ตรวจสอบแล้ว: เท้ง ณัฐพงษ์ ไม่ได้กล่าวว่า หากได้เป็นนายกฯ จะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จ พร้อมลงจากตำแหน่ง

DateClock icon21:33|การเมือง
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์จาก Threads ที่อ้างข้อความและภาพของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าจะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จพร้อมลงจากตำแหน่ง พบไม่ปรากฏคำพูดดังกล่าวจากการให้สัมภาษณ์หรือแถลงการณ์ใด ๆ และเจ้าตัวยืนยันไม่เคยกล่าวในลักษณะหาเสียงตามที่ถูกอ้าง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก : Thread

ตรวจสอบพบโพสต์อ้างข้อความและภาพหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมข้อความระบุว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า

“ผมได้เป็นนายก สิ่งแรกที่จะทำ จำคำผมไว้ให้ดี พร้อมพาประเทศเข้าสู่โต๊ะสันติภาพไทย-กัมพูชา คือพี่น้องกันมานาน เร่งแก้ค้าขายกับกัมพูชาให้เร็วที่สุด หากทำไม่ได้ผมลงทันที”

โดยโพสต์ดังกล่าวปรากฏยอดเข้าชมกว่า 21,600 ครั้ง

คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ?

เมื่อค้นหาด้วยคำสำคัญจากส่วนหนึ่งในโควทคำพูดดังกล่าว ไม่ปรากฏบทสัมภาษณ์ลักษณะนี้จากสื่อทั่วไป หรือเว็บไซต์ใด ๆ

Thai PBS Verify จึงสอบถามไปยัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง ยืนยันว่า ไม่เคยพูดเนื้อหาลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงในประเด็นชายไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด

“ไม่เคยพูดเลยครับ ส่วนจุดยืนของพรรคต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา คือ น่าจะต้องเปิดแนวรบในทุก ๆ แนวรบด้านการทหาร การทูต แล้วก็ในเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ วัตถุประสงค์ที่เร่งด่วนที่สุด คือ การปกป้องอธิปไตย การใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน และการทำให้เรื่องยุติได้เร็วที่สุด เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนกลับบ้าน เป็นแนวทางในการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา”

นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบโดยการย้อนไปดูแถลงการณ์ของพรรคประชาชนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จากการปะทะทางทหารบริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี  เผยแพร่วันที่ 5 มิ.ย. 68 ระบุ

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นจากการปะทะทางทหารบริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ขณะที่รัฐบาลไทยยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่มีมาตรการในการแก้ปัญหาที่ชัดเจน ได้สัดส่วน และเท่าทันต่อสถานการณ์  กระทั่งเกิดความกังวลในหมู่ประชาชนว่าสถานการณ์อาจจะถูกยกระดับขึ้นจนกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทย นอกจากนี้อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่มีบุคคลบางฝ่ายฉวยโอกาสปลุกกระแสให้ใช้กำลังทางทหารแก้ปัญหาโดยไม่จำเป็น หรือยุยงให้กองทัพใช้อำนาจเหนือการควบคุมของรัฐบาล พรรคประชาชนจึงขอเสนอมาตรการเพื่อลดความวิตกกังวลของประชาชนและคลี่คลายสถานการณ์ไทย-กัมพูชาไปยังรัฐบาลไทย ดังนี้

  1. นอกจากการใช้เวทีทวิภาคีในการเจรจาและการแสดงออกถึงความพร้อมทางการทหารแล้ว รัฐบาลควรพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาอย่างได้สัดส่วนและเหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิเช่น
  • การสั่งห้ามส่งออกสินค้าบางประเภทไปยังประเทศกัมพูชา
  • การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้า และจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาบางจุดหากจำเป็น 
  • การไม่อนุญาตให้คนไทยข้ามแดนไปท่องเที่ยวหรือเล่นการพนันในกัมพูชา  ซึ่งเคยมีการประเมินว่ามีคนไทยเดินทางไปเล่นการพนันที่กัมพูชาประมาณวันละ 5,000 คน สร้างเงินหมุนเวียนกว่า 40,000 ล้านบาท/ปี
  • การเพิ่มมาตรการทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ที่มีฐานที่มั่นหลักในเขตแดนกัมพูชา เช่น การใช้กฎหมายที่ไทยมีอยู่แล้วในการสั่งอายัดทรัพย์สินผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การตัดสัญญาณมือถือและอินเตอร์เน็ต รวมทั้งการตัดไฟฟ้าที่ทางการไทยส่งขายให้กัมพูชา  
  • การระงับความช่วยเหลือในโครงการพัฒนาในประเทศกัมพูชา
  1. รัฐบาลไทยควรดำเนินมาตรการทางการทูตเชิงรุกควบคู่ไปกับการเจรจาทวิภาคี อาทิเช่น
  • เร่งดำเนินการเชิงรุกทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ทั้งกับมิตรประเทศของเราในกลุ่มอาเซียน ประเทศสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ รวมถึงมิตรประเทศอื่นๆ ของไทย เพื่อช่วยโน้มน้าวให้แก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยการเจรจาในระดับทวิภาคีภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่มีอยู่ รัฐบาลไทยควรเร่งทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีของประชาคมโลกได้
  • เนื่องจากกัมพูชาต้องการนำกรณีพิพาทเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการนำเสนอข้อเท็จจริงของกรณีพิพาทให้แก่ประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน สหประชาชาติ หรือกรอบพหุภาคีอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบในกรณีที่กัมพูชาใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อยกระดับประเด็นพิพาท 
  1. รัฐบาลไทยต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนไทยไม่ได้รับทราบความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะมีแนวทางการรับมือความเคลื่อนไหวของกัมพูชาอย่างไร ทั้งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ นอกจากรับทราบจากข่าวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน ซึ่งทำให้เกิดความสับสนหรือคาดเดาสถานการณ์ไปในทิศทางต่างๆ พรรคประชาชนขอเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งวอร์รูมสื่อสารเพื่อแถลงความคืบหน้าสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะมาตรการของรัฐบาลไทย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงรายวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย รวมถึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสาธารณะ และเป็นฐานในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่ารัฐบาลไทยไม่ใช่ผู้รุกรานหรือผู้กระทำความผิดในกรณีดังกล่าว

สุดท้าย  พรรคประชาชนยืนยันว่า ความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้จะคลี่คลายลงได้ ด้วยการบริหารสถานการณ์ที่เป็นเอกภาพของรัฐบาล มียุทธศาสตร์และมาตรการที่ชัดเจนและเท่าทันต่อสถานการณ์  ซึ่งจะทำให้เรายุติความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อ ของพี่น้องทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์

รวมถึงแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 68 ไม่พบคำกล่าวอ้างดังกล่าวในเชิงการพูดในลักษณะหาเสียง หรือคำมั่นสัญญาแต่อย่าง ในการแถลงดังต่อไปนี้ เป็นเพียงการแถลงแสดงจุดยืน แนวทาง และข้อเสนอแนะ เพื่อส่งสารถึงรัฐบาลขณะนั้น ภายใต้การบริหารของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล

กล่าวว่า การใช้กำลังทหาร ต้องเป็นวิธีการสุดท้ายใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่น ๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล การทหารจึงใช้เพื่อการป้องกันตัวเอง ขจัดภัยเฉพาะหน้า และอิงหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงใช้วิธีทางการทูต และด้านการข่าวสาร ในการรับมือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ ตรวจสอบจากเวลาของโพสต์ดังกล่าวที่อ้างว่า ณัฐพงษ์ ระบุ “หากเป็นนายกฯ จะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จจะลงจากตำแหน่ง” นั้น เผยแพร่เมื่อ 19 ชั่วโมงจากเวลาที่ Thai PBS Verify ตรวจสอบคำกล่าวอ้างนี้ ณ วันที่ 25 ธ.ค. 68

เมื่อย้อนการค้นหาจากการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคประชาชน ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตรวจสอบพบว่าหน้าสื่อสังคมออนไลน์ ทางหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ใน 2 รายการคือ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ  และติ่งข่าว ออกอากาศทางช่อง Workpoint

สำหรับรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 ธ.ค 68 นาทีที่ 29.03

ระบุเกี่ยวกับประเด็นจุดยืน ข้อเสนอต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าจุดยืนพรรคคือ ต้องการปกป้องอธิปไตย สงครามไม่ยืดเยื้อ พาพ่อแม่พี่น้องกลับบ้าน และชายแดนต้องมีความปลอดภัย

“เราไม่ได้ปฏิเสธกำลังทางการทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย ปกป้องความสูญเสีย แต่เราจะไม่เอาเรื่องนี้มาเล่นเป็นกระแสให้เป็นความนิยมของพรรค” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 68

สำหรับรายการติ่งข่าว ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 ธ.ค 68 เนื้อหาที่พูดคุยเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ วินาทีที่ 10.04  ไม่พบเนื้อหาที่ตรงกับโพสต์ที่กล่าวอ้างว่า “หากเป็นนายกฯ จะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จจะลงจากตำแหน่ง”

นักวิชาการมองปรากฏการณ์กระแสชาตินิยมล้มคะแนนคู่ตรงข้ามอย่างไร

อ. ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการนำคำพูดบิดเบือนมาสร้างข่าวปลอมในทำนองนี้ว่า ในช่วงใกล้เข้าสู่สนามเลือกตั้ง มักมีการนำข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่เป็นความจริงมาใช้ใส่ร้าย ป้ายสี และโจมตีคู่แข่ง ซึ่งจากการติดตามที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาของการกำหนดไว้ในกฎหมายว่า หากมีหลักฐานสามารถนำไปยื่น กกต. ได้ และผู้กระทำมีความผิดตามกฎหมาย

โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดีย ข้อมูลที่สื่อสารทางออนไลน์สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นแทบทุกการเลือกตั้ง เพียงแต่แตกต่างกันไปว่าในแต่ละครั้งจะหยิบประเด็นใดมาโจมตี

ที่ผ่านมา มักเล่นประเด็นส่วนตัว เช่น อายุ สุขภาพ หรือโรคภัยของนักการเมือง เพื่อด้อยค่าให้สังคมมองว่าอีกฝ่าย “หมดสภาพ” หรือไม่มีประโยชน์ แต่ในการเลือกตั้งรอบนี้ กระแสรักชาติกำลังมาแรง จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ โดยพยายามผูกโยงว่า พรรคใดมีท่าทีไม่แข็งกร้าวพอในการปกป้องอธิปไตย แม้หลายกรณีจะเป็นการบิดเบือน ไม่ได้มาจากสิ่งที่บุคคลหรือพรรคนั้นพูดจริง

อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เด็ดขาดเพียงพอ ทำให้ถูกอาศัยจังหวะนี้ เลือกนำเสนอข้อมูลบางส่วน เพื่อใช้โจมตีและทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมือง

“ประเด็นของชาติกับการเมือง ในช่วงก่อนเลือกตั้งขณะนี้ มันชัดเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ทะเลาะกับใครในช่วง 20 ปีที่ผ่านมากับเพื่อนบ้านที่เป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ก่อนหน้านี้อาจจะมีกระแสชาตินิยมในมิติอื่นที่ส่งผลกับพรรคสีส้ม เช่น เรื่องประเด็น ม.112 กับ ปฏิรูปกองทัพ ที่มีความเป็นประเด็นชาตินิยม แต่เป็นมุมมองที่มุมมองค่านิยมที่เป็นประเด็นภายในความเป็นชาติภายในประเทศ แต่ว่าวันนี้มันมีต่างประเทศเข้ามา การบิดเบือนข้อมูลอาจสร้างอารมณ์ร่วมได้เฉพาะกับคนฝั่งเดียวกัน เช่น การปั่นข่าวเพื่อโจมตีพรรคประชาชน จะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของกลุ่มที่ไม่สนับสนุนพรรคนี้อยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้มีแนวโน้มจะเลือกพรรคนี้ตั้งแต่ต้น ทำให้ยิ่งอินและยิ่งหนักแน่นมากขึ้นจนแทบไม่มีทางเปลี่ยนใจ

“อย่างไรก็ตาม กลุ่มนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนท่าทีอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีการบิดเบือนข้อมูลก็ตาม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ คือกลุ่มคนที่ยังมีความคิดกลาง ๆ ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร หรือยังไม่ชอบพรรคใดเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่

“การบิดเบือนข้อมูลจึงมุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มนี้ เพื่อปั่นกระแส ทำให้สับสนหรือเข้าใจผิด และหวังผลให้มองฝ่ายตรงข้ามในแง่ลบ ด้วยการ สร้างภาพลักษณ์ให้ดูแย่ลงจนกระทบต่อการตัดสินใจทางการเมือง” อ.ดร.สติธร ธนานิธิโชติ 

เรื่องจริงเป็นอย่างไร

เรื่องจริงคือ โพสต์จาก Threads ที่อ้างคำพูดและภาพของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะเร่งค้าขายกับกัมพูชาและพร้อมลงจากตำแหน่งหากทำไม่สำเร็จนั้น Thai PBS Verify ตรวจสอบไม่พบคำกล่าวดังกล่าวจากการให้สัมภาษณ์ แถลงการณ์ หรือสื่อใด ๆรวมถึงเจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยพูดในลักษณะดังกล่าว 

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

ตรวจสอบจากการค้นหาคำสำคัญ: เมื่อค้นหาด้วยคำสำคัญจากส่วนหนึ่งในโควทคำพูดดังกล่าว ไม่ปรากฏบทสัมภาษณ์ลักษณะนี้จากสื่อทั่วไป หรือเว็บไซต์ใด ๆ

ตรวจสอบโดยการสัมภาษณ์บุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง: Thai PBS Verify จึงสอบถามไปยัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง ยืนยันว่า ไม่เคยพูดเนื้อหาลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวกับนโยบายหาเสียงในประเด็นชายไทย-กัมพูชา แต่อย่างใด

ตรวจสอบโดยข้อมูลการให้สัมภาษณ์ในสื่อออนไลน์:  เมื่อย้อนการค้นหาจากการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคประชาชน  ตรวจสอบพบว่าหน้าสื่อสังคมออนไลน์ ทางหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ใน 2 รายการคือ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ  และติ่งข่าว ออกอากาศทางช่อง Workpoint แต่ไม่พบคำพูดลักษณะที่ ระบุ “หากเป็นนายกฯ จะเร่งค้าขายกับกัมพูชา หากทำไม่สำเร็จจะลงจากตำแหน่ง” 

 

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!