ตรวจสอบพบ: สื่อกัมพูชาใช้ภาพทุ่นระเบิดในเมียนมา นำมาประกอบรายงานข่าวอ้างว่าไทยเผยแพร่ Fake News

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : Website

ตรวจสอบพบเว็บไซต์สื่อกัมพูชา KBN News รายงานอ้างว่า ทางการไทยและสื่อไทยรายงานข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการพบทุ่นระเบิดไม่ทราบชนิด (มีลักษณะคล้าย MD82B) จำนวน 4 ลูก บริเวณพื้นที่ช่องติ๊กเบ๊าะ ทางทิศตะวันตกปราสาทตาควาย นอกจากนี้ KBN News ยังยืนยันว่า ระเบิดที่ทางการไทยตรวจพบนั้น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่ แต่เป็นทุ่นระเบิดเก่าจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีต
เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ระบุว่า
กองทัพไทยได้ออกมากล่าวหากัมพูชาอีกครั้งด้วยวิธีการเดิม ๆ โดยประกาศว่าพบทุ่นระเบิดชนิดใหม่ไม่ทราบชนิดอีก บริเวณชายแดน ปราสาทตาควาย และสันนิษฐานโดยไม่ลังเลว่าเป็นของกัมพูชา ตามรายงานของข่าวสด
แทบทุกครั้งที่มีการประชุมทางการทูตระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็น JBC, RBC หรือ GBC หลังจากการประชุม กองทัพบกไทยมักจะอ้างเหตุผลเดิม ๆ เสมอในการตำหนิกัมพูชา เช่น ปัญหาทุ่นระเบิด
ในฐานะประเทศภาคีของอนุสัญญาออตตาวา กัมพูชายืนยันเจตนารมณ์อย่างต่อเนื่องที่จะกำจัดระเบิดตกค้างจากความขัดแย้งในอดีต และไม่ใช้กับระเบิดใหม่โดยเด็ดขาด
กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดใด ๆ ที่ชี้ว่ากัมพูชาเป็นผู้วางระเบิดใหม่เหล่านี้
กองทัพไทยแถลงกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
เมื่อย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 68 ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไว้ว่าทางกัมพูชาได้ทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากไทยตรวจพบทุ่นระเบิดไม่ทราบชนิด 4 ลูก บริเวณพื้นที่ช่องติ๊กเบ๊าะ ปราสาทตาควาย
ระบุว่า
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 68 เวลา 14.30 น. กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 27 ตรวจพบทหารกัมพูชาทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามที่ได้ร่วมกันลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) เมื่อวันที่ 7 ส.ค.68 ณ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (ละเมิดข้อ 1 และ ข้อ 4 ) โดยตรวจพบทุ่นระเบิดไม่ทราบชนิด (มีลักษณะคล้าย MD82B) จำนวน 4 ลูก บริเวณพื้นที่ช่องติ๊กเบ๊าะ ทางทิศตะวันตกปราสาทตาควาย และคาดว่าจะมีอีก 1 ลูก อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากมีสัญญาณเตือน จากการใช้เครื่องตรวจทุ่นระเบิด บริเวณทุ่นระเบิดห่างจากแนวลวดหนามทางยุทธวิธีของหน่วยประมาณ 3 เมตร ซึ่งบริเวณที่ตรวจพบนั้น เป็นช่องทางที่ทหารกัมพูชามักใช้เป็นเส้นทางลาดตระเวนในการเดินเข้ามายังลวดหนามทางยุทธวิธีของฝ่ายเรา เพื่อเฝ้าตรวจฝ่ายเรา ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์
สื่อกัมพูชาใช้ภาพเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องนำมาประกอบข่าว
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่หรือของเก่า ข้อมูลเบื้องต้นมีเพียงแถลงการณ์จากกองทัพไทยว่าตรวจพบทุ่นระเบิดไม่ทราบชนิด 4 ลูก บริเวณพื้นที่ช่องติ๊กเบ๊าะ ปราสาทตาควาย
นอกจากนี้ มีการตรวจสอบพบว่า ภาพทุ่นระเบิดที่เว็บไซต์ KBN News ของกัมพูชาใช้ประกอบข่าว เป็นภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เกิดเหตุแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบภาพประกอบของรายงานจากข่าว KBS News ด้วยเครื่องตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าภาพที่ใช้ประกอบรายงานข่าวตรงกับภาพจากรายงานของ Al jazeera (Myanmar deaths from mines, ordnance tripled in 2023: UN) ระบุพาดหัวข่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากกับระเบิดและยุทโธปกรณ์ในเมียนมาเพิ่มขึ้นสามเท่าในปี 2023 องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่า มากกว่า 20% ของผู้เคราะห์ร้ายเป็นเด็ก
ภาพบันทึกหน้าจอเมื่อนำภาพประกอบรายงานข่าวของ KBN News ไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าไปตรงกับภาพในรายงานของ Al jazeera ที่ระบุว่าเป็นแฟ้มภาพจาก AFP
คำบรรยายใต้ภาพของรายงาน Al jazeera ระบุว่า กับระเบิดที่ถูกวางโดยกองทัพเมียนมาและถูกนำออกระหว่างปฏิบัติการเก็บกู้ [แฟ้มภาพ: AFP]
นอกจากนี้ เมื่อนำภาพดังกล่าวไปค้นหาในเว็บไซต์ AFP Forum พบว่าเป็นภาพที่ถูกถ่ายเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 66 โดยระบุคำอธิบายภาพว่า สมาชิกกองกำลัง KNDF ต่อต้านรัฐบาลทหาร ถือทุ่นระเบิดที่กองทัพเมียนมาวางไว้และเคลื่อนย้ายออกไประหว่างปฏิบัติการกำจัดทุ่นระเบิดใกล้เมือง Pekon
ภาพที่นำไปค้นหาเพิ่มจากเว็บไซต์ AFP Forum
กระบวนการตรวจสอบ
ตรวจสอบภาพจาก Google Lens : นำภาพที่สื่อกัมพูชานำมาใช้รายงานข่าวไปตรวจสอบโดยการใช้เครื่องตรวจสอบภาพ Google Lens พบว่าเป็นแฟ้มภาพจาก AFP เมื่อปี 2566 ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด
ผลกระทบจากการรับข้อมูลเท็จ
- กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุการณ์ชายแดน อาจสร้างความเข้าใจผิดระหว่างไทยและกัมพูชา นำไปสู่ความตึงเครียดทางการทูตหรือทางทหารมากขึ้น
- เสี่ยงต่อการเผยแพร่ภาพผิดบริบท: การใช้ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องอาจสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง ทั้งในและต่างประเทศ หากจะใช้ต้องระบุชัดเจนว่าเป็นแฟ้มภาพ เพื่อเลี่ยงการนำไปสู่การเกิดความเข้าใจผิด
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนแชร์: ตรวจสอบว่าแหล่งข่าวมาจากหน่วยงานหรือสื่อที่เชื่อถือได้หรือไม่ มีการอ้างอิงแหล่งข้อมูลหรือหลักฐานหรือไม่
- ใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพ เช่น Google Lens: หากสงสัยว่าภาพนั้นมีแหล่งที่มาอย่างไร สามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพ เพื่อตรวจสอบว่าภาพประกอบข่าวตรงกับเหตุการณ์จริงหรือถูกนำมาจากบริบทอื่น
- ไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการยืนยัน: โดยเฉพาะข้อมูลที่มีแนวโน้มสร้างความแตกแยกหรือปลุกปั่นความขัดแย้ง









