ภาพกรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ถูกถล่มจนพังจากขีปนาวุธ แท้จริงสร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งข่าวปลอมจาก: X
โพสต์อ้างภาพกรุงเทลอาวีฟ ที่ประเทศอิสราเอล ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบโพสต์อ้างภาพกรุงเทลอาวีฟ ที่ประเทศอิสราเอล ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐ และอิหร่าน พร้อมระบุว่า
You didn’t need therapy, all you needed was to witness Tel Aviv burning.
เมื่อแปลด้วย Google Translate ได้ข้อความว่า
คุณไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัด เยียวยาอะไร แค่ได้เห็นเทลอาวีฟลุกไหม้ก็เพียงพอแล้ว
โดยโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค.69 จำนวนผู้เข้าชมกว่า 501,863 ครั้ง
ภาพดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริงหรือไม่ ?
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปค้นหาแหล่งที่มาโดยการใช้ Google Lens ไม่พบว่าตรงกับรายงานของสื่อต่างประเทศต่าง ๆ แต่อย่างใด มีเพียงการเผยแพร่ภาพดังกล่าวตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยบัญชีไม่เป็นทางการ และไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
นอกจากนี้เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI ถึง 99.9 %
ตรวจสอบภาพ ด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI 99.9 %
ด้าน สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ยืนยันกับ Thai PBS Verify ว่า ภาพดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยสามารถสังเกตความผิดปกติได้หลายจุด เมื่อเปรียบเทียบกับภาพข่าวจริงจากสถานการณ์เดียวกัน จะเห็นว่าลักษณะของขีปนาวุธในภาพมีความแตกต่างอย่างชัดเจน รวมถึงองค์ประกอบของเปลวไฟและกลุ่มควันที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ขาดความสมจริง
Thai PBS Verify ตรวจสอบย้อนหลังไปยังภาพถ่ายทอดสด (Live) บรรยากาศในกรุงเทลอาวีฟ วันที่ 2 มี.ค. 69 ตามการเผยแพร่ของสำนักข่าว AP พบว่า สถานการณ์ที่ปรากฏในวันดังกล่าวมีรายงานเกี่ยวกับความตึงเครียดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งจริง
อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงและความเสียหายที่เห็นจากภาพถ่ายทอดสด ยังไม่สอดคล้องกับภาพที่ถูกเผยแพร่ในโพสต์ซึ่งมีลักษณะความเสียหายอย่างหนัก
คลิปถ่ายทอดสดบรรยากาศกรุงเทลอาวีฟ วันที่ 2 มี.ค. 69
คลิปถ่ายทอดสดบรรยากาศเมืองเทลอาวีฟ วันที่ 2 มี.ค. 69
เมื่อเทียบกับภาพย้อนหลังจากเหตุการณ์กรุงเทลอาวีฟ วันที่ 1 มี.ค.69 (ภาพจาก AFP)
Tel Aviv, Israel Photo by AHMAD GHARABLI / AFP
ภาพจากสำนักข่าว AFP วันที่ 1 มี.ค.69 ซึ่งระบุว่า เป็นภาพร่องรอยของจรวดจากการสกัดกั้นโดยระบบป้องกันขีปนาวุธ Iron Dome ของอิสราเอลเหนือกรุงเทลอาวีฟ จะเห็นว่าลักษณะของแสง เส้นทางจรวด และองค์ประกอบบนท้องฟ้ามีความสอดคล้องกับเหตุการณ์จริงมากกว่า
โดยคำบรรยายภาพดังกล่าวระบุว่า สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่สื่อสาธารณะของอิสราเอลรายงานว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านตกเป็นเป้าหมาย และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มใส่รัฐในอ่าวเปอร์เซียและอิสราเอล
บรรยากาศกรุงเทลอาวีฟ วันที่ 16 มี.ค.69 (ภาพจาก AFP)


ทั้งนี้ภายใต้คำอธิบายของภาพดังกล่าวของ AFP ระบุว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ นักข่าวต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ในหลายประเทศจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้สื่อข่าว รวมถึงการรายงานภาพถ่ายและวิดีโอสดจากพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน รัฐบาลบางแห่งและกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มได้สั่งห้ามเผยแพร่ภาพการโจมตีด้วยจรวดหรือโดรน และภาพจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงอื่น ๆ
จากข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพและการรายงานข่าวดังกล่าว ทำให้ภาพและวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา ไม่สามารถสะท้อนรายละเอียดทุกจุดของเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังช่วยให้เราเห็น บรรยากาศโดยรวมของเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง ได้อย่างชัดเจน
เหตุการณ์ในกรุงเทลอาวีฟในช่วงเวลาดังกล่าว
วันที่ 2 มี.ค.69
- (รอยเตอร์) – เช้าวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.69 เสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นในหลายพื้นที่ของอิสราเอล รวมถึงกรุงเยรูซาเล็ม หลังจากกองทัพอิสราเอลรายงานว่ามีการยิงขีปนาวุธเข้ามาจากอิหร่าน
วันที่ 3 มี.ค.69
