
14 ปี รังสิมันต์ โรม เริ่มต้นด้วยตัวเลขอายุของตัวเอง วันที่เกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เขาอายุ 14 ปี วันที่ 19 กันยายน 2569 เขาอายุ 34
ณ หอศิลปกรุงเทพฯ ในงานที่คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดขึ้นในชื่อ ‘ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหารและกระบวนการยุติธรรมที่หายไป’ วงเสวนา ‘รัฐประหารและการลบล้างผลพวงรัฐประหาร’ โดยวิทยากรสามคน นอกจากรังสิมันต์ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ยังมีอัครชัย ชัยมณีการเกษ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโสที่ทำงานเรื่องกองทัพ เมียนมา และกัมพูชา
โรมแยกความหมายของรัฐประหารออกเป็นสองแบบ ถ้ารัฐประหารคือการลากรถถังเข้ามาแล้วประกาศยึดอำนาจ มันก็จบในวันที่ทหารกลับเข้ากรม “แต่ถ้ารัฐประหารคือการทำลายหลักการที่ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือประชาชน และทุกคนต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน” เขาคิดว่ารัฐประหารอาจยังไม่เคยออกไปจากประเทศไทยเลย “ก็แค่เปลี่ยนเครื่องแบบ จากเครื่องแบบทหาร เป็นรัฐธรรมนูญ จากรถถังเป็นกฎหมาย” เวลาผ่านไป อำนาจนอกระบบก็กลายเป็นเครือข่ายที่อยู่ในระบบเสียเอง
เขายกข่าวสองเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันให้ลองเทียบเคียง
เรื่องแรกคือมติ กกต. เมื่อ 14 กันยายนในคดี ‘ฮั้ว สว.’ ที่ส่งฟ้อง 77 คนจากผู้ถูกกล่าวหา 427 คน เป็น สว. ชุดปัจจุบัน 26 คน โรมบอกว่าไม่เคยมีวันไหนที่คนอยากฟัง กกต. เท่าวันนั้น แต่ทุกคนฟังโดยรู้อยู่แล้วว่าคงไม่ออกมาดีนัก ในมุมของเขา รายชื่อ 77 คนไม่ได้ไปถึงบุคคลสำคัญทั้งในพรรคและนอกพรรคของสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ทั้งที่มีพยานหลักฐานชัดเจนมากมาย
เรื่องที่สองคือหนังสือของประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาคองเกรสสหรัฐฯ และอีกคณะที่ดูเรื่องจีน ที่ขอให้ตรวจสอบและพิจารณาแซงก์ชันบุคคลกับนิติบุคคล 28 ราย ซึ่งโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ในนั้นมีชื่อ ‘วรภัค ธันยาวงษ์‘ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โรมย้ำว่าตามรัฐธรรมนูญ วรภัคยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษา เจ้าตัวเองก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการสแกม ฟอกเงิน หรือค้ามนุษย์ และบอกว่าหนังสือของกรรมาธิการสหรัฐฯ เป็นแค่การขอให้ตรวจสอบ ไม่ได้ชี้ว่ามีความผิด
สิ่งที่รังสิมันต์ชวนเราตั้งข้อสังเกตุคือ ทำไมสภาสหรัฐฯ ค้นเจออะไรบางอย่างที่หน่วยงานไทย ซึ่งน่าจะอยู่ใกล้ข้อมูลที่สุด กลับไม่รู้ หรือมีอะไรกดทับอยู่จนต้องนั่งรอดูว่าอเมริกาจะทำอะไร เขาบอกว่าในประเทศปกติ ภาครัฐควรถามตัวเองก่อนที่ต่างประเทศจะมาถาม รัฐบาลไม่ควรโยนให้เป็นเรื่องส่วนตัวของวรภัคคนเดียว และนายกฯ อนุทินเองก็ต้องถามตัวเองว่า ตลอดหนึ่งปีนับจากที่เรื่องนี้ถูกอภิปรายในสภาครั้งแรก ได้ตรวจสอบอะไรไปบ้าง
สองเรื่องนี้พาไปสู่คำถามเดียวกันในสายตาเขา คือเมื่อการเมืองแทรกแซงกลไกตรวจสอบได้ ใครจะตรวจสอบคนที่มีอำนาจ เขาเอาผังที่วาดเองมาฉายให้ดู บอกว่าเป็นนักนิติศาสตร์ วาดได้แค่แบบง่ายที่สุด แต่ประเด็นในผังนั้นชัด การแย่งชิงวุฒิสภามีน้ำหนักเพราะวุฒิสภามีอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะไปนั่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายแห่ง ใครสร้างเครือข่ายในสภาสูงสำเร็จ ก็ได้ระบบตรวจสอบทั้งระบบไปด้วย
โรมบอกว่าคนไทยมักเชื่อว่าเวลาผ่านไปเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง หรือเดี๋ยวก็มีอัศวินม้าขาวมาแก้ให้ แต่ถ้าเรื่องโกง สว. ช้าไปกว่านี้ มติที่ออกมาอาจไม่ใช่ 5 ต่อ 2 แต่เป็น 7 ต่อศูนย์ก็ได้ และนี่คือผลของ ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ ที่คณะรัฐประหารมอบให้
สมัยเรียนนิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ โรมได้ยินประโยคหนึ่งบ่อยครั้งว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายก็นั่งลง” เขาถามผู้ฟังว่า ทำไมวันนี้นักกฎหมายยังนั่งอยู่, แล้วเสียงอะไรกำลังดังอยู่ในเวลานี้
ปี 2569 มีสองครบรอบมาทับกัน 19 กันยายนครบ 20 ปีรัฐประหาร 2549 อีกไม่กี่วันจะถึง 50 ปี 6 ตุลา 2519 โรมบอกว่าสองเหตุการณ์มีรายละเอียดต่างกันมาก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรลืม ก่อน 6 ตุลามีการนำละครแขวนคอของนักศึกษามาตีความและเผยแพร่ว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อนจะเกิดการปลุกระดมและความรุนแรงที่ธรรมศาสตร์ ส่วนแถลงการณ์ของคณะรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก็อ้างทั้งความแตกแยก การทุจริต การครอบงำองค์กรอิสระ และการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อพระบรมเดชานุภาพ เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของการยึดอำนาจ
เขาไม่ได้บอกว่าสองเหตุการณ์เหมือนกันทั้งหมด แต่บอกว่าประวัติศาสตร์เตือนไว้ว่า ทุกครั้งที่มีคนเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมือง คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือผู้ถืออำนาจ ส่วนคนที่ต้องแบกความเสียหายในระยะยาวคือสถาบันเอง
จากนั้นเขากลับมาที่การเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งมีคลิปและคำให้การที่ใช้ถ้อยคำอย่าง ‘ภารกิจเพื่อข้างบน’ และคำอ้างทำนองว่า ‘เจ้านายใหญ่เขาไม่เอา’ โรมบอกว่าเขาไม่อยากให้ใครมาถกกันว่าข้างบนหมายถึงใคร สูงขนาดไหน สิ่งที่เขาไม่ยอมรับคือการที่ใครสักคนมีสิทธิ์ใช้คำแบบนี้สร้างอำนาจให้ตัวเอง “ถ้าคุณจะทำเพื่อพรรคการเมืองของคุณ ก็บอกว่าทำเพื่อพรรคการเมืองของคุณ ถ้าคุณจะทำเพื่อผลประโยชน์ ก็บอกว่าทำเพื่อผลประโยชน์ อย่าเอาสถาบันมาเป็นฉากหลัง อย่าเอาความจงรักภักดีมาเป็นเกราะคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเอง” เขากล่าวต่อว่าการอ้างว่า ทำเพื่อข้างบนอาจไม่ได้ปกป้องข้างบนเลย มันคือการเอาข้างบนมาปกป้องคนข้างล่าง
โรมเล่าต่อว่า บรรยง พงษ์พานิช เคยถ่ายทอดคำพูดของผู้ใหญ่คนหนึ่งช่วงจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความจงรักภักดีอะไรหรอก ปัญหาคือนโยบายที่ไปแตะกองทัพ ทุนผูกขาด และอภิสิทธิ์ชน แล้วปิดท้ายว่า “ใครเขาจะยอมมึง” โรมคิดว่าประโยคนี้อธิบายการเมืองไทยได้ชัดมาก เพราะสิ่งที่ถูกเรียกว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์ พอลงไปข้างใต้ก็เป็นเรื่องธรรมดามากคือผลประโยชน์ ถ้าจะปฏิรูปกองทัพ มีคนเสียประโยชน์ ถ้าจะทำลายทุนผูกขาด ก็มีคนเสียประโยชน์ ถ้าจะจัดการทุนสีเทา ลดกฎหมายที่ให้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ หรือทำให้ระบบราชการตรวจสอบได้ ก็ต้องมีคนเสียอำนาจ

โรมเอาตัวอย่างอีกเรื่องมาวาง คือการโกงคะแนนสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งจากข้อมูลที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนตรวจพบ มีคนเกี่ยวข้องอย่างน้อย 5,100 ถึง 5,900 คน ตอนนี้การตั้งข้อหาไปไกลสุดที่ระดับอธิบดี ทั้งที่เขาบอกว่ามีข้อมูลบ่งชี้มากว่าคนหลังฉากน่าจะมีตำแหน่งใหญ่กว่าอธิบดี ทำกันเป็นขบวนการ รับลูกส่งลูกกัน แต่ดูเหมือนจะมีความพยายามให้จบที่ข้าราชการประจำ
โรมสรุปความร้ายของเรื่องนี้เป็นสามชั้น ชั้นแรก คนธรรมดาที่อ่านหนังสือมากมาย หวังว่าความขยันจะพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม แต่เส้นสายและเงินของใครบางคนกลับมีค่ามากกว่า ชั้นที่สอง เมื่อโกงเสร็จ เงินภาษีของประชาชนก็ต้องไปจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการให้คนที่โกงเขามา ชั้นที่สาม ที่เขาเรียกว่า ‘สามพลัส’ คือคนของระบอบสีน้ำเงินต้องมีโพยอยู่แล้วว่าใครโกง โกงอย่างไร จ่ายเท่าไหร่ มีฐานข้อมูลเก็บไว้ และข้อมูลชุดนั้นก็ใช้บีบคนโกงที่เข้าไปอยู่ในระบบราชการได้ โรมบอกว่าถ้าวันไหนข้าราชการคนนั้นคิดขัดขืน ข้อมูลที่มีก็จะถูกนำมาใช้จนอนาคตและชื่อเสียงของเขาย่อยยับ เขาพูดว่ามันจึงไม่ใช่แค่การโกงสอบ แต่เป็นการขโมยตำแหน่งราชการจากคนที่สมควรได้ แล้วส่งใบเสร็จมาให้ประชาชนจ่าย เพื่อผลิตสมุนรับใช้รุ่นต่อไปให้ระบอบสีน้ำเงิน
