
กฤษฎา บุญชัย
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
จากเกมการเมืองของกลุ่มอำนาจรัฐสีน้ำเงินที่จะยึดไทยพีบีเอส และสสส. โดยมองว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อรัฐ” แต่ทำตัวเป็นสื่อสาธารณะของประชาชนตรวจสอบรัฐ และเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ของประชาชนที่รัฐและสื่อเอกชนไม่สนใจ เช่นเดียวกับ สสส. ที่สร้างนโยบายสาธารณะ “สุขภาพ” ในมิติทางสังคม ขยายขอบเขตจาก “สาธารณสุข” ที่กระทรวงถือครองอำนาจ
ทั้งหมดนี้เรื่องเงินอาจจะเป็นเรื่องรองสำหรับรัฐบาล แต่เรื่องหลักคือ ต้องการให้ไทยพีบีเอสเป็น “สื่อรัฐ” ที่พินอบพิเทา หรือ สสส. ก็ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของการเมืองและราชการ ต้องขอการอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภาสีน้ำเงิน

ยุทธวิธีคือ โจมตีไปที่ปัญหาธรรมาภิบาลของไทยพีบีเอส และสสส.เอง โดยใช้ทั้ง สตง. เครือข่ายสื่อ และ “กูรู” ในบริวารของรัฐโจมตี โดยเฉพาะไทยพีบีเอสที่เปิดหน้าสู้ จึงโดนจัดหนักด้วยประเด็นความคุ้มค่า เรตติง ประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส การจัดจ้าง ฯลฯ ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยพีบีเอสเองจากปัญหาการก่อตัว วัฒนธรรมองค์กรราชการ และข้อจำกัดภายใต้ระเบียบการเงินที่ราชการกำกับ
เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลคือยึดเปลี่ยนองค์กรสาธารณะให้เป็นของรัฐ ไม่ใช่แค่ทำให้มีธรรมาภิบาลขึ้น เพราะการกลับไปอยู่ภายใต้ระบบงบประมาณของรัฐไม่ได้ตอบโจทย์ว่าจะมีธรรมาภิบาลขึ้น ดูได้จากหน่วยงานสื่อของรัฐอื่น ๆ
แม้จะรู้เป็นเกมการเมือง แต่ก็เป็นโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ร่วม “สหบาทา” ไทยพีบีเอสรวมถึง สสส. ไปด้วย เพราะนอกเหนือจากฝ่ายการเมืองแล้ว กลุ่มราชการที่ครองอำนาจ บรรดาสื่อที่ไม่ได้เห็นด้วยกับความเป็นไทยพีบีเอสที่เป็นสื่ออีกเผ่าพันธุ์ต่างจากเผ่าพันธุ์รัฐและทุน ตลอดจนผู้เสียประโยชน์ หรือผู้เข้าไม่ถึงผลประโยชน์ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ต่างพากันมองข้ามเป้าหมายทางการเมือง หวังเพียงว่าจะยืมมืออำนาจรัฐมารื้อโครงสร้างที่เป็นปัญหา
ยุทธวิธีโจมตีด้วยปัญหาธรรมาภิบาลจึงได้ผล รัฐบาลแค่ใช้ สตง. และเอาข้อมูลของแนวร่วมเฉพาะกิจต่าง ๆ มาโจมตีรายวัน แค่นี้ไทยพีบีเอสก็ต้องวุ่นหนักในการตอบคำถาม ชี้แจงรายวัน จนไม่สามารถเปิดเกมรุกได้

