decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
ปลากะตักกับเรือปั่นไฟ… เมื่อประมงไทยไล่ล่าปลาตัวเล็ก
Conflict Resolution

ปลากะตักกับเรือปั่นไฟ… เมื่อประมงไทยไล่ล่าปลาตัวเล็ก

ดร.เพชร มโนปวิตรดร.เพชร มโนปวิตร11 มี.ค. 2568 14:00
Share on

เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วศาสตราจารย์ Daniel Pauly แห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแคนาดา ได้ตีพิมพ์งานวิชาการด้านการประมงที่ทรงอิทธิพลที่สุดชิ้นหนึ่งในวารสาร Science ชื่อว่า Fishing down Marine food webs งานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ Pauly สังเกตเห็นแนวโน้มที่น่ากังวลในอุตสาหกรรมประมงทั่วโลกนั่น คือรูปแบบการประมงที่เปลี่ยนจากการจับปลาผู้ล่าขนาดใหญ่มาสู่การจับปลา และสัตว์น้ำขนาดเล็กที่อยู่ต่ำลงไปเรื่อย ๆ ในห่วงโซ่อาหาร

ทฤษฎีการประมงที่ถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหาร หรือ Fishing Down the Food Web คือกระบวนการที่การประมงในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ ทำการประมงเกินขนาดและเมื่อจับปลาผู้ล่าขนาดใหญ่ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาทูน่า ปลาค็อด ปลาอินทรี จนร่อยหรอแล้ว จึงหันไปจับสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ อย่างปลาเบญจพรรณ และปลากะตัก จนในที่สุดลงเอยด้วยการจับลูกปลาขนาดเล็กและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งแต่ก่อนไม่มีใครคิดจะจับ 

แนวคิด Fishing Down the Food Web อาจนำมาอธิบายสถานการณ์การประมงปลากะตักในประเทศไทยได้ โดยเฉพาะในบริบทของข้อถกเถียงเกี่ยวกับการแก้ไขพ.ร.ก.ประมงฉบับใหม่ที่อาจเปิดโอกาสให้มีการทำประมงอวนล้อมจับปลากะตักประกอบแสงไฟด้วยอวนตาถี่นอกเขต 12 ไมล์ทะเล

ปรากฏการณ์ไล่ล่าปลาตัวเล็กกำลังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าของทะเลไทย และความไม่ยั่งยืนของการประมง 

ประมงถดถอยตามห่วงโซ่อาหารที่ลดลง 

ในธรรมชาติปลาขนาดใหญ่ที่มีอายุยืนซึ่งอยู่บนสุดหรือใกล้จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ มักจะลดจำนวนลงเร็วกว่าปลาขนาดเล็กที่มีอายุสั้นและอยู่ในระดับชั้นของห่วงโซ่อาหาร (trophic level) ต่ำกว่า เมื่อถูกจับโดยการเครื่องมือประมงที่ไม่เลือกชนิดอย่างเครื่องมืออวนลาก เบ็ดราว หรืออวนล้อมจับด้วยการปั่นไฟ ผลที่ตามมาคือขนาดและค่าเฉลี่ยระดับห่วงโซ่อาหารของกลุ่มปลาที่ถูกจับจะค่อย ๆ ลดลง

Daniel Pauly และคณะวิเคราะห์ข้อมูลการจับสัตว์น้ำจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1950 ถึงปี 1994 และพบว่าระดับห่วงโซ่อาหาร (trophic level) เฉลี่ยของสัตว์น้ำที่จับได้ทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์ “fishing down” นี้ในมหาสมุทรทั่วโลก 

ในบทความ Fishing Down Marine Food Webs Daniel อธิบายกระบวนการที่เกิดขึ้น ดังนี้

  1. การเริ่มต้นด้วยผู้ล่าขนาดใหญ่: ในช่วงแรกของการพัฒนาการประมง เรือประมงมักจับปลาขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงและอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร เช่น ปลาทูน่า ปลากระโทงแทง ปลาค็อด หรือปลาฉลาม
  2. การลดลงของประชากรผู้ล่า: เมื่อจับสัตว์น้ำกลุ่มนี้มากเกินไป ประชากรของสัตว์เหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการจับในปริมาณที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
  3. การเปลี่ยนเป้าหมาย: เรือประมงจึงเปลี่ยนไปจับสัตว์น้ำที่อยู่ถัดลงมาในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งมักมีขนาดเล็กกว่า อายุสั้นกว่า และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำกว่า
  4. วงจรอุบาทว์: กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โดยการประมงค่อย ๆ “ถอยลง” มาจับสัตว์น้ำที่อยู่ต่ำลงในห่วงโซ่อาหาร จนในที่สุดอาจถึงขั้นที่มีการจับลูกปลา แพลงก์ตอนสัตว์หรือแมงกะพรุน