รังสิมันต์พูดถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘องค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงิน’ โดยยืนยันว่าไม่ใช่วาทกรรม เขายอมรับว่าเห็นด้วยกับอนุทินอยู่เรื่องเดียว คือวลี ‘ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม’ และเมื่อเขาลองปิดชื่อดูแต่พฤติกรรม สิ่งที่เขาเห็นก็คือองค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงิน ทำงานกันเป็นระบบ ทุจริตกันเป็นระบบ และเขาบอกว่านี่คือผลพวงของรัฐประหาร ไม่ใช่แค่รัฐธรรมนูญหนึ่งฉบับ คำสั่ง คสช. หรือนายพลคนหนึ่งที่ขึ้นเป็นนายกฯ
รัฐประหารสอนสังคมว่า ถ้ากฎหมายขวางก็ฉีกกฎหมายนั้นเสีย ถ้ารัฐธรรมนูญขวางก็ยกเลิก ถ้ากลไกตรวจสอบขวางก็สร้างกลไกที่เอื้อตนเองใหม่ และถ้าตรรกะแบบนี้อยู่ต่อไป” วันหนึ่งคนก็ไม่ต้องมีรถถังแล้ว แค่มีเครือข่าย มีเงิน มีตำแหน่ง มีคนในองค์กรตรวจสอบ มีคนที่พร้อมอ้างสิ่งที่สูงกว่าตัวเอง อำนาจนอกกฎหมายก็อยู่ในเสื้อคลุมของกฎหมายได้
เหตุผลของการลบล้างผลพวงนี้จึงไม่ใช่การแก้แค้นอดีต แต่เป็นการตัดวงจรในอนาคต “คนที่มีอำนาจต้องกลัวกฎหมายมากกว่าที่ประชาชนกลัวคนมีอำนาจ องค์กรอิสระต้องตรวจสอบนักการเมือง ไม่ใช่นักการเมืองยึดองค์กรอิสระ ตำรวจต้องจับโจร ไม่ใช่โจรกับเจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไม่ถูกใครหยิบมาใช้เป็นเกราะคุ้มกันเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และรัฐธรรมนูญต้องเป็นกติกาของประชาชน ไม่ใช่พินัยกรรมของผู้ยึดอำนาจ”
“รัฐประหารที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รัฐประหารที่มีรถถังจอดอยู่บนถนน แต่เป็นรัฐประหารที่รถถังกลับเข้าค่ายไปแล้ว แต่อำนาจที่อยู่เหนือกฎหมายยังไม่เคยกลับไปไหน” และตราบใดที่ยังมีคนพูดได้ว่ากฎหมายใช้กับคนอื่น แต่ไม่ใช้กับพวกกู ภารกิจลบล้างผลพวงรัฐประหารก็ยังไม่เสร็จ
อัครชัย ชัยมณีการเกษ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน บอกว่าศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนก่อตั้งเมื่อ 24 พฤษภาคม 2557 หรือสองวันหลังรัฐประหาร ผู้ก่อตั้งตอนนั้นไม่ได้คิดว่าองค์กรนี้จะอยู่ยาว เพราะคาดกันว่าไม่ถึงปีก็น่าจะมีเลือกตั้ง ระบบที่ไม่ปกติจะกลับเข้าสู่ระบบปกติ ซึ่งทุกคนรู้ว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น เขาเลยมองการมีอยู่ขององค์กรตัวเองว่าเป็นหลักฐานหรือพยานที่ยังชี้อยู่ว่าระบบกฎหมายไทยมีความไม่ปกติค้างอยู่

เขาชวนเราฉายภาพมรดกจากการรัฐประหาร 2557 ออกเป็นสามเรื่อง เรื่องแรกคือประชาชนที่ต้องขึ้นศาลทหาร กฎอัยการศึกถูกประกาศทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2557 สองวันก่อนรัฐประหาร แล้วมีประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้คดีบางประเภทที่ปกติพลเรือนต้องขึ้นศาลยุติธรรมไปขึ้นศาลทหารแทน มีสี่ประเภท คือความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช. และความผิดฐานใช้อาวุธปืนที่ใช้เฉพาะในการสงคราม ซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้
ปัญหาของศาลทหารเวลาใช้กับพลเรือน อัครชัยอธิบายให้ฟังสามข้อ ข้อแรก ศาลและตุลาการอยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นคนแต่งตั้งตุลาการศาลทหาร ความเป็นอิสระและเป็นกลางจึงมีปัญหา ข้อสอง ช่วงที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา ใครถูกสั่งจำคุกก็ได้แต่ยอมรับ ข้อสาม ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้สอบสวนเป็นข้าราชการทหารยศสูงกว่าร้อยตรี ผู้สั่งฟ้องคืออัยการทหาร ผู้พิพากษาคือตุลาการศาลทหาร ทั้งหมดสังกัดกระทรวงกลาโหม เขาบอกว่านี่ขัดกับหลักการพื้นฐานที่ว่าอำนาจต้องถูกตรวจสอบและถ่วงดุล
