“ไทยก้าวใหม่” ชู “เรียนฟรีถึงปริญญาเอก” นักวิชาการชี้ ตั้งใจดี แต่ควรทำเรียนฟรี 12 ปี ให้เกิดจริงก่อน

พรรคไทยก้าวใหม่ได้เผยแพร่ภาพนโยบายด้านการศึกษาผ่านเพจเฟซบุ๊กของพรรค เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2568 โดยระบุว่า “พรรคไทยก้าวใหม่ เชื่อว่าการศึกษาไม่ควรเป็นภาระของครอบครัว แต่ต้องเป็นการลงทุนของประเทศ รัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่จำเป็นอย่างแท้จริง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงปริญญาเอก เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนตามศักยภาพ ไม่ว่าฐานะทางบ้านจะเป็นอย่างไร สร้างสังคมที่ความสามารถ ไม่ใช่ความจน เป็นตัวกำหนดอนาคต”
ทั้งนี้ นโยบายเรียนฟรีดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในนโยบายภายใต้แนวคิดการสร้างคนรุ่นใหม่ของพรรคไทยก้าวใหม่ นำโดย ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
จากประเด็นดังกล่าว Thai PBS Verify จึงได้ย้อนไทม์ไลน์นโยบาย “เรียนฟรี” เพื่อดูว่า ก่อนหน้านี้เคยมีพรรคการเมืองใดนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงแล้วบ้าง และในปัจจุบันนโยบายเรียนฟรีมีพัฒนาการและแนวทางอย่างไร
ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่
นโยบายพรรคไทยก้าวใหม่เรื่องการศึกษา
นโยบายเรียนฟรีเริ่มเมื่อไหร่ ?
นโยบายเรียนฟรี เคยเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2552 ภายใต้นโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายและสายอาชีวศึกษา (ปวช.) โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฐานนโยบายด้านการศึกษาที่รัฐบาลชุดหลังและพรรคการเมืองต่าง ๆ นำไปต่อยอดและขยายความเข้มข้นในมิติใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแฝง การเรียนฟรีระดับอุดมศึกษา หรือการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับทักษะแห่งอนาคต
- ช่วงปี 2552: รัฐบาลสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นนโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” โดยครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย/ปวช. สนับสนุน 5 รายการหลัก (ค่าเทอม, อุปกรณ์การเรียน, เครื่องแบบ, หนังสือ และกิจกรรม) ซึ่งกลายเป็นรากฐานที่ใช้มาจนปัจจุบัน
- ช่วงปี 2565-2566: พรรคไทยสร้างไทย โดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นพรรคแรก ๆ ที่ประกาศนโยบาย “เรียนฟรีจบปริญญาตรี” โดยเน้นการลดเวลาเรียน 3 ปี (เรียนจบอายุ 18-19 ปี) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและให้เด็กเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น
- ช่วงเลือกตั้ง 2566: การแข่งขันเชิงนโยบายการศึกษา หลายพรรคได้ยกระดับนโยบายเรียนฟรีให้เข้มข้นขึ้น
- พรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน): ชูสโลแกน “เรียนฟรีจริง” โดยเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น อาหารกลางวันฟรีทุกระดับ และรถรับส่งฟรี รวมถึงเรียนฟรีอาชีวะถึง ปวส.
- พรรคเพื่อไทย: เน้นระบบ Learn to Earn เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และนโยบาย “One Tablet per Child” (แจกแท็บเล็ตพร้อมอินเทอร์เน็ต) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
- พรรคภูมิใจไทย: เสนอ “เรียนฟรีถึงปริญญาตรี” และระบบ Virtual School เรียนออนไลน์ฟรีทั่วประเทศ รวมถึงพักหนี้ กยศ. 5 ปี
- ปี 2568 : “เรียนฟรี AI และปลดหนี้ กยศ.” พรรคไทยก้าวใหม่ : นำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยขึ้น โดยชู “ธนู 4 ดอก” และเน้นว่า “ต้องเรียนฟรีถึงปริญญาเอก” ไม่ใช่แค่เรียนฟรี แต่ต้องจบมาแล้วไม่มีหนี้ (ปลดหนี้ กยศ.)
ปัจจุบันงบประมาณนโยบายเรียนฟรีเป็นอย่างไร?
จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ 2569 พบว่า กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณรวมทั้งสิ้น 355,108.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14,333 ล้านบาท
สำหรับงบประมาณนโยบายเรียนฟรีในแต่ละระดับชั้น เมื่อพิจารณาอัตราเฉลี่ยต่อคนต่อปี พบว่า ระดับอนุบาลได้รับงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 6,400 บาท โดยมีการปรับเพิ่มค่าจัดการเรียนการสอนและค่ากิจกรรม ขณะที่ระดับประถมศึกษาได้รับงบเฉลี่ยประมาณ 6,561 บาท ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรีในลักษณะขั้นบันได
ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้รับงบเฉลี่ยประมาณ 9,810 บาท โดยเน้นการจัดสรรงบสำหรับกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและอุปกรณ์การเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้รับงบเฉลี่ยมากกว่า 10,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมงบสนับสนุนอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น แท็บเล็ตหรือแล็ปท็อป ภายใต้โครงการ Anywhere Anytime
ขณะที่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1–3 ได้รับงบประมาณเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 14,083 บาทต่อคนต่อปี เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายด้านวัสดุฝึกหัดและอุปกรณ์เฉพาะทางตามสาขาวิชา
เริ่มทำเรียนฟรี 12 ปีจริงก่อน ขยายสู่ระดับสูง
ศ. ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ระบบการศึกษาไทย กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้งที่หลายพรรคการเมืองเริ่มชูนโยบายด้านการศึกษา โดยเฉพาะนโยบายเรียนฟรีในรูปแบบต่าง ๆ ผู้ให้สัมภาษณ์มองว่า พรรคไทยก้าวใหม่เป็นหนึ่งในพรรคที่ผลักดันนโยบายการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยแนวคิดให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาเอก มองว่านโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจที่ดี และสะท้อนให้เห็นว่าหลายพรรคเริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคม
อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่า การให้เรียนฟรีถึงระดับปริญญาเอกในตอนนี้ยังเป็นเรื่องยาก และอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถทำให้การเรียนฟรี 12 ปีเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ แม้กฎหมายจะกำหนดให้เรียนฟรีโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติยังมีค่าใช้จ่ายแฝงหลายด้าน ส่งผลให้ผู้ปกครองเดือดร้อน และทำให้เด็กบางส่วนหลุดออกจากระบบการศึกษา
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ระบบการศึกษาไทย
ศ. ดร.สมพงษ์ แนะนำว่า ควรเร่งทำให้การเรียนฟรี 12 ปีเกิดขึ้นจริงก่อน หากสามารถผลักดันให้เรียนฟรีจนจบปริญญาตรีได้ ก็จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากกว่า เพราะการศึกษาระดับปริญญาตรีสามารถช่วยพัฒนาทักษะ เพิ่มคุณภาพคน และสร้างโอกาสในการมีงานทำได้ดี ขณะที่การเรียนฟรีถึงระดับปริญญาเอกเป็นการศึกษาที่เฉพาะทาง ใช้งบประมาณสูง และไม่ใช่การศึกษาสำหรับคนส่วนใหญ่
นอกจากนี้ หากผลักดันให้เรียนฟรีถึงปริญญาเอก อาจทำให้เกิดปัญหาวุฒิการศึกษาเฟ้อ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทแล้ว ขณะเดียวกัน การศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นการศึกษาเฉพาะทางและเป็นเรื่องรายบุคคล ไม่ใช่การศึกษาสำหรับมวลชน อีกทั้งต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง หากรัฐผลักดันให้เรียนฟรีถึงระดับดังกล่าว อาจนำไปสู่ปัญหาวุฒิการศึกษาเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทแล้ว โดยมองว่า การเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีสามารถช่วยพัฒนาสมรรถนะ สร้างคุณภาพคน และเพิ่มโอกาสในการมีงานทำได้ในระดับที่เหมาะสม จึงควรเป็นเป้าหมายนโยบายที่มีน้ำหนัก สมเหตุสมผล และสอดคล้องกับบริบทของประเทศในช่วงการเลือกตั้งครั้งนี้
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่าจากไทม์ไลน์นโยบายเรียนฟรีเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว จุดเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในปี 2552 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายใต้นโยบาย “เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ” ซึ่งรัฐเข้ามารับภาระค่าใช้จ่ายหลักด้านการศึกษา 5 รายการ และกลายเป็นรากฐานของระบบเรียนฟรีที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น นโยบายเรียนฟรีได้ถูก ยกระดับและตีความใหม่ตามบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจ พรรคการเมืองในช่วงหลัง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เริ่มขยายขอบเขตจากการลดค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน ไปสู่แนวคิดเรียนฟรีระดับอุดมศึกษา การลดเวลาเรียน การลดค่าใช้จ่ายแฝง และการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงานและทักษะแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI
ขณะที่งบประมาณ ปัจจุบันรัฐยังคงสนับสนุนนโยบายเรียนฟรีอย่างต่อเนื่อง โดยเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ปีงบประมาณ 2569 ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณกว่า 355,108.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 14,333 ล้านบาท และมีการปรับเพิ่มงบเรียนฟรีในหลายระดับชั้น โดยเฉพาะระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา
ด้านนักวิชาการ มองว่า ควรเร่งทำให้การเรียนฟรี 12 ปีเกิดขึ้นจริงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง และหากจะขยายไปสู่ระดับอุดมศึกษา การเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีถือเป็นระดับที่สอดคล้องกับบริบทประเทศมากกว่า ทั้งในแง่การพัฒนาคุณภาพคนและการเตรียมกำลังแรงงาน
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบข้อมูลผ่านไทม์ไลน์นโยบาย: เมื่อตรวจสอบไทม์ไลน์นโยบาย พบว่าเป็นโครงการที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่อยู่จำกัดระยะเวลาเรียนอยู่ที่ 15 ปี
- ตรวจสอบแหล่งข้อมูล : เมื่อตรวจสอบงบประมาณของนโยายดังกล่าว มีการจัดสรรงบประมาณทุกปี และเพิ่มขึ้นทุกปี
- ตรวจสอบแหล่งข่าว : Thai PBS Verify สัมภาษณ์นักวิชาการแนะควรส่งเสริมเรียนฟรี 12 ปีและจบปริญญาตรีก่อน