หลังจากงานวิจัยของ Daniel ในปี 1998 นักวิจัยหลายกลุ่มได้ทำการศึกษาและพบหลักฐานชัดเจนของการ “fishing down” ในหลายพื้นที่ทั่วโลก อาทิ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ อ่าวไทย และพื้นที่ชายฝั่งของจีน โดยเฉพาะในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากการจับปลาขนาดใหญ่มาเป็นปลาเบญจพรรณ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก 

  • A group of fish swimming in the ocean

Description automatically generated
    ทูน่า ปลาค็อด ปลาอินทรี จนร่อยหรอแล้ว จึงหันไปจับสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ อย่างปลาเบญจพรรณ และปลากะตัก จนในที่สุดลงเอยด้วยการจับลูกปลาขนาดเล็กและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างแมงกะพรุน ซึ่งแต่ก่อนไม่มีใครคิดจะจับ

มีข้อสันนิษฐานว่าเทคโนโลยีการประมงที่ก้าวหน้าขึ้นมาก ปรากฏการณ์ “fishing down” หรือประมงแบบไล่ล่าจึงเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีต เพราะมีทั้งการใช้ระบบโซนาร์ (sonar) และซาวน์เดอร์ (sounder) ที่อาศัยหลักการสะท้อนของคลื่นเพื่อระบุตำแหน่งของฝูงปลา ร่วมกับ GPS รวมทั้งเครื่องมือประมงขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งการใช้แสงไฟล่อ ทำให้เรือประมงสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้นและลึกขึ้น

การประมงถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหารส่งผลกระทบสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบนิเวศ เพราะเมื่อผู้ล่าระดับบนถูกกำจัดออกไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความสมดุลของระบบนิเวศ เช่น การเพิ่มขึ้นอย่างไม่สมดุลของประชากรปลาเล็กและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ปรากฏการณ์ปะการังเสื่อมโทรมในบางพื้นที่ เช่น ทะเลแคริบเบียน การสูญเสียปลากินพืช ทำให้ปะการังที่เสียหายจากพายุและโรคปะการังไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ และนำไปสู่การทำลายแนวปะการัง ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร ในหลายประเทศที่กำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา การพึ่งพาการประมงเพื่อโปรตีนและการดำรงชีพมีความสำคัญ การลดลงของปลาที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง

ปรากฏการณ์ “fishing down” ยังมีมิติทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เช่นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการตลาด เมื่อปลาขนาดใหญ่หายาก ราคาของปลาเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมพยายามสร้างตลาดสำหรับชนิดพันธุ์ที่เคยถูกมองข้าม ตัวอย่างเช่น ในอเมริกาเหนือ ปลา “Chilean sea bass” (ชื่อการตลาดของปลา Patagonian toothfish) กลายเป็นที่นิยมหลังจากปลาค็อดลดจำนวนลง หรือในประเทศไทยเองก็มีความพยายามนำปลานกแก้ว (Parrotfish) มาบริโภคในเชิงพาณิชย์ 

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการขยายตัวขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการลดลงของปลาธรรมชาติ จนทำให้ในปัจจุบันมีการผลิตสัตว์น้ำด้วยการเพาะเลี้ยงมากกว่าการจับจากธรรมชาติในหลายประเทศ แต่การเลี้ยงปลากินเนื้อ (เช่น ปลากะพง ปลาเก๋า ปลาแซลมอน) ยังคงต้องใช้ปลาเล็กจากธรรมชาติเป็นอาหาร ซึ่งอาจเร่งปรากฏการณ์ “fishing down” ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

งานวิจัยของ Daniel Pauly มีอิทธิพลอย่างมากต่อการจัดการประมงทั่วโลก หลายประเทศได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ในการกำหนดโควตาการจับปลาที่คำนึงถึงบทบาทของแต่ละชนิดในระบบนิเวศ และจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Areas) เพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์น้ำ และยังสนับสนุนแนวคิดการจัดการประมงเชิงระบบนิเวศ (Ecosystem-Based Fisheries Management – EBFM) แทนที่จะมุ่งเน้นการจัดการชนิดพันธุ์แต่ละชนิดแยกกัน นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายกำลังเปลี่ยนไปใช้วิธีการที่พิจารณาระบบนิเวศทั้งหมด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความตื่นตัวในการต่อสู้กับการประมงผิดกฎหมาย ,การไม่รายงานและไร้การควบคุม (IUU – Illegal, Unreported and Unregulated) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่เร่งปรากฏการณ์ “fishing down” เนื่องจากเป็นการประมงที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดทางกฎหมาย และไม่มีการควบคุม ไม่มีการรายงานว่าจับอะไร อย่างไร เท่าไหร่ 

หลังจากงานวิจัย Fishing Down Marine Food Webs ที่เผยแพร่ในปี 1998 Daniel Pauly และทีมวิจัยได้พัฒนาแนวคิดนี้ต่อเนื่อง และนับเป็นหนึ่งในทฤษฎีที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวิทยาศาสตร์การประมงสมัยใหม่ ผลงานสำคัญที่ Daniel ได้มีส่วนพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้แก่ 

  • ดัชนี Marine Trophic Index (MTI): Pauly และคณะได้พัฒนาดัชนีนี้เพื่อวัดระดับ trophic level เฉลี่ยของสัตว์น้ำที่จับได้ในแต่ละพื้นที่ และใช้เป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเล ปัจจุบัน MTI เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ใช้ติดตามความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเล
  • โครงการ Sea Around Us: Pauly เป็นผู้นำโครงการวิจัยระดับโลกนี้ ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการประมงทั่วโลกเพื่อประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โครงการ Sea Around Us ได้ตีพิมพ์งานวิจัยมากกว่า 320 ชิ้นและได้รับการอ้างอิงกว่า 27,000 ครั้ง จนทำให้เขาเป็นนักวิจัยด้านการประมงที่มีการอ้างอิงผลงานมากที่สุดในโลกเมื่อปี 2020

ปลากะตักในสมการความยั่งยืนของประมงไทย 

เราอาจนำแนวคิด “Fishing Down the Food Web” หรือ ประมงถดถอยลงตามห่วงโซ่อาหาร ของ Daniel Pauly มาอธิบายสถานการณ์ประมงปลากะตักในประเทศไทยได้ดีพอสมควร ปลากะตักจัดเป็นปลาที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร (trophic level) ค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 2.5-3.0) เนื่องจากเป็นปลาขนาดเล็กที่กินแพลงก์ตอนเป็นหลัก 

ตามทฤษฎีของ Pauly การที่การประมงไทยมุ่งเน้นการจับปลากะตักในปริมาณมากอาจเป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ “fishing down” ที่กำลังเกิดขึ้นในน่านน้ำไทย ด้วยเหตุผล ดังนี้

  1. ประวัติศาสตร์การประมงไทย: ในอดีต ประเทศไทยเคยมีทรัพยากรสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ในระดับ trophic level สูงอุดมสมบูรณ์ เช่น ปลาทู ปลาอินทรี และปลาทูน่า แต่จากการทำประมงอย่างเข้มข้นตั้งแต่ในช่วง 60-70 ปีที่ผ่านมาทำให้ปริมาณปลาเหล่านี้ลดลงอย่างมาก
  2. การเปลี่ยนเป้าหมายมาสู่ปลากะตัก: เมื่อทรัพยากรสัตว์น้ำขนาดใหญ่ลดลง ชาวประมงไทยจึงเปลี่ยนมาจับสัตว์น้ำที่อยู่ต่ำกว่าในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งรวมถึงปลากะตัก โดยรายงานล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามีการจับปลากะตัก ประมาณ 130,000 ตันต่อปี ซึ่งจัดให้ปลากะตักอยู่ในกลุ่มชนิดปลาหลักที่มีการจับมากที่สุดในประเทศ ขณะที่ปริมาณการจับปลาทูลดลงเกือบ 3 เท่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา  
  3. บทบาทสำคัญของปลากะตักในระบบนิเวศ: ปลากะตักเป็นอาหารสำคัญของปลาผู้ล่าขนาดใหญ่หลายชนิด การจับปลากะตักในปริมาณมากไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของ “fishing down” แต่ยังอาจเร่งกระบวนการนี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากลดแหล่งอาหารของปลาขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่

ความต้องการจับปลากะตักให้ได้มากขึ้น จนนำไปสู่ความพยายามการแก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้ใช้อวนล้อมจับปลากะตักร่วมกับแสงไฟล่อนอกเขต 12 ไมล์ทะเล สามารถวิเคราะห์ผ่านแนวคิด Fishing down the food web ของ Daniel Pauly ได้เช่นกันคือ 

1. การเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือประมง

การใช้อวนล้อมร่วมกับแสงไฟล่อเป็นเทคโนโลยีประมงที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการจับปลากะตัก ปลากะตักถูกดึงดูดด้วยแสงไฟ ทำให้รวมตัวกันเป็นกลุ่มหนาแน่นและถูกจับได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) ในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน เพราะตัวอ่อนสัตว์น้ำก็ถูกแสงไฟดึงดูด การใช้เครื่องมือประสิทธิภาพสูงมากจนถึงขั้นทำลายล้างสำหรับชนิดที่อยู่ต่ำในห่วงโซ่อาหารเช่นนี้ อาจเร่งปรากฏการณ์  “fishing down” และอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบนิเวศที่รุนแรงยิ่งขึ้น

2. ผลกระทบต่อโครงสร้างห่วงโซ่อาหาร

การจับปลากะตักในปริมาณมาก มีผลกระทบต่อโครงสร้างห่วงโซ่อาหารหลายประการ:

  • การลดลงของอาหารสำหรับผู้ล่า: ปลากะตักเป็นอาหารสำคัญของปลาทูน่า ปลาอินทรี และปลาทะเลอื่น ๆ ไปจนถึงวาฬ การลดลงของปลากะตักอาจส่งผลให้ประชากรปลาผู้ล่าลดลงตามไปด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหารที่พึ่งพากัน: ปลากะตักช่วยควบคุมประชากรแพลงก์ตอนสัตว์ การลดลงของปลากะตักอาจทำให้แพลงก์ตอนสัตว์เพิ่มจำนวนมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อแพลงก์ตอนพืชและคุณภาพน้ำ

3. ข้อพิจารณาเรื่องพื้นที่การทำประมง

การขยายเขตการทำประมงออกไปนอก 12 ไมล์ทะเลมีนัยสำคัญ:

  • การขยายผลกระทบ: สัตว์น้ำวัยอ่อนมีการแพร่กระจายไปไกลมากกว่า 12 ไมล์ทะเล และยังมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ข้อมูลจากจังหวัดสงขลาที่ศึกษาองค์ประกอบของปลาวัยอ่อนตั้งแต่ระยะ 4 กิโลเมตร 12 กิโลเมตร และ 35 กิโลเมตร พบว่าปลาวัยอ่อนมีการแพร่กระจายไปไกลไม่น้อยกว่า 35 กิโลเมตร การขยายพื้นที่ออกไปให้มีการทำประมงด้วยเครื่องมีประสิทธิภาพสูงเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ “fishing down” ในวงกว้าง
  • ความกังวลเรื่องเขตอนุรักษ์: พื้นที่ภายใน 12 ไมล์ทะเลถูกกำหนดเป็นเขตอนุรักษ์เพื่อปกป้องแหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ การขยายการประมงออกไปอาจส่งผลให้ลูกปลากะตักและสัตว์น้ำวัยอ่อนที่อพยพระหว่างเขตอนุรักษ์และน่านน้ำลึกถูกจับมากขึ้น

ข้อเสนอแนะทางวิชาการ กรณีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 69 แห่งพ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558 ของสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยระบุว่า “การลดลงของสัตว์น้ำทางการประมงขนาดใหญ่เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 1) การถูกจับในระยะตัวเต็มวัยมากเกินไป (Recruitment overfishing) ทำให้สัตว์น้ำรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาทดแทนมีจำนวนลดลง สัตว์น้ำขนาดใหญ่ก็จะลดลง และ 2) การสูญเสียช่วงก่อนวัยเจริญพันธุ์ (Growth overfishing) ซึ่งเกิดจากการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กมากเกินไป ทั้งจากการทำประมงด้วยตาอวนที่ขนาดเล็กลงจากเครื่องมือประมงประเภทอื่น เช่น การใช้ตาอวนต่ำกว่า 2.5 ซม. ซึ่งส่งผลต่อการติดสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ”

ดังนั้น การส่งเสริมการจับสัตว์น้ำขนาดเล็กซึ่งอยู่ในฐานพีรามิดต่ำอย่างปลากะตัก ด้วยเครื่องมือประมงและวิธีการทำการประมงที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำอื่น ๆ จะยิ่งทำให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ลดจำนวนลงเร็วยิ่งขึ้น 

“สถานการณ์การประมงของประเทศไทยกำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล และการประมงที่ไม่ยั่งยืน และประเด็นทางวิชาการด้านนี้ยังไม่เคยมีการนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดทิศทาง เป้าหมายสัตว์น้ำ และรูปแบบการทำการประมงของประเทศไทยในปัจจุบัน” ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยให้ความเห็น และทิ้งท้ายว่า

“กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาหาวิธีการฟื้นฟู ระบบนิเวศทางทะเลและแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนหลักคิดของการทำประมงที่คำนึงถึงระบบนิเวศ และการมีเป้าหมายในการฟื้นฟูสัตว์น้ำขนาดใหญ่ ลดการประมงที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ และสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางนิเวศ ในประเทศไทยเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการทำการประมงไปควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล” 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการประมงที่ยั่งยืน

1. หลักการป้องกันไว้ก่อน (Precautionary Approach)

ในกรณีที่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบของการประมง ควรเลือกแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดต่อระบบนิเวศ ในกรณีของปลากะตักในไทย ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดสัดส่วนการจับ

ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศในแต่ละบริเวณที่มีระดับการพึ่งพาปลากะตักแตกต่างกันไป เช่น บริเวณที่เป็นที่อาศัยของวาฬบรูด้า หรือบริเวณที่ใกล้กับระบบนิเวศใต้น้ำที่สำคัญที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น กองหินใต้น้ำกลางทะเล หากจะมีการอนุญาตเครื่องมือและรูปแบบการทำประมงปลากะตักด้วยวิธีการที่เคยห้ามใช้มาตลอดอย่างเรืออวนล้อมประกอบแสงไฟ จะต้องมีข้อมูลที่หนักแน่นเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่ควบคุมไม่ได้ 

2. การจัดการประมงเชิงระบบนิเวศ (Ecosystem-Based Fishery Management)

แทนที่จะพิจารณาเฉพาะค่าผลผลิตสูงสุดที่จับได้ (Maximum Sustainable Yield – MSY) ของปลากะตัก ซึ่งยังมีข้อสงสัยในการคำนวณเนื่องจากจะมีการปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพของเครื่องมือและวิธีการประมง ควรพิจารณาบทบาทของปลากะตักในระบบนิเวศโดยรวมมากขึ้น ซึ่งรวมถึง:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างปลากะตักกับชนิดพันธุ์อื่นในห่วงโซ่อาหาร
  • ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเล
  • ผลกระทบต่อการประมงพื้นบ้านและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายฝั่ง
  • ติดตามค่า Marine Trophic Index (MTI) เพื่อติดตามสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเลในน่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินว่าการประมงปลากะตักและสัตว์น้ำอื่น ๆ กำลังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างห่วงโซ่อาหารหรือไม่

3. การจัดการที่ปรับตัวได้และมีความยืดหยุ่น (Resilience-based Adaptive management) 

ปัจจุบันมหาสมุทรมีการเปลี่ยนแปลงมากมายและได้รับผลกระทบอย่างสูงจากสภาพแวดล้อมที่เกิดจากมนุษย์ อาทิปัญหามลภาวะขยะทะเลและน้ำเสียจากบนฝั่ง รวมไปถึงอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาวะความเป็นกรดที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อการกระจายตัวและความอุดมสมบูรณ์ของปลากะตักและสัตว์น้ำในน่านน้ำไทย จึงควรมีการศึกษาวิจัยและติดตามอย่างต่อเนื่อง และเน้นการจัดการที่เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบนิเวศและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงทีตามสถานการณ์​ ในกรณีของปลากะตัก ควรมีการติดตาม

  • การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบกระแสน้ำ และอุณหภูมิน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อการกระจายตัวของแพลงก์ตอน ซึ่งมีผลต่อวงจรชีวิตและพฤติกรรมของปลากะตัก 
  • ความอุดมสมบูรณ์และการกระจายตัวของประชากรปลากะตักนอกเขต 12 ไมล์ทะเล
  • ศึกษาผลกระทบของการใช้แสงไฟล่อต่อพฤติกรรมของปลากะตักและสัตว์น้ำอื่น ๆ
  • ควรกำหนดผลผลิตสูงสุดที่จับได้ (MSY) ของปลากะตักโดยพิจารณาทั้งความยั่งยืนของประชากรปลากะตักและบทบาทในห่วงโซ่อาหารด้วย ซึ่ง Marine Stewardship Councils และงานวิจัยต่าง ๆ ได้มีข้อเสนอแนะในการกำหนดค่า MSY ของการทำประมงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในฐานของห่วงโซ่อาหารระดับต่ำ (Low Trophic Level Fisheries) ว่า ควรอยู่ในช่วง 20 – 40% ทั้งนี้ในบริเวณที่ระบบนิเวศต้องพึ่งพาสิ่งมีชีวิตนี้กลุ่มนี้มากควรอยู่ในระดับแค่ 20% เท่านั้น 

แนวคิด “Fishing Down the Food Web” ของ Daniel Pauly ให้กรอบการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการพิจารณาสถานการณ์ประมงปลากะตักในประเทศไทย และการที่ไทยมุ่งเน้นการจับปลากะตักซึ่งอยู่ในระดับต่ำของห่วงโซ่อาหารในปริมาณมาก สอดคล้องกับลักษณะของปรากฏการณ์ “fishing down” ที่ Daniel Pauly ได้อธิบายไว้เกือบ 30 ปีแล้ว 

การตัดสินใจเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้อวนล้อมด้วยอวนตาถี่กับแสงไฟล่อนอกเขต 12 ไมล์ทะเลจึงควรพิจารณาในมิติที่กว้างกว่าเพียงปริมาณปลากะตักที่จับได้ แต่ต้องคำนึงถึงบทบาทของปลากะตักในระบบนิเวศทางทะเลโดยรวม ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นกับความยั่งยืนระยะยาว และผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

การนำแนวคิดการจัดการประมงเชิงระบบนิเวศมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการวิจัยที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราสามารถพัฒนานโยบายการประมงปลากะตักที่สมดุลและยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงป้องกันการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเล แต่ยังรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนชายฝั่งในระยะยาวอีกด้วย

ขอบคุณภาพ: ศุภชัย วีรยุทธานนท์

ดร.เพชร มโนปวิตร
Authorดร.เพชร มโนปวิตร

นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ ที่ปรึกษาองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ และนักสื่อสารประเด็นสาธารณะที่ว่าด้วยการปกป้องธรรมชาติ

TAGS
Earth CallingFishing Down the Food Webปลากะตักและเรือปั่นไฟพ.ร.บ.ประมงม.69สัตว์น้ำขนาดเล็กอวนตาถี่

table of contents

  1. 01ประมงถดถอยตามห่วงโซ่อาหารที่ลดลง
  2. 02ปลากะตักในสมการความยั่งยืนของประมงไทย

recommended for you

เมื่อเด็กเป็นฆาตกร 
เมื่อเด็กเป็นฆาตกร 
ชาติที่เพิ่งสร้าง ‘สองฝั่งโขงเป็นของเรา’
ชาติที่เพิ่งสร้าง ‘สองฝั่งโขงเป็นของเรา’
จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม                                                               ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’
จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’
สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล
สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล
เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’
เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’

Related Story

ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษConflict Resolution

ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษ

รอข้อมูลแค่ 5% จากกรมโรงงานฯ หลังจากที่ข้อมูล 95% หลายฝ่ายชี้ชัดแล้วว่ามลพิษเริ่มต้นจากที่ใด หรือจริงๆแล้ว 'ไม่เคยมีผู้ร้ายฝ่ายเดียวในอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม’
นทธร เกตุชูREAD MORE
‘คูเต่า’ ในภูมิศาสตร์รับมวลน้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาของรัฐที่ทิ้ง ‘คนปลายน้ำ’Conflict Resolution

‘คูเต่า’ ในภูมิศาสตร์รับมวลน้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาของรัฐที่ทิ้ง ‘คนปลายน้ำ’

'หาดใหญ่รอดแต่เราจม' เสียงจากคูเต่าถึงหาดใหญ่ เมื่อคนปลายน้ำไม่อยู่บนนิยามของการพัฒนา
ธเนศ แสงทองศรีกมลREAD MORE
‘นกไร้บ้าน’ สัญญาณของการพัฒนาที่ยังทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลังEnvironment

‘นกไร้บ้าน’ สัญญาณของการพัฒนาที่ยังทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลัง

ถ้าเวียงหนองหล่มสะท้อนวิกฤตของพื้นที่ชุ่มน้ำในแผ่นดิน กรณีปากทะเล จังหวัดเพชรบุรี ก็กำลังสะท้อนแรงกดดันอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งที่มีความสำคัญระดับโลก ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่มีความหมายอะไรเลย
ดร.เพชร มโนปวิตรREAD MORE