สังเกตกันไหมว่า แม้จะอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว แต่อากาศเย็นกลับเริ่มหายไปแล้ว ถูกทดแทนโดยอากาศร้อนและแดดแรง ทำไม? จึงเป็นเช่นนั้น แล้วสภาพอากาศต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ตามมาอ่านกันได้เลย
ประเด็นน่าสนใจดังกล่าว ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความรู้ในเฟซบุ๊ก “Thon Thamrongnawasawat” ไว้ว่า

ความหนาวช่วงปีใหม่หายไปหมดแล้ว ความร้อนเข้ามาเร็วเพราะลานีญาจบแบบฉับพลัน หากลองดูกราฟจะเห็นว่าแท่งสีฟ้าตกฮวบจนเกือบหมด จากนั้นโลกจะอยู่สภาวะเป็นกลาง 3-4 เดือน
หน้าร้อนปีนี้น่าจะร้อนใกล้เคียงปีที่แล้ว ซึ่งนั่นก็ร้อนมากแม้อาจไม่เท่าปี 67
พอเข้าหน้าฝน (สิงหาคม) เอลนีโญอาจเริ่มมา และจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงสิ้นปี/ต้นปีหน้า หมายความว่าหน้าหนาวปีนี้จะไม่หนาวเท่าที่เราเคยเจอในปี 68
เอลนีโญหมายถึงแห้งแล้ง ช่วงต้นฤดูฝนอาจเห็นไม่มาก แต่เข้าปลายฤดูฝนจะเจอเยอะขึ้น โดยเฉพาะภาคใต้ที่ฝนเริ่มพฤศจิกายนเป็นต้นไป จะเจอเอลนีโญแรง ๆ ตอนนั้นพอดี
เพราะฉะนั้น เก็บน้ำไว้ ดูแลน้ำให้ดี โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล/เกาะที่มีน้ำน้อยอยู่แล้ว ระวัง! เตรียมตังค์จ่ายค่าน้ำ
เอลนีโญมีโอกาสสูงที่จะข้ามไปปี 2570 หน้าแล้งปีหน้าจึงเสี่ยงสูง เตรียมรับสภาพขาดแคลนน้ำ โลกในปี 2569 ดูแล้วแปรปรวนมากขึ้น ภัยพิบัติทั่วทุกมุมโลก เจออะไรแปลกๆ ตลอด โชคดีที่บ้านเรายังไม่เป็นอะไรมาก แต่หากจะหวังแค่โชคไม่พอ เราต้องเตรียมการรับมือเอาไว้ด้วย

เข้าใจการเกิด “เอลนีโญ” เพื่อร่วมลดความรุนแรงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ทุกคนช่วยได้
ด้วยปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่กำลังทวีความรุนแรง ทำให้ขณะนี้เมืองไทยเผชิญทั้งความร้อนและภัยแล้งจัด ไทยพีบีเอสขอนำข้อมูลมาให้ได้ทราบว่า อะไร ? คือสาเหตุปรากฏการณ์นี้ เพื่อร่วมลดความรุนแรงของการเกิด “เอลนีโญ” ที่ทุกคนช่วยได้
อะไร ? ทำให้เกิด “เอลนีโญ”
เอลนีโญ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศกับกระแสน้ำในมหาสมุทร ซึ่งปกติแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งกั้นระหว่างทวีปเอเชียและทวีปอเมริกา จะมีกระแสลมหรือเรียกว่าลมค้า (Trade winds) ซึ่งพัดจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังด้านตะวันตก ซึ่งจะทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลจากอเมริกาใต้มายังประเทศอินโดนีเซีย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดฝนตกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่หากกระแสลมมีกำลังอ่อนและเปลี่ยนทิศทางพัด จะทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังทวีปอเมริกาใต้แทน ด้วยเหตุนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียจึงขาดฝนและเกิดความแห้งแล้ง รวมถึงไฟป่าอย่างรุนแรง กลายเป็นที่มาของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ”

รู้ได้ว่า “เอลนีโญ” จะเกิดขึ้นตอนไหน ? ด้วย “ดาวเทียม”
ในปี 66 นับตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยหลักฐานจากข้อมูลจากดาวเทียม แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งสามารถทราบได้โดยการวัดอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลด้วยการใช้เซนเซอร์ที่ติดตั้งบนดาวเทียม ควบคู่กับเซนเซอร์ที่ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในมหาสมุทร เป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจจับการมาของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ได้อย่างแม่นยำ
โดยดาวเทียมสามารถตรวจวัดความสูงของระดับของผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจากน้ำทะเลโดยเฉลี่ยได้ เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โมเลกุลของน้ำเกิดการขยายตัวทำให้ปริมาณของน้ำเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับกระแสลมที่พัดอย่างต่อเนื่องซึ่งมีผลต่อระดับผิวน้ำทะเลเช่นกัน
สำหรับสภาพระดับน้ำทะเลปกติ ข้อมูลภาพจะแสดงด้วยโทนสีขาว ส่วนโทนสีแดงหมายถึงบริเวณที่ระดับน้ำทะเลมีค่าสูงกว่าปกติ จะมาจากข้อมูลของดาวเทียม Sentinel-6 และ Sentinel-3B ซึ่งวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA
จากรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 66 โดยศูนย์พยากรณ์อากาศขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ประกาศว่า ได้เกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” รายงานได้ชี้ไปที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณ Niño 3.4 ของแปซิฟิกเขตร้อน (จากลองจิจูด 170° องศาตะวันตก ถึง 120° องศาตะวันตก) ในเดือน พ.ค. 66 แสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิอยู่ที่ 0.8°C (1.4°F) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย
โดยนักพยากรณ์คาดการณ์ว่าสภาวะ “เอลนีโญ” จะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นช่วงฤดูหนาวแถบซีกโลกเหนือในปี 66-67 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น มีการคาดการณ์ว่ามีโอกาสถึง 60% ที่จะเกิดปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” แรงระดับปานกลาง และมีโอกาส 56% ที่จะเกิดอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม จากสถิติ ณ เดือน มิ.ย. 66 แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับปีที่เคยเกิดเอลนีโญมาแล้ว เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีนักวิทยาศาสตร์ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในรอบปีนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา
ทำไม? “อุณหภูมิน้ำทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก” ส่งผลกับสภาพอากาศทั่วโลก
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/199
คอนเทนต์อื่นที่น่าสนใจ
📌อ่าน : สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว! มี “หิมะตกหนัก” ในทะเลทรายสะฮารา
📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย
📌อ่าน : “โลกร้อนขึ้น” เกิดพายุหมุนจำนวนมาก-รุนแรงขึ้น ไม่ปรับตัวอยู่ยากขึ้น
📌อ่าน : ไขคำตอบ เอลนีโญ-ลานีญา ความต่างที่สุดขั้ว
📌อ่าน : 4 ปัจจัยหลัก ทำค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งสูง
📌อ่าน : “ภาวะฝาชีครอบ” เกิดจากอุณหภูมิผกผัน ทำสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 รุนแรงขึ้น
📌อ่าน : อันตรายต้องระวัง! อากาศเย็นแต่แดดเปรี้ยงตอนกลางวัน แบคทีเรีย-ไวรัสเติบโตได้ดี
📌ฟัง : โรคสุดฮิตที่มาพร้อมกับฤดูหนาว
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



















