ผู้นำเทคโนโลยี-นักการเมืองแห่เรียกร้องคุมพัฒนา AI
ยังคงเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่องสำหรับเรื่องของ AI หลังจากมีผู้นำด้านวงการเทคโนโลยีหลายคนออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการควบคุมการพัฒนา AI อย่างจริงจังก่อนจะถึงจุดที่จัดการไม่ได้ แต่ก็ดูจะสวนทางกับท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะทรัมป์ที่ออกมาค้านหัวชนฝา ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร
หลายคนยังคงออกมาถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งบรรดานักการเมืองและคนในแวดวงเทคโนโลยี เช่นเดียวกับภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความกังวลถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนท่ามกลางยุค AI
ผู้นำเทคโนโลยี-นักการเมืองแห่เรียกร้องคุมพัฒนา AI
ผู้ชุมนุมหลายสิบคนรวมตัวกันด้านหน้าสถานที่จัดงาน Dreamforce technology conference หนึ่งในมหกรรมจัดแสดงและงานประชุมด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นที่นครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่างเรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองประชาชนที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ในงาน Dreamforce ครั้งนี้จะมีผู้นำด้านเทคโนโลยีคนสำคัญขึ้นร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ซึ่งรวมถึงดาริโอ อาโมเด ซีอีโอของ Anthropic ที่เพิ่งเปิดประเด็นเรียกร้องให้ชะลอความเร็วและทบทวนการพัฒนาเทคโนโลยี AI เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย
อาโมเดที่เพิ่งขึ้นพูดบนเวทีนี้เมื่อไม่กี่ช่วงชั่วโมงที่แล้วออกมาย้ำว่าความเคลื่อนไหวของตนเองก่อนหน้านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อนำเรื่องความปลอดภัยของ AI มาเป็นเครื่องมือโจมตีบริษัทคู่แข่ง แต่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรม AI ร่วมกันสร้างมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติของการพัฒนา AI ที่ชัดเจน รวมถึงลงทุนด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ควรมีองค์ประกอบในระดับนานาชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยและจะทำให้ภาคอุตสาหกรรม AI เติบโตต่อไปอย่างมีความรับผิดชอบ
ขณะที่อีกหนึ่งคนที่ร่วมเวทีปาฐกถาครั้งนี้ด้วยคือ "เจนเซน หวง" ซีอีโอขอ Nvidai บริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลกระบุว่าภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่ได้ต้องการกฎหมายหรือข้อบังคับใหม่ๆ มาควบคุม แต่เรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และรับผิดชอบการตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่าบรรดาบริษัทผู้พัฒนา AI ไม่ควรปล่อยสิ่งใดก็ตามที่ตนเองยังไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัย พร้อมทั้งย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยียังควรเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ แต่หากเมื่อไรที่รู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ก็ควรหยุดก่อน
ส่วนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีอีกเวทีเสวนาหนึ่งเกี่ยวกับ AI จัดขึ้นด้วย โดยมีผู้พูดคนสำคัญรวมถึงเบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ หัวก้าวหน้า และสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยแรก
วุฒิสมาชิกแซนเดอร์สใช้โอกาสนี้ย้ำเตือนถึงภัยคุกคามจาก AI ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากไปถึงจุดที่ AI หลุดพ้นจากการควบคุมของมนุษย์ สิ่งนี้จะไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรํฐฯ หรือจีน แต่จะเป็นปัญหาของมนุษยชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สร้างกฎระเบียบด้านความปลอดภัยที่มีผลพันทางกฎหมายสำหรับควบคุมอุตสาหกรรม AI
นอกจากนี้ยังได้วิจารณ์ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้วยว่ามีรูปแบบรวมศูนย์และการตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนา AI เกือบทั้งหมดถูกกำหนดโดยคนที่รวยที่สุดในโลกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เช่น อีลอน มัสก์, มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก, หรือเจฟฟ์ เบโซส และยิ่งเป็นสิ่งที่น่าอับอายอย่างมากที่ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงเพิกเฉยต่อประเด็นนี้
ขณะที่แบนนอนยอมรับว่าเห็นด้วยกับความกังวลของแซนเดอร์สในเรื่องความเสี่ยงจาก AI พร้อมทั้งวิจารณ์แนวทางกำกับดูแล AI ของรัฐบาลทรัมป์ โดยกล่าวโทษบริษัทเทคโนโลยีว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ไม่เต็มใจที่จะควบคุมเทคโนโลยีเหล่านี้
กระแสความกังวลยังออกมาจากฝั่งวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตด้วย ทั้งริชาร์ด บลูเมนธัล และดิก เดอร์บิน ที่เรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งออกกฎระเบียบกำกับดูแลและควบคุมบริษัทผู้พัฒนา AI อย่างเข้มงวดมากขึ้น พร้อมทั้งเตือนว่าการกำกับดูแลกันเองโดยสมัครใจในภาคอุตสาหกรรมไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในรัฐนอร์ท แคโรไลนาเมื่อวานนี้ เพื่อพูดคุยกับนักเรียน ครู และเจ้าหน้าที่โรงเรียนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน โดยสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งได้พูดถึง AI ระหว่างปิดท้ายการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งที่ช่วยสานฝันให้แก่เด็กๆ และสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน หลังจากที่ได้รับชมผลงานด้านเทคโนโลยีของนักเรียนที่นี่
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการควบคุมการพัฒนา AI ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้คำเตือนจากบรรดาผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี โดยมองว่ามีผู้ที่พยายามสร้างแผนการสมคบคิดอันชั่วร้ายเพื่อต่อต้าน AI และ Data Center ซึ่งจะมีเพียงจีนเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ พร้อมทั้งเสริมว่ากระแสความกังวลว่า AI จะยึดครองโลกและทำลายมนุษยชาติเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง
ประธานสภาสหรัฐฯ ย้ำระงับพัฒนา AI เสี่ยงทำให้เสียเปรียบจีน
ด้านไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่อาจระงับการพัฒนา AI ได้ เนื่องจากจะทำให้เสียเปรียบจีน และย่อมหมายถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่าบรรดาบริษัทผู้พัฒนา AI จะสามารถควบคุมกันเองได้โดยไม่ต้องมีรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง
ขณะที่ทอดด์ แบลนช์ อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับ AI และกระทรวงยุติธรรมจะสอบสวนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ AI หากพบการละเมิดกฎหมาย แต่ย้ำว่านี่ไม่ใช่การควบคุมการพัฒนา AI แต่อย่างใด




























