ตลอด 5 ปีของ คสช. มีพลเรือน 2,408 คนใน 1,886 คดีที่ต้องขึ้นศาลทหาร มีทั้งมาตรา 112 มาตรา 116 และข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. แต่ข้อหาที่มากที่สุดตามข้อมูลที่ศูนย์ทนายฯ ได้มาคือ พ.ร.บ. อาวุธปืน รัฐบาล คสช. ชี้แจงกับนานาชาติมาตลอดว่าคดีประเภทนี้ต้องขึ้นศาลทหารเพราะเป็นความผิดร้ายแรง เรากำลังพูดถึงอาวุธสงคราม เขาเลยหยิบสองคดีมาให้ดูว่าร้ายแรงจริงหรือเปล่า
คดีแรกเขาเรียกว่าคดีปืนแก๊ปล่าสัตว์ จำเลยเป็นชาวอาข่าที่ทำไร่ทำนาตามวิถี มีปืนแก๊ปไว้ล่าสัตว์ตามวิถีชุมชน ไม่ได้เอาไปทำอย่างอื่น แต่ก็ต้องขึ้นศาลทหาร คดีที่สองเขาเรียกว่าปืนโบราณตั้งโชว์ จำเลยมีปืนเก่าที่เป็นมรดกตกทอดจากครอบครัวตั้งอยู่ในบ้าน เจ้าหน้าที่บังเอิญไปพบเข้า คนนี้ก็ต้องเดินขึ้นศาลทหารเช่นกัน
กฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านสภามาแล้วก็ยังไปไม่ถึงคนกลุ่มนี้ อัครชัยอธิบายว่าแม้ความผิดว่าด้วย พ.ร.บ. อาวุธปืนอยู่รวมในกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ “แต่มาตรา 7 เขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นการกระทำจากการเข้าร่วมชุมนุม หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีเหตุจูงใจ หรือเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง ชาวบ้านที่มีปืนแก๊ปไว้ล่าสัตว์หรือมีปืนโบราณตั้งโชว์ไม่เข้าเงื่อนไข” เขาประเมินว่าคนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารช่วงนั้น 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้รับความยุติธรรมมาจนวันนี้
จำเลยในคดีอาวุธปืนหลายคนตัดสินใจรับสารภาพในศาลทหาร อัครชัยตั้งคำถามที่เขาบอกว่าไม่มีคำตอบเลย ถ้าวันนั้นได้ขึ้นศาลยุติธรรมธรรมดา เขาจะเลือกรับสารภาพไหม หรือจะสู้คดียืนยันความบริสุทธิ์ ก้าวแรกของการสะสางเรื่องนี้ในความเห็นของเขา คือต้องหาให้เจอก่อนว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหนในวันนี้ และชีวิตของพวกเขาได้รับผลกระทบอย่างไร
ผลพวงเรื่องที่สอง อัครชัยเรียกว่ากระบวนการนอกกฎหมายที่ใช้คุกคามประชาชน ในยุค คสช. ศูนย์ทนายฯ บันทึกได้อย่างน้อย 592 คนที่ถูกข่มขู่คุกคามติดตาม รูปแบบมีหลายอย่าง ตั้งแต่เรียกรายงานตัวตามประกาศ คสช. บางรายถูกปิดตาหรือคลุมหัวด้วยถุงพลาสติกสีดำ แล้วขับรถวนไปมาเพื่อไม่ให้รู้ว่าถูกพาไปที่ไหน ไปจนถึงการกดดันให้เซ็นเงื่อนไขการปล่อยตัวตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 39 และ 40/2557 อัครชัยเรียกมันสั้น ๆ ว่าเอ็มโอยู “ในนั้นผู้ลงชื่อต้องยอมละเว้นการเคลื่อนไหวหรือประชุมทางการเมือง และสัญญาว่าถ้าฝ่าฝืนหรือช่วยเหลือกิจกรรมทางการเมือง ยินยอมให้ถูกดำเนินคดีทันทีและถูกระงับธุรกรรมทางการเงิน”
เขาถามผู้ฟังว่านี่เป็นเรื่องของยุค คสช. จริงหรือเปล่า? เพราะสถิติที่ประชาชนแจ้งมาบอกว่ายุค คสช. เฉลี่ยปีละราว 115 คน แต่หลังจากนั้นตัวเลขต่อปีกลับสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ และครึ่งแรกของปี 2569 มีอย่างน้อยราว 60 คนที่แจ้งว่าถูกติดตามข่มขู่หรือคุกคาม
เหตุที่พบมากที่สุดคือมีบุคคลสำคัญลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือสมาชิกในสถาบันพระมหากษัตริย์ “ทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ไปหาที่บ้านหรือที่ทำงาน ถามว่าช่วงนี้เป็นอย่างไร มีแผนทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวการเมืองไหม รวมถึงนักกิจกรรมหรืออดีตนักกิจกรรมที่หยุดทำมาหลายปี” หลายคนสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ที่ไหน บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็บอกตรง ๆ ว่านายสั่งมา วันนี้ต้องไปหาอีกราว 10 คนในลิสต์ รีบคุยจะได้ไปหาคนต่อไป
