รากเหง้าแห่งอารยธรรมอารยัน
"อิหร่าน" เป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาย้อนหลังไปได้ไกลหลายพันปี คำว่า "อิหร่าน" มีความหมายว่า "ดินแดนของชาวอารยัน" ซึ่งเป็นชนชาติที่มีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาคอเคซัส แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะนับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับประเทศในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ แต่ชาวอิหร่านส่วนใหญ่ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับ และยังคงรักษาภาษา "ฟาซี" (Farsi) ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมไว้เป็นภาษาราชการ
ในอดีต ดินแดนนี้คือที่ตั้งของ "จักรวรรดิเปอร์เซีย" อันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในยุคของกษัตริย์ไซรัสมหาราช (Cyrus the Great) เมื่อราว 2,500 ปีก่อน ผู้รวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่นและสร้างเมืองเพอร์เซโปลิส (Persepolis) ให้เป็นศูนย์กลางการปกครอง อารยธรรมเปอร์เซียมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะการทอพรม และความเชื่อทางศาสนา โดยอิหร่านยังเป็นต้นกำเนิดของศาสนาโซโรแอสเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับโลกตะวันออก รวมถึงประเทศไทย มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีบันทึกถึงชาวเปอร์เซียชื่อ "เฉกอะหมัด" ต้นสกุล "บุนนาค" ที่เข้ามาทำการค้า และรับราชการตั้งแต่สมัยนั้น
ราชวงศ์ปาห์ลาวี ความทันสมัยที่แลกด้วยแรงต้าน
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อิหร่านอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ทรงปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากสหรัฐอเมริกา
ในยุคนี้อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยอิหร่านเป็นผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ให้กับอิสราเอล และมีความร่วมมือทางทหารอย่างลับ ๆ เช่น "โครงการฟลาวเวอร์" เพื่อพัฒนามิสไซล์ และพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก รวมถึงการห้ามสวมฮิญาบและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม การเร่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกภายใต้ "การปฏิวัติขาว" (White Revolution) กลับสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มอนุรักษนิยมและนักบวชทางศาสนา ประกอบกับการที่ต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันดิบ และการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง ได้กลายเป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่ความล่มสลายของระบอบกษัตริย์
อ่านข่าว : ปูมหลังขัดแย้ง 46 ปี! จุดแตกหักมิตรรักสู่ศัตรู "อิสราเอล-อิหร่าน"
การปฏิวัติอิสลาม 1979 กำเนิดเทวาธิปไตย
ในปี ค.ศ.1979 เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอิหร่านไปตลอดกาล เริ่มจากความไม่พอใจต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การคอร์รัปชัน และอิทธิพลตะวันตก ประชาชนลุกฮือขึ้นโค่นล้มระบอบกษัตริย์ และสถาปนา "สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน" ภายใต้การนำของ อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้เคยถูกเนรเทศตั้งแต่ปี 1963 โคไมนีมองว่า ระบอบชาห์เป็นหุ่นเชิดของสหรัฐฯ ซึ่งเขาเรียกว่า "มารร้ายใหญ่" (Great Satan) และมองอิสราเอลเป็น "มารร้ายเล็ก" ที่ต้องกำจัด
ระบอบการปกครองใหม่นี้ถูกเรียกว่า "เทวาธิปไตยอิสลาม" (Islamic theocracy) ซึ่งผสานองค์ประกอบทางศาสนาเข้ากับการเมือง โดยมีหลัก Velayat-e Faqih หรือ การปกครองโดยนักนิติศาสตร์อิสลาม" (Guardianship of the Islamic Jurist) รัฐธรรมนูญปี 1979 กำหนดให้ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เป็นศาสนาประจำรัฐ และให้อำนาจสูงสุดแก่ "ผู้นำสูงสุด" (Supreme Leader) ซึ่งอยู่เหนือประธานาธิบดีและหน่วยงานทุกภาคส่วน
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทันทีหลังการปฏิวัติคือ "วิกฤตตัวประกัน" ในปี 1979 เมื่อกลุ่มนักศึกษาบุกสถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะราน และจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันนานถึง 444 วัน เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ยังคงส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน
อยาตอลลาห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี
อ่านข่าว : "เทวาธิปไตย" การปกครองผสมผสานศาสนากับการเมือง "อิหร่าน"
โครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนภายใต้เงาผู้นำสูงสุด
โครงสร้างทางการเมืองของอิหร่านประกอบด้วยสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งและจากการแต่งตั้ง โดย "ผู้นำสูงสุด" คือประมุขแห่งรัฐและผู้มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดทั้งในด้านศาสนา กองทัพ และนโยบายต่างประเทศ คนล่าสุดคือ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 1989
หน่วยงานสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากคือ "สภาผู้พิทักษ์" (Guardian Council) ซึ่งมีหน้าที่คัดกรองคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา นอกจากนี้ยังมี "กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม" (IRGC) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกองกำลังทหาร แต่ยังมีบทบาทลึกซึ้งในระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญในเครือข่าย "Axis of Resistance" ซึ่งรวมเฮซบอลเลาะห์ ในเลบานอน ฮามาส ในปาเลสไตน์ ฮูตี ในเยเมน และกองกำลังในอิรักและซีเรีย เพื่อต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ
ในด้านสังคม กฎหมายอิสลามถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกับ "สตรี" สตรีอิหร่านถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแต่งกายและการแสดงออก ต้องสวมฮิญาบเมื่ออยู่นอกบ้าน และมีสถานะเป็นพลเมืองชั้นสอง ภายใต้ระบบกฎหมายที่นักสิทธิมนุษยชนเรียกว่า "ระบบแบ่งแยกเพศ" (Gender Apartheid) การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีกลายเป็นความตึงเครียดภายในที่รอวันปะทุ ดังที่เห็นได้จากการประท้วง "Woman, Life, Freedom" หลังการเสียชีวิตของ มาห์ซา อามินี ในปี 2022
ความร่ำรวยบนคราบน้ำมัน-แรงกดดันจากคว่ำบาตร
อิหร่านเป็นประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล โดยมีก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 3 ของโลก อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากนานาชาติมานานหลายทศวรรษ เพื่อกดดันให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ
ในปี 2025 เศรษฐกิจอิหร่านเผชิญกับภาวะวิกฤต อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่าร้อยละ 40-60 ค่าเงินเรียลอ่อนค่าลงอย่างหนัก ประชากรจำนวนมากตกอยู่ในความยากจน แม้อิหร่านจะพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน รัสเซีย และเวเนซุเอลา เพื่อเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่รายได้หลักจากการขายน้ำมันยังคงถูกจำกัด ตามข้อมูลจาก World Bank และ IMF
"โครงการนิวเคลียร์" หัวใจแห่งความขัดแย้ง
หัวใจหลักของความตึงเครียดระหว่างประเทศคือ "โครงการนิวเคลียร์" อิหร่านยืนยันว่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ แต่ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 60 ในปี 2025 สร้างความกังวลให้กับนานาชาติว่าอิหร่านใกล้จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในพรมแดน แต่อิหร่านยังขยายอิทธิพลผ่าน "สงครามตัวแทน" ซึ่งเป็นเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์, ฮามาส และ กลุ่มฮูตี สิ่งนี้ทำให้อิหร่านกลายเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับอิสราเอล ซึ่งมองว่าโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธเป็นภัยคุกคามต่อความคงอยู่ของรัฐ
อ่านข่าว : ไขคำตอบ "ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ" คืออะไร ทำไมโลกต้องกังวล ?
ปี 2025-2026 จุดแตกหักและสงคราม 12 วัน
สถานการณ์ความตึงเครียดเดินทางมาถึงจุดเดือดในกลางปี 2025 เมื่ออิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉาก "ปฏิบัติการสิงโตผงาด" (Operation Rising Lion) และ "ปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์" (Operation Midnight Hammer) โจมตีฐานนิวเคลียร์สำคัญที่ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน การโจมตีครั้งนี้ได้รับรายงานว่าสามารถทำลายความสามารถในการผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ในระดับหนัก แต่ก็แลกมาด้วยการตอบโต้ด้วยมิสไซล์นับพันลูกจากฝั่งอิหร่าน
นอกจากสงครามภายนอกแล้ว อิหร่านยังเผชิญกับวิกฤตภายในอย่างรุนแรง ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.2568 เกิดการประท้วงใหญ่ลามไปทั่วทั้ง 31 จังหวัด ประชาชนลุกฮือขึ้นเนื่องจากความตกต่ำของเศรษฐกิจและการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ทางการได้ตอบโต้ด้วยการตัดอินเทอร์เน็ตและการปราบปรามที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและถูกจับกุมนับหมื่นคน
การสูญเสียผู้นำ-อนาคตที่คลุมเครือ
เหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 28 ก.พ.2569 มีรายงานข่าวสะเทือนโลกจากการยืนยันของสื่อรัฐบาลอิหร่านว่า อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดในวัย 86 ปี ได้เสียชีวิตลง จากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังที่พักในใจกลางกรุงเตหะราน
การเสียชีวิตของคาเมเนอีท่ามกลางสงครามและการประท้วงใหญ่ ได้สร้างสุญญากาศทางอำนาจครั้งสำคัญในระบบเทวาธิปไตย ในขณะที่หลายพื้นที่เกิดการเฉลิมฉลอง แต่ IRGC ยังคงปราบปรามอย่างหนัก ความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจและความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคกลับทวีความรุนแรงขึ้น โลกกำลังเฝ้าจับตามองว่าก้าวต่อไปของอิหร่านจะเป็นการปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตย การกลับมาของรัฐจักรวรรดิ หรือการเข้าสู่สงครามกลางเมืองที่รุนแรงกว่าเดิม
ท่ามกลางความขัดแย้งและการนองเลือด อิหร่านยังคงเป็นดินแดนที่ร่ำรวยด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ถึง 29 แห่ง ตั้งแต่ซากปรักหักพังที่เพอร์เซโปลิส ไปจนถึงสวนเปอร์เซียที่งดงาม และเทือกเขาที่สลับซับซ้อน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องเตือนใจถึงความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่ยังคงดำรงอยู่ แม้ระบอบการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป
อนาคตของอิหร่านหลังสิ้นสุดยุคของคาเมเนอี จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสงครามและอาวุธนิวเคลียร์ แต่คือเรื่องราวของประชากรกว่า 90 ล้านคนที่กำลังต่อสู้เพื่อกำหนดโชคชะตาของตนเอง ในดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมโลก
ที่มาข้อมูล : กระทรวงการต่างประเทศ, Iran's travel, A HISTORY OF MODERN IRAN
อ่านข่าวอื่น :
72 ชม.เขย่าตะวันออกกลาง เรารู้อะไรบ้างจากการโจมตี "อิหร่าน" ของสหรัฐฯ-อิสราเอล
"อิหร่าน" ประกาศสิทธิตอบโต้ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ที่รุกรานสังหารผู้นำ
ซาอุฯ ประณาม "อิหร่าน" ขี้ขลาด ส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดประเทศ
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
