เปิดที่มา “ฉัตร” วันฉัตรมงคล เริ่มต้นจาก “ใบบัว” ในพระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ


วันสำคัญ

ชาลี นวธราดล

Thai PBS
แชร์

เปิดที่มา “ฉัตร” วันฉัตรมงคล เริ่มต้นจาก “ใบบัว” ในพระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

https://www.thaipbs.or.th/now/content/155

เปิดที่มา “ฉัตร” วันฉัตรมงคล เริ่มต้นจาก “ใบบัว” ในพระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ไทยพีบีเอส ชวนย้อนอดีต “ฉัตร” ที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน ว่าเริ่มจากใบบัว สู่ร่ม ก่อนมาเป็นฉัตร เนื่องในวันฉัตรมงคล วันที่ 4 พฤษภาคม 2567  

“ฉัตร” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประกอบเกียรติยศของบุคคลสำคัญตั้งแต่อดีต ตามพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีบอกไว้ในหนังสือสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม 3 อักษร ฉ-ต ฉบับราชบัณฑิตยสภา

พระที่นั่งพุดตานถม ภายใต้นพปฎลเศวตรฉัตร ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

พระที่นั่งพุดตานถม ภายใต้นพปฎลเศวตรฉัตร ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร



ที่มาของฉัตร ในวันฉัตรมงคล

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์อธิบายไว้ความตอนหนึ่งว่า ใบบัวเป็นที่มาต้นเดิมของร่ม และร่มเป็นที่มาต้นเดิมของฉัตร

คนโบราณถือว่าหัวหรือศีรษะ เป็นของสำคัญ จึงรักษาหัวหรือศีรษะกันเป็นพิเศษ สมัยที่ยังไม่มีร่มใช้นั้น เขาจึงเอาใบบัวปิดคนที่มีฐานะเป็นหัวหน้า ไม่ถือใบบัวปิดหัวตัวเอง แต่ให้บ่าวไพร่ของตนถือบังหัวได้


ต่อมาเมื่อได้มีผู้ประดิษฐ์ร่มขึ้นใช้แทนใบบัว คนที่เป็นหัวหน้าจะไปไหนก็มีคนคอยกางร่มให้ นายทัพนายกองเมื่อไปสนามรบ ก็มีคนกั้นร่มให้ เพราะนอกจากจะเป็นการถนอมหัวแล้ว ยังเป็นประโยชน์ที่จะให้ไพร่พลได้รู้ว่า นายทัพนายกองของตนอยู่ที่ไหน จะได้รับคำสั่งถูกต้อง

เมื่อนายทัพนายกองต่างมีร่มเป็นสัญญาณของตนแล้ว เวลารบกันฝ่ายชนะจึงยึดร่มของฝ่ายแพ้ไว้เป็นพยานในชัยชนะของตน เมื่อยึดมาแล้วจะไปไหน ก็จัดให้มีคนถือร่มที่ยึดได้ตามไปด้วยในขบวน เป็นการประกาศชัยชนะของตน

ต่อมาการถือร่มเข้าขบวนก็กลายเป็นเกียรติของผู้เป็นประธานในขบวน เช่น ขบวนแห่ของจีนและญวณ ซึ่งมีคนถือวัตถุเป็นกระบอกไปรอบ ๆ ตัวผู้เป็นประธานจนเป็นแพเต็มไปหมด

ฉัตร มาจากร่มซ้อนร่ม

พระนิพนธ์ ยังบอกอีกว่า แต่ไทยเราเห็นว่าขบวนแห่ทำนองนั้น ไม่เป็นระเบียบและไม่สวยงามด้วย ซ้ำยังปิดบังตัวผู้เป็นประธานอีกด้วย จึงคิดจับร่มซ้อนกันเป็นแถว ๆ เรียกว่า “ฉัตร”

และถือเป็นคตินิยมว่า ฉัตรไม่ว่าจะกี่ชั้นก็ตาม เป็นของตนเอง 1 ชั้น จะซ้อนกันอีกกี่ชั้น ก็หมายความว่าเป็นผู้ชนะกี่ทิศ เช่น ฉัตร 3 ชั้นหมายถึงผู้ชนะ 2 ทิศ, ฉัตร 5 ชั้นหมายถึงผู้ชนะ 4 ทิศ, ฉัตร 7 ชั้นหมายถึงผู้ชนะ 6 ทิศ และฉัตร 9 ชั้นหมายถึงผู้ชนะ 8 ทิศ และพระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น จะเป็นของใครอื่นไม่ได้ นอกจากพระมหากษัตริย์

พระมหาเศวตฉัตร หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ภายในท้องพระโรงพระมหาปราสาทราชมณเฑียร

พระมหาเศวตฉัตร หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ภายในท้องพระโรงพระมหาปราสาทราชมณเฑียร



ประเพณีการใช้ฉัตรของไทย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวินิจฉัยประเพณีการใช้ฉัตรของไทยว่า พระเจ้าแผ่นดินมิได้ทรงใช้ฉัตร 9 ชั้น เพียงอย่างเดียว แต่ทรงใช้ฉัตรตั้งแต่ 1 ชั้น จนถึง 9 ชั้น

