decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
‘คูเต่า’ ในภูมิศาสตร์รับมวลน้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาของรัฐที่ทิ้ง ‘คนปลายน้ำ’
Conflict Resolution

‘คูเต่า’ ในภูมิศาสตร์รับมวลน้ำที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาของรัฐที่ทิ้ง ‘คนปลายน้ำ’

ธเนศ แสงทองศรีกมลธเนศ แสงทองศรีกมล13 ก.ค. 2569 18:11
Share on

“ตอนนั้นปลาบ่อนี้อายุได้ 3 เดือน อีกประมาณครึ่งเดือนก็พร้อมจับแล้ว” เธอชี้ไปยังบ่อน้ำว่างเปล่า

“ปลาดุกบ่อนี้โตเต็มที่พร้อมจับเลย ติดต่อแม่ค้าไว้แล้ว อีก 2-3 วันจะจับ ทุนเกือบแสน” เธอเล่าต่อ

21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถือว่าเป็นวันที่ขีดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของจังหวัดสงขลา เมื่อปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มสูง 630 มิลลิเมตร ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่พวกเขาและคนภาคใต้อีก 6 จังหวัดต่างเคยประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่มาแล้วในปี 2531, 2543 และ 2553 แม้รัฐบาลจะลงทุนหลายพันล้านบาทกับโครงสร้างแข็งมากมายเพื่อป้องกันมวลน้ำ แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งมหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในงานเขียนชิ้นนี้ De/code จะพาสำรวจชีวิตคนปลายน้ำที่ยังตกค้างจากการเยียวยาของรัฐ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงในชีวิต เมื่อฤดูมรสุมมาถึงอีกครั้ง

“ตอนน้ำมา ม๊ะกลั้นใจไม่ไหวเลย ม๊ะร้องไห้เลยทั้งคืน เพราะเอาไม่อยู่แล้ว”

“บ่อแรกคือม๊ะยอมไปเลย บ่อที่สองก็เอาไม่ไหว พอรุ่งเช้าสองบ่อนี้ก็ไปอีก
ได้แต่คิดว่าอย่างน้อยให้มันเหลือสักบ่อ ให้พอเป็นต้นทุนไปต่อได้” เธอน้ำตาคลอ

ความเครียดถาโถมใส่ มารีย๊ะ หลีอำดำ หญิงร่างเล็กวัย 48 ปี ไม่ต่างจากน้ำท่วม มารีย๊ะทำบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับสามีทั้งหมด 7 บ่อ ทั้งปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ปลาจะละเม็ด และปูดำเกือบหมื่นตัว ลงทุนเบ็ดเสร็จเกือบหนึ่งแสนบาท โดยหวังว่าทั้งเจ็ดบ่อนี้จะกลายมาเป็นต้นทุนการศึกษาให้กับลูก ๆ สิบคน

สถานการณ์ที่บ่อปลามารีย๊ะรุนแรงไม่ต่างกับตัวเมืองหาดใหญ่ บ่อปลาของมารีย๊ะอยู่ที่ชุมชนบ้านหัวสะพาน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ราว 20 กิโลเมตร เธอเล่าว่าในวันที่ 21 พฤศจิกายน น้ำเข้าท่วมพื้นที่บ่อปลาและละแวกใกล้เคียงเร็วมาก เพียงอึดใจเดียวน้ำก็ขึ้นสูงเกือบถึงเอว สองสามวันผ่านไปก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลด มารีย๊ะประมาณการว่าน้ำน่าจะสูงเกือบสองเมตร หากวัดจากขยะที่ลอยขึ้นไปติดกิ่งของต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อปลา

“พอรุ่งเช้า น้ำก็เต็มที่นี่แล้ว น้ำเข้าใต้ถุนบ้าน วันที่ 23-24 ก็มีเรือมารับ เข้ามารับม๊ะกลับบ้าน ให้ม๊ะกลับบ้าน บอกว่าอย่าอยู่เลย แต่ตอนนั้นแฟนก็ไม่ไป แฟนก็คิดว่าให้เหลือสัก 500 โลก็ยังดี เขาไม่อยากไป กลัวว่าถ้าเราไป มันจะกลายเป็นทะเลหมดเลย เดี๋ยวใครก็เข้ามาวางกัด (เครื่องมือประมง) ได้ เขาเสียดาย ก็เลยบอกว่าถ้าเขาไม่ไป พี่ก็ไม่ไป” เธอเสียงแข็ง

มารีย๊ะอพยพลูกที่ยังเล็กไปไว้ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างเสียหายเพราะขนย้ายขึ้นชั้นสองไม่ทัน ส่วนเธอ สามี และลูกสาววัยยี่สิบกว่าปีเดินทางกลับมายังบ่อปลาด้วยเรือ เดินฝ่าน้ำที่สูงเท่าอกเข้ามายังบ้านหลังน้อย ๆ ข้างบ่อปลา ฝนตกกระหน่ำถึงราว ๆ วันที่ 27 พฤศจิกายน มารีย๊ะและคนในครอบครัวได้แต่นั่งรอให้น้ำลดลง คาดหวังว่าเงินร่วมแสนที่ถมลงบ่อจะไม่หายไปกับน้ำหมด ขณะที่ความเครียดยังคงท่วมใจของมารีย๊ะอยู่เป็นเดือน ๆ แม้มวลน้ำครั้งนั้นจะเหือดแห้งลงไปแล้วก็ตาม 

“ตอนนั้นม๊ะไม่อยากให้ลูกเห็นว่าเราอ่อนแอ ถ้าจะร้องไห้ ม๊ะก็ไปร้องกลางคืน ม๊ะเครียดอยู่เป็นเดือนเลย หลังจากน้ำลดม๊ะก็ไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นโรคเครียด แต่ตอนนี้สภาพจิตใจก็ดีขึ้นแล้ว” เธอยิ้ม

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มารีย๊ะเจอกับอุทกภัยครั้งใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ตอนนั้นลูกสาววัยยี่สิบกว่าปีของเธอยังเล็ก ๆ เธอต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2543 ซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับ 2568 คือปลายเดือนพฤศจิกายน ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คืนนั้นบ่อกุ้ง 2 บ่อและบ่อปลาอีก 4 บ่อก็หายวับไปกับตาในคืนเดียวเช่นกัน เธอกับสามีต้องเป็นหนี้สินเกือบหนึ่งล้านบาท และเพิ่งผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้นเมื่อปี 2568 ก่อนที่พวกเขาต้องประสบกับน้ำท่วมอีกครั้ง

มารีย๊ะกลับมายืนอยู่ในจุดเดิมเมื่อปี 25 ปีก่อน แม้ความเสียหายจะมากกว่า ก็ยังพอมีเรื่องที่แบ่งเบาภาระไปได้เยอะ คือลูกหลายคนเติบโตพอที่จะทำงานหาเลี้ยงชีพเองได้แล้ว แต่เธอและสามียังคงต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมลูกเล็กที่ยังค้างโรงเรียนไว้อยู่ โดยโรงเรียนก็อนุโลมให้เรียนไปก่อนค่อยจ่ายทีหลัง ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ตอนนี้มาจากสัตว์น้ำที่เธอเพิ่งไปซื้อมาด้วยเงินหมื่นของผู้ใหญ่ใจดี และน้ำพักน้ำแรงของสามีวัย 59 ปีที่ต้องกลับไปออกเลอีกครั้ง หลังจากที่ตั้งใจเลิกหากินกับทะเล เพราะร่างกายไม่แข็งแรงเท่าเดิม

“สามีม๊ะก็เกือบหกสิบแล้ว จากที่คิดว่าจะไม่ไปเลแล้ว จะเลิกแล้ว ด้วยอายุของคน จะมาทำปลา ปลูกผักนิดหน่อย แต่ก็ต้องกลับไปเลอีก ถ้าไม่ไปก็ไม่ได้ ไปเลอย่างน้อยก็ได้มาเลย” เธอบอก

ครอบครัวของมารีย๊ะได้รับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 9,000 บาทต่อครัวเรือน และเงินเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามจริงไม่เกิน 49,500 บาทต่อครัวเรือน โดยครอบครัวมารีย๊ะได้รับเงินทั้งหมด 12,000 บาท ทว่าเงินเยียวยาทั้งหมดแทบเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายและเงินที่เธอต้องลงทุนใหม่ 

