decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
ทหารนำการเมือง 22 ปีไฟใต้จึงยังไม่ดับ 
News

ทหารนำการเมือง 22 ปีไฟใต้จึงยังไม่ดับ 

ฟาห์เรนน์ นิยมเดชาฟาห์เรนน์ นิยมเดชา30 ก.ย. 2569 15:47
Share on

22 ปีไฟใต้ยังไม่ดับ 

“นี่คือผู้ใหญ่บ้าน ใครที่อยู่ในบ้านก็ขอให้ออกมา ถ้ามีเวลาออกมามอบตัวก็ขอให้ถอดเสื้อ หลังจากนั้นก็ขอให้ยกมือขึ้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยแน่นอน ถ้าออกมามอบตัวเจ้าหน้าที่รับประกัน”

คำพูดสุดท้ายของเจ๊ะมูหามะยากี เจ๊ะเด็ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 พูดจบไม่กี่นาที เขาถูกยิงและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทหารส่งเขา ผู้ไม่มีอาวุธ ไปเจรจากับกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่หลบอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง แทนที่จะเข้าไปเอง

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่าเหตุการณ์นี้ในเวทีเสวนาฯเขากล่าวว่าเจ๊ะมูหามะยากีเป็นพ่อของนักศึกษาเขาเองสองคน คนหนึ่งเขาเป็นที่ปรึกษาโดยตรง เย็นวันเกิดเหตุ นักศึกษาคนนั้นมาบอกว่ากลัวมาก เพราะมีคนแปลกหน้าไปที่บ้านเยอะ ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรได้บ้าง

“ผมยกตัวอย่างนี้ เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นพ่อของนักศึกษาผม แต่มีอีกหลายเคสแบบนี้” เอกรินทร์บอกกับผู้ฟัง ในเวทีเสวนาฯที่คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดขึ้นวันถัดจากวันครบรอบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 วันที่สังคมไทยยังถกเถียงกันเรื่องผลพวงของอำนาจนอกระบบ ขณะที่ห่างออกไปหลักพันกิโลเมตร สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ดำเนินมา 22 ปี ก็ยังไม่มีคำตอบ ว่าจะจบลงอย่างไร

ก่อนจะมีพรมแดน

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดด้วยคำถามของเวทีฯ ว่า “ปัญหาภาคใต้ จริง ๆ คืออะไร” 

ก่อนจะมีแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่ พื้นที่ที่วันนี้เรียกว่าปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เคยเป็นอาณาจักรปาตานี มีสถานะเป็นรัฐบรรณาการของสยาม ไม่ได้มีพรมแดนชัดเจนแบบที่คุ้นเคยกัน จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2452 เมื่อสยามลงนามสนธิสัญญาแองโกลสยามกับอังกฤษ ขีดเส้นแบ่งดินแดนอย่างเป็นทางการ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยอย่างสมบูรณ์

รุ่งรวี เล่าว่าประชากรในพื้นที่ราว 83% เป็นชาวมลายูมุสลิม เมื่อรัฐส่งข้าราชการจากส่วนกลางเข้าไปปกครองโดยไม่คุ้นเคยกับภาษาและวิถีชีวิตท้องถิ่น ความไม่พอใจก็ค่อย ๆ ก่อตัว ในปี 2490 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อต่อรัฐบาลไทย ตั้งแต่ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากคนในพื้นที่ ข้าราชการมลายู 80% ไปจนถึงการใช้ภาษามลายูควบคู่ภาษาไทยในราชการและการศึกษา

ผลที่ตามมาคือหะยีสุหลงถูกตั้งข้อหากบฏ ถูกควบคุมตัว และจำคุกอยู่ราวสี่ปีเศษก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2495 แต่ยังถูกจับตามอง จนกระทั่งถูกเรียกตัวไปพบตำรวจสันติบาลที่สงขลาในปี 2497 และหายตัวไปตลอดกาล การหายตัวไปของท่านกลายเป็นจุดสำคัญที่จุดชนวนขบวนการติดอาวุธหลายกลุ่มในเวลาต่อมา