ด้วยเหตุนี้ แม้ไทยพีบีเอสและสสส. ในฐานะองค์กรสาธารณะจะมีปัญหาที่ต้องแก้ ปรับรื้อ ปฏิรูปมากมาย ข้อวิจารณ์และเสนอแนะหลายอย่างก็มีเหตุผลต้องพิจารณา แต่การที่ผู้วิจารณ์เลือกเฉพาะมุมธรรมาภิบาลซึ่งสำคัญ แต่ไม่คัดค้านใด ๆ ต่อการแก้ไขให้องค์กรไปขึ้นกับระบบงบประมาณรัฐตามปกติ นี่คือปัญหาการไม่รู้ ไปจนถึงขั้นสมยอมทางการเมืองให้แก่รัฐบาลสีน้ำเงินโดยแท้ และยังเป็นการโยนเรื่องความเป็นอิสระ และสื่อสาธารณะที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสร้างสิทธิและความเป็นธรรมของคนในสังคมหายไป
เพราะธรรมาภิบาลบกพร่องแก้ไม่ได้ด้วยการทำให้กลายเป็นองค์กรรัฐ แต่ต้องปฏิรูปเพื่อรักษาความเป็นอิสระ และพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำให้เป็นสื่อสาธารณะเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางสังคม ดังนั้น กลุ่มคนที่อยากจะรื้อปฏิรูปองค์กรสาธารณะทั้งสองด้วยการยืมมือรัฐบาลมาแก้ปัญหาตน อาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไป เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนนอก หรือคนในที่เคยเข้าไม่ถึง หรืออยู่ในสถานะถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกกดทับจากระบบเดิม ก็ไม่มีหลักประกันใด ๆ ต่อสิทธิและส่วนของตน เมื่อองค์กรกลายสภาพเป็นรัฐไปแล้ว

ในขณะนี้มีข้อเสนอมากมายของเหล่านักวิชาการ และกูรูทั้งทางเศรษฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ การเงิน ฯลฯ ที่ยังยืนความเป็นอิสระขององค์กร แต่เรียกร้องให้ไทยพีบีเอสต้องปฏิรูปธรรมาภิบาล เช่น ความโปร่งใสทางการเงิน เงินสะสมและการลงทุน ความซ้ำซ้อนเทอะทะขององค์กร ระบบจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น ข้อเสนอเหล่านี้สำคัญและเป็นสิ่งที่ไทยพีบีเอสและ สสส. ควรเร่งปฏิรูปให้ชัดเจน เป็นระบบ ภายในเวลารวดเร็ว
หากปฏิรูปธรรมาภิบาลตามข้อเสนอดังกล่าวแล้ว สิ่งที่จะได้คือ องค์กรสาธารณะที่ดี โปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรับผิด ฯลฯ ดังเช่น ไทยพีบีเอส คงโปร่งใสมากขึ้น ประสิทธิภาพสูงขึ้น และควรต้องมีเรตติงดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ความเป็นองค์กรสื่อสาธารณะของประชาชนทั้งหมด
ผมในฐานะภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะด้านความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ และเคยเป็นสภาผู้ชมผู้ฟังไทยพีบีเอสรุ่นที่ 1 ผมอยากเห็นสื่อสาธารณะของประชาชนมีบทบาท มีคุณค่ามากกว่าแค่การมีองค์กรที่ดี โปร่งใส มีประสิทธิภาพ แต่อยากเห็นเป็นองค์กรสาธารณะของประชาชนเพื่อคุ้มครองส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสังคม
จะมีสื่อไหนที่ เปิดพื้นที่ และสนับสนุนให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ มีพื้นที่เสนอ ต่อรอง ผลักดันนโยบายแบบที่ไทยพีบีเอสมีสภาผู้ชมฯ เสียงของคนจน คนชายขอบ ที่สังคมไม่ได้ยิน แม้ทำสื่อไปก็สร้างเรตติงไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสควรทำให้ดียิ่งขึ้น เข้าถึงผู้คนมากขึ้น แม้เรตติงจะไม่สูง แต่มัน reference ให้คนยากจนในการปกป้องสิทธิของพวกเขาได้
การตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ทุกสื่อยกเว้นสื่อรัฐบาลทำอยู่แล้ว แต่มักจะวิจารณ์ตามกระแส วิจารณ์จากมุมมองการเมืองและผู้เชี่ยวชาญ แต่จะมีสื่อไหนที่เอาจริงวิพากษ์จากปัญหาชาวบ้าน ชุมชน ชนพื้นเมือง คนไร้บ้าน คนจนเมือง แม้กระทั่งช่วยส่งเสียงแทนธรรมชาติ เช่น ปัญหาแม่น้ำโขง ปัญหาปลาหมอคางดำ ปัญหา UPOV
ยามเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ไฟป่า ฝุ่น pm2.5 ที่ไม่แค่ปัจจุบันทันด่วน แต่มีผลกระทบเรื้อรัง หลายเรื่องอาจหลุดกระแสไปแล้วเมื่อเวลาผ่านไป แต่สื่อสาธารณะยังต้องส่งเสริมพวกเขา และเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกเขา
จะมีสื่อไหนไหม ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชน มีเวทีประชาชน เสียงจากประชาชน หลายเรื่องเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างซ้ำซาก ปัญหาอมตะนิรันดร์กาลที่เล่นข่าวไม่ได้แล้ว แต่มันยังสำคัญสำหรับผู้เดือดร้อนที่ต้องการพบปะกับผู้สร้างปัญหา และกลไกนโยบาย ไทยพีบีเอสทำสิ่งเหล่านี้
และที่สำคัญ จะมีสื่อไหนให้ประชาชนร่วมผลิต ทั้งนักข่าวพลเมือง สื่ออิสระ ที่หากมองจากสายตามืออาชีพ มันดูไม่ “มืออาชีพ” เลย แต่ไทยพีบีเอสต้องรักษาคุณค่านี้ไว้ แม้ประชาชน จะไม่ได้ตังค์การผลิตสื่อ เพราะระเบียบไม่ให้ (ซึ่งก็ควรปฏิรูป) แต่ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ผลักดันฟรีเพื่อประโยชน์สาธารณะ
สุดท้ายจะมีสื่อไหนที่ประชาสังคมอย่างผมเดินเข้าไปเสนอประเด็น นโยบาย ชวนทำเรื่องนั้นเรื่องนี้กัน
แต่ทั้งหมดนี้ ไทยพีบีเอส ทำด้วยการยืนหยัดในความเป็นสื่อสาธารณะ แม้ภาคประชาสังคมอย่างผมในฐานะองค์กรที่มีประเด็นรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบาย แต่ทุกสื่อที่ออกต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ผู้เกี่ยวข้องมาอธิบาย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

ประชาสังคมอย่างผมไม่ได้อยากให้ไทยพีบีเอสเป็น “สื่อเอ็นจีโอ” เพราะจะทำให้พื้นที่สาธารณะที่อยากจะสื่อสาร ผลักดันหดแคบและหมดพลังทางสังคม แต่ควรเป็นสื่อสาธารณะที่ยึดหลักความเป็นธรรมเพื่อสังคมทั้งปวง ซึ่งความเป็นธรรมนั้นต้องคิดทั้งในเชิงกระบวนการและผลลัพธ์ที่ให้น้ำหนักกับคนชายขอบได้มีสิทธิมีเสียงไม่น้อยกว่ากลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคม และสามารถชี้ถูกผิดได้หากบนความเป็นจริง บนหลักสิทธิและความเป็นธรรม และประโยชน์ร่วมของสังคม
วาระหลักของการปฏิรูปไทยพีบีเอสและ สสส. จึงไม่ใช่ธรรมาภิบาลโดด ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญหนึ่งในการสร้างอิสระ สร้างหลักประกันให้กลไกสาธารณะที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ สร้างความเป็นธรรมให้เป็นหลักมั่นคงในสังคม พัฒนากระบวนการประชาธิปไตยปรึกษาหารือที่ไปให้ถึงเสียงชายขอบที่สุด รุกเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างสังคมที่เผชิญวิกฤติต่าง ๆ มากมายทั้งวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม
แต่ถ้าประเด็นการปฏิรูปไทยพีบีเอส และสสส.ยังวนเวียนอยู่แค่ความโปร่งใส ความเทอะทะ การจัดจ้าง ซึ่งทั้งหมดแก้ไม่ได้ด้วยการเอากลับสู่ระบบงบประมาณปกติ และเอาเรื่องความเป็นองค์กรสาธารณะของประชาชนที่เป็นธรรมออกไป หรือเป็นแค่เป็นส่วนประกอบย่อย ๆ เราแค่ได้องค์กรบริหารรัฐกิจที่โปร่งใส มีเรตติง แต่ไม่เสริมสร้างพลังความเข้มแข็งของประชาชนจากรากหญ้าสู่เรือนยอดได้เลย


กองบรรณาธิการที่มีคนหลากหลายรุ่น หลากหลายความสนใจ แต่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น