“ที่บ้านของเสียหายมากเลย ตอนนี้ประตูก็ยังไม่ซ่อมดี ต้องซื้อใหม่หมด ต้องเอาไปซื้อเครื่องชักน้ำ ไม่ได้ซื้อนะ ได้ผ่อน ผ่อนทุกอย่างเลย ถ้าเราผ่อน เราจะได้หลายอย่าง แต่ถ้าซื้อนี่ไม่ไหว นี่ยังไม่รวมต้นทุนในการทำบ่อ ถ้าเราไม่ทำ เราก็ไม่รู้จะทำอะไร” เธอหัวเราะ

ในส่วนการเยียวยาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงระบุว่าหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 โดยผู้ที่เลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นในบ่อดินจะเยียวยาไร่ละ 4,682 บาท (ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย) โดยเกษตรกรที่มีความประสงค์ขอรับการเยียวยาช่วยเหลือ จะต้องขึ้นทะเบียนไว้ก่อนเกิดภัยพิบัติ มีพื้นที่เพาะเลี้ยงต้องอยู่ในพื้นที่ที่ได้มีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน และพื้นที่เพาะเลี้ยงต้องได้รับความเสียหายจริง

ซึ่งมารีย๊ะบอกว่า เธอเคยไปแจ้งหน่วยงานเพื่อขอรับการเยียวยา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องนำโฉนดที่ดินมาด้วย แม้มารีย๊ะมีสิทธิ์ทำกินในพื้นที่ดังกล่าวแต่เธอไม่มีโฉนด จึงไม่ได้รับการเยียวยาดังกล่าว มีเพียงคนจากกรมประมงที่โทรมาแจ้งกับเธอส่วนตัวว่าจะนำปลานิลมาให้ 500 ตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้ตำบลคูเต่าจะเป็นพื้นที่รับน้ำถัดจากเมืองหาดใหญ่ จนกล่าวได้ว่า คนคูเต่านั้นไม่เคยตัวแห้ง มารีย๊ะบอกว่า แม้น้ำจะท่วมพื้นที่ละแวกนี้แทบทุกปี แต่ก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก หนักสุดก็อาจจะน้ำล้นจากคลองเข้าท่วมสองบ่อแรกที่อยู่ใกล้คลองที่สุด เธอและสามีจึงทำการติดตั้งตาข่ายปิดด้านบนของทุกบ่อและกั้นด้วยกระสอบทรายอีกชั้นหนึ่งทุกฤดูมรสุม เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายไปตามน้ำ แต่ในปี 2568 มวลน้ำมหาศาลที่ไหลมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้เครื่องมือป้องกันและอุปกรณ์แทบทั้งหมดจนพังเสียหายและลอยไปกับน้ำ

ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่หายไปพร้อมกับน้ำ คือความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัยในฤดูมรสุมหน้า

“พอน้ำแห้ง ม๊ะนั่งกับลูก ม๊ะคิดในใจว่าเอาหน่าไม่เป็นไร ลูกเรายังมีชีวิต ของหายเราก็หาอย่างอื่นม๊ะเริ่มเลี้ยงปลาใหม่ใหม่ประมาณเดือนกว่าแล้ว แต่ปีนี้ฝนมาเร็ว กำลังรอดูอยู่ว่าจะไปได้ขนาดไหน มันก็เป็นอาชีพของม๊ะ เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราก็ต้องยอมรับความจริง มันมีหลายเรื่องให้คิด”

ต้นน้ำ-หาดใหญ่-ปลายน้ำ

ในแง่หนึ่ง เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติเมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุของฝนตกหนักที่ทำให้ปริมาณฝนสะสมสูงขึ้นมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ หรือการที่น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างสุดขั้ว ชาวบ้านหลายพื้นที่ในตำบลคูเต่าสะท้อนด้วยน้ำเสียงคล้าย ๆ กันว่าพวกเขาคุ้นชินกับเหตุการณ์น้ำท่วมอยู่แล้ว หลายคนคิดว่ามวลน้ำในปี 2568 คงเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา กอปรกับการคาดการณ์และแจ้งเตือนของหน่วยงานรัฐที่ไม่ชัดเจนครอบคลุม ทำให้หลายพื้นที่ไม่สามารถเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ได้ทัน

ตำบลคูเต่า คือตำบลหนึ่งในอำเภอหาดใหญ่ เป็นพื้นที่ราบลุ่มตอนปลายของคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติสายหลักของทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ด้านหนึ่งติดชายฝั่งทะเลสาบสงขลาตอนล่าง คนคูเต่ามักตั้งบ้านเรือนและทำมาหากินตามแนวคลองอู่ตะเภามาตั้งแต่อดีต  ปัจจุบันมีประชากรอยู่ราว ๆ 13,000 คนทั้งที่เป็นคนในพื้นที่เดิมผสมไปกับประชากรแฝง อาชีพของคนคูเต่าจึงแตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ทำเกษตร ประมง เลี้ยงวัวควาย ส่วนประชากรแฝงก็ทำอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เป็นต้น

ด้วยภูมิศาสตร์ที่อยู่ปลายคลองอู่ตะเภา ทำให้พื้นที่คูเต่าต้องรับมวลน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ทุกครั้งที่น้ำท่วม แต่การค้นคว้าของ สามารถ สาเร็ม พบว่า คูเต่าอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ต้องรองรับมวลน้ำทั้งหมด 3 ทาง ไม่ใช่แค่หาดใหญ่ ก่อนจะไหลลงที่ทะเลสาบสงขลา

ทางที่หนึ่งคือ มวลน้ำจากอำเภอสะเดาที่เป็นต้นน้ำของคลองอู่ตะเภา ที่ไหลผ่านคลองอู่ตะเภามาสู่อำเภอหาดใหญ่ที่เป็นกลางน้ำ ก่อนจะไหลเข้าสู่ตำบลคูเต่าที่เป็นปลายน้ำ โดยมวลน้ำทั้งหมดจะไหลต่อไปที่หาดแหลมโพธิ์ในคูเต่าก่อนจะไหลลงทะเลสาบสงขลา และออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ปากทะเลสาบ

ทางที่สองคือ มวลน้ำจากทุ่งน้ำน้อย พื้นที่รับน้ำแก้มลิงธรรมชาติที่กินพื้นที่ทั้งหมดสองตำบล คือ ตำบลคูเต่าและตำบลน้ำน้อย จ.สงขลา ซึ่งในทุ่งน้ำน้อยนี่ก็จะมีคลองสาขาต่าง ๆ เช่น คลองซ่อน คลองกำนัน คลองบางโหนด คลองไม่มีชื่ออีกสองสามคลอง และคลองระบายน้ำที่ 4 (คลอง ร.4) ที่เป็นที่ช่องทางผ่านของน้ำจากหาดใหญ่สู่ทุ่งน้ำน้อย โดยในเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ปริมาณน้ำนั้นสูงเกินศักยภาพการรับน้ำของทุ่งน้ำน้อยและคลองสาขาเหล่านี้ ทำให้เอ่อล้นและท่วมพื้นที่ของทั้งสองตำบล

และทางที่สามคือ มวลน้ำจากคลองระบายน้ำที่ขุดใหม่ เช่น คลองระบายน้ำที่ 3 (คลอง ร.3) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับมวลน้ำจากเขาคอหงส์ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหาดใหญ่ ผ่านคลองระบายน้ำที่ 4 (คลอง ร.4) และคลองระบายน้ำที่ 5 (คลอง ร.5)

รวมถึงมวลน้ำจากคลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) ที่เป็นคลองสายสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในหาดใหญ่ โดยหลักการของคลองระบายน้ำที่ 1 คือการตัดยอดน้ำก่อนที่มวลน้ำทั้งหมดจะไหลเข้าสู่หาดใหญ่ ซึ่งจะตัดยอดน้ำที่บริเวณบ้านหน้าควน ตำบลควนลัง อ.หาดใหญ่ โดยมีปากคลองระบายน้ำที่ 1 อยู่ในเขตตำบลบางกล่ำ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบลคูเต่า