กลุ่มแรกที่ก่อตัว คือกลุ่มที่นำโดยลูกหลานเจ้าเมืองเก่าของปัตตานี ก่อตั้งช่วงทศวรรษ 1960 ใช้ชื่อบีเอ็นพีพี (BNPP) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบีไอพีพี (BIPP) ส่วนบีอาร์เอ็น (BRN) ก่อตั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันโดยกลุ่มผู้นำศาสนาในพื้นที่ ส่วนพูโล (PULO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 โดยกลุ่มนักเรียนนอก

ทั้งสามกลุ่มแชร์หลักการร่วมกันสามข้อ ‘Tanah, Bangsa, Agama’ ดินแดน เชื้อชาติมลายู และศาสนา แต่มีเส้นทางการเคลื่อนไหวทางทหารต่างกัน บีไอพีพียุติการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 พูโลเข้มแข็งทางทหารสูงสุดช่วงทศวรรษ 1970 ก่อนจะเริ่มอ่อนแรงลงในทศวรรษถัดมา ส่วนบีอาร์เอ็นคือกลุ่มที่ยังคงปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ ลักษณะการก่อเหตุกระจายตัวหลายจุดพร้อมกันเป็นระยะ ๆ ที่รุ่งรวีเรียกว่าเป็น “ลายเซ็น” ของบีอาร์เอ็นมากกว่ากลุ่มอื่น

4 มกราคม 2547 เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ถูกนับเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงระลอกใหม่ที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ รุ่งรวี ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นนักข่าวแปลข่าวความรุนแรงจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้หนังสือพิมพ์ The Nation เล่าว่า “ปีนั้นเกิดเหตุถี่มากจนต้องแปลข่าวแทบทุกวัน แต่ไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ มีเพียงคำว่า เมอร์เดกา (การปลดปล่อย ในภาษามลายู) ที่ถูกพ่นสีสเปรย์ทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ”

รัฐบาลไทยใช้เวลาเกือบสิบปีแรกพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังทหารควบคู่กับงานพัฒนา ก่อนจะเริ่มมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ภายใต้เอกสาร General Consensus on Peace Dialogue Process ที่ยืนยันกรอบ “รัฐเดี่ยว” ของไทยเป็นเงื่อนไขตั้งต้น

เส้นทางหลังจากนั้นก็สะดุดตามการเมืองของไทยเช่นกัน สมัยรัฐบาลประยุทธ์ 1 บีอาร์เอ็นปฏิเสธคุยกับรัฐบาลทหารโดยตรง เลยตั้งกลุ่ม “มารา ปาตานี” มาเจรจาแทน แต่ล้มเหลวเพราะไม่มีอำนาจสั่งการกองกำลังจริง กระทั่งสมัยรัฐบาลประยุทธ์ 2 บีอาร์เอ็นกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ และมีการลงนามใน General Principle of the Peace Dialogue Process ซึ่งวางกรอบการลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง พร้อมเสนอแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP) ที่เริ่มแตะประเด็นอ่อนไหวอย่างรูปแบบการปกครองพื้นที่

ปีที่แล้ว ระหว่างการพูดคุยรอบที่มีพลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งสองฝ่ายเคยแลกข้อเสนอเรื่อง end state หรือปลายทางที่อยากเห็นกันไว้ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลไทยระบุว่าต้องการเห็นการยุติความรุนแรง การกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรีของผู้เคยถืออาวุธ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่บีอาร์เอ็นเสนอ 5 ข้อ ตั้งแต่การแบ่งอำนาจปกครองตนเอง (power sharing) ในรูปแบบที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการสำหรับ “ประชาคมปาตานี” การใช้กฎหมายอิสลามบางระดับ ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติของคนในพื้นที่ ระยะห่างระหว่างสองจุดยืนนี้คือสิ่งที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพต้องหาจุดร่วมให้ได้ งานนี้ยิ่งยากขึ้นทุกครั้งที่หัวหน้าคณะพูดคุยเปลี่ยนตัวไปตามการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี

แต่ยังไม่ทันเดินหน้าได้เท่าไร กระแสวิพากษ์วิจารณ์ JCPP ว่าเสี่ยงเปิดทางให้เจรจาเรื่องการปกครองตนเอง ก็ทำให้รัฐบาลที่ตามมาชะลอเรื่องทั้งหมด จนถึงยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ไม่มีการตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยนานถึงหนึ่งปี ก่อนรัฐบาลเสียงข้างน้อยของอนุทิน ชาญวีรกูล จะรีบตั้งพล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยในช่วงสั้น ๆ (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) ก่อนจะเปลี่ยนมาแต่งตั้งฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ขึ้นเป็น “หัวหน้าการพูดคุย” คนล่าสุด ตำแหน่งที่เปลี่ยนชื่อเรียกเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ เพราะหมายถึงอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จอยู่ที่คนคนเดียว แทนที่จะเป็นคณะทำงานแบบเดิม

อ. รุ่งรวีให้ความเห็นกรณีนโยบายด้านนี้ของรัฐบาลอนุทิน ยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายภาคใต้ทั้งหมดมีความยาวเพียงสองบรรทัด: “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้” รุ่งรวีตั้งข้อสังเกตว่าหลักการที่กว้างขนาดนี้ทำให้ไม่มีใครแน่ใจว่ารัฐบาลจะเดินไปทางไหนกันแน่ ระหว่างนั้นมีการแต่งตั้งสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการดูแลเรื่องนี้ แต่กระบวนการก็ยังไม่ขยับไปมากนัก การพูดคุยระดับเทคนิคเริ่มกลับมาเดินอีกครั้งอย่างช้า ๆ ก่อนจะสะดุดอีกเมื่อเกิดเหตุรุนแรงถี่ขึ้นในสองเดือนถัดมา

ระหว่างที่โครงสร้างการเจรจายังไม่นิ่ง ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่เคยหยุด สองเดือนก่อนเวทีเสวนาครั้งนี้ เกิดเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นายในจังหวัดนราธิวาส ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ กอ.รมน. มอบให้สำนักข่าว AP เผยแพร่ต่อ แสดงชายฉกรรจ์ 6 คนนั่งอยู่ท้ายรถกระบะ มองเผิน ๆ อาจนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ แต่รุ่งรวีอธิบายว่านี่คือ “ทหารของอีกฝ่ายหนึ่ง” กำลังเตรียมออกปฏิบัติการ จากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุก่อกวนกระจายตัวมากกว่า 70 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนใหญ่ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ลักษณะการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดแบบนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า coordinated attack ซึ่งรุ่งรวีชี้ว่าเป็น “ลายเซ็น” ของบีอาร์เอ็นที่ใช้ยืนยันการดำรงอยู่ของตัวเองเป็นระยะ แม้จะไม่ได้ลงถนนประท้วง หรือเจรจาต่อรองผ่านช่องทางอื่นเลยก็ตาม “แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจอยู่เต็มพื้นที่ เขาก็ยังสามารถปฏิบัติการได้”  

กรอบคิดสงครามเย็นในสามจังหวัดชายแดนใต้

กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ อดีตนาวาโท ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เขากล่าวว่าตัวเองเคยทำงานเสนาธิการในกองทัพเรือกว่า 12 ปี มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด เขาเริ่มด้วยการชี้ว่าองค์ความรู้ที่กองทัพไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดมาจากกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แม้แต่หน่วยงานอย่าง กอ.รมน. เองก็เป็น “ผลผลิต” ของยุคนั้น

ปัญหาคือกรอบคิดแบบสงครามเย็นใช้ไม่ได้กับบริบทสามจังหวัดชายแดนใต้ กิตติพงษ์อ้างอิงรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ระบุว่าปัญหานี้ไม่จัดอยู่ในหมวดอาชญากรรมร้ายแรง อาชญากรรมข้ามชาติ หรือการก่อการร้าย ซึ่งเป็นสามประเภทที่ กอ.รมน. ถูกออกแบบมาให้รับมือ เพราะเช่นนั้นแล้วเครื่องมือที่ใช้โดยเฉพาะองค์การอย่าง กอ.รมน. จึงไม่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ต้น

