อิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานชาติรอบอ่าวเปอร์เซีย
สถานการณ์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวล หลังเกิดเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้โดรนถล่ม "โรงกลั่นน้ำมัน" ในคูเวตและซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นการตอบโต้หลังจากอิหร่านถูกโจมตีแหล่งแก๊สธรรมชาติ ซะห์ พาร์ส ส่งผลให้นานาชาติต่างออกมาประณามการกระทำดังกล่าวที่มุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก
โดรนปริศนาถล่มโรงกลั่นน้ำมันในคูเวตและซาอุดีอาระเบีย
ภาพความเสียหายกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญริมชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง
- คูเวต: เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองมินา อับดัลลาห์ของคูเวตที่เกิดเพลิงลุกไหม้หลังถูกโดรนโจมตี
- ซาอุดีอาระเบีย: โรงกลั่นน้ำมันในเมืองยานบู เมืองท่าสำคัญริมทะเลแดงถูกโจมตีเช่นกัน แต่ทางการระบุว่าได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย
- ชนวนเหตุ: การโจมตีของอิหร่านเริ่มขึ้นหลังจากถูกอิสราเอลโจมตีเซาท์ พาร์ส แหล่งแก๊สธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 มี.ค. 69)
อิหร่านขู่เดินหน้าตอบโต้ "ผลประโยชน์สหรัฐฯ" ทั่วภูมิภาค
ท่าทีของกองทัพอิหร่านยังคงแข็งกร้าวและพร้อมจะยกระดับการใช้กำลังหากมีการโจมตีสวนกลับ
"โฆษกกองทัพอิหร่านระบุว่าได้โจมตีแหล่งพลังงานที่ถือเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไปแล้วหลายแห่งในภูมิภาคและจะเดินหน้าตอบโต้ต่อไป พร้อมทั้งขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใด ๆ ของอิหร่านเพิ่มเติมอีก"
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นแม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศจาก 12 ชาติในภูมิภาคจะออกแถลงการณ์ร่วมกันประณามการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัย โรงผลิตน้ำจืด สนามบิน และสถานทูตก็ตาม
กาตาร์เตือนภัย! อุปทานพลังงานโลกสั่นคลอนหลังถูกถล่มศูนย์ผลิตแก๊ส
หนึ่งในประเด็นที่น่าตกใจที่สุด คือ การโจมตีที่ขยายวงกว้างเกินกว่าที่อิหร่านเคยกล่าวอ้างไว้
- หลักฐานการโจมตี: นายกรัฐมนตรีกาตาร์ระบุว่าการโจมตีศูนย์กลางการผลิตแก๊สหลักของกาตาร์พิสูจน์ให้เห็นว่า อิหร่านไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีเฉพาะผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียตามที่กล่าวอ้าง
- ผลกระทบวงกว้าง: เหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบระดับรุนแรงต่ออุปทานพลังงานโลก เนื่องจากศูนย์ผลิตดังกล่าวเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการส่งออกแก๊สธรรมชาติในระดับสากล
สถานการณ์ที่ยังคงร้อนระอุนี้ทำให้ทั่วโลกต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงคู่สงคราม แต่กำลังลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก




























































