“นายกฯ อิตาลี” วิจารณ์ “ทรัมป์” กรณี NATO ไม่ยื่นมือช่วยคุมช่องแคบฮอร์มุซ แท้จริงบิดเบือนสร้างคำพูดเกินจริง

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวจาก: Facebook
โพสต์ข่าวที่ถูกแชร์โดยผู้ใช้ Facebook ชื่อ Bee Peligan Peligan Peligan เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 69
Thai PBS Verify พบโพสต์ภาพพร้อมข้อความบนแพลตฟอร์ม Facebook ที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ Bee Peligan Peligan Peligan เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ภายในกลุ่ม ข่าวด่วนทองคำวันนี้ ระบุว่า
ทรัมป์! โดนตบหน้าชา…เจ็บกระอักกระอ่วนพูดไม่ออก🔥
ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องในการแถลงข่าวของอิตาลีเมื่อวันที่ 20 มีนาคม นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อคำวิจารณ์ของทรัมป์ที่กล่าวหาว่านาโตไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะนั้น ทรัมป์ได้เตือนและขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์และเพิกถอนสิทธิพิเศษของนาโต แต่เมโลนีไม่ยอมถอยและยังทำให้ทรัมป์อับอายขายหน้าอีกด้วย เธอกล่าวว่า:
“ฉันต้องการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจอย่างชัดเจนว่า อิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ และเราจะไม่รับผลที่ตามมาจากการกระทำที่ประมาทของคุณ
คุณต้องเข้าใจว่าคุณเป็นเพียงประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอิตาลี ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี และคุณไม่มีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศเหล่านี้ เราไม่ใช่ข้าราชบริพารของคุณ!” เราเป็นประเทศอธิปไตย และการตัดสินใจของเรามาจากผลประโยชน์ของประชาชนของเรา ไม่ใช่จากทำเนียบขาว
“ดิฉันอยากจะชี้แจงให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบว่า อิตาลีจะไม่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับสงครามของคุณ และเราจะไม่รับผลที่ตามมาจากการผจญภัยที่ประมาทของคุณ
“คุณต้องเข้าใจว่าคุณเป็นเพียงประธานาธิบดีของอเมริกา ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอิตาลี ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี และคุณไม่มีอำนาจเหนืออธิปไตยของประเทศเหล่านี้ เราไม่ใช่ข้าราชบริพารของคุณ!” เราเป็นประเทศที่มีอธิปไตย และการตัดสินใจของเรามาจากผลประโยชน์ของประชาชนของเรา ไม่ใช่จากทำเนียบขาว”
🔻 คุณนั่นแหละที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัย เพราะสงครามของคุณกับอิหร่านและนโยบายที่เป็นปรปักษ์ของคุณ เราจะไม่ร่วมมือกับคุณในการต่อต้านพวกเขา และคุณมีหน้าที่ต่อหน้าชาวโลกที่จะต้องฟื้นฟูช่องแคบให้กลับมาปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันเหมือนเดิม แก้ไขสิ่งที่คุณทำลายไปซะ ทรัมป์!
🔻 ยุโรปจะไม่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นถูกหรือผิด และอิตาลีปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสงครามนี้ ซึ่งเราจะได้รับแต่ความเสียหายเท่านั้น
โดยโพสต์ดังกล่าว สามารถเรียกยอดการตอบโต้ได้ราว 2,900 ครั้ง การแชร์ต่อกว่า 369 ครั้ง และการแสดงความเห็นกว่า 165 ครั้ง โดยมีความเห็นส่วนใหญ่ไปในทางที่คิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง
คำวิจารณ์ของนายกฯ อิตาลี เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ค้นไปที่เว็บไซต์หลักของรัฐบาลประเทศอิตาลี พบแถลงการณ์จาก ประธานคณะรัฐมนตรี ของรัฐบาลอิตาลี โดยมีการระบุไว้ดังนี้
We condemn in the strongest terms recent attacks by Iran on unarmed commercial vessels in the Gulf, attacks on civilian infrastructure including oil and gas installations, and the de facto closure of the Strait of Hormuz by Iranian forces.
We express our deep concern about the escalating conflict. We call on Iran to cease immediately its threats, laying of mines, drone and missile attacks and other attempts to block the Strait to commercial shipping, and to comply with UN Security Council Resolution 2817.
Freedom of navigation is a fundamental principle of international law, including under the United Nations Convention on the Law of the Sea.
The effects of Iran’s actions will be felt by people in all parts of the world, especially the most vulnerable.
Consistent with UNSC Resolution 2817, we emphasise that such interference with international shipping and the disruption of global energy supply chains constitute a threat to international peace and security. In this regard, we call for an immediate comprehensive moratorium on attacks on civilian infrastructure, including oil and gas installations.
We express our readiness to contribute to appropriate efforts to ensure safe passage through the Strait. We welcome the commitment of nations who are engaging in preparatory planning.
We welcome the International Energy Agency decision to authorise a coordinated release of strategic petroleum reserves. We will take other steps to stabilise energy markets, including working with certain producing nations to increase output.
We will also work to provide support for the most affected nations, including through the United Nations and the IFIs.
Maritime security and freedom of navigation benefit all countries. We call on all states to respect international law and uphold the fundamental principles of international prosperity and security.
ที่เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ความว่า
เราขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่มีอาวุธในอ่าวเปอร์เซีย การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยโดยกองกำลังอิหร่าน
เราแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น เราเรียกร้องให้อิหร่านยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิด การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ และความพยายามอื่นๆ ในการปิดกั้นช่องแคบต่อการเดินเรือพาณิชย์โดยทันที และปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817
เสรีภาพในการเดินเรือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล
ผลกระทบจากการกระทำของอิหร่านจะส่งผลต่อผู้คนทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เปราะบางที่สุด
สอดคล้องกับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817 เราเน้นย้ำว่าการแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกนั้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในเรื่องนี้ เราเรียกร้องให้มีการระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างครอบคลุมโดยทันที รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ
เราแสดงความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจถึงการผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัย เรายินดีกับการที่ประเทศต่างๆ ได้ดำเนินการวางแผนเตรียมการ
เรายินดีกับการตัดสินใจของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศที่อนุญาตให้มีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ เราจะดำเนินการอื่นๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน รวมถึงการทำงานร่วมกับประเทศผู้ผลิตบางประเทศเพื่อเพิ่มผลผลิต
เราจะทำงานเพื่อให้การสนับสนุนแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงผ่านทางสหประชาชาติและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
ความมั่นคงทางทะเลและเสรีภาพในการเดินเรือเป็นประโยชน์ต่อทุกประเทศ เราเรียกร้องให้ทุกรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ
ข่าวจากเว็บไซต์ ประธานคณะรัฐบาลอิตาลี ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69
นอกจากนี้ Thai PBS Verify ค้นหาด้วยข้อความสำคัญ ด้วยการนำคำว่า “เมโลนี อิตาลี ทรัมป์ NATO” ไปค้นหาด้วย Google Search จนพบกับข่าวที่ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว THE SPECTATOR เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดยมีการระบุว่า
I often think that the dissemination of news is like a game of Chinese Whispers. Giorgia Meloni, for instance, has not condemned the US-Israeli war on Iran. Yet such esteemed exponents of the noble craft of reportage as the Times of London and the Daily Beast are adamant that she has. Even Meloni – President Donald Trump’s favorite EU leader and closest European ally – has turned against the President, or so they are saying.
Proclaimed the Times: “Giorgia Meloni comes out against Trump’s ‘illegal’ war on Iran.”
Crowed the Daily Beast: “Trump humiliated as key right-wing ally slams his deadly war.”
No, as a matter of fact, no she has not. The headlines refer to a speech Meloni gave in the Italian Senate ahead of this week’s summit of EU leaders in Brussels – where they have failed to come up with something relevant to say and do about Iran. But her words have undergone a transmutation worthy of the finest of alchemists.
Yes, she said attacks by America and Israel on Iran are “outside the scope of international law,” as are an increasing number of wars everywhere thanks to “the international system currently being in crisis.” But that is hardly the same as saying the attacks on Iran are illegal. The phrase “outside the scope of” means that the war is outside the law and so not subject to it.
Italy will not take part in “the intervention” – said Meloni – but she did not condemn it. Furthermore, Iran cannot be allowed, she insisted, to have nuclear weapons.
Nor has she called for a ceasefire or denied Trump use of America’s bases in Italy – although their use in offensive operations would require approval by Parliament. Italy, meanwhile, is taking part in defensive military operations against Iran, she said, such as the protection of Cyprus where she has dispatched a frigate.
ที่เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ข้อความว่า
ฉันมักคิดว่าการเผยแพร่ข่าวสารนั้นเหมือนเกมกระซิบต่อๆ กันมา ตัวอย่างเช่น จอร์เจีย เมโลนี ไม่ได้ประณามสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน แต่บรรดาผู้ทรงเกียรติในวงการข่าวอย่างเดอะไทมส์ออฟลอนดอนและเดลีบีสต์กลับยืนกรานว่าเธอได้ประณามแล้ว แม้แต่เมโลนี – ผู้นำสหภาพยุโรปคนโปรดและพันธมิตรยุโรปที่ใกล้ชิดที่สุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ – ก็ยังหันมาต่อต้านประธานาธิบดี หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้าง
เดอะไทมส์ประกาศว่า “จอร์เจีย เมโลนี ออกมาต่อต้านสงคราม ‘ผิดกฎหมาย’ ของทรัมป์ต่ออิหร่าน”
เดลีบีสต์โอ้อวดว่า “ทรัมป์ถูกทำให้ขายหน้า เมื่อพันธมิตรฝ่ายขวาคนสำคัญประณามสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนของเขา”
ไม่ ที่จริงแล้ว เธอไม่ได้ประณาม พาดหัวข่าวเหล่านั้นหมายถึงสุนทรพจน์ที่เมโลนีกล่าวในวุฒิสภาอิตาลี ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปในบรัสเซลส์สัปดาห์นี้ – ซึ่งพวกเขาไม่สามารถหาข้อสรุปหรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านได้ แต่คำพูดของเธอได้แปรเปลี่ยนไปราวกับฝีมือของนักเล่นแร่แปรธาตุชั้นยอด
ใช่ เธอพูดว่าการโจมตีอิหร่านโดยอเมริกาและอิสราเอลนั้น “อยู่นอกขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ” เช่นเดียวกับสงครามที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกอันเนื่องมาจาก “ระบบระหว่างประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต” แต่นั่นแทบจะไม่เหมือนกับการบอกว่าการโจมตีอิหร่านนั้นผิดกฎหมาย วลี “อยู่นอกขอบเขตของ” หมายความว่าสงครามนั้นอยู่นอกเหนือกฎหมายและจึงไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย
อิตาลีจะไม่เข้าร่วมใน “การแทรกแซง” – เมโลนีกล่าว – แต่เธอก็ไม่ได้ประณามมัน นอกจากนี้ เธอยืนยันว่าอิหร่านไม่ควรได้รับอนุญาตให้มีอาวุธนิวเคลียร์
เธอยังไม่ได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงหรือปฏิเสธการใช้ฐานทัพของอเมริกาในอิตาลีของทรัมป์ – แม้ว่าการใช้ฐานทัพเหล่านั้นในปฏิบัติการโจมตีจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา ในขณะเดียวกัน อิตาลีกำลังเข้าร่วมในปฏิบัติการทางทหารป้องกันอิหร่าน เธอกล่าว เช่น การปกป้องไซปรัสซึ่งเธอได้ส่งเรือฟริเกตไปประจำการ
ข่าวจากเว็บไซต์ THE SPECTATOR ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 69
นอกจากนี้เรายังได้พบกับข่าวจากสำนักข่าว RT News ของประเทศรัสเซีย ที่ได้มีการเผยแพร่ข่าวหนึ่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยมีการระบุว่า
Italian Prime Minister Giorgia Meloni, a close ally of US President Donald Trump, has criticized the US-Israeli war on Iran, branding it part of a dangerous trend “outside international law.” She also condemned a deadly strike on an Iranian school widely attributed to the US.
Meloni delivered the remarks during an address to the Italian Senate on Wednesday, placing the strikes within what she called an “evident crisis of international law and the collapse of a shared world order.”
“It is in this context of structural crisis in the international system… that we must also place the American and Israeli intervention against the Iranian regime,” she stated.
Meloni also condemned what she called a “massacre of little girls” at a school in Minab in southern Iran, calling for an investigation into a strike that killed at least 170 people, most of them children.
ที่เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ข้อความว่า
จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี พันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มอันตรายที่ “อยู่นอกเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ” เธอยังประณามการโจมตีโรงเรียนในอิหร่านที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นฝีมือของสหรัฐฯ
เมโลนีกล่าวถึงเรื่องนี้ระหว่างการปราศรัยต่อวุฒิสภาอิตาลีเมื่อวันพุธ โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวอยู่ในบริบทของสิ่งที่เธอเรียกว่า “วิกฤตการณ์ที่ชัดเจนของกฎหมายระหว่างประเทศและการล่มสลายของระเบียบโลกที่ใช้ร่วมกัน”
เธอกล่าวว่า “ในบริบทของวิกฤตการณ์เชิงโครงสร้างในระบบระหว่างประเทศนี้… เราต้องพิจารณาการแทรกแซงของอเมริกาและอิสราเอลต่อระบอบอิหร่านด้วย”
เมโลนียังประณามสิ่งที่เธอเรียกว่า “การสังหารหมู่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ” ที่โรงเรียนในเมืองมินาบทางตอนใต้ของอิหร่าน และเรียกร้องให้มีการสอบสวนการโจมตีที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 170 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก
ข่าวจากเว็บไซต์ RT News ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 69
นอกจากนี้ เรายังพบเนื้อหาส่วนหนึ่ง ภายในเนื้อหาข่าวของ RT News ที่ได้มีการระบุทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
Meloni is widely known for her warm ties with Trump. She was the only European leader at Trump’s January 2025 inauguration, and after their White House meeting in April 2025, the US president called her “a fantastic leader” who had “taken Europe by storm.”
ที่เมื่อนำมาแปลด้วย Google Translate จะได้ความว่า
เมโลนีเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ เธอเป็นผู้นำยุโรปเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ในเดือนมกราคม 2025 และหลังจากการพบปะกันที่ทำเนียบขาวในเดือนเมษายน 2025 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เรียกเธอว่า “ผู้นำที่ยอดเยี่ยม” ผู้ซึ่ง “สร้างความประทับใจอย่างมากให้กับยุโรป”
ความสัมพันธ์ Giorgia Meloni กับ Donald Trump เป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ได้มีการค้นหาเพิ่มเติม ด้วยการแปลความสำคัญว่า “ความสัมพันธ์ โดนัลด์ ทรัมป์ กับ จอร์เจีย เมโลนี” โดยนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย Google Translate พบบทความจากสำนักข่าว New York Times ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ระบุว่า
12 มีนาคม 2026 สำนักข่าว New York Times ได้มีการรายงานถึงรอยร้าวครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรป เมื่อนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี แห่งอิตาลี ออกมาประกาศจุดยืนที่สร้างความสั่นสะเทือนทางการทูต โดยปฏิเสธที่จะให้พรรคพวกหรือทรัพยากรของอิตาลีเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และอิสราเอลที่กระทำต่ออิหร่าน เมโลนีระบุชัดเจนว่าอิตาลี “จะไม่เข้าร่วม” ในสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็น “สงครามที่เลือกเอง” ของสหรัฐฯ และวิจารณ์ว่าการโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุดนั้นขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
สาเหตุที่เมโลนีตัดสินใจเช่นนี้มาจากความล้มเหลวในการประสานงานและการข่าวกรอง โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งเตือนพันธมิตรใกล้ชิดอย่างอิตาลีก่อนเริ่มปฏิบัติการโจมตี ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนในระดับที่ประเมินค่าไม่ได้
นอกจากนี้ เมโลนียังเผชิญกับความกดดันภายในประเทศอย่างหนัก เนื่องจากสงครามครั้งนี้ไม่ได้รับความนิยมจากชาวอิตาลี และเธอยังถูกฝ่ายค้านปรามาสว่า ความสัมพันธ์ที่เคยอ้างว่าแนบแน่นกับทรัมป์นั้นเป็นเพียง “ข่าวปลอม” เพราะในยามวิกฤตกลับไม่มีการให้เกียรติในฐานะพันธมิตร
แทนที่จะสนับสนุนปฏิบัติการเชิงรุก อิตาลีเลือกที่จะส่งเพียง “ระบบป้องกันภัยทางอากาศ” ไปยังกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อคุ้มครองพลเมืองและทหารอิตาลีที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคเท่านั้น ท่าทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของยุโรป ในการแยกตัวออกจากนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวของทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลากเข้าไปในความขัดแย้ง ที่อาจบานปลายไปสู่สงครามระดับภูมิภาค และเพื่อรักษาจุดยืนเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ที่กำลังวิกฤตจากการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ
ข่าวจากเว็บไซต์ New York Times ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 69
สถานการณ์ปัจจุบันของนายกฯ จอร์เจีย เมโลนี เป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ค้นหาข่าวปัจจุบันของนายกฯ จอร์เจีย เมโลนี และพบกับข่าวที่ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว BBC เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยสามารถสรุปใจความได้ดังนี้
ความพ่ายแพ้ในการทำประชามติระดับชาติครั้งล่าสุดของอิตาลี กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ “ผู้ชนะที่ไม่เคยแพ้” ของนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลีต้องสั่นคลอน โดยประเด็นหลักของการลงประชามติคือข้อเสนอในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแยกบทบาทหน้าที่ระหว่างผู้พิพากษาและอัยการออกจากกันอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนนปรากฏว่าชาวอิตาลีกว่า 54% ตัดสินใจลงมติคัดค้าน (No) ส่งผลให้ร่างปฏิรูปนี้ถูกตีตกไป และถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่ครั้งแรกของเธอนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2022
ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการปฏิเสธตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ยังถูกตีความว่าเป็น “การลงประชามติเพื่อแสดงความเชื่อมั่น” ในตัวผู้นำ (Vote of Confidence) ซึ่งความล้มเหลวครั้งนี้ได้สร้างความเปราะบางให้กับตำแหน่งของเมโลนี ทั้งในด้านการบริหารงานภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่อาจเริ่มมีรอยร้าว และการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านที่เคยแตกแยกสามารถรวมตัวกันได้ติดอีกครั้งเพื่อท้าทายอำนาจของเธอในอนาคต
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีเค้าโครงของความขัดแย้งทางนโยบายอยู่จริง แต่ ข้อความโควตคำพูดที่ปรากฏในโพสต์ Facebook เป็นข้อมูลบิดเบือน โดยสรุปข้อเท็จจริงได้ ดังนี้
- มีการวิจารณ์จริงแต่ไม่ใช่การด่าทอ นายกฯ จอร์เจีย เมโลนี ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวุฒิสภาอิตาลี (ไม่ใช่การตบหน้ากลางงานแถลงข่าวร่วมกับทรัมป์) โดยระบุว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านนั้น “อยู่นอกขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศ” (Outside the scope of international law) เนื่องจากระบบระเบียบโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต
- คำพูดที่ถูกแต่งขึ้น ข้อความที่ว่า “คุณเป็นเพียงประธานาธิบดีอเมริกา ไม่ใช่ประธานาธิบดีอิตาลี” หรือ “เราไม่ใช่ข้าราชบริพารของคุณ” ไม่ปรากฏในการแถลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการตีความที่รุนแรงเกินจริง และถูกนำมาแต่งเสริมในโซเชียลมีเดีย
- ความสัมพันธ์ที่ร้าวราน แม้เมโลนีจะเคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในยุโรป แต่มีรอยร้าวเกิดขึ้นจริงเนื่องจากสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยไม่ได้ปรึกษาอิตาลีล่วงหน้า ทำให้อิตาลีประกาศจุดยืน “ไม่เข้าร่วม” ในสงครามนี้ แต่ยังคงสนับสนุนปฏิบัติการ “ป้องกัน” ในอ่าวเปอร์เซียเพื่อคุ้มครองพลเรือนของตนเอง
กระบวนการตรวจสอบ
- การค้นหาด้วยคำสำคัญ: มีการค้นหาด้วยคำว่า “เมโลนี อิตาลี ทรัมป์ NATO” บน Google Search จนได้พบกับข่าวที่เกี่ยวกับนายกฯ เมโลนี ของอิตาลี จากสำนักข่าวต่าง ๆ จนสามารถระบุได้ว่า ข่าวโดยผู้ใช้ Facebook: Bee Peligan Peligan Peligan เป็นการบิดเบือนข่าว
- การเปรียบเทียบข้อมูล: มีการเปรียบเทียบข้อมูลจากสำนักข่าวหลายสำนัก อาทิ RT News, THE SPECTATOR และ New York Times จนสามารถระบุได้ว่า ข่าวโดยผู้ใช้ Facebook: Bee Peligan Peligan Peligan เป็นการบิดเบือนข่าว
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
- สร้างความเข้าใจผิดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การบิดเบือนคำพูดของผู้นำระดับประเทศอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างอิตาลีและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มพันธมิตร NATO และเสถียรภาพทางการเมืองระดับโลก
- การใช้เทคนิค “สร้างอารมณ์ร่วม” เพื่อดึงดูดความสนใจ: โพสต์นี้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและสะใจ เช่น “โดนตบหน้าช้า”, “เจ็บกระอักกระอ่วน” เพื่อกระตุ้นให้คนแชร์ต่อด้วยอารมณ์มากกว่าการพิจารณาข้อเท็จจริง
- ทำลายกระบวนการรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง: การนำภาพเหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระมาตัดต่อรวมกัน (เช่น ภาพเมโลนีชี้นิ้ว และภาพทรัมป์ก้มหน้า) ทำให้ผู้รับสารเกิดภาพจำที่ผิดจากความเป็นจริง
- การแพร่กระจายของข่าวปลอมในวงกว้าง: จากหลักฐานพบว่ามียอดการมีส่วนร่วมสูง (ไลก์ 2.9 พันครั้ง และแชร์กว่า 370 ครั้ง) แสดงให้เห็นว่าข้อมูลเท็จนี้สามารถเข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบพาดหัวข่าวที่ดู “สมบูรณ์แบบเกินไป”: หากเนื้อหาข่าวฟังดูเหมือนบทละครหรือมีการใช้คำด่าทอที่รุนแรงระหว่างผู้นำประเทศ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นข่าวปลอม หรือการสร้างบทสนทนาจาก AI เพราะในทางการทูตมักไม่ใช้ถ้อยคำในลักษณะนี้
- ตรวจสอบแหล่งที่มาและสำนักข่าวหลัก: เรื่องสำคัญระดับการโต้เถียงกันของผู้นำโลก จะต้องมีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศมาตรฐาน (เช่น Reuters, AP, AFP) หากมีเพียงเพจส่วนบุคคลหรือกลุ่มปิดแชร์ข้อมูลเพียงแหล่งเดียว ให้ถือว่าไม่น่าเชื่อถือ
- สังเกตการใช้ภาพประกอบ: มักมีการนำภาพเก่ามาใช้ร่วมกับข้อความใหม่ ให้ลองใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ (Reverse Image Search) เพื่อดูว่าภาพเหล่านั้นมาจากเหตุการณ์ใดจริง
- ใช้วิจารณญาณกับเนื้อหาในกลุ่มปิดหรือเพจเฉพาะกลุ่ม: บ่อยครั้งที่เพจเหล่านี้มักแชร์เนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อเรียกยอดผู้ติดตามหรือสร้างกระแสความขัดแย้ง
- ติดตามช่องทางตรวจสอบข้อเท็จจริง: เมื่อพบข่าวสารที่น่าสงสัย ควรเช็กข้อมูลจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจเชื่อหรือแชร์ต่อ