(รอยเตอร์) – กองทัพอิสราเอลรายงานเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่เทลอาวีฟของอิสราเอล
กองทัพอิสราเอลแถลงว่า “หน่วยค้นหาและกู้ภัย พร้อมด้วยทีมฉุกเฉินจำนวนมาก กำลังปฏิบัติการในพื้นที่ประสบเหตุภาคกลางของอิสราเอล ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสถานการณ์”
หน่วยบริการรถพยาบาลของอิสราเอลระบุว่า มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย ณ จุดเกิดเหตุ และกำลังได้รับการรักษา
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
Thai PBS Verify พบโพสต์อ้างภาพกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน โดยโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มี.ค 69 เมื่อนำภาพไปตรวจสอบด้วย Google Lens ไม่พบแหล่งที่มาตรงกับสื่อต่างประเทศ มีเพียงบัญชีโซเชียลฯ ไม่เป็นทางการเผยแพร่ และการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ AI จาก Hive Moderation พบว่า ภาพมีแนวโน้มถูกสร้างด้วย AI สูงถึง 99.9%
ด้าน สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ให้ความเห็นว่า ภาพมีความผิดปกติหลายจุด ทั้งขีปนาวุธ เปลวไฟ และควันที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ขาดความสมจริง หากเทียบกับภาพข่าวจริงจาก AP และ AFP ของเหตุการณ์วันที่ 1–2 มี.ค.69 จะเห็นว่า แม้มีความตึงเครียดและการยิงขีปนาวุธจริง แต่ระดับความเสียหายและภาพลักษณ์ของเมืองไม่ได้รุนแรงอย่างในภาพโพสต์
กระบวนการตรวจสอบ
1.ค้นหาแหล่งที่มาโดยการใช้ Google Lens: ไม่พบว่าตรงกับรายงานของสื่อต่างประเทศต่าง ๆ แต่อย่างใด มีเพียงพบการเผยแพร่ผ่านรูปดังกล่าวตามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยบัญชีไม่เป็นทางการ และไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
2.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI 99.9 %
3.สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้าน AI: ด้าน สถาพน พัฒนะคูหา CEO บริษัท Guardian AI ยืนยันกับ Thai PBS Verify ว่า ภาพดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยสามารถสังเกตความผิดปกติได้หลายจุด เมื่อเปรียบเทียบกับภาพข่าวจริงจากสถานการณ์เดียวกัน จะเห็นว่าลักษณะของขีปนาวุธในภาพมีความแตกต่างอย่างชัดเจน รวมถึงองค์ประกอบของเปลวไฟและกลุ่มควันที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ขาดความสมจริง
4.ตรวจสอบย้อนหลังไปยังภาพถ่ายทอดสด (Live) บรรยากาศในกรุงเทลอาวีฟ จากวันที่ 2 มี.ค. 69 ตามการเผยแพร่ของสำนักข่าว AP พบว่า สถานการณ์ที่ปรากฏในวันดังกล่าวมีรายงานเกี่ยวกับความตึงเครียดจากเหตุการณ์ความขัดแย้งจริง อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงและความเสียหายที่เห็นจากภาพถ่ายทอดสด ยังไม่สอดคล้องกับภาพที่ถูกเผยแพร่ในโพสต์ซึ่งมีลักษณะความเสียหายอย่างหนัก
นอกจากนี้ยังนำภาพดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับภาพบรรยากาศโดยรวมของเมืองกับภาพข่าวของ AFP
ผลกระทบจากการได้รับข้อมูลนี้
1.เกิดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสังคม
- ภาพหรือข้อความที่อ้างว่าเมืองถูกทำลายอย่างหนัก อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ติดตามข่าวออนไลน์เกิดความหวาดกลัวเกินจริง
- ส่งผลต่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้สถานการณ์จริงจะไม่รุนแรงเท่าที่เห็น
2.บิดเบือนความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์จริง
- ผู้รับข้อมูลอาจเข้าใจผิดว่าเหตุการณ์รุนแรงกว่าความจริง
- ส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์ ความเชื่อมั่นในสื่อ และการตัดสินใจส่วนบุคคล
3.กระตุ้นการแพร่กระจายข้อมูลเท็จต่อเนื่อง
- ผู้คนแชร์โพสต์หรือภาพโดยไม่ได้ตรวจสอบ ทำให้ข้อมูลปลอมแพร่ไปอย่างรวดเร็ว
- อาจสร้างคลื่นความเชื่อผิด ๆ และบิดเบือนการรับรู้ในวงกว้าง
4.อาจนำไปสู่ผลกระทบทางจิตใจหรือสังคม
- ผู้ที่รับข้อมูลแล้วเครียดหรือวิตกกังวลมากเกินไป
- อาจเกิดความเครียดสะสม ความวิตกเรื่องสงคราม หรือแม้แต่การตัดสินใจผิดพลาดในชีวิตประจำวัน
- ตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ ดูว่าโพสต์มาจากสื่อหลักที่เชื่อถือได้หรือไม่ และหากเป็นบัญชีโซเชียลไม่เป็นทางการหรือไม่มีที่มาชัดเจน ให้ตั้งข้อสงสัยก่อนแชร์
- ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบภาพหรือวิดีโอ ใช้ Google Lens หรือเครื่องมือตรวจสอบ AI เช่น Hive Moderation ตรวจสอบว่าภาพหรือวิดีโอเป็นของจริงหรือสร้างขึ้นด้วย AI
- เปรียบเทียบกับรายงานข่าวจากสื่อมืออาชีพ ตรวจสอบเหตุการณ์เดียวกันจาก AP, AFP, Reuters เพื่อสังเกตความสอดคล้องของเหตุการณ์ เวลา และสถานที่
- ระมัดระวังการแชร์ต่อหรือคอมเมนต์ หากไม่แน่ใจ ควรหลีกเลี่ยงการส่งต่อหรือโพสต์ซ้ำ เพราะการแชร์ข้อมูลผิด ๆ อาจกระจายข่าวปลอมเพิ่มขึ้น









