
“นี่คือผู้ใหญ่บ้าน ใครที่อยู่ในบ้านก็ขอให้ออกมา ถ้ามีเวลาออกมามอบตัวก็ขอให้ถอดเสื้อ หลังจากนั้นก็ขอให้ยกมือขึ้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยแน่นอน ถ้าออกมามอบตัวเจ้าหน้าที่รับประกัน”

คำพูดสุดท้ายของเจ๊ะมูหามะยากี เจ๊ะเด็ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 พูดจบไม่กี่นาที เขาถูกยิงและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทหารส่งเขา ผู้ไม่มีอาวุธ ไปเจรจากับกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่หลบอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง แทนที่จะเข้าไปเอง
รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เล่าเหตุการณ์นี้ในเวทีเสวนาฯเขากล่าวว่าเจ๊ะมูหามะยากีเป็นพ่อของนักศึกษาเขาเองสองคน คนหนึ่งเขาเป็นที่ปรึกษาโดยตรง เย็นวันเกิดเหตุ นักศึกษาคนนั้นมาบอกว่ากลัวมาก เพราะมีคนแปลกหน้าไปที่บ้านเยอะ ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรได้บ้าง
“ผมยกตัวอย่างนี้ เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นพ่อของนักศึกษาผม แต่มีอีกหลายเคสแบบนี้” เอกรินทร์บอกกับผู้ฟัง ในเวทีเสวนาฯที่คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดขึ้นวันถัดจากวันครบรอบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 วันที่สังคมไทยยังถกเถียงกันเรื่องผลพวงของอำนาจนอกระบบ ขณะที่ห่างออกไปหลักพันกิโลเมตร สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ดำเนินมา 22 ปี ก็ยังไม่มีคำตอบ ว่าจะจบลงอย่างไร

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการจากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดด้วยคำถามของเวทีฯ ว่า “ปัญหาภาคใต้ จริง ๆ คืออะไร”
ก่อนจะมีแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่ พื้นที่ที่วันนี้เรียกว่าปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เคยเป็นอาณาจักรปาตานี มีสถานะเป็นรัฐบรรณาการของสยาม ไม่ได้มีพรมแดนชัดเจนแบบที่คุ้นเคยกัน จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2452 เมื่อสยามลงนามสนธิสัญญาแองโกลสยามกับอังกฤษ ขีดเส้นแบ่งดินแดนอย่างเป็นทางการ ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยอย่างสมบูรณ์
รุ่งรวี เล่าว่าประชากรในพื้นที่ราว 83% เป็นชาวมลายูมุสลิม เมื่อรัฐส่งข้าราชการจากส่วนกลางเข้าไปปกครองโดยไม่คุ้นเคยกับภาษาและวิถีชีวิตท้องถิ่น ความไม่พอใจก็ค่อย ๆ ก่อตัว ในปี 2490 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น ยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อต่อรัฐบาลไทย ตั้งแต่ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากคนในพื้นที่ ข้าราชการมลายู 80% ไปจนถึงการใช้ภาษามลายูควบคู่ภาษาไทยในราชการและการศึกษา

ผลที่ตามมาคือหะยีสุหลงถูกตั้งข้อหากบฏ ถูกควบคุมตัว และจำคุกอยู่ราวสี่ปีเศษก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 2495 แต่ยังถูกจับตามอง จนกระทั่งถูกเรียกตัวไปพบตำรวจสันติบาลที่สงขลาในปี 2497 และหายตัวไปตลอดกาล การหายตัวไปของท่านกลายเป็นจุดสำคัญที่จุดชนวนขบวนการติดอาวุธหลายกลุ่มในเวลาต่อมา
กลุ่มแรกที่ก่อตัว คือกลุ่มที่นำโดยลูกหลานเจ้าเมืองเก่าของปัตตานี ก่อตั้งช่วงทศวรรษ 1960 ใช้ชื่อบีเอ็นพีพี (BNPP) ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบีไอพีพี (BIPP) ส่วนบีอาร์เอ็น (BRN) ก่อตั้งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันโดยกลุ่มผู้นำศาสนาในพื้นที่ ส่วนพูโล (PULO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 โดยกลุ่มนักเรียนนอก
