สับปะรด ผลไม้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทย ที่สร้างรายได้มหาศาลให้เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน แต่เชื่อหรือไม่ว่า…เบื้องหลังไร่สับปะรดอันอุดมสมบูรณ์ กลับซ่อนความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี ระหว่างเกษตรกรกับช้างป่า
ปัจจุบันไทยมีช้างป่าราว 4,200 - 4,629 ตัว กระจายอยู่ใน 16 กลุ่มป่า ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ถึง 94 แห่งทั่วประเทศ และประชากรช้างป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพื้นที่ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ลดลง พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่ สับปะรด แต่รวมไปถึงทุเรียน, อ้อย, ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ขยายตัวเข้าไปประชิดติดกับแนวเขตป่าอนุรักษ์มากขึ้น จึงนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า มายาวนานหลายทศวรรษ สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่คนที่สูญเสีย แต่ยังรวมไปถึงช้างป่าด้วย
แล้วทางออกของความขัดแย้งนี้ควรเป็นอย่างไร? เพื่อให้ช้างกับคน อยู่รอดไปพร้อมกัน
จานนี้มีเรื่องโลกตอนนี้ พาไปค้นหาคำตอบที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ่าน "กุยบุรีโมเดล" ซึ่งเกิดมาจากความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ และชุมชน จับมือกันเปลี่ยนความไม่เข้าใจให้กลายเป็นความร่วมมือ ทั้งการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง การจัดการพื้นที่แนวกันชน และการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม ช้างมีที่อยู่อย่างปลอดภัย
และนี่เป็นเพียงหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นการจัดการปัญหาหนัก ๆ ยาก ๆ ว่าสามารถทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ สร้างกฎ กติกา ที่มองเห็นทุกเหลี่ยมมุม บนฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน จนเป็นผืนป่าที่ช้างก็อยู่ดี คนก็อยู่ได้ และเราในฐานะผู้บริโภค ก็ยังได้กินสับประรดหวาน ๆ ฉ่ำ ๆ และยังเป็นสับประรดที่ยังคงสร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ติดตามรายการ “จานนี้…มีเรื่องโลก” ได้วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 - 10.30 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
สับปะรด ผลไม้ส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทย ที่สร้างรายได้มหาศาลให้เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน แต่เชื่อหรือไม่ว่า…เบื้องหลังไร่สับปะรดอันอุดมสมบูรณ์ กลับซ่อนความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาหลายสิบปี ระหว่างเกษตรกรกับช้างป่า
ปัจจุบันไทยมีช้างป่าราว 4,200 - 4,629 ตัว กระจายอยู่ใน 16 กลุ่มป่า ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ถึง 94 แห่งทั่วประเทศ และประชากรช้างป่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อพื้นที่ป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ลดลง พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่ สับปะรด แต่รวมไปถึงทุเรียน, อ้อย, ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ขยายตัวเข้าไปประชิดติดกับแนวเขตป่าอนุรักษ์มากขึ้น จึงนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า มายาวนานหลายทศวรรษ สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่คนที่สูญเสีย แต่ยังรวมไปถึงช้างป่าด้วย
แล้วทางออกของความขัดแย้งนี้ควรเป็นอย่างไร? เพื่อให้ช้างกับคน อยู่รอดไปพร้อมกัน
จานนี้มีเรื่องโลกตอนนี้ พาไปค้นหาคำตอบที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ่าน "กุยบุรีโมเดล" ซึ่งเกิดมาจากความร่วมมือของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ และชุมชน จับมือกันเปลี่ยนความไม่เข้าใจให้กลายเป็นความร่วมมือ ทั้งการใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวัง การจัดการพื้นที่แนวกันชน และการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรให้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม ช้างมีที่อยู่อย่างปลอดภัย
และนี่เป็นเพียงหนึ่งพื้นที่ตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นการจัดการปัญหาหนัก ๆ ยาก ๆ ว่าสามารถทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ สร้างกฎ กติกา ที่มองเห็นทุกเหลี่ยมมุม บนฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน จนเป็นผืนป่าที่ช้างก็อยู่ดี คนก็อยู่ได้ และเราในฐานะผู้บริโภค ก็ยังได้กินสับประรดหวาน ๆ ฉ่ำ ๆ และยังเป็นสับประรดที่ยังคงสร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ติดตามรายการ “จานนี้…มีเรื่องโลก” ได้วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 - 10.30 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:




























