ต่างจากยุค คสช. ตรงที่ตอนนั้นอย่างน้อยยังมีประกาศ 39 และ 40 รองรับ จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ส่วนเอ็มโอยูหลังยุคนั้นที่ประชาชนถูกกดดันให้เซ็น ไม่มีกฎหมายใดรองรับเลย เนื้อหาที่ประชาชนรายงานมาคือให้รับว่าโพสต์เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์จริง รับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม สัญญาว่าจะไม่ทวีตหรือโพสต์อีก และบางกรณีให้ไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เกี่ยวกับสถาบันร่วมกับทหาร สิ่งที่เจ้าหน้าที่บอกคือถ้าอยากให้ชื่อหลุดจากบัญชีรายชื่อบุคคลเฝ้าระวัง ก็ให้เซ็น
อัครชัยบอกว่าเขาอยากรู้จริง ๆ ว่ากฎหมายฉบับไหนให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทำบัญชีแบบนี้ ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการแจ้ง ไม่มีการอุทธรณ์ ไม่มีการลบ ไม่มีการตรวจสอบอะไรเลย ศูนย์ทนายฯ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนถูกกดดันให้เซ็นเอกสารแบบนี้กี่ร้อยกี่พันคน มีกี่ฉบับ หน้าตาเหมือนกันหมดไหม เก็บไว้ที่หน่วยงานไหน รายชื่อเฝ้าระวังใครเป็นคนทำ มีกี่ชื่อ และประชาชนขอดูได้ไหมว่าชื่อตัวเองอยู่ในนั้นหรือเปล่า
ผลพวงเรื่องที่สามคือการใช้กฎหมายกับผู้เห็นต่าง อัครชัยเรียกว่านิติสงคราม ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ. ประชามติ หรือมาตรา 112 ฐานความผิดที่ถูกใช้ในยุค คสช. ยังถูกใช้ต่อมา สถิติคดีของสองยุคไม่ต่างกันมาก ตั้งแต่ปี 2563 มีการใช้กับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ ซึ่งกฎหมายที่โทษ 3 ถึง 15 ปี เท่ากับความผิดฐานฆ่าคนโดยไม่เจตนา ถูกใช้กับคนที่เรียกว่าอนาคตของชาติ
ตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่จากข้อมูลของศูนย์ทนายฯ การตีความกว้างจนคาดการณ์ไม่ได้ ถึงขั้นครอบคลุมอดีตกษัตริย์ เขาถามว่า “ถ้าอย่างนั้นจะศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกันอย่างไร อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อย่างหลวงประดิษฐ์มนูธรรม จะได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่” อีกเรื่องที่เขาชวนสังเกตจากการอ่านคำฟ้องของอัยการ คือมีย่อหน้าที่โยงมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เข้ากับมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ราวกับต้องการยกสถานะของกฎหมายทั่วไปให้ใกล้เคียงรัฐธรรมนูญ
ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์โทษจำคุกอยู่ที่ไม่เกิน 3 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำ หลังเปลี่ยนการปกครองในช่วงแรกก็ไม่เกิน 7 ปี จนคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินหลังรัฐประหาร 2519 เปลี่ยนจากจำคุกไม่เกิน 7 ปีเป็น 3 ถึง 15 ปี สิ่งที่เขาสังเกตคือกฎหมายที่คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงมีโทษสูงกว่ากฎหมายที่ใช้ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยซ้ำ และถามว่าคณะรัฐประหารตอนนั้นคิดอะไรอยู่
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส อธิบายว่าช่วงหลังของชีวิตเขาทำงานอยู่สามเรื่อง สองเอ็มกับหนึ่งซี คือ military เรื่องทหาร Myanmar และ Cambodia บ้านเขาอยู่ชายแดน เขานั่งนับอยู่ว่าเวลาที่เหลือจะพอทำครบสามเรื่องไหม ท่าทางจะไม่พอ เขาเลยมัดสามเรื่องเข้าด้วยกัน โดยนิยามมัน ‘เสนาภิวัฒน์ (militarization)’ แล้วเรียงมรดกอำนาจทหารในรอบ 20 ปี เป็นสี่ข้อ
ข้อแรก รัฐประหาร 2549 ทำให้รัฐประหารกลับมามีความชอบธรรมอีกครั้ง ย้อนไปถึงหลังรัฐประหาร 2534 ประชาชนลุกฮือมีคนตายในเมืองหลวงจำนวนมาก สถานะของกองทัพตกต่ำจนทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกนอกกรมกอง แต่ 15 ปีต่อมา กระบวนการที่ฟูมฟักรัฐประหารก็กลับมาในนามคนเสื้อเหลือง รัฐประหารสองครั้งหลังอาศัยมวลชนสร้างความชอบธรรม บางคนภูมิใจว่าไม่เสียเลือดเนื้อ แต่สุดท้ายก็มีเหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง “หลัง 2535 สังคมไทยเชื่อว่าเปลี่ยนรัฐบาลได้ด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น” รัฐประหารสองครั้งล่าสุดเปิดทางให้เปลี่ยนด้วยกำลังทหารได้อีก และสร้างระบอบใหม่ที่กองทัพชี้นำ โดยมีคำสั่งคณะรัฐประหาร พระราชบัญญัติต่าง ๆ และรัฐธรรมนูญ 2550 กับ 2560 รองรับ แรก ๆ คนก็คิดว่าคณะรัฐประหารจะอยู่ปีเศษตามสถิติ แต่กลับอยู่นานจนสร้างระบบที่ต้องรับมือและยากที่จะแก้จนมาถึงตอนนี้
ข้อสอง ทหารปรับโครงสร้างให้มีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือน กฎหมายจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมฉบับที่ใช้อยู่ตอนนี้ออกหลังรัฐประหาร 2549 สส.โรมพยายามแก้หลายครั้ง แก้ได้แค่ปรับถ้อยคำ กฎหมายฉบับนี้ให้กองทัพดูแลความมั่นคงทั้งนโยบาย งบประมาณ และบุคลากรเอง รัฐบาลพลเรือนมีหน้าที่ endorse (รับรอง / อนุมัติ) สิ่งที่สภากลาโหมเสนอมา ส่วนการเลื่อนลดปลดย้ายนายทหารระดับสูงเป็นเรื่องของ ‘ซุปเปอร์บอร์ด’ เท่านั้น
ข้อสาม กอ.รมน. ถูกฟื้นฟูและขยายขอบเขต จาก พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในฯ ปี 2551 ซึ่งเกิดหลังรัฐประหาร 2549 เขาเตือนว่าอย่าเผลอเข้าใจว่า กอ.รมน. เป็นหน่วยพลเรือน แม้นายกฯ จะเป็นผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการคือ ผบ.ทบ. และคนที่ปฏิบัติจริงคือเสนาธิการ ในจังหวัดมี กอ.รมน. ภาค ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องรายงานด้วย ในความเห็นของเขา นี่ไม่ใช่การแทรกซึมธรรมดา แต่เป็นการครอบงำ ชี้นำ และกล่อมเกลาคนในสังคมให้คล้อยตามทิศทางที่กองทัพปรารถนา จนคนนิยมชมชอบทหาร และมองเห็นการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางทหารมากขึ้น กองทัพจึงมีบทบาทในหลายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมี ตั้งแต่ปราบยาเสพติด ค้ามนุษย์ ไปจนถึงปฏิบัติการข่าวสาร
ข้อสี่ หน้าที่ของกองทัพขยายออกไปกว้างขวาง ตามจารีตทหารสอนกันมาว่ามีสี่อย่าง คือปกป้องราชบัลลังก์ ป้องกันประเทศ รักษาความมั่นคงภายใน และช่วยรัฐบาลเล็กน้อยเวลามีภัยพิบัติ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 52 เพิ่มว่ากำลังทหารให้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย เขาเรียกมันว่าติ่งอยู่อันเดียวที่คนไม่ค่อยสังเกตเห็น แต่มันทำให้กองทัพยังมีหน่วยทหารพัฒนา ทำถนน ทำธุรกิจ สร้างเจดีย์ได้หมดด้วยเหตุผลว่าเป็นการพัฒนา กองทัพอากาศซึ่งน่าจะทันสมัยที่สุด ยังคิดใช้เงินหลายล้านบาทสร้างสถูปเจดีย์ เขาฝากสส.โรมว่าถ้ามีโอกาส ให้เอาข้อนี้ออกไปเลย
แล้วเขาก็พาไปดูงานที่ตัวเองทำอยู่ อย่างนโยบายต่างประเทศต่อเพื่อนบ้านถูกทำให้เป็นเรื่องความมั่นคง ทหารนำ เน้นอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเหนือสิ่งอื่น เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอาชญากรรม ตัวอย่างที่เขาเล่าคือเรื่องว้า เมื่อหลายปีก่อนมีเหมืองแร่ที่ไม่มีการควบคุม ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำโขง แม่น้ำสาย และแม่น้ำกกทางภาคเหนือ ซึ่งควรถูกจัดการเป็นปัญหามลพิษข้ามแดน แต่คนที่ยกเรื่องขึ้นมาก่อนกลับเป็นกองทัพ โดยเล่าว่าว้ารุกดินแดนไทย เรื่องเล่าเลยกลายเป็นการรักษาอธิปไตย แทนที่จะถามว่าคนที่มาอยู่แถวนั้นสร้างปัญหาอะไรให้เรา
ชายแดนกลายเป็นพื้นที่ทางทหารมากกว่าพื้นที่ทางการทูตและความร่วมมือเรียบร้อย การค้าชายแดนไทย กัมพูชาเคยเกินแสนล้านบาทต่อปี ตอนนี้ด่านปิดมากกว่าหนึ่งปี และกลายเป็นสนามรบ สุภลักษณ์คำนวณความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 24,000 ล้านบาทต่อเดือน และประมาณคร่าว ๆ ว่าเมื่อรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมน่าจะสูญไปราว 300,000 ล้านบาทแล้ว ยังไม่นับแรงงานกัมพูชาเกือบล้านคน ซึ่ง 90% กลับบ้านไปแล้วกลับมาทำงานไม่ได้ สวนอ้อยทางภาคตะวันออกไม่มีคนตัด เพราะคนไทยไม่รับจ้างตัดอ้อยแล้ว แรงงานเมียนมาจากฝั่งตะวันตกที่มาทำแทนก็ไม่คุ้นกับงานหนักขนาดนั้น ตลาดโรงเกลือเจ๊ง คนทุนเล็กทุนน้อยอยู่ไม่ได้
โพลล์ล่าสุดที่ทีมของเขาทำพบว่าคน 60% เห็นด้วยให้เปิดด่าน แต่เมื่อถามว่ารีบเปิดตอนนี้เลยไหม คำตอบคือไม่ต้องรีบก็ได้ “เหตุผลคือคนที่อยู่ไม่ได้ หนีไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว ทีมสำรวจจึงไม่เจอคนที่เดือดร้อนจริง ๆ เจอแต่คนที่ปรับตัวได้” กับคนที่พูดแบบทหารว่า “ปิดต่อไป ให้เขมรอดตายไปเลย” ซึ่งเขาบอกว่าไม่จริง เศรษฐกิจกัมพูชาโตราว 5% ขณะที่ไทยโตสองกว่า ๆ ตัวเขาเองกลับบ้านน้อยลง ใช้ชีวิตในกรุงเทพมากขึ้น เพราะมีข่าวลือตลอดว่าแถวบ้านจะมีปะทะ

เขามองว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชาถูกอธิบายด้วยตรรกะและเรื่องเล่าของทหารมากกว่ากฎหมายและกลไกระหว่างประเทศ การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลังรัฐประหารครั้งแรก นำไปสู่การปะทะกันทางทหารในปี 2553 ส่วนเหตุการณ์ร้องเพลงที่ปราสาทก็เป็นชนวนให้ไทยกับกัมพูชาปะทะกันสองครั้งในปี 2568 ครั้งหลังสุดมีคนตายจำนวนมาก กองทัพไทยอธิบายว่าคุ้มค่า ได้พื้นที่มา 18,000 ไร่ สุภลักษณ์เห็นว่ากองทัพใช้สิ่งนี้อธิบายเพื่อคงกำลังไว้ที่ชายแดน และยื้อการประชุม JBC ไม่ให้เกิดขึ้น
“เพราะกองทัพไทยเชื่อผิด ๆ ว่าถ้าครอบครองดินแดนส่วนไหนไว้ มันจะกลายเป็นของเราโดยอัตโนมัติ” เขาเห็นว่าปัญหาไทยกัมพูชาแก้ได้ตั้งแต่หลังปะทะครั้งแรก แต่แม่ทัพภาคที่ 2 เสนอให้ปิดด่านตลอดแนว รัฐบาลไม่เห็นด้วย และความตึงเครียดแต่นั้นทำให้กองทัพมี leverage เหนือการตัดสินใจของรัฐบาล จนเรื่องบานปลายเป็นการปะทะสองครั้งและการปิดด่านมาจนถึงตอนนี้ เขายอมรับว่ายังหาเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงที่จะทำให้ไทยต้องปิดด่านนานกว่าหนึ่งปีไม่ได้
ฝั่งเมียนมา สุภลักษณ์บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่พอไทยรัฐประหารสองครั้ง กองทัพเมียนมาก็คิดว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาการเมืองภายใน เมื่อมิน อ่อง หล่าย ยึดอำนาจตรงกับยุครัฐบาลประยุทธ์พอดี ความสัมพันธ์ไทย เมียนมาจึงกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับกองทัพโดยปริยาย ระหว่างทหารต่อทหารคุยกันง่าย แต่ปัญหาในเมียนมาซับซ้อนกว่านั้นมาก ความสัมพันธ์แบบทหารต่อทหารตัดขาดสายสัมพันธ์อื่นที่หน่วยงานไทยเคยมีกับกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายต่อต้าน เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศกับกองทัพคุ้นเคยกับทัตมาดอว์ มากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ตามแนวชายแดน เวลาไทยอาสาเป็นผู้สร้างสันติภาพในเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์จึงไม่ค่อยไว้ใจ เขาเล่าว่ามิน อ่อง หล่าย มาไทยก็ปูพรมแดงรับ แต่ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ต้องไปประชุมกันแบบเงียบ ๆ ที่พัทยา นักข่าวบางคนยังเข้าไม่ได้
ส่วนด้านชื่อเสียง เขาบอกว่าไทยเสียความน่าเชื่อถือทางการทูตในระดับภูมิภาคไปมาก เวลาไปเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง อีกฝ่ายก็ถามกลับได้ว่าของคุณมีเท่าไหร่ปล่อยหรือยัง และเรื่องสแกมเมอร์ก็เช่นกัน ไทยไม่มี moral authority สูงพอจะไปพูดกับใคร เพราะมีปัญหาประมาณเดียวกันอยู่เอง ตัวอย่างที่เขาเห็นชัดที่สุดคือการประชุมความร่วมมือลานชาง แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation : LMC) ที่ไทยเป็นประธานอยู่ ปกติประธานต้องจัดซัมมิตให้ได้ก่อนส่งต่อ แต่ปี 2568 ไทยทะเลาะกับกัมพูชา ส่งจดหมายเชิญผู้นำกัมพูชามาประชุมที่กรุงเทพฯ ฝ่ายกัมพูชาไม่มา บอกว่ากลัวไม่ปลอดภัย ช่วงนี้นายกฯ อนุทินไปปักกิ่งแล้วบอกว่าคงจัดไม่ได้แล้ว จีนก็บอกว่าเดี๋ยวจัดให้เอง
สุภลักษณ์เคยเสนอให้เอาเรื่องมลพิษข้ามแดนจากเหมืองว้าไปคุยในกรอบนี้ เพราะจีนเป็นเจ้าภาพใหญ่และหน้าบางเป็นพิเศษ แต่เมื่อจีนถามว่าเมื่อไหร่ไทยจะเรียกประชุมซัมมิตได้ ไทยก็เรียกไม่ได้ โอกาสกำหนดวาระของไทยจึงหมดไป
คำสรุปของเขาคือ กองทัพเป็นใหญ่ และกองทัพก็ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ในการจัดการปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้ร่วมงานคนหนึ่งยกมือถามสุภลักษณ์ว่า เรื่องกัมพูชากับเมียนมาที่คุยกันเมื่อครู่ พอจะเอาไปเป็นสารตั้งต้นของข้อเสนอนโยบายต่างประเทศได้ไหม
สุภลักษณ์เล่าว่าในวงการต่างประเทศของไทยเคยมีความเชื่อว่า โดยเฉพาะกับเมียนมา ถ้าใช้ทหารคุยกับทหารจะได้ผลกว่า เพราะอีกฝั่งก็เป็นทหาร เขาเห็นว่าไม่เวิร์ก ล่าสุดเขาคุยกับ สมช. หลายรอบเพื่อหาคนที่พูดกับมิน อ่อง หล่าย ให้รู้เรื่อง หาไม่เจอ สายสัมพันธ์แบบนั้นเคยมีในอดีต แต่วันนี้ไม่มีนายทหารระดับป๋าเปรมแล้ว คนที่เชื่อกันว่ารู้จักมิน อ่อง หล่าย ดีคือพลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ซึ่งเป็น ผบ.สูงสุดอยู่ช่วงสั้น ๆ ตอนที่มิน อ่อง หล่าย เพิ่งขึ้นเป็นผู้นำกองทัพเมียนมาพอดี ตอนนั้นดูนับถือกัน แต่พอวันนี้ไปขอให้ท่านไปคุยกับมิน อ่อง หล่าย ท่านก็ไม่ไป เพราะจริง ๆ ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
เขาเล่าเพิ่มอีกเรื่อง คลินิกแม่ตาวที่ชายแดนต้องส่งยาและอาหารข้ามไปช่วยคนฝั่งเมียนมา แต่ผู้บัญชาการในพื้นที่ออกคำสั่งบล็อกของไว้ เขาเข้าใจว่าเพราะฝั่งเมียนมาขอมาว่าอย่าให้ของไปถึงชนกลุ่มน้อย เขาถามไปหลายหน่วยแล้วว่านี่เป็นนโยบายของรัฐบาล หรือเป็นนโยบายของผู้บัญชาการคนไหน คำตอบที่ได้คือรัฐบาลไม่รู้เรื่อง
ฝั่งกัมพูชาหนักกว่านั้น ทหารไทยที่รู้จักกับฝ่ายกัมพูชาดีที่สุด คนสุดท้ายในความเห็นของเขา คือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทหารรุ่นหลังตั้งแต่บูรพาพยัคฆ์เป็นต้นมาไม่ได้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทหารฝั่งตรงข้าม มีกลุ่มทหารไทยไปเชื่อมสัมพันธ์อยู่กับกลุ่มของพลเอกเตียบัญ หรือที่รู้จักในชื่อเดิมว่า สังวาลย์ หรือ เตีย สังวาลย์ ซึ่งพูดไทยได้ แต่ขณะเดียวกัน ในความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คนพูดไทยได้อย่างพลเอก เตียบัญไม่ได้มีอำนาจมาก คนที่มีอำนาจคือสายฮุนเซน และกองทัพไทยไม่มีความสัมพันธ์กับสายนั้นเลย ฝั่งโน้นถามมาหลายครั้งแล้วว่าถ้าจะจบเรื่องนี้ ควรคุยกับใครในไทย “ผมตอบไม่ได้เลย ผมไม่รู้ว่าใครในประเทศไทย ผบ.ทบ. ตัดสินใจได้หรือเปล่าว่าควรเปิดด่านแล้วหรือยัง ผบ.สูงสุดเหรอ ไม่มีอำนาจ ทุกคนรบบนพื้นที่ของตัวเอง”
และทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลย ว่าเป็นผลพวงมาจากการวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารถึงสองครั้งตลอดสองทศวรรษนี้ ทหารที่เคยกลับเข้ากรมกองหลังปี 35 แต่หลังจากการก่อรัฐประหารในปี 49 และปี 57 ก็ได้ทิ้งมรดก ที่เป็นทั้งกฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบไว้มากมาย คำถามของรังสิมันต์ในช่วงท้ายก็กระอักกระอ่วนใจไม่น้อย “ว่าทำไมการลบล้างผลพวง แก้กฎหมาย รื้อระเบียบที่มาจากคณะรัฐประหารถึงยากเย็นอย่างอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาใช้เวลาไม่กี่นาที ออกกฎหมายออกระเบียบนี้มา”
แม้ว่าวันนี้สังคมไทยยังไม่มีฉันทามติเหมือนปี 35 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ว่าบทบาทของทหารควรถูกจัดวางใหม่อย่างไร ภายใต้ความสัมพันธ์และอำนาจเชิงสถาบัน แต่วิกฤตที่เกิดขึ้นทั้งวิกฤตการเมือง กฎหมายการยุติธรรม และการจัดการความขัดแย้งโดยกรอบคิดของฝ่ายความมั่นคง ก็ประจักษ์ชัด ว่าการรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา เปลี่ยนสังคมไทยอย่างไม่มีวันหวนคืน

เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน
