแห่งได้รับอนุญาตจัดตั้งโรงงานใกล้กับเขตชุมชน หากเกิดอุบัติภัยอย่างเพลิงไหม้ภายในพื้นที่โรงงาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจลุกลามไปยังชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
จากการกำกับสารเคมีอันตรายที่ยังไม่มีข้อบังคับของไทย สู่การเจรจานานาชาติเรื่องสนธิสัญญาพลาสติกโลก ที่หลายประเทศนำเสนอความสำคัญในการกำกับควบคุมการกำกับสารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทางของการผลิต ระบุประเภทสารเคมีที่ใช้ไว้บนผลิตภัณฑ์ แต่ในรายละเอียดของเอกสารช่วยเจรจาฉบับล่าสุด Aid to Negotiations กลับมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาคุ้มครองสุขภาพมนุษย์ รายชื่อสารเคมีอันตราย และกำกับการผลิตพลาสติกที่เคยอยู่ในร่างเอกสารการเจรจาฉบับเดิม จากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนนานาประเทศ
สนธิสัญญาพลาสติก ควรจะมีการกล่าวถึงประเภทสารเคมีที่ใช้ในพลาสติก ระบุสารเคมีที่ใช้และวิธีการจัดการที่ถูกต้องไว้บนผลิตภัณฑ์ รวมถึงนโยบายที่จะควบคุมสารเหล่านี้ตั้งแต่ต้นทางการผลิตพลาสติก
พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ
ในเอกสารช่วยเจรจา Aid to Negotiations ถ้อยคำสำคัญที่ใช้เคยถูกกล่าวถึงในสนธิสัญญาพลาสติก ถูกระบุไว้ในวงเล็บของเอกสารประกอบการเจรจา โดยเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และการกำกับพลาสติก พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย วิเคราะห์ภาษาการเจรจาผ่านเอกสารว่า คำเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่อาจไม่ถูกหยิบยกมาเจรจา หรือตัดออกไปจากเนื้อหาซึ่งขึ้นอยู่กับข้อเสนอของแต่ละประเทศ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นความเพิกเฉยต่อสุขภาพของมนุษย์ การกำกับสารเคมีอันตราย กลายเป็นตัวเลือกของการเจรจา ที่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหรือพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
ศลิษา ไตรพิพิธสิริวัฒน์ นักรณรงค์อาวุโส มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) อธิบายถึงแนวทางกำกับพลาสติกที่มีหลายรูปแบบ แต่จะไม่สามารถกำหนดแนวทางใดที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมไปถึงประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล หากไม่มีการพูดถึงการลดการใช้พลาสติกและพลังงานเชื้อเพลิง ท่ามกลางวิฤตและช่วงเวลาที่สังคมโลกพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ความยั่งยืน
เราอาจจะต้องพูดย้ำ พูดซ้ำอีกครั้งว่า พลาสติกคือเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) ไม่สามารถจะแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้ แต่เราเห็นเจตจำนงของภาคธุรกิจและหลายภาคส่วน พูดถึงพลาสติกกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นของคนละอย่างกัน

การย้อนกลับไปพูดถึงสิ่งทดแทนพลาสติกปฐมภูมิที่ผลิตขึ้นมาใหม่ หรือเม็ดเวอร์จินพลาสติก (Virgin plastic) ด้วยการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิล ในข้อเท็จจริงตามตลาดการค้า ต้นทุนของเม็ดพลาสติกรีไซเคิลสูงกว่าเวอร์จินพลาสติกมาก และไม่ใช่ทางออกที่จะหันมาใช้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว เพราะมีกระบวนการกว่าจะได้มา ซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลายขั้นตอน และล้วนมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละขั้นตอน ยิ่งกว่านั้น คุณภาพของพลาสติกจะลดลงหลังผ่านการรีไซเคิล ต้องผ่านสารเคมี การย้อมสีเพื่อกลบความขุ่นของเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งส่วนมากมักเป็นสีดำ ประเภทการผลิต การนำไปใช้งานจะถูกจำกัดลง และไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ซ้ำวนไปอย่างที่ใครหลายคนอาจเข้าใจ
ฐิติกรกล่าวเสริมเรื่องสารเคมีในเม็ดพลาสติกรีไซเคิลว่า จากสารเคมีจำนวนมากอยู่ในพลาสติก เมื่อถูกนำมารวมกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะสามารถแยกสารเคมีออกมาจากพลาสติกเดิม หรือหากต้องการก็จำเป็นต้องลงทุนจ่ายในราคาสูง และหากไม่มีกระบวนการควบคุมมลพิษ มีความเสี่ยงที่สารเคมีอาจแพร่กระจายไปยังพื้นที่โดยรอบ
“ตัวผู้ผลิตก็ไม่มีทางรู้ว่า พลาสติกที่เอามาทำเม็ดรีไซเคิลนั้น มีสารเคมีอะไรอยู่บ้าง เพราะเราไม่มีกระบวนการตรวจสอบกลับไปยังต้นทางการผลิต จริง ๆ สารเคมีเหล่านี้ควรจะถูกควบคุมการใช้งานตั้งแต่ต้นทางด้วยซ้ำ เพื่อให้การจัดการพลาสติกที่ปลายทางทำได้ง่าย จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเกี่ยวของกันหมด ” ฐิติกรกล่าว

ศลิษาเสนอมุมมองว่านอกเหนือจากการคุยถึงเป้าหมายลดการใช้พลาสติกว่า หากต้นทุนของพลาสติกบางประเภทอย่างภาษีพลาสติก ที่สามารถกำหนดให้สูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน รัฐมีการสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปฐมภูมิในหลายรูปแบบ ซึ่งมีส่วนทำให้ต้นทุนของเม็ดเวอร์จินพลาสติกสามารถแข่งขันกับเม็ดพลาสติกรีไซเคิลได้ ฉะนั้นหากไม่กล่าวถึงโครงสร้างการผลิตพลาสติกตั้งแต่ต้น การผลักภาระปัญหาไปยังการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ใช่ “คำตอบ” ของการกำกับตลอดวงจรชีวิตพลาสติก
พิชามญชุ์กล่าวถึงเจตนารมณ์ของผู้แทนเจรจาประเทศไทย ถึงแนวทางจัดการพลาสติกในเวทีนานาชาติ ว่าไทยแสดงจุดยืนแนวคิดการผลิตและการบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืน (sustainable production and consumption of plastics) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในแนวทางการจัดการพลาสติก แต่เมื่อจำเป็นต้องกล่าวถึง การลดการผลิตพลาสติก (plastic production reduction) ผู้แทนเจรจาไม่มีการพูดถึงอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับผู้แทนเจรจาอีกหลายประเทศ ที่เมื่อมีการพูดถึงการลดการใช้พลาสติก หลายประเทศหลีกเลี่ยงจะเจรจาต่อ ทั้งที่การลดการใช้พลาสติกคือประเด็นสำคัญที่ควรถูกระบุไว้ในสนธิสัญญา
ชีวิตของพลาสติกไม่ได้เริ่มต้นจากมือผู้ใช้ และสิ้นสุดลงเมื่อกลายเป็นขยะ รูปธรรมการผลิตและบริโภคพลาสติกอย่างยั่งยืน ที่จะถูกกำหนดออกมาเป็นมาตรการกำกับดูแลนั้น ศลิษามองว่าความยั่งยืนถูกใช้เป็นเป้าหมายในการเจรจาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเรื่องของพลังงานและการจัดการมลพิษ แต่กลับไม่มีหลักการใดที่ตอบคำถามความยั่งยืน หรือเป็นการปฏิบัติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างแท้จริง การมีสนธิสัญญาพลาสติกที่พูดถึงตลอดวงจรชีวิตพลาสติก จึงไม่ควรตัดตอนไปพูดถึงเพียงการจัดการและคัดแยกขยะพลาสติกที่ปลายทาง

หนึ่งในแนวทางจัดการขยะพลาสติก ถูกระบุไว้ในร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy : CE) ฉบับประชาชน ถึงลำดับขั้นการจัดการพลาสติกและการจัดการขยะอย่างถูกต้อง ศลิษาอธิบายเสริมว่าขั้นตอนการจัดการขยะ ไม่ใช่ การข้ามขั้นตอนไปที่การรีไซเคิลหรือหันมาใช้ไบโอพลาสติกโดยทันที
การผลักดัน พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน จึงเป็นการกลับมาพูดถึงลำดับขั้นตอนของการลดการใช้พลาสติก จำแนกพลาสติกประเภทสำคัญที่ยังจำเป็นในการใช้งาน กำกับพลาสติกที่มีการใช้สารเคมีอันตรายหรือยากต่อการนำกลับมาใช้งาน และท้ายที่สุด พลาสติกที่จะถูกใช้งานต้องเป็นพลาสติกที่สามารถหมุนเวียนในระบบการบริโภคได้
“สนธิสัญญาเป็นการเริ่มติดกระดุมใหม่ให้ถูก เพราะขยะพลาสติกไม่ได้เป็นเรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง และกลายมาเป็นหนึ่งในมลพิษสำคัญที่โลกต้องเผชิญ แต่การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือเป้าหมายในร่างเจรจาสนธิสัญญา อาจทำให้ข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กลายเป็นเพียงพิธีการเพื่อให้สังคมเห็นถึงความร่วมมือหรือไม่” พิชามญชุ์กล่าว และตั้งคำถามถึงแนวทางจัดการพลาสติก ที่วันนี้อาจเป็นเพียงการคัดแยกพลาสติกที่ปลายทาง?

รับชมเนื้อหาเสวนา : จับสัญญาณชีพสนธิสัญญาพลาสติกโลก

มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