“แต่ก่อนเราคิดว่าเราเป็นคนปลายน้ำ เราก็ต้องอยู่กับน้ำ เราต้องรับน้ำ แต่พอปี 68 เราได้รู้ว่าเรารับน้ำก็จริง แต่การพัฒนาที่ผ่านมา ที่แค่ระบายน้ำออกจากหาดใหญ่ มันก็คือการสร้างผลกระทบที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นการพัฒนาของรัฐที่ไม่คำนึงและครอบคลุมคนทุกกลุ่มตั้งแต่ต้น”

เสียงสะท้อนจาก สามารถ สาเร็ม นักวิจัยท้องถิ่นชาวคูเต่า ต่อการแนวทางการพัฒนาและแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดสงขลา เขาอธิบายว่าที่ผ่านมา สาเหตุหลักของน้ำท่วมหาดใหญ่นั้นเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ หรือพายุหมุนเขตร้อนพัดเข้าทางภาคใต้ของประเทศไทยทำให้มีฝนตกหนัก หาดใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่คล้ายแอ่งกะทะจึงต้องรับน้ำจากทิศใต้คืออำเภอสะเดา ด้านตะวันออกจากเทือกเขาคอหงส์ และด้านตะวันตกที่อำเภอรัตภูมิ

วันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2531 คลองอู่ตะเภาที่เป็นคลองสายหลักในการระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องติดต่อกันหลายวันได้ ทำให้เกิดมหาอุทกภัยครั้งแรกขึ้นในเมืองหาดใหญ่ สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน อาชีพ และชีวิตของผู้คน ประมาณการมูลค่าความเสียหาย 4,000 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) จึงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2531

หลักการของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ คือการขุดคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่แบ่งน้ำจากคลองอู่ตะเภา หรือช่วยรับน้ำที่ไหลลงมาท่วมตัวอำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้น้ำระบายสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว ถัดมาในปี 2532 กรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกคลองธรรมชาติจำนวน 4 สาย รวม 46 กิโลเมตร 900 เมตร ได้แก่ คลองอู่ตะเภา คลองอู่ตะเภาแยก 1 คลองอู่ตะเภาแยก 2 และคลองท่าช้าง-บางกล่ำ

ทว่าในปี 2543 คลองธรรมชาติทั้ง 4 สายก็ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนมหาศาลได้ และเกิดมหาอุทกภัยขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายมากถึง 14,000 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิต พระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ถูกเน้นย้ำอีกครั้ง รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติให้กรมชลประทานดำเนินการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มจำนวน 7 สายในปี 2544 ใช้งบประมาณทั้งหมด 4,700 ล้านบาท ศักยภาพในการระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 1,075 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หนึ่งในนั้นคือ คลองระบายน้ำที่ 1 (คลอง ร.1) หรือชื่อปัจจุบันคือ คลองภูมินาถดำริ ที่กลายมาเป็นคลองสายหลักคู่ขนานไปกับคลองอู่ตะเภาที่ใช้เพื่อป้องกันอุทกภัยในหาดใหญ่

มหันตภัยมาเยือนอีกครั้ง ในวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2553 มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดมหาอุทกภัยขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ปริมาณน้ำกว่า 1,623 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีไหลเข้าท่วมตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเกินศักยภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำที่มีอยู่ กรมชลประทานจึงดำเนินการโครงการในระยะที่ 2 มีแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำที่ 1 จากเดิม 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การผันน้ำออกก่อนเข้าเมืองโดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ที่ระบายน้ำได้ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และการสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่ง สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตร โดยคาดหวังว่าจะช่วยลดระดับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่ใกล้เคียง

“เราพูดได้เต็มปากว่า การแก้ปัญหาที่คิดแค่ป้องกันหาดใหญ่ย่านเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาคลองระบายน้ำและแก้มลิงต่าง ๆ คิดแค่ว่าให้น้ำจากในเมืองลงอู่ตะเภาและทะเลสาบ หาดใหญ่รอดก็จริงนะ แต่มันเป็นการรอดที่รอดไม่ถาวร เป็นการรอดที่มีคนจม ซึ่งก็คือคนปลายน้ำและคนรอบทะเลสาบสงขลา” สามารถบอก

ยิ่งคลองระบายน้ำมีศักยภาพมากเท่าไหร่ พื้นที่เศรษฐกิจอย่างหาดใหญ่ก็ยิ่งปลอดภัยเท่านั้น แต่สำหรับสามารถ ความปลอดภัยของเหล่านั้นกำลังแลกมาด้วยทุกสิ่งอย่างของคนปลายน้ำ เขาพาทีมข่าว De/code พูดคุยกับคนปลายน้ำหลายตำบลของสงขลาเพื่อสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงโครงสร้างการจัดการน้ำบนลุ่มทะเลสาบสงขลา

ในแง่เศรษฐกิจของพื้นที่ De/code ได้พูดคุยกับ หัสบลเลาะ บิลหีม ชายชราอายุ 67 ปี ที่ทำอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในชุมชนบ้านควนของตำบลคูเต่า เขาแทบจะเป็นคนแรกที่เลี้ยงควายในชุมชนนี้ ไม่นานนักคนในชุมชนก็หันมาเลี้ยงตามเขา เพราะขณะนั้นควายมีราคาสูงทีเดียว แต่เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาราคาควายตกลงอย่างน่าใจหาย แม่ควายตัวละสี่หมื่นบาทเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกลาง ๆ ปัจจุบันชุมชนบ้านควน จึงเหลือคนเลี้ยงควายอยู่เพียง 6-7 คนเท่านั้น

เขาเล่าต่อว่า เมื่อถึงช่วงเวลามรสุม คนเลี้ยงควายจะอพยพควายไปยังสะพานข้ามคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สูงสุดในละแวกนั้น แต่ในปี 2568 น้ำมาเร็วกว่าที่เคยเป็น เจ้าของควายบางคนก็ไม่สามารถอพยพควายได้ทันท่วงที แม้ควายจะเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ทนน้ำท่วมขังได้ แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มากแบบนั้น หัสบลเลาะบอกว่าควายเองก็คงรับไม่ไหว และถึงแม้ควายบางส่วนสามารถอพยพไปบนสะพานได้แล้ว พวกมันก็ต้องอดอาหารต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 6 วัน กว่าเจ้าของควายจะสามารถฝ่ากระแสน้ำนำฟางมาให้ควายกินได้ ก็ปาเข้าไปวันที่ 6 แล้ว ซึ่งหลังจากน้ำลด หัสบลเลาะกับพวกก็พากันไปแจ้งหน่วยงานรัฐว่ามีควายตายและสูญหาย แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

“ตอนน้ำท่วมควายว๊ะก็ตายไป 4-5 ตัว ถ้าจะมาดูควายสักทีก็ต้องพาเรือมา มาวันละครั้ง เจ้าของควาย 4-5 คนก็พาควายว่ายไปรวมกันแห่งหนึ่ง เราจะไล่ให้มันไปอยู่บนสะพาน แต่ตอนมาดูเราก็ได้แต่ดูนั่นแหละ ไม่รู้ว่าควายขาดควายเหลือกี่ตัว พอน้ำลด เจ้าของแต่ละคนก็มาเช็กดู ปรากฏว่าขาดไปบ้าง ขาดทุนกันทุกเจ้า ก่อนหน้านี้ยังมีกระดูกอยู่ตรงนี้ แต่หายไปเสียแล้ว”

หรือสถานการณ์ของ จำสุดดิน บินอาสัน หรือ ช่างรุจน์ ช่างเรือวัย 67 ปีในชุมชนหัวสะพาน เขาเล่าว่าในเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2543 และ 2553 มวลน้ำเข้าท่วมมาถึงในบ้าน แต่ก็สูงสุดแค่ข้อเท้า สถานการณ์ไม่รุนแรงมากนักจนเขามักพายเรือออกไปช่วยคนหาดใหญ่ได้ แต่ในปีที่ผ่านมานั้นหนักหน่วงเกินกว่าจะเอากำลังไปช่วยคนอื่น

ในปี 2568 น้ำสูงเกินข้อเท้าและแตะอกของช่างรุจน์ หนำซ้ำกระแสน้ำยังมาเร็วและแรงเกินกว่าจะเก็บข้าวของสำคัญได้ทัน ขณะที่ผู้คนในชุมชนต่างต้องอพยพไปยังอาคารเรียนหรืออาคารสอนศาสนาของชุมชน ซึ่งมักเป็นอาคารที่สูงสุดของชุมชน แต่ด้วยจำนวนคนอพยพที่มหาศาล ทำให้อาคารค่อนข้างแน่นและแออัด ผู้ชายหลายคนจึงอาสากินนอนอยู่บนเรือ โดยให้ภายในอาคารเป็นที่อพยพของเด็ก คนชรา ผู้ป่วยติดเตียง และผู้หญิง ซึ่งครอบครัวของช่างรุจน์ก็มีผู้ป่วยติดเตียงเช่นกัน “เอาไปได้แค่คน เตียงไม่ได้เอาไป”

“เครื่องมือช่างไปหมดเลย อันไหนซ่อมได้ บำรุงได้ก็กองไว้ก่อน ลงทุนเป็นแสน ๆ เตรียมไว้แล้วที่จะไม่ให้มันโดนน้ำ แต่น้ำมันมาเยอะ ถ้าไม่ไหลไปกับน้ำก็จมน้ำเสียหาย หลังจากน้ำท่วมงานมันก็น้อยลง เพราะหลาย ๆ คนเขาก็ลำบากเหมือนกัน เราเสียหาย 2-3 หมื่น แต่เงินที่ทางการเยียวยาน้ำท่วมแค่ 9,000 บาท มันก็ไม่พอหรอก” ช่างรุจน์บอก

แม้มูลค่าความเสียหายของชุมชนที่อยู่ปลายน้ำอาจไม่สูงเท่าสินทรัพย์ต่าง ๆ ในเมืองหาดใหญ่ แต่ความเสียหายเหล่านั้นได้เกิดขึ้นกับ ‘ข้าวของเครื่องใช้’ ของคนปลายน้ำ แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ทว่าการฟื้นฟูให้ ‘กลับมาเป็นปกติ’ นั้นยากกว่าที่คิด

ไรหม๊ะ แหละตี ชาวประมงพื้นบ้านอายุ 44 ปี จากชุมชนบ้านท่าเสา อำเภอสิงหนคร เล่าว่าปกติน้ำไม่เคยเข้าท่วมบ้านเธอเลย เพราะบ้านมีคันดินที่ยกสูงจากพื้นถนนอยู่เล็กน้อย ทำให้เธอและอีกหลายๆ บ้านไม่ได้เก็บของเลยแม้อย่างเดียว เธอเล่าว่าน้ำท่วมที่ผ่านมานั้นต่างจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 ครั้งนั้นคือเรือหรืออุปกรณ์ประมงเสียหายทั้งหมดในทีเดียว แต่ในเหตุการณ์น้ำท่วม เธอและสามีต้องใช้แรงสายตัวแทบขาดเพื่อช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือ เพื่อไม่ให้เรือแช่น้ำนานเกินไป ขณะที่ก็ต้องดูแลลูกเล็กทั้ง 3 คนที่ยังอยู่ในวัยที่ดูแลตัวเองไม่ได้

แม้จะผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมาร่วมหลายเดือน ไรหม๊ะและครอบครัวก็ยังตั้งตัวไม่ได้เสียที ถึงจะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาท แต่เธอยืนยันเสียงแข็งว่านั่นไม่เพียงพอ เธอเล่าว่าตอนนี้มีรายได้หลักจากการหาปู แต่ทุกครั้งที่ปูติดอวน เธอจำเป็นต้องนำมีดตัดปูออกจากอวน ทำแบบนั้นได้เพียง 5 วัน อวนก็แทบใช้การไม่ได้แล้ว เธอจึงต้องลงทุนเงินราวสองหมื่นบาทเพื่อผ่อนอวนใหม่ “มันเหมือนทำไปพลางจ่ายไปพลาง มันไม่มีเหลือเก็บ ถ้าผ่อนไม่ดี เขาก็ไม่ให้ผ่อนอีกนะ จบเลย”

“ปกติน้ำไม่เคยเข้าบ้านเลย บางบ้านน้ำถึงตาตุ่ม เราก็ไม่ได้เก็บของ เพราะคิดว่าไม่ท่วม ประตูพังเราก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่าเรื่องเล็กน้อยให้ซ่อมเอง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ซ่อม เพราะเราไม่ได้ทำงาน ออกเลก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องเอาเงินไปซื้อแพมเพิส จ่ายให้ลูกไปโรงเรียน การใช้ชีวิตของเด็ก ๆ มันจำเป็นกว่า ส่วนพวกประตูถ้าเรามีเงินไหนก็ค่อยทำ” เธอบอก

ผศ.ดร. เกื้อ ฤทธิบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ (สาขาวิชานิเวศวิทยา) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อธิบายว่า สิ่งที่คนปลายน้ำต้องเผชิญไม่ใช่เพียงแค่น้ำที่ไหลมาตามคลองสายหลักเท่านั้น แต่เป็น ‘น้ำที่ล้น’ มาจากคลองสายหลักและคลองสาขาต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่มีสาเหตุมาจาก การขุดลอกคลองที่ทำให้น้ำไหลเร็วขึ้นกว่าปกติ

อย่างที่ทราบกันว่าปริมาณน้ำที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ว่าเกิดจากอิทธิพลลานีญาและฝนตกหนักในพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน (Stationnary Heavy Rain) เมื่อผสมกับระบบน้ำที่พยายามผลักดันออกจากตัวเมืองให้เร็วที่สุด ทำให้กระแสน้ำรุนแรงและปริมาณน้ำในคลองระบายน้ำต่าง ๆ พุ่งสูงเกินศักยภาพที่รับไหว ซึ่งเธอบอกว่าไม่มีใครรู้เลยว่าคลองระบายน้ำเหล่านี้รองรับความดันน้ำได้เท่าใด ขณะที่การประเมินศักยภาพในการรองรับน้ำของคลองสาขาต่าง ๆ ก็ไม่ยังไม่เกิดขึ้น

อีกประเด็นที่มักไม่ถูกพูดถึงในกระแสการพัฒนา คือการที่คลองระบายน้ำที่ 1 นั้นถูกสร้างตัดผ่านทางน้ำเดิม เช่น บริเวณสองกิโลเมตรสุดท้ายของคลองระบายน้ำที่ 1 ก่อนจะถึงปากทะเลสาบสงขลา แต่เดิมจะมีหมู่บ้านหนึ่งที่ชื่อว่า หมู่บ้านเกาะน้ำรอบ เป็นหมู่บ้านที่รายล้อมด้วยคลองบางกล่ำและคลองสาขา แต่เมื่อสร้างคลองระบายน้ำที่ 1 ตัดผ่าน หมู่บ้านก็ได้ถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง คลองสายเดียวถูกแบ่งเป็นสองสาย และปากคลองทั้งสองถูกกั้นด้วยประตูระบายน้ำที่ชาวบ้านและอ. เกื้อบอกว่าไม่เคยถูกเปิด ซึ่งการสร้างคลองระบายน้ำทับคลองก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพในการระบายน้ำของคลองสาขาลดลง

ขณะเดียวกัน เราก็เห็นความพยายามในการระบายน้ำที่ชวนตั้งคำถามอีกหลายประการ เช่น บริเวณเดียวกับที่กล่าวเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มีประตูระบายน้ำอยู่ประมาณ 10 ประตู แต่ก่อนที่น้ำจะไหลผ่านประตู พบการสร้าง ‘ทางเบี่ยงน้ำ’ เพิ่มอีกทางหนึ่ง ทีแรกอ. เกื้อคาดว่าคงสร้างทางเบี่ยงน้ำเข้าไปในชุมชน แต่เมื่อเข้าสำรวจพบว่า ทางเบี่ยงนั้นวกกลับเข้ามาสมทบที่คลองระบายน้ำที่ 1 ซึ่งเธอก็บอกว่านี่อาจสะท้อนถึงความพยายามในการระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด โดยไม่คำนึงที่สภาพพื้นที่หรือผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งตอนสำรวจ เราพบถนนบนทางเบี่ยงนั้นทรุดตัวลงมาจนไม่อาจสัญจรได้

“ตอนน้ำท่วม คลอง ร.1 นี่น่ากลัวมากเลย มันกว้างมาก ถ้าคลองนี้พังนะ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีเหลือ สิ้นเนื้อประดาตัวเลย มันเปรียบเสมือนระเบิดเวลา ถ้ามันรองรับไม่ได้ น้ำจะทะลักออกอย่างรุนแรง ชุมชนแถวนี้ต่ำกว่าคลองอยู่แล้ว คลองนี้มันสูงที่สุด เป็นหายนะแน่นอน การมีคลองสายใหญ่แบบนี้มันเป็นความเสี่ยงของคนปลายน้ำ เพราะน้ำต้องถูกปล่อยเต็มศักยภาพ” อ. เกื้อบอก

แม้จะเป็นอีกครั้งที่มวลน้ำได้เข้าทำลายล้างพื้นที่ลุ่มทะเลสาบตอนล่างจนแทบตั้งตัวไม่ได้ และทุบสถิติเดิมที่ผ่าน แม้คนปลายน้ำอย่างสามารถ สาเร็ม และคนอื่น ๆ ในพื้นที่ปลายน้ำต่างสะท้อนว่าการบริหารจัดการน้ำแบบเดิมนั้นใช้การไม่ได้แล้ว แต่กลับยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาเก็บข้อมูลความเสียหาย สภาพพื้นที่ หรือคิดหาแนวทางร่วมกับชุมชนแต่อย่างใดแม้เวลาจะผ่านมาราว 7-8 เดือนแล้วก็ตาม ทั้งยังยึดมั่นในแนวทางเดิมอีกต่างหาก ดังที่ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ว่าการบริหารจัดการน้ำในอนาคตอาจจำเป็นต้องขุดลอกคลองระบายน้ำที่ 1 และคลองอู่ตะเภาให้ลึกขึ้น

หรืออย่างในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในการประชุมวิชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติว่า แนวทางระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ขยายความกว้างและความลึกของคลองหลักรอบเมือง ได้แก่ คลองระบายน้ำที่ 1, 3, 5 คลองเตย และคลองหวะ ติดตั้งและปรับปรุงประตูระบายน้ำ-สถานีสูบน้ำ และเพิ่มทิศทางการระบายน้ำไม่ให้กระจุกอยู่ที่คลองอู่ตะเภาเพียงสายเดียว

และทิศทางล่าสุดของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดสงขลา (กกร.) ที่นำเสนอโครงการป้องกัน-บรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ระยะเร่งด่วน งบประมาณ 99.50 ล้านบาท โดยพิพัฒน์ได้มอบหมายให้รวบรวมแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขอุทกภัยภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมแผนโครงการ

ทั้งนี้ ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลาและหนึ่งใน กกร. ระบุว่าเป้าประสงค์ของโครงการนี้ คือการแก้ไขปัญหาด้านตะวันออกของหาดใหญ่ที่ไม่สามารถรองรับน้ำได้ในปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการชะลอน้ำให้คนในหาดใหญ่มีเวลาเตรียมตัวรับมือ โดยรายละเอียดเบื้องต้นที่เปิดเผยมาแล้ว มีทั้งการขุดลอกท่อลอดคลองระบายน้ำที่ 6 ขุดลอกปลายคลองเตย-คลองแห เพิ่มความจุในการระบายน้ำของคลองหวะ รวมถึงการจัดหาครุภัณฑ์ป้องกันน้ำท่วม

“ถ้าการไหลของน้ำเร็วขึ้น ระยะเวลาที่คนปลายน้ำจะเตรียมตัวมันจะสั้นลง จากเมื่อก่อนบางสายน้ำ ต้นน้ำสามารถสื่อสารถึงปลายน้ำได้ ว่าตอนนี้ต้นน้ำฝนตกหนัก น้ำเยอะ คนปลายน้ำมีเวลาเตรียมตัว บางสายสามารถเตรียมตัวได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างน้อยก็สามสี่วัน แต่ตอนนี้บางสายแค่ 3 ชั่วโมง แต่ตอนนี้คนต้นน้ำกับคนปลายน้ำมันรู้พร้อมกัน แต่การรู้พร้อมกันจะทำให้คนปลายน้ำเสียเปรียบ” อ. เกื้อแสดงความกังวล

การไหลของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นก็ส่งผลในแง่ของทรัพยากรและวิถีชีวิตด้วย ในแต่ละปีผู้คนในพื้นที่ปลายน้ำหาดใหญ่ที่ทำอาชีพประมงจะอาศัย ‘น้ำเค็ม’ ที่หนุนสูงขึ้นราวเดือนเมษายน-พฤษภาคมในการหาเลี้ยงชีพ เพราะความเค็มจะนำพามาซึ่งสัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งสัตว์น้ำเหล่านั้นก็อาศัยน้ำเค็มในการเจริญเติบโตเช่นกัน แต่การขุดลอกคูคลองก็กำลังเปลี่ยนแปลงวัฏจักรตามธรรมชาติในพื้นที่ไปอย่างช้า ๆ

งับ ละอาหลี อดีตชาวประมงวัย 42 ปี แม้ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาทำอาชีพดูแลร้านขายเครื่องประมงและอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่ความทรงจำเกี่ยวกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลายังชัดเจน เขาเล่าว่าปกติฤดูน้ำเค็มจะเริ่มต้นตอนเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม และลากยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม ก่อนที่น้ำจืดจะไหลเข้าคลองธรรมชาติต่าง ๆ กวาดเอาน้ำจืด และสิ่งต่าง ๆ ลงทะเล หรือที่คนในพื้นที่เรียกว่า ‘น้ำหัก’ โดยหลังจากนั้นชาวบ้านก็จะหยุดพัก และกลับมาหากินอีกครั้งหลังน้ำเค็มเข้า

ทว่าโครงสร้างการระบายน้ำที่ถูกติดตั้งอยู่ตลอดทางน้ำ ทำให้เกิด‘ปรากฏการณ์น้ำจืดสามสี่หน’ หรือปรากฏการณ์ที่น้ำจืดถูกระบายจากคลองระบายน้ำต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำจืดไหลผ่านคลองต่าง ๆ 4-5 ครั้งต่อปีจากปกติที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวต่อปี และสังเกตอีกว่าช่วงหลัง ๆ มานี้ น้ำจืดเริ่มไหลเข้ามาในคลองตั้งแต่เดือนสิงหาคมหรือกันยายน โดยน้ำจืดเหล่านั้นก็จะไหลมาทุกครั้งที่ฝนตก อีกทั้งยังมีน้ำเสียจากแหล่งเศรษฐกิจที่ไหลลงมาปะปนจนทำให้ระบบนิเวศเสียหาย

“สมัยนี้น้ำจืดสามสี่หน เดือนแปดเดือนเก้าน้ำจืดก็มาแล้ว ปีนี้น้ำเค็มก็เข้าเร็ว เหมือนฤดูกาลมันไม่เหมือนเดิม น้ำเสียก็ลงทะเลอีก ปลาตายเป็นเบือเลย ในทะเลก็มี แต่ก่อนมันมีปูดำ ปลาติดอวน แต่เดี๋ยวนี้ติดปั๊บตายปุ๊บเลย” เขาบอก

หรืออย่างที่พื้นที่บ้านควน ตำบลคูเต่า บ้านของสามารถ เขาเล่าว่า ในอดีตคนในคูเต่ามีอาชีพหา ‘หอยตาก’ ในคลองอู่ตะเภา บริเวณทิศตะวันตกของบ้านควน โดยส่วนใหญ่จะส่งไปขายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่พ่อค้าคนกลางจะส่งต่อไปขายยังรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ทว่าหลังจากมีการพัฒนาลำคลองและการเปลี่ยนแปลงของคลองอู่ตะเภา ทำให้อาชีพดังกล่าวแทบไม่หลงเหลืออยู่แล้วในบ้านควน

แม้พัฒนาการของคลองระบายน้ำต่าง ๆ จะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ แต่คนหาดใหญ่และคนปลายน้ำยังคงต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่อยู่ดี ดังนั้น นอกเหนือจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การตั้งคำถามถึง สิ่งกีดขวางบริเวณปากทะเลสาบสงขลา ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

สิ่งกีดขวางที่ปากทะเลสาบสงขลา

ในงานวิจัย ‘พลวัตการจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา : จากการปกป้องเขตเศรษฐกิจหาดใหญ่สู่ข้อเสนอการบริหารจัดการน้ำเชิงระบบและเป็นธรรม’ ของสามารถ สาเร็ม เขาตั้งข้อสังเกตว่า ในปี 2531 ท่าเรือน้ำลึกสงขลา นั้นสร้างเสร็จอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม และหลังจากนั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกขึ้นที่หาดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างดังกล่าวส่งผลต่อการไหลออกของน้ำบริเวณปากทะเลสาบหรือไม่

แนวคิดในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาเริ่มต้นขึ้นในปี 2502 เพื่อนำเข้า ส่งออกสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางการค้าและอุตสาหกรรมในภาคใต้ โดยการก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่หนึ่งคือการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือ (พ.ศ. 2505-2520) 15 ปีกับรัฐบาล 5 ชุด มีผลการศึกษาออกมาทั้งหมด 3 ฉบับ ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 2505 ของบริษัท Transportation Consultant Inc. บริษัทวิศวกรรมจากสหรัฐอเมริกาที่เสนอว่าให้มีการสร้างเขื่อนกันคลื่นยื่นต่อจากบริเวณแหลมทราย เพื่อให้เรือพาณิชย์ขนาดกลางสามารถผ่านเข้าออกได้ตลอดเวลา

ฉบับที่สองเกิดขึ้นในปี 2516 โดยบริษัท Overseas Technical Cooperation Agency จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้ทำการศึกษาด้านเศรษฐกิจและวิศวกรรมของท่าเรือดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน และฉบับที่สามเกิดขึ้นในปี 2517 โดยบริษัท Hunting Team จากประเทศอังกฤษ ที่ทำการทบทวนผลการศึกษาของทั้งสองบริษัทข้างต้น และเสนอความเห็นว่า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกบริเวณแหลมสน จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและทำลายธรรมชาติ จึงควรหาที่ตั้งใหม่ในจังหวัดสงขลา

ทว่าโครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลานั้นอยู่ในช่วงก่อนประกาศใช้พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 ที่มีการพัฒนาระบบ EIA ขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้โครงการดังกล่าวมีเพียงการศึกษาประเมินความเหมาะสมทางวิศวกรรมและเศรษฐกิจเพียงเท่านั้นในช่วงเริ่มต้น

โดยในการก่อสร้างระยะที่ 2 กรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างบริษัท Sir William Halcrow and Partner, บริษัท Maunsell Consultants Ltd. และห้างหุ้นส่วนจำกัด สินธุ พูนศิริวงศ์และสหาย เพื่อดำเนินการออกแบบการก่อสร้างท่าเรือให้แล้วเสร็จ ซึ่งผลการศึกษาของบริษัทวิศวกรเห็นว่า พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลา คือ บริเวณหมู่ 7 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร (เขาหัวแดงด้านนอก) โดยให้เหตุผลหลายประการ เช่น ใกล้ศูนย์การค้า สามารถรองรับการจราจรของเรือได้ มีร่องน้ำทางเดินเรือที่ปลอดภัย รวมถึงมีผลกระทบต่อกายภาพของทะเลสาบน้อยที่สุด

จุดชมวิวป้อมเมืองสงขลาเก่า หมายเลข 8 เป็นจุดที่เราเห็นปากทะเลสาบสงขลาได้สวยงามที่สุดจุดหนึ่ง ด้านขวาของสายตาเราจะเห็นฝั่งหาดแหลมสน ตัวเลือกแรกของการสร้างท่าเรือน้ำลึก ส่วนด้านขวาคือท่าเรือน้ำลึกสงขลาที่กำลังดำเนินการอยู่ และถัดไปอีกหน่อยคือเขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) ความยาวประมาณ 900 เมตรลึกเข้าไปในทะเลอ่าวไทย

“บริเวณปากอ่าวจะรองรับมวลน้ำจากสามจังหวัดไหลออกมา พอเราเอาอะไรไปกีดขวางทางน้ำ น้ำมันก็จะไหลออกจากปากอ่าวไม่ทัน เพราะน้ำมันเยอะมาก ในอดีตตอนที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง น้ำจากที่สูงมันก็จะไหลไปได้ตลอด โอกาสที่จะท่วมแบบปี 2568 มันน้อยมาก”

ความเห็นของ ยุทธนา จิตต์โต๊ะหลำ หรือ แบอี ประธานชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลน ต่อการมีอยู่ของท่าเรือน้ำลึกสงขลา เขาเล่าว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา เขาได้มานั่งสังเกตน้ำที่ไหลออกทางปากทะเลสาบสงขลาแทบทั้งวันที่ป้อมหมายเลข 8 ปรากฏว่าเวลามวลน้ำจะไหลออกปากทะเลสาบ มันจะไปชนเขื่อนและท่าเรือน้ำลึก ทำให้มวลน้ำไหลย้อนกลับเข้ามายังด้านใน เกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำท่วมยาวนาน เพราะน้ำระบายออกทางปากทะเลสาบได้ช้า

ความเห็นของแบอี คล้ายกับ บังหน่อ ชาวประมงบริเวณหาดปลาไก่ใกล้ ๆ กับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เขาบอกว่าถ้ามีแค่ท่าเรือน้ำลึกก็อาจไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่พอมีการสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นร่วมด้วย ทำให้สภาพการไหลของน้ำเปลี่ยนไป คล้ายเอาหินไปตั้งกลางน้ำ น้ำมันก็จะเฉียงออกเป็นสองทาง

“เมื่อตอนที่ไม่มีเขื่อน มันจะออกไปทางนู้น (ขนานไปกับชายฝั่ง) ไปตามน้ำ แต่ตอนนี้มันต้องโค้งตามทาง เวลาเรือเลี้ยวโค้งตรงหัวพญานาค มันต้องใช้ประสบการณ์ ต้องบังคับเรือให้ดี เพราะน้ำมันหมุนและน้ำแรงด้วย เวลาเรือเล็กกับเรือใหญ่สวนกัน ก็ต้องระวัง” บังหน่ออธิบาย

แม้จะยังพอเลี้ยงชีพได้ แต่ความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณดังกล่าวก็ลดน้อยมาก บังหน่อเล่าว่า แต่ก่อนปลาบางชนิดจะว่ายตามน้ำและเข้ามาวางไข่ตำแหน่งเดียวกับที่ตั้งท่าเรือน้ำลึก ทว่าพอทางน้ำเปลี่ยน ทางสัญจรของปลาก็เปลี่ยน และทำให้ปริมาณปลาลดน้อยลง ปัจจุบันบังหน่อและพวกจึงนิยมจ้างเรือเพื่อออกไปหาปลาบริเวณที่เลยจากเขื่อนกันทรายและคลื่นมากกว่า “เมื่อก่อนความหลากหลายของปลาที่เราหามันมากกว่า พอมันมีเรือเข้า มันทำให้ปลาหนีไป แต่ก่อนเรือมันไม่มาก เดี๋ยวนี้เรือมันมาก เรือใหญ่บ้าง เรือเล็กบ้าง มันก็คงส่งผลกับปลาแหละ” เขาคาดเดา

หนึ่งในตัววัดของความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบสงขลา คือแหล่งหญ้าทะเลและแหล่งปะการัง หรือที่ชาวหัวเขาเรียกว่าหญ้ายูน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ เช่น พะยูนหรือเต่าทะเล แบอีเล่าว่าช่วงเดือนที่น้ำเค็มเข้าทะเลสาบสงขลา ชาวประมงก็อาศัยหากุ้งหอยปูปลาตามแหล่งหญ้ายูน หรือตรงที่เป็นหาดแหลมสนก็มีเต่าตนุขึ้นมาวางไข่บริเวณหาดทรายด้วย แต่หลังจากมีท่าเรือน้ำลึก สัตว์น้ำต่าง ๆ เหล่านี้ก็แทบไม่เข้ามาอาศัยในแหล่งหญ้าทะเลแล้ว “บางคนไม่ต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือให้สูง ๆ เพราะเรามีทะเลสาบสงขลา” แบอีหัวเราะ

รายงาน ‘ผลกระทบของการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ต่อชายฝั่งทะเล : สิ่งที่ประชาชนควรรู้’ของ Beach for Life พบว่าการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่นั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยทะเลทำมาหากิน เช่น การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและการกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ท่องเที่ยวสู่พื้นที่อุตสาหกรรม และผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและอาชีพประมง เพราะการสร้างท่าเรือน้ำลึกจำเป็นต้องขุดร่องน้ำลึก ซึ่งก่อให้เกิดตะกอนดินฟุ้งกระจายในน้ำ เกิดการทับถมของตะกอนดินจนทะเลตื้นเขิน ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อแหล่งอาหารของสัตว์น้ำและพืชทะเลหลายชนิด

รายงานดังกล่าว ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากท่าเทียบเรือขนาดใหญ่โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งพบว่าการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่มีผลกระทบทางกายภาพต่อพื้นที่หลายประเด็น เช่น ผลการวิเคราะห์ท่าเรือน้ำลึกบริเวณอ่าวอ่าง อ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง พบว่าแม้กระแสน้ำจะยังคงเหมือนเดิม แต่กระแสน้ำในช่วงฤดูมรสุมด้านตะวันตกเฉียงใต้มีความเร็วลดลง ทว่ากระแสน้ำในฤดูมรสุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือกลับมีความเร็วเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของโครงสร้างแข็งที่สร้างยื่นเข้าทับเส้นทางน้ำ

“ตั้งแต่ดำเนินการก่อสร้างขยายท่าเทียบเรือน้ำลึกสงขลา สังเกตได้ว่าระบบนิเวศเริ่มเปลี่ยนไป ชาวประมงจับสัตว์น้ำได้น้อยลง ปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชังเริ่มไม่กินอาหาร ลอยอยู่ผิวน้ำ เครื่องมือประมง บ้านเรือนชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเริ่มชำรุดจากแรงสั่นสะเทือนของการตอกเสาเข็ม” นายดรหะหรีม บิลหมาน นายกสมาคมพื้นบ้านอำเภอสิงหนคร กล่าวในการชุมนุมเรียกร้องให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา

แม้โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาจะไม่เคยผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในช่วงแรกของการก่อสร้าง แต่การที่ปากทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นทางออกเดียวของมวลน้ำจากทั้งสามจังหวัด โดยเฉพาะน้ำจากพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหาดใหญ่ การทบทวนโครงสร้างแข็งดังกล่าว อาจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมองกันใหม่ ก่อนจะที่ฤดูมรสุมจะกลับมาอีกครั้ง

: ความรู้สึกตอนกลับมาที่คูเต่าหลังน้ำท่วมเป็นยังไง?

“เราเห็นแววตาของความสิ้นหวัง แววตาของคนที่ผ่านความกลัวมา ดูน่ากลัวเหมือนในหนังที่ผ่านภัยพิบัติรุนแรง ซึ่งเราไม่เคยพบเลยในชีวิต” สามารถตอบระหว่างที่รถกำลังสัญจร

“มันพิสูจน์ไปแล้วเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าถ้าเกิดคุณยังคิดแบบเดิม ขยายคลอง ขุดคลองเพิ่ม การคิดแค่นี้มันก็ทิ้งให้คนปลายน้ำจมอย่างเดียว น้ำมันต้องออกที่ทะเลอ่าวไทย ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันมีท่าเรือน้ำลึกขวางทางออกเดียวของทะเลสาบสงขลาตอนล่าง จากปากที่กว้างมันกลับแคบลงเรื่อย ๆ แล้วมันจะไม่มีผลกระทบได้ยังไง” สามารถเสียงแข็ง

แต่เดิมคนปลายน้ำหาดใหญ่รับรู้ว่าพื้นที่ของตนต้องรับน้ำมาตลอด ทว่าจากเหตุการณ์ปี 2568 ที่มีความรุนแรงมากกระตุกให้คนปลายน้ำคิดว่าสถานการณ์เริ่มไม่ปกติแล้ว จากการลงพื้นที่พูดคุยของสามารถช่วงหลังน้ำท่วม รวมถึงในครั้งล่าสุดกับทีมข่าว De/code เราพบประชาชนหลายคนที่ตั้งคำถามถึงโครงข่ายการระบายน้ำจากเมืองหาดใหญ่ที่ไม่ได้แก้ปัญหาให้คนปลายน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางบริเวณปากทะเลสาบสงขลาที่ส่งผลให้น้ำระบายลงสู่อ่าวไทยช้าลง

สามารถยืนยันว่า กระดุมเม็ดแรกที่ต้องติดคือการสร้างการรับรู้ว่าน้ำท่วมใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่หาดใหญ่ แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงทบทวนการพัฒนาของรัฐบนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะบริเวณปากทะเลสาบสงขลาที่ถูกขวางกั้นด้วยการพัฒนาของรัฐ

แบอีเสริมว่า การที่คนรอบทะเลสาบสงขลาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำค่อนข้างเป็นเรื่องยาก บางครั้งอาจโยนความผิดให้ชาวบ้านมากกว่าว่าเป็นผู้รุกล้ำเข้าไปยังทะเลสาบสงขลา อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับประมงโพงพางตั้งแต่ช่วงปี 2567 โพงพางเป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน พบมากในอ.สิงหนคร มีลักษณะเป็นถุงตาข่ายที่มีหน้ากว้าง 20-25 เมตร ผูกยึดกับเสาไม้ทั้งสองด้าน ปัจจุบันเป็นเครื่องมือประมงผิดกฎหมายตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 (แก้ไขเพิ่มเติม)

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขณะนั้น มองว่าโพงพางเป็นเครื่องมือที่ทำลายวงจรชีวิตของสัตว์น้ำเพราะสามารถจับสัตว์น้ำได้ทุกขนาด รวมถึงกีดขวางทางสัญจรของเรือบริเวณปากร่องน้ำทะเลสาบสงขลา ที่เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของพื้นที่ จึงดำเนินการรื้อถอนโพงพางตั้งแต่บริเวณหัวพญานาคไปจนถึงท่าสะอ้าน ท่ามกลางเสียงด่าทอของชาวบ้านว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะโพงพางคือวิถีชีวิตของชาวบ้าน

“มันจะมีสักกี่คนที่ได้ประโยชน์จากท่าเรือน้ำลึก เมื่อก่อนเขาจะไปโทษที่เครื่องมือประมงของพี่น้องชาวหัวเขา โดยเฉพาะเรื่องโพงพาง ไปตำหนิว่าไอ้โพงพางเนี่ยกีดขวางทางน้ำ จริง ๆ โพงพางโดนรื้อก่อนจะน้ำท่วมอีก หลังจากเอาโพงพางออกทำไมน้ำยังท่วม ตอนน้ำท่วมโพงพางไม่มีสักช่องแล้วตรงนั้น มันเป็นเพราะอะไร นี่คือคำถามของพี่น้องพื้นที่อำเภอหัวเขา พอโดนรื้อเครื่องมือประมง เขาก็ไม่มีงานอะไรทำกัน ตรงนี้ก็ไม่มีคำตอบ” แบอีตั้งคำถาม

แม้จะยังไม่มีงานวิชาการรองรับ แต่ด้านอ. เกื้อมองว่า ปากทะเลสาบที่แคบลงและมวลน้ำปริมาณมากและไหลเร็ว มีนัยยะสำคัญต่อเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา ดังนั้นการบรรเทาความรุนแรงของน้ำท่วมจึงไม่ใช่แค่การเปิดปากทะเลสาบสงขลาหรือเร่งน้ำออกจากเมืองให้เร็วที่สุด แต่ต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อม ๆ กัน ในเบื้องต้นเธอเสนอแนวคิดเรื่องการชะลอในจุดต่าง ๆ ที่น้ำไหลผ่าน หากแต่ไม่ใช่การชะลอด้วยอ่างเก็บน้ำหรือโครงสร้างแข็ง แต่เป็นการชะลอทางธรรมชาติด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพในการเก็บ ซับ กรอง ซึ่งการชะลอก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น การเติมน้ำผิวดิน หรือใช้ในการเกษตร

ซึ่งแนวนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น อ.นาหม่อม และพื้นที่สนามกอล์ฟในค่ายทหารที่ตำบลคอหงส์ ที่อยู่ด้านตะวันออกของอ.หาดใหญ่ พื้นที่ป่าพรุแถว อ.บางกล่ำ ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ที่เธอมองว่ามีศักยภาพในการทำเป็นแก้มลิง

“ถ้าเราไปใช้การทวงคืน Wetland เดี๋ยวมันก็ไปทวงคืนกับชาวบ้าน พอทวงคืนผืนป่า มันก็ไปทวงคืนจากชาวบ้าน” เธอแซว

เธอบอกว่า ขณะนี้เราจำเป็นต้องยอมรับว่าระบบน้ำในทะเลสาบเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ต้นน้ำไม่ได้เป็นต้นน้ำที่สมบูรณ์เหมือนเคย กลางน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ทั้งยังกลายเป็นพื้นที่ท่วมยาวนาน ขณะที่ปลายน้ำก็ไม่สามารถปล่อยน้ำได้อย่างเสรี หลายพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมก็ต้องเผชิญมหันตภัยเป็นครั้งแรก ขณะที่แนวทางการพัฒนาของรัฐกลับกลายเป็นว่าหนุนเสริมให้สถานการณ์นั้นรุนแรงมากขึ้น

อ. เกื้อย้ำว่า เราเหลือเวลาไม่ถึง 5 เดือนก่อนจะเผชิญเหตุอีกครั้ง การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อรองรับน้ำก็คงไม่ถูกต้องนัก ในระยะสั้นเธอมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเป็นรายพื้นที่ไปก่อน ไม่ใช่การใช้ไม้บรรทัดเดียวแก้ไขทุกพื้นที่ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่บนปัญหาเดิม เช่น การสร้างถนนหรือการสร้างทางเบี่ยงน้ำ 

แต่ที่สำคัญที่สุด เธอมองว่าการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจำเป็นต้องมองระยะยาว และองค์ประกอบที่จำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนา คือ การให้ชุมชนร่วมออกแบบ ที่ตั้งอยู่บนฐาน Natural-base Solution เพราะหากการพัฒนาไม่ตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติเดิม ความยั่งยืนในพื้นที่จะไม่เกิดขึ้น 

เธอยกตัวอย่าง การพัฒนาตามแนวคลองภูมี ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จังหวัดสงขลา ในอดีตคลองภูมีเป็นคลองที่อุดมสมบูรณ์มาก ตามแนวคลองเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และต้นไผ่ที่คอยยึดตลิ่งไว้ไม่ให้พังทลายลงตอนน้ำท่วม แต่ภายหลังมีการสร้างประตูระบายน้ำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกในปี 2563 รวมถึงโครงการขุดลอกคูคลอง ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่าหลังจากมีการขุดลอกคูคลอง น้ำกลับท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งยังพัดพาเอาตะกอนทรายที่เกิดจากการดาดหินบริเวณตลิ่งที่ยังไม่เสร็จสิ้นดี ตะกอนทรายเหล่านั้นถูกพัดมาพร้อมกับมวลน้ำของปี 2568 ไหลเข้าท่วมที่อยู่อาศัยของประชาชน สวนยาง สวนไม้ยืนต้นของผู้คนตามแนวคลอง จนพวกเขาต้องสูญเสียเงินร่วมแสนเพื่อนำรถแมคโครมาขุดตะกอนทรายออกโดยไร้การช่วยเหลือจากรัฐ

“พี่คิดว่าถ้าเราร่วมกันคิด ชุมชนมีคำตอบ เพราะเขาอยู่กับระบบมานาน แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือ ชุมชนไม่เคยได้ร่วมออกแบบ แล้วชุมชนมาก็ในตอนที่มันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะงั้นสิ่งที่น่าห่วงคือความเร่งรีบตัดสินใจของรัฐโดยชุมชนไม่มีส่วนร่วมต่างหาก” อ. เกื้อบอก

แม้จะมองหาความหวังในรัฐบาลนี้ไม่ได้เท่าไหร่นัก แต่อ. เกื้อยืนยันว่าประชาชนจำเป็นต้องหวัง และห้ามหมดหวังเด็ดขาด ความพยายามเดินเครื่องแลนด์บริดจ์ของรัฐบาลภูมิใจไทยที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้สนใจเสียงเรียกร้องของประชาชนเท่าไหร่นัก เธออธิบายเพิ่มว่า

แม้แลนด์บริดจ์จะนำร่องแค่ 4 จาก 14 จังหวัดภาคใต้ แต่จังหวัดที่เหลือก็ต้องเตรียมพร้อมรับคลื่นแห่งการพัฒนาลูกใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยล่าสุดพรรคแกนนำรัฐบาลได้ประกาศถอยแลนด์บริดจ์แล้ว 

“เรามีรายชื่อเขื่อนในจังหวัดพัทลุง 20 กว่าเขื่อน สงขลาอีกไม่รู้กี่สิบเขื่อน นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องรับรู้ มันจะพังทั้งภาคใต้และทั้งประเทศ ภาคอื่นทยอยพังกันมาแล้ว เราถอด EEC มาอยู่ใน SEC ความเป็นรัฐบาล ความเป็นผู้บริหารประเทศที่อยากพัฒนาประเทศ แต่พัฒนาประเทศโดยการใช้วิธีการแบบนี้ พัฒนาโดยการขายทรัพยากร ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ทำลายวิถีผู้คน เรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะมีอยู่ในนิยามของการพัฒนา” อ. เกื้อทิ้งท้าย

ธเนศ แสงทองศรีกมล
Authorธเนศ แสงทองศรีกมล

นิวจีนมีห้าคน

พันวิทย์ ภู่กฤษณา
Photographerพันวิทย์ ภู่กฤษณา

คนชลบุรีที่การเสพติดศิลปะ และ อเมริกาโน่ไม่หวาน

TAGS
SECคนปลายน้ำหาดใหญ่คลองระบายน้ำที่ 1คลองอู่ตะเภาคูเต่าท่าเรือน้ำลึกสงขลาน้ำท่วมหาดใหญ่แลนด์บริดจ์

table of contents

  1. 01ต้นน้ำ-หาดใหญ่-ปลายน้ำ
  2. 02สิ่งกีดขวางที่ปากทะเลสาบสงขลา

recommended for you

กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทร
กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทร
ปัญหาโลกแตกหรือปัญหารัฐไร้ความสามารถ 
ปัญหาโลกแตกหรือปัญหารัฐไร้ความสามารถ 
มลพิษจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว
มลพิษจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว
ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษ
ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษ
กะเทยห้ามตาย ห้ามป่วย ห้ามลา : ใต้แสงนีออนของวงจรผีเสื้อ คืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง Sex Worker
กะเทยห้ามตาย ห้ามป่วย ห้ามลา : ใต้แสงนีออนของวงจรผีเสื้อ คืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง Sex Worker

Related Story

ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษConflict Resolution

ปริศนาน้ำดำสระบุรีใกล้กระจ่าง จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอยู่ที่ความกล้าหาญของหน่วยงานรัฐ ชี้ตัวการผู้ก่อมลพิษ

รอข้อมูลแค่ 5% จากกรมโรงงานฯ หลังจากที่ข้อมูล 95% หลายฝ่ายชี้ชัดแล้วว่ามลพิษเริ่มต้นจากที่ใด หรือจริงๆแล้ว 'ไม่เคยมีผู้ร้ายฝ่ายเดียวในอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม’
นทธร เกตุชูREAD MORE
‘แลนด์บริดจ์’ ชื่อใหม่ ความฝันเดิมที่รัฐอยากได้พื้นที่อุตสาหกรรมEconomy

‘แลนด์บริดจ์’ ชื่อใหม่ ความฝันเดิมที่รัฐอยากได้พื้นที่อุตสาหกรรม

คำถามไม่ใช่ว่า แลนด์บริดจ์คุ้มไหม แต่ทำไมรัฐไทยไม่เคยเลิกล้ม แค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนคำอธิบายแต่ความฝันยังคงเดิมแม้ไม่ใช่ 'อนาคต' ของลูกหลานก็ตามที
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชาREAD MORE
ไฟลาม ไฟขัดแย้ง และความจริงที่ซ่อนอยู่ในหมอกควันConflict Resolution

ไฟลาม ไฟขัดแย้ง และความจริงที่ซ่อนอยู่ในหมอกควัน

ไม่ว่าจะ ไฟป่า ไฟลาม และไฟขัดแย้งหากปราศจากวิสัยทัศน์การแก้ปัญหาเชิงระบบก็จะยิ่งทำให้ปัญหาถูกลดทอนกลายเป็นเรื่องทางเทคนิคของการป้องกันไฟป่า "ทำแนวกันไฟวนไป" Zero Burn ก็อาจไม่ช่วยอะไร?
AuthorREAD MORE