ฉัตร 1 ชั้น คือ พระกลด ใช้เวลาเสด็จพระราชดำเนิน

ฉัตร 3 ชั้น คือ ฉัตรชุมสาย

ฉัตร 5 ชั้น คือ เครื่องพระอภิรุม

ฉัตร 7 ชั้น คือ ฉัตรพระคชาธาร

ฉัตร 9 ชั้น คือ พระมหาเศวตฉัตร ที่ประดิษฐานประจำพระแท่นต่าง ๆ

ทั้งนี้ มีการใช้ฉัตรทั้งภายในและภายนอกอาคาร คือ

1. ใช้ปักหรือแขวน ได้แก่ เศวตฉัตร ฉัตรลายขาวทอง ฉัตรตาด ฉัตรโหมด

2. ใช้ตั้งในการพระราชพิธี หรือเชิญไปในกระบวนแห่เพื่อประกอบพระเกียรติยศ เช่น พระมหาเศวตฉัตร

นอกจากนี้ ยังนิยมสร้างฉัตรเป็นเครื่องประดับ เป็นพุทธบูชา เป็นเครื่องประกอบปูชนียวัตถุและปูชนียสถานอีกด้วย

ชุมสาย ฉัตร 3 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

ชุมสาย ฉัตร 3 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

พระอภิรุม ฉัตร 5 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

พระอภิรุม ฉัตร 5 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร


พระอภิรุม ฉัตร 7 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

พระอภิรุม ฉัตร 7 ชั้น ภาพจากเฟซบุ๊ก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร


 

 

ฉัตรแต่ละชั้นมีความหมายอย่างไร ใช้กับใคร ?

ในสารานุกรมไทย อธิบายการใช้ฉัตรเพื่อแสดงอิสริยยศ ดังนี้

1. เศวตฉัตร เป็นฉัตรผ้าขาวทรงกว้างมี 4 แบบคือ นพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตร 9 ชั้น สำหรับพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับพระบรมราชาภิเษก ตามโบราณขัตติยราชประเพณีแล้ว เรียกกันโดยย่อว่า พระมหาเศวตฉัตร 

พระสัปตปฎลเศวตฉัตร เป็นฉัตร 7 ชั้น สำหรับพระอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ ที่ยังมิได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษก สมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระยุพราช 

เบญจปฎลเศวตฉัตร เป็นฉัตร 5 ชั้น สำหรับพระราชวงศ์ที่ดำรงพระยศเจ้าฟ้า พระมเหสีชั้นพระราชเทวี และพระอัครชายาเธอ กับสกลมหาสังฆปรินายก ที่ได้รับสมณุตมาภิเษกเป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

2. ฉัตรขาวลายทอง เป็นฉัตร 5 ชั้น พื้นขาวเขียนลายทองห้อยจำปาทอง เป็นฉัตรสำหรับพระบรมราชวงศ์ ชั้นพระองค์เจ้าที่ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าต่างกรม ชั้นสมเด็จกรมพระยา

3. ฉัตรตาด มี 2 แบบคือ ฉัตรตาดขาวห้าชั้น เป็นฉัตรสำหรับพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ ที่ดำรงพระยศพระองค์เจ้าต่างกรมชั้นกรมพระ ฉัตรตาดเหลือง 5 ชั้น สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ดำรงพระยศ พระองค์เจ้าต่างกรมชั้นกรมหลวง กับเป็นฉัตรสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

4. ฉัตรโหมด มี 5 แบบคือ ฉัตรโหมดขาว 5 ชั้น สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรมชั้นกรมขุน 

ฉัตรโหมดเหลือง 5 ชั้น สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรมชั้นกรมหมื่น 

ฉัตรโหมดทอง 5 ชั้น สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าแต่มิได้ทรงกรม 

ฉัตรโหมดเงิน 3 ชั้น สำหรับพระโอรส พระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้า ที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น พระองค์เจ้าต่างกรม 

ฉัตรโหมดทอง 3 ชั้น สำหรับพระโอรส พระธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้า ที่มิได้ทรงกรม

ร่มกระดาษหลายคัน คือเครื่องสูงตามประเพณี เพื่อแสดงฐานะผู้มีศักดิ์สมัยโบราณ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคอุษาคเนย์นับพันปีมาแล้ว โดยใช้สืบเนื่องถึงสมัยปราสาทนครวัดในกัมพูชาและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น [ในภาพ เครื่องสูงตามประเพณีของเจ้านายชาวลื้อ เมืองสิง ราว 100 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันอยู่ในลาว ติดพรมแดนมณฑลยูนนานในจีน) (ภาพโดยชาวยุโรปจากหนังสือ Chronicles of Chiang Khaeng : A Tai L? Principality of the Upper Mekong. Silkworm Books, 2008)]

ร่มกระดาษหลายคัน คือเครื่องสูงตามประเพณี เพื่อแสดงฐานะผู้มีศักดิ์สมัยโบราณ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของภูมิภาคอุษาคเนย์นับพันปีมาแล้ว โดยใช้สืบเนื่องถึงสมัยปราสาทนครวัดในกัมพูชาและกรุงศรีอยุธยาตอนต้น [ในภาพ เครื่องสูงตามประเพณีของเจ้านายชาวลื้อ เมืองสิง ราว 100 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันอยู่ในลาว ติดพรมแดนมณฑลยูนนานในจีน) (ภาพโดยชาวยุโรปจากหนังสือ Chronicles of Chiang Khaeng : A Tai L? Principality of the Upper Mekong. Silkworm Books, 2008)]



ประวัติ “ฉัตรมงคล”

ฉัตรถูกเชิญมาใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พบว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยปรากฏหลักฐานในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แต่พระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีครั้งแรกในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตามธรรมเนียมเดิม ในเดือน 6 (ตรงกับเดือนพฤษภาคม) 

เจ้าพนักงานทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระราชนิเวศน์ จะทำพิธีสมโภชเป็นการภายใน โดยฝ่ายในจะตั้งเครื่องสังเวย เครื่องประโคม และร้อยดอกไม้ประดับบูชา ส่วนฝ่ายหน้าจะจัดพิธีสวดมนต์เลี้ยงพระ

รัชกาลที่ 4 ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2394 และโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษกและพระราชทานชื่อว่า “ฉัตรมงคล”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงรับบรมราชาภิเษกเมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2411 แต่ยังคงให้จัดพระราชพิธีฉัตรมงคลในเดือน 6 ตามแบบอย่างในรัชกาลที่ 4  ในปีต่อมาพระราชพิธีฉัตรมงคลถูกย้ายจากเดือน 6 มาทำในเดือน 12 และเรียกว่า "การสมโภชพระมหาเศวตฉัตร" มีการจัดพระราชพิธีรวม 4 วัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2 คราวคือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเฉลิมพระราชมณเฑียร วันที่ 11 พฤศจิกายน 2453 และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 28 พฤศจิกายน 2454

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2468

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ไม่มีการจัดพระราชพิธีฉัตรมงคล เนื่องจากไม่มีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชพิธีฉัตรมงคล จัดขึ้นทุกวันที่ 5 พฤษภาคม เพราะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 และทางราชการ ถือเป็นวันหยุดตามประเพณีของไทย หลังจากสวรรคต รัฐบาลได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเลิกวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล

และในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 และในปีถัดไป ถือว่าวันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล

รู้หรือไม่ “ฉัตร” มีจุดเริ่มต้นจาก “ใบบัว”

รู้หรือไม่ “ฉัตร” มีจุดเริ่มต้นจาก “ใบบัว”



สมโภชพระมหาเศวตฉัตร เครื่องราชูปโภค

ในพระราชพิธีฉัตรมงคล จะมีพิธีจัดสมโภชเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง โดยเจ้าพนักงานเชิญเครื่องมงคลสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ ขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร 

จากนั้นพระราชครูหัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีฉัตรมงคล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์เย็น สำหรับเครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์ ได้แก่

  • พระมหาพิชัยมงกุฎ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองคำหนัก 7.3 กิโลกรัม และได้ประดับเพชร "พระมหาวิเชียรมณี" ที่ยอดมงกุฎในสมัยรัชกาลที่ 4 ถือเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะในการปราบดาภิเษกของพระมหากษัตริย์
  • พระแสงขรรค์ชัยศรี หรืออาวุธที่มีลักษณะเป็นมีดยาวคล้ายดาบ มีคมทั้ง 2 ด้าน ตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นสันนูนคล้ายคมหอก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระอาญาสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดิน ในทางพุทธศาสนายังหมายถึงพระปัญญาที่แหลมคมอีกด้วย
  • ธารพระกร ซึ่งทำจากไม้ชัยพฤกษ์อันเป็นมงคล สื่อความหมายถึงชัยชนะ
  • วาลวิชนี หมายถึงพัดใบตาลปิดทองและแส้ขนจามรี ซึ่งเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามคติอินเดีย
  • ฉลองพระบาทเชิงงอน หรือรองเท้าที่พระมหาราชครูพราหมณ์จะเป็นผู้สวมถวายทีละข้าง ซึ่งแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพที่แผ่ไปทุกแห่งหนที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปถึง

 

อ่านเพิ่มเติม : 
- 4 พฤษภาคม "วันฉัตรมงคล" 

ที่มา : 
- พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม 3 อักษร ฉ-ต ฉบับราชบัณฑิตยสภา
- ฉัตร เกร็ดความรู้จากสารานุกรมไทย เผยแพร่ในเว็บไซต์บ้านจอมยุทธ เมื่อเดือนสิงหาคม 2543
- ฉัตร คอลัมน์องค์ความรู้ภาษา-วัฒนธรรม ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562 
- ว่าด้วย “ฉัตร” ในวันฉัตรมงคล ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2559
- ร่มกระดาษ ต้นแบบฉัตร วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2563
 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วันฉัตรมงคลฉัตร
ชาลี นวธราดล

ผู้เขียน: ชาลี นวธราดล

เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล ไทยพีบีเอส

บทความ NOW แนะนำ