เครื่องมือทางกฎหมายหลักที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าใช้อยู่มีสามฉบับ พ.ร.บ. กฎอัยการศึก 2457, พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 ซึ่งกิตติพงษ์มองว่ามีปัญหาทั้งสามฉบับ โดยเฉพาะกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ได้ง่ายเกินไป (“ผมยศนาวาโท ถ้าอยู่ในพื้นที่ผมก็ประกาศได้”)

เครื่องมือที่กองทัพมีไว้ทำงานกับพลเรือนในพื้นที่ก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ต่างกัน กิตติพงษ์อธิบายว่ามีอยู่สองส่วนหลัก หน่วยแรกคือกรมกิจการพลเรือน หรือที่เรียกย่อ ๆว่า กพร. ทำหน้าที่ประสานสร้างความเข้าใจกับประชาชนก่อนจะมีปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ อีกส่วนคือปฏิบัติการที่เรียกว่า MOOTW (Military Operation Other Than War) ซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายกัน คือสร้างความเข้าใจเตรียมพื้นที่ล่วงหน้า ปัญหาคือทั้งสองเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปฏิบัติการรบแบบดั้งเดิม ไม่ใช่สำหรับบริบทที่ไม่มีการยึดพื้นที่หรือทำลายเป้าหมายทางทหารแบบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

กิตติพงษ์สรุปสั้น ๆ ว่า “มันก็ไม่ตอบโจทย์” เพราะกองทัพซึ่งถูกฝึกมาให้เน้นระเบียบวินัย โครงสร้างสายบังคับบัญชา และความเป็นอำนาจนิยมในการทำงาน ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับพลเรือนตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติกำหนดไว้

สิ่งที่เขาเห็นชัดที่สุดในการลงพื้นที่บ่อยครั้งคือ “ด่าน” เครื่องกีดขวางที่บางจุดไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่ยืนตรวจ แต่ยังคงตั้งอยู่ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งที่ยังไม่จบ และบางครั้งกลับเป็นสาเหตุอุบัติเหตุเสียเอง กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ปัจจุบันมีราว 49,000 นาย (เคยสูงสุดถึง 70,000 นาย) “ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานที่มีศักยภาพจริง เช่น หน่วยรบพิเศษ ก็มีข้อจำกัดด้านกำลังคนและทรัพยากรจนดูแลพื้นที่ทั้งหมดไม่ไหว ส่วนทหารพรานที่ควรเป็นคนในพื้นที่ จำนวนมากกลับมาจากพื้นที่อื่น และกลายเป็นเป้าโจมตีอันดับต้น ๆ” 

กิตติพงษ์เล่าอีกว่า จากการลงพื้นที่บ่อยครั้ง เขาเคยคุยกับครูในโรงเรียนตาดีกาคนหนึ่ง ซึ่งบอกเขาว่าทุกครั้งที่เห็นทหารเดินเข้ามาในพื้นที่ ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความปลอดภัย แต่คือ “ฉันทำอะไรผิดอีกแล้ว” ครั้งหนึ่งทหารเดินเข้ามาในโรงเรียนแล้วจัดอบรมเรื่องยาเสพติดโดยไม่บอกล่วงหน้า ครูคนเดิมถามเขาตรง ๆ ว่า “เขาคิดว่าเราเป็นผู้เสพยา หรือคิดว่าเราเป็นผู้ค้ายาเหรอ” 

“กองทัพรู้ปัญหานี้ดี ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการฝึกอบรม กำลังพลเกือบ 50,000 นายที่ลงพื้นที่จึงไม่ได้ถูกฝึกให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น”

หน่วยงานที่มีศักยภาพจะทำงานเชิงวัฒนธรรมได้จริงมีอยู่ แต่มีข้อจำกัดทั้งคู่ หน่วยรบพิเศษถูกฝึกมาให้ “แทรกซึม” ใช้ชีวิตร่วมกับประชาชนเพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ แต่เป็นหน่วยขนาดเล็ก ทรัพยากรจำกัด ดูแลได้เฉพาะบางจุดของชายแดน ส่วนทหารพราน ซึ่งตามหลักควรเป็นคนในพื้นที่ที่คุ้นเคยวัฒนธรรม กลับมีปัญหาสองด้านซ้อนกัน ด้านหนึ่งกลับถูกมองเป็นปฏิปักษ์กับคนในพื้นที่ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่เอง ทำให้ฐานปฏิบัติการทหารพรานมักตกเป็นเป้าโจมตีก่อนหน่วยอื่น อีกด้านหนึ่งคือทหารพรานจำนวนมากที่ลงปฏิบัติงานจริงกลับไม่ใช่คนในพื้นที่ตามที่ควรจะเป็น กิตติพงษ์กล่าวว่าทางแก้ที่กองทัพใช้บ่อยที่สุดคือส่งบุคลากรทางการแพทย์และครูไปด้วยเพื่อสร้าง sympathy กับคนในพื้นที่ ซึ่งได้ผลระดับหนึ่งแต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะบุคลากรเหล่านั้นก็ยังเป็นคนนอกพื้นที่ที่ไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมอยู่ดี

ผู้ดำเนินรายการถามว่า ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณใช่หรือไม่ กิตติพงษ์ตอบทันทีว่าไม่ใช่ งบประมาณของ กอ.รมน. ปีนี้อยู่ที่ราว 5,000 ล้านบาท ใช้ไปจริงราว 4,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเขามองว่า เพียงพอ

“ปัญหาอยู่ที่การจัดสรร ทุ่มไปกับการตั้งด่านที่ไม่ได้ผล แทนที่จะลงทุนกับงานด้านการข่าว ทั้งที่หน่วยงานความมั่นคงเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด”

ข้อเสนอของเขาคือสองแนวทางคู่ขนาน  เดินหน้ากระบวนการเจรจาสันติภาพต่อไป ซึ่งผลจากการลดความรุนแรงในพื้นที่จะย้อนกลับไปหนุนโต๊ะเจรจาเองด้วย พร้อมกับปรับบทบาทในพื้นที่ให้หน่วยงานเชิงวัฒนธรรม พื้นที่ และกฎหมายเป็นผู้นำแทนกองทัพและกอ.รมน. ลดจำนวนกำลังพลแต่เพิ่มคุณภาพการฝึก ลดการตั้งด่านถาวรให้เหลือเท่าที่จำเป็นตามข่าวกรอง ยกเลิกศาลทหารและกฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับ คืนกระบวนการยุติธรรมสู่ศาลอาญาปกติ ส่วนงานด้านการศึกษาศาสนาและการตอบแทนครูตาดีกาที่ยังไม่ได้รับเงินเดือนตามระบบ ก็ควรได้รับการแก้ไขคู่ขนานกันไป “ถ้ามองแบบนี้ ตอบชัดๆเลยครับ ไม่จำเป็นต้องมี กอ.รมน.”  เขาสรุปทิ้งท้ายด้วยกรอบที่เขาย้ำซ้ำตลอดว่า “ ความมั่นคงไม่ได้มีแค่มิติทางทหาร แต่มีสี่เสาหลัก การทูต ข้อมูลข่าวสาร การทหาร และเศรษฐกิจ” ในฐานะฝ่ายค้าน เขามองว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนเรื่องความมั่นคงทั้งระบบ ปล่อยให้กองทัพเป็นฝ่ายกำหนดเองว่าจะทำอะไร แทนที่รัฐบาลจะเป็นผู้นำและให้กองทัพเป็นฝ่ายตาม “ไม่งั้นปัญหาจะไม่ถูกแก้ไข

4 เรื่องที่ต้อง ‘เลิกเชื่อ’ 4 ข้อเสนอสู่ ‘ทางออก’

เอกรินทร์ พูดเป็นคนสุดท้าย เขาบอกว่าสอนหนังสือมา 14-15 ปี และตั้งคำถามสั้น ๆ กับนักศึกษาแทบทุกเทอมว่าใครเคยได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่บ้าง “คำตอบคือแทบทุกคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

เขาเสนอ “4 เรื่องที่ควรเลิกคิดได้แล้ว” 

หนึ่ง เลิกเชื่อว่ามาเลเซียต้องการผนวกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  เขายืนยันจากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ชายแดนว่าไม่มีทางที่มาเลเซีย ซึ่งเจริญกว่าจะอยากผนวกพื้นที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศ เป็นของตัวเองเข้าไปอีก 

สอง เลิกอธิบายความขัดแย้งชายแดนใต้ด้วยกรอบการก่อการร้ายสากล เพราะกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาไม่พบหลักฐานเครือข่ายกับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติหรือนักรบต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่เลย 

สาม เลิกคิดว่าทางออกคือทำให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น  “คนที่นั่นคือคนมลายู” การยอมรับตัวตนที่ต่างออกไปโดยไม่ต้องพยายามกลืนกลาย จะทำให้ความหวาดระแวงลดลงมากกว่า 

สี่ เลิกให้การทหารนำการเมือง เพราะยี่สิบกว่าปีพิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ

เอกรินทร์ให้เหตุผลเสริมเรื่องกรอบก่อการร้ายสากล ด้วยการยกตัวอย่างจากวงวิชาการ เขาเล่าว่าอาจารย์ด้านนิธิ เอียวศรีวง เคยอธิบายเหตุการณ์ในพื้นที่ด้วยกรอบกบฏชาวนา ซึ่งภายหลังท่านเองยอมรับในงานวิชาการครั้งนึ่งว่าอธิบายผิด และกล่าวขอโทษ  เอกรินทร์เห็นว่าสปิริตแบบนี้ต่างหากที่ยังขาดในสังคมไทย  หน่วยงานความมั่นคงที่เคยผูกเรื่องนี้เข้ากับเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติอย่างโอซามา บิน ลาเดน และอัลกออิดะห์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ควรจะออกมายอมรับตรง ๆเช่นกันว่าอธิบายผิด เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีหลักฐานนักรบต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่แม้แต่ครั้งเดียว

เขาเสนอ  4 ข้อเพื่อมองสถานการณ์ไปข้างหน้า คือ 

หนึ่ง ทำให้คณะพูดคุยสันติภาพเป็นสถาบันถาวร มีวาระ 4-5 ปีไม่ผูกกับการเปลี่ยนรัฐบาล พร้อมกลไกตรวจสอบข้อตกลงที่เป็นอิสระ 

สอง กระจายอำนาจทางการเมือง เริ่มจากสิ่งที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมาย เช่น ให้ตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น 

สาม ทำให้อำนาจด้านความมั่นคงถูกตรวจสอบได้ ทั้งจากกลไกภายนอกอย่างผู้ตรวจการกองทัพ และจากสภาที่ต้องตรวจสอบงบประมาณและประสิทธิภาพเข้มข้นขึ้น 

สี่ สถาปนากระบวนการค้นหาความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด ผ่านคณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบได้ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการที่เห็นต่างจากรัฐ

ข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจ เอกรินทร์บอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนกลัว เขายกตัวอย่างว่าสำนักข่าว The Reporter เพิ่งไปสัมภาษณ์ตัวแทนบีอาร์เอ็นคนหนึ่ง ที่พูดถึงรูปแบบการปกครองตนเองไว้เช่นกัน สิ่งที่รัฐไทยพอจะทำได้เลยโดยไม่ต้องรอฉันทามติใหญ่ คือให้ตำแหน่งเลขาธิการศอ.บต. ซึ่งเป็นตำแหน่งพลเรือนสูงสุดในพื้นที่ มาจากการเลือกตั้งหรือมีกลไกที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น

ข้อเสนอข้อสุดท้ายนี้ เอกรินทร์บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะยี่สิบปีที่ผ่านมามีบาดแผลที่ไม่เคยได้รับคำตอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ตั้งแต่เหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 2547 ที่คดีหมดอายุความไปเมื่อปี 2567  สิ่งที่เขาเรียกว่า “วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล”  มาจนถึงเหตุกระสุนปริศนาและเสียงเฮลิคอปเตอร์กลางคืนในนราธิวาสเมื่อเดือนก่อนหน้า ที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบใด ๆ เกิดขึ้น “ผมไม่รู้ว่าสังคมไทยปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” 

เปลี่ยนกรอบคิดความมั่นคงนำการเมือง

ถ้ามีงบพอ จะยังต้องใช้ทหารไหม นวลน้อย ธรรมเสถียร อดีตนักข่าวอาวุโศ ตั้งคำถามไปที่วิทยากรทั้งสามคน  “ถ้าจะเอาชนะทางด้านจิตใจ” ของคนในพื้นที่โดยไม่ใช้เงินซื้อ ควรเป็นหน้าที่ของทหารต่อไปหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมควรเข้ามามีบทบาทในการสร้างสันติภาพมากกว่านี้แค่ไหน?

กิตติพงษ์ตอบว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังจำเป็น แต่ต้องจำกัดบทบาทให้เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานนำที่มองทุกปัญหาเป็นปัญหาความมั่นคง “เหมือนคนถือค้อน ก็จะมองทุกอย่างเป็นตะปู”ควรลดจำนวนกำลังพลแต่เพิ่มคุณภาพการฝึก และยกเลิกศาลทหารกับกฎหมายพิเศษที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ต่างจากที่อื่น

รุ่งรวีเห็นด้วยว่ากองทัพยังจำเป็น แม้จะมีข้อตกลงสันติภาพแล้วก็ตาม เพราะงานอย่างการรับคืนอาวุธ หรือดูแลความปลอดภัยพื้นฐานยังต้องพึ่งพากองทัพ คำถามที่แท้จริงคือทหารที่ถูกส่งลงพื้นที่ตลอด 20 กว่าปี เข้าใจตัวความขัดแย้งนี้ถูกต้องแค่ไหน เธอยกตัวอย่างว่าเคยมีช่วงที่ทหารในพื้นที่ถูกห้ามเอ่ยชื่อ “บีอาร์เอ็น” เพราะรัฐไม่อยากยอมรับว่านี่คือความขัดแย้งด้วยอาวุธภายในประเทศ (non-international armed conflict) ด้วยความกลัวว่าจะเปิดช่องให้ต่างชาติแทรกแซง ความเชื่อที่เธอตั้งคำถามว่าไม่น่าจะจริง ส่วนเรื่องกระบวนการยุติธรรม เธอมองว่ากรอบ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (transitional justice) ทั้งการนิรโทษกรรม การเยียวยา และการค้นหาความจริง ล้วนจำเป็น แต่การนิรโทษกรรมควรมาพร้อมข้อตกลงทางการเมือง ไม่ใช่มาก่อน มิฉะนั้นจะถูกมองเป็นเครื่องมือบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามมากกว่าจะเป็นทางออก

เอกรินทร์ตอบสั้นที่สุดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนพูดได้โดยไม่ต้องเสี่ยงถูกดำเนินคดี “ตอนนี้ผมจัดงานอะไรก็สุ่มเสี่ยง ไม่รู้จะโดนฟ้องตอนไหน” และกระบวนการค้นหาความจริงที่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเอาผิดเสมอไป เพราะจากประสบการณ์ลงพื้นที่ ชาวบ้านจำนวนมากไม่ได้ต้องการเอาใครติดคุก แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไม

ทั้งสามคนเห็นตรงกัน ว่ากรอบความมั่นคงนำการเมืองที่ใช้มา 22 ปี ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะฟังจากนักวิจัยที่ศึกษาขบวนการติดอาวุธมาทั้งชีวิต จากอดีตนายทหารเรือที่ผันตัวมาเป็นฝ่ายค้าน หรือจากนักวิชาการที่อยู่ในพื้นที่และเห็นบาดแผลนั้นเกิดกับคนใกล้ตัวโดยตรง

ไม่ใช่ว่าปัญหาคืออะไร ทุกท่านพูดบนเวทีหมดแล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือใครจะมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าหาญมากพอที่จะเปลี่ยนกรอบคิดและนำข้อถกเถียงมาตั้งไว้ตรงกลาง ในวันที่นโยบายภาคใต้ของรัฐบาลปัจจุบันมีความยาวเพียงสองบรรทัด และหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพเปลี่ยนตัวไปพร้อมกับทุกครั้งที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนที่สำคัญที่สุดของสถานการณ์ กำลังหวังพึ่งอะไรได้บ้างในเวลานี้ 

ฟาห์เรนน์ นิยมเดชา
Authorฟาห์เรนน์ นิยมเดชา

เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน

พันวิทย์ ภู่กฤษณา
Photographerพันวิทย์ ภู่กฤษณา

ช่างภาพร้อยเสียงสัตว์และชนหมัดกับแหล่งข่าวเวลาลงหมาย

TAGS
กรอบคิดสงครามเย็นกระจายอำนาจทางการเมืองความมั่นคงยุทธศาสตร์ดับไฟใต้สันติภาพสามจังหวัดชายเเดนภาคใต้

table of contents

  1. 0122 ปีไฟใต้ยังไม่ดับ
  2. 02ก่อนจะมีพรมแดน
  3. 03กรอบคิดสงครามเย็นในสามจังหวัดชายแดนใต้
  4. 044 เรื่องที่ต้อง ‘เลิกเชื่อ’ 4 ข้อเสนอสู่ ‘ทางออก’
  5. 05เปลี่ยนกรอบคิดความมั่นคงนำการเมือง

recommended for you

วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน 
วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน 
ถึงเวลารื้อสร้างกกต.
ถึงเวลารื้อสร้างกกต.
มรดกรัฐประหารในภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย เมื่อรถถังจำแลงเป็นกฎหมาย
มรดกรัฐประหารในภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย เมื่อรถถังจำแลงเป็นกฎหมาย
โฉมใหม่ ‘พ.ร.บ. เนรเทศ’ ปฏิรูปกฎหมายหรือขยายความเกลียดชัง?
โฉมใหม่ ‘พ.ร.บ. เนรเทศ’ ปฏิรูปกฎหมายหรือขยายความเกลียดชัง?
โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’
โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’

Related Story

ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?Crack Politics

ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?

หากการโจมตีเป้าหมายราชการคือการสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อฝ่ายความมั่นคง ขณะที่การพ่วงเป้าหมายด้านการลงทุนหรือธุรกิจไม่เพียงท้าทายความสามารถในการรักษาความปลอดภัยแก่สาธารณะแต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและบรรยากาศทางเศรษฐกิจ
นวลน้อย ธรรมเสถียรREAD MORE
อา-บา-ตา ข้างหลังภาพหะยีสุหลง สู่หนใดของการปรองดอง หากฟ้ายังทึมเทาไม่เปลี่ยนสีCrack Politics

อา-บา-ตา ข้างหลังภาพหะยีสุหลง สู่หนใดของการปรองดอง หากฟ้ายังทึมเทาไม่เปลี่ยนสี

72 ปีผ่านไปหลังการสูญหายของหะยีสุหลง สังคมไทยไม่อาจก้าวพ้นความขัดแย้งนี้ได้ทางออกของการปรองดองในชายแดนใต้อาจเริ่มต้นที่นี่ ที่ซึ่งรัฐไทยจะยอมรับความหลากหลาย และอัตลักษณ์ของผู้คนในฐานะมนุษย์ไม่ใช่ภัยคุกคามของรัฐ
นทธร เกตุชูREAD MORE
ผู้โอบรับโลก โดยไม่ลืมรากมลายูHuman Rights

ผู้โอบรับโลก โดยไม่ลืมรากมลายู

ค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ใน Melayu Berkualiti ในวันที่เปิดรับ 'โลก' โดยไม่สูญเสียตัวตน หรือตัดขาดจากรากเหง้า หากแต่สร้างความหมายใหม่ให้กับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชาREAD MORE