Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
บรรดานักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง "เฟด" กับ "รัฐบาลทรัมป์" ตึงเครียดขึ้นหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ "ทรัมป์" พยายามกดดันเฟดอย่างหนัก แต่การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ อาจยิ่งสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าชาวอเมริกันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
"เฟด" ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) แถลงข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดประจำเดือนกันยายนปี 2026 ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกร้อยละ 0.25 สู่ระดับร้อยละ 3.75 ถึงร้อยละ 4 ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2023
ประธานเฟดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ พุ่งสูงอยู่เหนือระดับเป้าหมายมานานกว่า 5 ปีแล้ว ซึ่งถือว่านานเกินไปและอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.7 ก็ถือเป็นระดับที่สูงเกินไปด้วยเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อตามเป้าหมายของเฟดที่ตั้งไว้เพียงร้อยละ 2 แม้ว่าสถานการณ์ของตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะยังคงแข็งแกร่งหลังอัตราการว่างงานอยู่ที่เพียงประมาณร้อย 4.1 แต่ภารกิจที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา
นอกจากนี้ยังยืนยันด้วยว่าการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเกิดจากการพิจารณาถึงสถานการณ์เศรษฐกิจตามที่เฟดได้ประเมินไว้เอง ซึ่งมีความรอบคอบและจริงจัง รวมทั้งไม่ได้เป็นผลจากแรงกดดันของตลาดการเงินแต่อย่างใด
ขณะที่แผนภาพแสดงการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตหรือ Dot Plot ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินเฟดที่ออกมาล่าสุด ยังส่งสัญญาณด้วยว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในช่วงปลายปีนี้ไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 4.1
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังต้องดิ้นรนกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน ทั้งค่าอาหาร ที่อยู่อาศัยและน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่ถือปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ หลังต้องเผชิญราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลก อันเนื่องมาจากผลของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมาถึงในอีก 7 สัปดาห์ข้างหน้านี้ได้
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังถือว่าพลิกจากท่าทีของวอร์ชในช่วงก่อนหน้านี้ ที่เคยเสนอแนะหลายครั้งก่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟด ว่าเฟดควรลดอัตราดอกเบี้ยด้วย ซึ่งสอดคล้องกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องเนื่องจากต้องการลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
โดย “เควิน วอร์ช” เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากทรัมป์ให้เป็นประธานเฟดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แทนที่ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟดคนก่อนหน้าที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 8 ปีและเคยถูกรัฐบาลทรัมป์เปิดการสอบสวนคดีอาญาด้วย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย
หลังจากที่เฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทันที โดยดัชนีในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อวานนี้ปิดตลาดร่วงลงอย่างหนักกันถ้วนหน้า ทั้งดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลง 33.92 จุด หรือร้อยละ 0.45 ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดตลาดลดลง 3.15 จุดหรือร้อยละ 0 และดัชนีอุตสาหกรรมดาวน์โจนส์ ปิดตลาดลดลง 631.21 จุดหรือร้อยละ 1.21
ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ทั้งเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 1 ปอนด์ ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ 34 เซนต์ เช่นเดียวกับเงินยูโรที่อ่อนค่าลง ร้อยละ 0.61 ไปอยู่ที่ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ 15 เซนต์
"ทรัมป์" ชี้สหรัฐฯ ควรมีดอกเบี้ยนโยบายไม่เกิน 1%
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาเคลื่อนไหวผ่าน Truth Social โดยระบุว่า อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาควรอยู่ที่ร้อยละ 1 หรือต่ำกว่านั้น เพราะสหรัฐฯ มีเครดิตที่ดีที่สุดในโลกอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูจากการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งหากสหรัฐฯ ยุติทำการค้ากับทุกประเทศที่ขาดดุลด้วยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมทั้งปิดท้ายย้ำว่าเฟดต้องลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็วเพื่อสหรัฐฯ
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยระบุว่าสหรัฐฯ ควรมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำที่สุดในโลก พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯด้วยว่าควรจะทำในสิ่งที่ต้องทำ
ส่วนโฆษกทำเนียบขาวระบุเช่นกันว่าการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดครั้งนี้ ไม่ได้มีเหตุผลทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือรองรับและจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลักๆ ที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่สูงได้




























