ทั้งสามกลุ่มแชร์หลักการร่วมกันสามข้อ ‘Tanah, Bangsa, Agama’ ดินแดน เชื้อชาติมลายู และศาสนา แต่มีเส้นทางการเคลื่อนไหวทางทหารต่างกัน บีไอพีพียุติการปฏิบัติการทางทหารตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 พูโลเข้มแข็งทางทหารสูงสุดช่วงทศวรรษ 1970 ก่อนจะเริ่มอ่อนแรงลงในทศวรรษถัดมา ส่วนบีอาร์เอ็นคือกลุ่มที่ยังคงปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องมากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ ลักษณะการก่อเหตุกระจายตัวหลายจุดพร้อมกันเป็นระยะ ๆ ที่รุ่งรวีเรียกว่าเป็น “ลายเซ็น” ของบีอาร์เอ็นมากกว่ากลุ่มอื่น

4 มกราคม 2547 เหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ถูกนับเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงระลอกใหม่ที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ รุ่งรวี ซึ่งขณะนั้นทำงานเป็นนักข่าวแปลข่าวความรุนแรงจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้หนังสือพิมพ์ The Nation เล่าว่า “ปีนั้นเกิดเหตุถี่มากจนต้องแปลข่าวแทบทุกวัน แต่ไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ มีเพียงคำว่า เมอร์เดกา (การปลดปล่อย ในภาษามลายู) ที่ถูกพ่นสีสเปรย์ทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ”
รัฐบาลไทยใช้เวลาเกือบสิบปีแรกพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลังทหารควบคู่กับงานพัฒนา ก่อนจะเริ่มมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ภายใต้เอกสาร General Consensus on Peace Dialogue Process ที่ยืนยันกรอบ “รัฐเดี่ยว” ของไทยเป็นเงื่อนไขตั้งต้น
เส้นทางหลังจากนั้นก็สะดุดตามการเมืองของไทยเช่นกัน สมัยรัฐบาลประยุทธ์ 1 บีอาร์เอ็นปฏิเสธคุยกับรัฐบาลทหารโดยตรง เลยตั้งกลุ่ม “มารา ปาตานี” มาเจรจาแทน แต่ล้มเหลวเพราะไม่มีอำนาจสั่งการกองกำลังจริง กระทั่งสมัยรัฐบาลประยุทธ์ 2 บีอาร์เอ็นกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ และมีการลงนามใน General Principle of the Peace Dialogue Process ซึ่งวางกรอบการลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง พร้อมเสนอแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Comprehensive Plan towards Peace หรือ JCPP) ที่เริ่มแตะประเด็นอ่อนไหวอย่างรูปแบบการปกครองพื้นที่
ปีที่แล้ว ระหว่างการพูดคุยรอบที่มีพลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งสองฝ่ายเคยแลกข้อเสนอเรื่อง end state หรือปลายทางที่อยากเห็นกันไว้ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลไทยระบุว่าต้องการเห็นการยุติความรุนแรง การกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรีของผู้เคยถืออาวุธ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่บีอาร์เอ็นเสนอ 5 ข้อ ตั้งแต่การแบ่งอำนาจปกครองตนเอง (power sharing) ในรูปแบบที่ครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการสำหรับ “ประชาคมปาตานี” การใช้กฎหมายอิสลามบางระดับ ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติของคนในพื้นที่ ระยะห่างระหว่างสองจุดยืนนี้คือสิ่งที่กระบวนการพูดคุยสันติภาพต้องหาจุดร่วมให้ได้ งานนี้ยิ่งยากขึ้นทุกครั้งที่หัวหน้าคณะพูดคุยเปลี่ยนตัวไปตามการเปลี่ยนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี
แต่ยังไม่ทันเดินหน้าได้เท่าไร กระแสวิพากษ์วิจารณ์ JCPP ว่าเสี่ยงเปิดทางให้เจรจาเรื่องการปกครองตนเอง ก็ทำให้รัฐบาลที่ตามมาชะลอเรื่องทั้งหมด จนถึงยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่ไม่มีการตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยนานถึงหนึ่งปี ก่อนรัฐบาลเสียงข้างน้อยของอนุทิน ชาญวีรกูล จะรีบตั้งพล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยในช่วงสั้น ๆ (ตุลาคม-ธันวาคม 2568) ก่อนจะเปลี่ยนมาแต่งตั้งฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ขึ้นเป็น “หัวหน้าการพูดคุย” คนล่าสุด ตำแหน่งที่เปลี่ยนชื่อเรียกเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญ เพราะหมายถึงอำนาจตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จอยู่ที่คนคนเดียว แทนที่จะเป็นคณะทำงานแบบเดิม

อ. รุ่งรวีให้ความเห็นกรณีนโยบายด้านนี้ของรัฐบาลอนุทิน ยิ่งตอกย้ำความไม่แน่นอน จากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายภาคใต้ทั้งหมดมีความยาวเพียงสองบรรทัด: “แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้” รุ่งรวีตั้งข้อสังเกตว่าหลักการที่กว้างขนาดนี้ทำให้ไม่มีใครแน่ใจว่ารัฐบาลจะเดินไปทางไหนกันแน่ ระหว่างนั้นมีการแต่งตั้งสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการดูแลเรื่องนี้ แต่กระบวนการก็ยังไม่ขยับไปมากนัก การพูดคุยระดับเทคนิคเริ่มกลับมาเดินอีกครั้งอย่างช้า ๆ ก่อนจะสะดุดอีกเมื่อเกิดเหตุรุนแรงถี่ขึ้นในสองเดือนถัดมา
ระหว่างที่โครงสร้างการเจรจายังไม่นิ่ง ความรุนแรงในพื้นที่ก็ไม่เคยหยุด สองเดือนก่อนเวทีเสวนาครั้งนี้ เกิดเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นายในจังหวัดนราธิวาส ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ กอ.รมน. มอบให้สำนักข่าว AP เผยแพร่ต่อ แสดงชายฉกรรจ์ 6 คนนั่งอยู่ท้ายรถกระบะ มองเผิน ๆ อาจนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ แต่รุ่งรวีอธิบายว่านี่คือ “ทหารของอีกฝ่ายหนึ่ง” กำลังเตรียมออกปฏิบัติการ จากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุก่อกวนกระจายตัวมากกว่า 70 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่วนใหญ่ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ลักษณะการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดแบบนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า coordinated attack ซึ่งรุ่งรวีชี้ว่าเป็น “ลายเซ็น” ของบีอาร์เอ็นที่ใช้ยืนยันการดำรงอยู่ของตัวเองเป็นระยะ แม้จะไม่ได้ลงถนนประท้วง หรือเจรจาต่อรองผ่านช่องทางอื่นเลยก็ตาม “แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจอยู่เต็มพื้นที่ เขาก็ยังสามารถปฏิบัติการได้”
กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ อดีตนาวาโท ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เขากล่าวว่าตัวเองเคยทำงานเสนาธิการในกองทัพเรือกว่า 12 ปี มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด เขาเริ่มด้วยการชี้ว่าองค์ความรู้ที่กองทัพไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ได้รับการถ่ายทอดมาจากกองทัพสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น แม้แต่หน่วยงานอย่าง กอ.รมน. เองก็เป็น “ผลผลิต” ของยุคนั้น

ปัญหาคือกรอบคิดแบบสงครามเย็นใช้ไม่ได้กับบริบทสามจังหวัดชายแดนใต้ กิตติพงษ์อ้างอิงรายงานของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ระบุว่าปัญหานี้ไม่จัดอยู่ในหมวดอาชญากรรมร้ายแรง อาชญากรรมข้ามชาติ หรือการก่อการร้าย ซึ่งเป็นสามประเภทที่ กอ.รมน. ถูกออกแบบมาให้รับมือ เพราะเช่นนั้นแล้วเครื่องมือที่ใช้โดยเฉพาะองค์การอย่าง กอ.รมน. จึงไม่สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่ต้น
เครื่องมือทางกฎหมายหลักที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าใช้อยู่มีสามฉบับ พ.ร.บ. กฎอัยการศึก 2457, พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 2551 ซึ่งกิตติพงษ์มองว่ามีปัญหาทั้งสามฉบับ โดยเฉพาะกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ได้ง่ายเกินไป (“ผมยศนาวาโท ถ้าอยู่ในพื้นที่ผมก็ประกาศได้”)
เครื่องมือที่กองทัพมีไว้ทำงานกับพลเรือนในพื้นที่ก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ต่างกัน กิตติพงษ์อธิบายว่ามีอยู่สองส่วนหลัก หน่วยแรกคือกรมกิจการพลเรือน หรือที่เรียกย่อ ๆว่า กพร. ทำหน้าที่ประสานสร้างความเข้าใจกับประชาชนก่อนจะมีปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ อีกส่วนคือปฏิบัติการที่เรียกว่า MOOTW (Military Operation Other Than War) ซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายกัน คือสร้างความเข้าใจเตรียมพื้นที่ล่วงหน้า ปัญหาคือทั้งสองเครื่องมือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปฏิบัติการรบแบบดั้งเดิม ไม่ใช่สำหรับบริบทที่ไม่มีการยึดพื้นที่หรือทำลายเป้าหมายทางทหารแบบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
กิตติพงษ์สรุปสั้น ๆ ว่า “มันก็ไม่ตอบโจทย์” เพราะกองทัพซึ่งถูกฝึกมาให้เน้นระเบียบวินัย โครงสร้างสายบังคับบัญชา และความเป็นอำนาจนิยมในการทำงาน ไม่ได้ถูกฝึกมาให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับพลเรือนตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติกำหนดไว้
สิ่งที่เขาเห็นชัดที่สุดในการลงพื้นที่บ่อยครั้งคือ “ด่าน” เครื่องกีดขวางที่บางจุดไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่ยืนตรวจ แต่ยังคงตั้งอยู่ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งที่ยังไม่จบ และบางครั้งกลับเป็นสาเหตุอุบัติเหตุเสียเอง กำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ปัจจุบันมีราว 49,000 นาย (เคยสูงสุดถึง 70,000 นาย) “ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการฝึกให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานที่มีศักยภาพจริง เช่น หน่วยรบพิเศษ ก็มีข้อจำกัดด้านกำลังคนและทรัพยากรจนดูแลพื้นที่ทั้งหมดไม่ไหว ส่วนทหารพรานที่ควรเป็นคนในพื้นที่ จำนวนมากกลับมาจากพื้นที่อื่น และกลายเป็นเป้าโจมตีอันดับต้น ๆ”
กิตติพงษ์เล่าอีกว่า จากการลงพื้นที่บ่อยครั้ง เขาเคยคุยกับครูในโรงเรียนตาดีกาคนหนึ่ง ซึ่งบอกเขาว่าทุกครั้งที่เห็นทหารเดินเข้ามาในพื้นที่ ความรู้สึกแรกไม่ใช่ความปลอดภัย แต่คือ “ฉันทำอะไรผิดอีกแล้ว” ครั้งหนึ่งทหารเดินเข้ามาในโรงเรียนแล้วจัดอบรมเรื่องยาเสพติดโดยไม่บอกล่วงหน้า ครูคนเดิมถามเขาตรง ๆ ว่า “เขาคิดว่าเราเป็นผู้เสพยา หรือคิดว่าเราเป็นผู้ค้ายาเหรอ”
“กองทัพรู้ปัญหานี้ดี ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการฝึกอบรม กำลังพลเกือบ 50,000 นายที่ลงพื้นที่จึงไม่ได้ถูกฝึกให้ทำงานเชิงวัฒนธรรมกับประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น”
หน่วยงานที่มีศักยภาพจะทำงานเชิงวัฒนธรรมได้จริงมีอยู่ แต่มีข้อจำกัดทั้งคู่ หน่วยรบพิเศษถูกฝึกมาให้ “แทรกซึม” ใช้ชีวิตร่วมกับประชาชนเพื่อทำความเข้าใจพื้นที่ แต่เป็นหน่วยขนาดเล็ก ทรัพยากรจำกัด ดูแลได้เฉพาะบางจุดของชายแดน ส่วนทหารพราน ซึ่งตามหลักควรเป็นคนในพื้นที่ที่คุ้นเคยวัฒนธรรม กลับมีปัญหาสองด้านซ้อนกัน ด้านหนึ่งกลับถูกมองเป็นปฏิปักษ์กับคนในพื้นที่ทั้งที่เป็นคนในพื้นที่เอง ทำให้ฐานปฏิบัติการทหารพรานมักตกเป็นเป้าโจมตีก่อนหน่วยอื่น อีกด้านหนึ่งคือทหารพรานจำนวนมากที่ลงปฏิบัติงานจริงกลับไม่ใช่คนในพื้นที่ตามที่ควรจะเป็น กิตติพงษ์กล่าวว่าทางแก้ที่กองทัพใช้บ่อยที่สุดคือส่งบุคลากรทางการแพทย์และครูไปด้วยเพื่อสร้าง sympathy กับคนในพื้นที่ ซึ่งได้ผลระดับหนึ่งแต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะบุคลากรเหล่านั้นก็ยังเป็นคนนอกพื้นที่ที่ไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมอยู่ดี
ผู้ดำเนินรายการถามว่า ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณใช่หรือไม่ กิตติพงษ์ตอบทันทีว่าไม่ใช่ งบประมาณของ กอ.รมน. ปีนี้อยู่ที่ราว 5,000 ล้านบาท ใช้ไปจริงราว 4,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเขามองว่า เพียงพอ
“ปัญหาอยู่ที่การจัดสรร ทุ่มไปกับการตั้งด่านที่ไม่ได้ผล แทนที่จะลงทุนกับงานด้านการข่าว ทั้งที่หน่วยงานความมั่นคงเองก็ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด”
ข้อเสนอของเขาคือสองแนวทางคู่ขนาน เดินหน้ากระบวนการเจรจาสันติภาพต่อไป ซึ่งผลจากการลดความรุนแรงในพื้นที่จะย้อนกลับไปหนุนโต๊ะเจรจาเองด้วย พร้อมกับปรับบทบาทในพื้นที่ให้หน่วยงานเชิงวัฒนธรรม พื้นที่ และกฎหมายเป็นผู้นำแทนกองทัพและกอ.รมน. ลดจำนวนกำลังพลแต่เพิ่มคุณภาพการฝึก ลดการตั้งด่านถาวรให้เหลือเท่าที่จำเป็นตามข่าวกรอง ยกเลิกศาลทหารและกฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับ คืนกระบวนการยุติธรรมสู่ศาลอาญาปกติ ส่วนงานด้านการศึกษาศาสนาและการตอบแทนครูตาดีกาที่ยังไม่ได้รับเงินเดือนตามระบบ ก็ควรได้รับการแก้ไขคู่ขนานกันไป “ถ้ามองแบบนี้ ตอบชัดๆเลยครับ ไม่จำเป็นต้องมี กอ.รมน.” เขาสรุปทิ้งท้ายด้วยกรอบที่เขาย้ำซ้ำตลอดว่า “ ความมั่นคงไม่ได้มีแค่มิติทางทหาร แต่มีสี่เสาหลัก การทูต ข้อมูลข่าวสาร การทหาร และเศรษฐกิจ” ในฐานะฝ่ายค้าน เขามองว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนเรื่องความมั่นคงทั้งระบบ ปล่อยให้กองทัพเป็นฝ่ายกำหนดเองว่าจะทำอะไร แทนที่รัฐบาลจะเป็นผู้นำและให้กองทัพเป็นฝ่ายตาม “ไม่งั้นปัญหาจะไม่ถูกแก้ไข
เอกรินทร์ พูดเป็นคนสุดท้าย เขาบอกว่าสอนหนังสือมา 14-15 ปี และตั้งคำถามสั้น ๆ กับนักศึกษาแทบทุกเทอมว่าใครเคยได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่บ้าง “คำตอบคือแทบทุกคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

เขาเสนอ “4 เรื่องที่ควรเลิกคิดได้แล้ว”
หนึ่ง เลิกเชื่อว่ามาเลเซียต้องการผนวกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เขายืนยันจากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ชายแดนว่าไม่มีทางที่มาเลเซีย ซึ่งเจริญกว่าจะอยากผนวกพื้นที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศ เป็นของตัวเองเข้าไปอีก
สอง เลิกอธิบายความขัดแย้งชายแดนใต้ด้วยกรอบการก่อการร้ายสากล เพราะกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาไม่พบหลักฐานเครือข่ายกับกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติหรือนักรบต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่เลย
สาม เลิกคิดว่าทางออกคือทำให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น “คนที่นั่นคือคนมลายู” การยอมรับตัวตนที่ต่างออกไปโดยไม่ต้องพยายามกลืนกลาย จะทำให้ความหวาดระแวงลดลงมากกว่า
สี่ เลิกให้การทหารนำการเมือง เพราะยี่สิบกว่าปีพิสูจน์แล้วว่าไม่สำเร็จ
เอกรินทร์ให้เหตุผลเสริมเรื่องกรอบก่อการร้ายสากล ด้วยการยกตัวอย่างจากวงวิชาการ เขาเล่าว่าอาจารย์ด้านนิธิ เอียวศรีวง เคยอธิบายเหตุการณ์ในพื้นที่ด้วยกรอบกบฏชาวนา ซึ่งภายหลังท่านเองยอมรับในงานวิชาการครั้งนึ่งว่าอธิบายผิด และกล่าวขอโทษ เอกรินทร์เห็นว่าสปิริตแบบนี้ต่างหากที่ยังขาดในสังคมไทย หน่วยงานความมั่นคงที่เคยผูกเรื่องนี้เข้ากับเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติอย่างโอซามา บิน ลาเดน และอัลกออิดะห์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ควรจะออกมายอมรับตรง ๆเช่นกันว่าอธิบายผิด เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีหลักฐานนักรบต่างชาติเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่แม้แต่ครั้งเดียว
เขาเสนอ 4 ข้อเพื่อมองสถานการณ์ไปข้างหน้า คือ
หนึ่ง ทำให้คณะพูดคุยสันติภาพเป็นสถาบันถาวร มีวาระ 4-5 ปีไม่ผูกกับการเปลี่ยนรัฐบาล พร้อมกลไกตรวจสอบข้อตกลงที่เป็นอิสระ
สอง กระจายอำนาจทางการเมือง เริ่มจากสิ่งที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมาย เช่น ให้ตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
สาม ทำให้อำนาจด้านความมั่นคงถูกตรวจสอบได้ ทั้งจากกลไกภายนอกอย่างผู้ตรวจการกองทัพ และจากสภาที่ต้องตรวจสอบงบประมาณและประสิทธิภาพเข้มข้นขึ้น
สี่ สถาปนากระบวนการค้นหาความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด ผ่านคณะกรรมการอิสระที่ตรวจสอบได้ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการที่เห็นต่างจากรัฐ
ข้อเสนอเรื่องการกระจายอำนาจ เอกรินทร์บอกว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนกลัว เขายกตัวอย่างว่าสำนักข่าว The Reporter เพิ่งไปสัมภาษณ์ตัวแทนบีอาร์เอ็นคนหนึ่ง ที่พูดถึงรูปแบบการปกครองตนเองไว้เช่นกัน สิ่งที่รัฐไทยพอจะทำได้เลยโดยไม่ต้องรอฉันทามติใหญ่ คือให้ตำแหน่งเลขาธิการศอ.บต. ซึ่งเป็นตำแหน่งพลเรือนสูงสุดในพื้นที่ มาจากการเลือกตั้งหรือมีกลไกที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
ข้อเสนอข้อสุดท้ายนี้ เอกรินทร์บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะยี่สิบปีที่ผ่านมามีบาดแผลที่ไม่เคยได้รับคำตอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ตั้งแต่เหตุการณ์ตากใบเมื่อปี 2547 ที่คดีหมดอายุความไปเมื่อปี 2567 สิ่งที่เขาเรียกว่า “วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล” มาจนถึงเหตุกระสุนปริศนาและเสียงเฮลิคอปเตอร์กลางคืนในนราธิวาสเมื่อเดือนก่อนหน้า ที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบใด ๆ เกิดขึ้น “ผมไม่รู้ว่าสังคมไทยปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”
ถ้ามีงบพอ จะยังต้องใช้ทหารไหม นวลน้อย ธรรมเสถียร อดีตนักข่าวอาวุโศ ตั้งคำถามไปที่วิทยากรทั้งสามคน “ถ้าจะเอาชนะทางด้านจิตใจ” ของคนในพื้นที่โดยไม่ใช้เงินซื้อ ควรเป็นหน้าที่ของทหารต่อไปหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมควรเข้ามามีบทบาทในการสร้างสันติภาพมากกว่านี้แค่ไหน?
กิตติพงษ์ตอบว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังจำเป็น แต่ต้องจำกัดบทบาทให้เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานนำที่มองทุกปัญหาเป็นปัญหาความมั่นคง “เหมือนคนถือค้อน ก็จะมองทุกอย่างเป็นตะปู”ควรลดจำนวนกำลังพลแต่เพิ่มคุณภาพการฝึก และยกเลิกศาลทหารกับกฎหมายพิเศษที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ต่างจากที่อื่น
รุ่งรวีเห็นด้วยว่ากองทัพยังจำเป็น แม้จะมีข้อตกลงสันติภาพแล้วก็ตาม เพราะงานอย่างการรับคืนอาวุธ หรือดูแลความปลอดภัยพื้นฐานยังต้องพึ่งพากองทัพ คำถามที่แท้จริงคือทหารที่ถูกส่งลงพื้นที่ตลอด 20 กว่าปี เข้าใจตัวความขัดแย้งนี้ถูกต้องแค่ไหน เธอยกตัวอย่างว่าเคยมีช่วงที่ทหารในพื้นที่ถูกห้ามเอ่ยชื่อ “บีอาร์เอ็น” เพราะรัฐไม่อยากยอมรับว่านี่คือความขัดแย้งด้วยอาวุธภายในประเทศ (non-international armed conflict) ด้วยความกลัวว่าจะเปิดช่องให้ต่างชาติแทรกแซง ความเชื่อที่เธอตั้งคำถามว่าไม่น่าจะจริง ส่วนเรื่องกระบวนการยุติธรรม เธอมองว่ากรอบ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (transitional justice) ทั้งการนิรโทษกรรม การเยียวยา และการค้นหาความจริง ล้วนจำเป็น แต่การนิรโทษกรรมควรมาพร้อมข้อตกลงทางการเมือง ไม่ใช่มาก่อน มิฉะนั้นจะถูกมองเป็นเครื่องมือบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามมากกว่าจะเป็นทางออก
เอกรินทร์ตอบสั้นที่สุดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนพูดได้โดยไม่ต้องเสี่ยงถูกดำเนินคดี “ตอนนี้ผมจัดงานอะไรก็สุ่มเสี่ยง ไม่รู้จะโดนฟ้องตอนไหน” และกระบวนการค้นหาความจริงที่ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเอาผิดเสมอไป เพราะจากประสบการณ์ลงพื้นที่ ชาวบ้านจำนวนมากไม่ได้ต้องการเอาใครติดคุก แค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและทำไม
ทั้งสามคนเห็นตรงกัน ว่ากรอบความมั่นคงนำการเมืองที่ใช้มา 22 ปี ไม่ได้ผล ไม่ว่าจะฟังจากนักวิจัยที่ศึกษาขบวนการติดอาวุธมาทั้งชีวิต จากอดีตนายทหารเรือที่ผันตัวมาเป็นฝ่ายค้าน หรือจากนักวิชาการที่อยู่ในพื้นที่และเห็นบาดแผลนั้นเกิดกับคนใกล้ตัวโดยตรง
ไม่ใช่ว่าปัญหาคืออะไร ทุกท่านพูดบนเวทีหมดแล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือใครจะมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าหาญมากพอที่จะเปลี่ยนกรอบคิดและนำข้อถกเถียงมาตั้งไว้ตรงกลาง ในวันที่นโยบายภาคใต้ของรัฐบาลปัจจุบันมีความยาวเพียงสองบรรทัด และหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพเปลี่ยนตัวไปพร้อมกับทุกครั้งที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนที่สำคัญที่สุดของสถานการณ์ กำลังหวังพึ่งอะไรได้บ้างในเวลานี้

เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน
