รัฐสภาสหรัฐฯ จ่อปลดทรัมป์จากตำแหน่ง ยอดวิวกว่า 3 แสน ที่แท้ข่าวปลอม

ข่าวปลอมDateClock icon16:26|รอบโลกViews0
อย่าเพิ่งแชร์! โพสต์ผู้ใช้ Threads อ้าง รัฐสภาคองเกรสสหรัฐฯ จ่อสั่งปลด ปธน.ทรัมป์จากตำแหน่ง ทำยอดวิวพุ่ง 3.2 แสนวิว Thai PBS Verify ตรวจสอบมติโหวตล่าสุด พบเสียงข้างมากยังหนุนเปิดศึกอิหร่าน

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวปลอมจาก: Threads

คลิปวิดีโอข่าวปลอม จากผู้ใช้ Instagram: _Global_eye_news ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 69

Thai PBS Verify พบโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม Threads ที่ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ artsolorio_musclefit_ ที่ถูกแชร์ต่อมาจาก Instagram ของผู้ใช้ _global_eye_news อีกต่อหนึ่ง ที่ได้มีการเผยแพร่วิดีโอนี้เมื่อวันที่ 13  มีนาคม 2569 พร้อมแคปชันระบุว่า

HISTORIC MOMENT:

Congress Take a bold step to remove Donald Trump

ซึ่งเมื่อมีการแปลด้วย Google Translate จะสามารถแปลได้ว่า

ช่วงเวลาประวัติศาสตร์: 

สภาคองเกรสได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์

โดยวิดีโอดังกล่าว สามารถทำยอดการเข้าชมได้กว่า 327,000 ครั้ง การกดถูกใจ 8,503 ครั้ง  และการแสดงความเห็น 594 ครั้ง โดยมีการแสดงความเห็นส่วนใหญ่ไปในทิศทางที่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และสนับสนุนให้มีการดำเนินการดังกล่าว

สภาคองเกรสสหรัฐฯ สั่งปลด ปธน.ทรัมป์ จากตำแหน่งจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify มีการค้นหาด้วยคำสำคัญว่า “Congress Take a bold step to remove Donald Trump” ด้วย Google Search และสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ แต่กลับไม่มีข่าวไหนที่สนับสนุนเนื้อข่าวภายในวิดีโอจาก Instagram ดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

ภาพบันทึกหน้าจอแสดงผลการค้นหาด้วย Google Search ไม่พบข่าวใด ๆ ที่สนับสนุนโพสต์บน Instagram เลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตามเราพบข่าวที่ใกล้เคียงที่สุด มีเพียงการรายงานจากสำนัก AP ที่ได้เผยแพร่ข่าวเรื่องการเตรียมการตรวจสอบเหตุผลของรัฐบาลทรัมป์ในการทำสงครามอย่างเป็นทางการ ที่เผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งมีใจความดังนี้

The United States’ war with Iran is entering its third week, but Congress has yet to publicly test the Trump administration’s case for the conflict.

Republicans in Congress have so far side-stepped public debate over the war, even as Senate Democrats reach for every tool at their disposal to demand hearings with Trump administration officials. Increasingly frustrated, Democrats are threatening this week to force a series of votes on the war, hoping that the effort to gum up the Senate’s voting schedule will prod Republicans to action.

“We’ve had no oversight whatsoever over what the executive is doing as we’re spending a billion dollars a day, and we have failed to have any real substantive debate or discussion,” said Sen. Cory Booker, D-N.J.

The role of Congress in the deliberations is an unsettled question with enormous stakes, given that lawmakers have the power to shape the trajectory of the conflict as it grows in cost and casualties. So far, 13 military members have been killed and billions of dollars have been spent, but President Donald Trump has not sought congressional approval for attacking Iran.

As the 17th day of the conflict dawned Monday, Republican lawmakers remained mostly resistant to the idea of quickly forcing public testimony before Congress.

ซึ่งเมื่อมีการแปลด้วย Google Translate จะสามารถแปลได้ว่า

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว แต่สภาคองเกรสยังไม่ได้ตรวจสอบเหตุผลของรัฐบาลทรัมป์ในการทำสงครามอย่างเป็นทางการ

พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสหลีกเลี่ยงการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับสงครามนี้ แม้ว่าพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องให้มีการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์ก็ตาม ด้วยความไม่พอใจมากขึ้น พรรคเดโมแครตจึงขู่ว่าจะบังคับให้มีการลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับสงครามในสัปดาห์นี้ โดยหวังว่าความพยายามที่จะทำให้ตารางการลงคะแนนเสียงของวุฒิสภาติดขัดจะกระตุ้นให้พรรครีพับลิกันลงมือทำอะไรบางอย่าง

“เราไม่มีการตรวจสอบใดๆ เลยเกี่ยวกับสิ่งที่ฝ่ายบริหารกำลังทำอยู่ ในขณะที่เราใช้เงินไปพันล้านดอลลาร์ต่อวัน และเราล้มเหลวที่จะมีการอภิปรายหรือพูดคุยอย่างมีสาระสำคัญใดๆ” วุฒิสมาชิกคอรี บุคเกอร์ จากพรรคเดโมแครต รัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าว

บทบาทของสภาคองเกรสในการพิจารณาเรื่องนี้เป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสมาชิกสภานิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในขณะที่ค่าใช้จ่ายและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น จนถึงขณะนี้ มีทหารเสียชีวิต 13 นาย และมีการใช้จ่ายเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์แล้ว แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ขออนุมัติจากสภาคองเกรสสำหรับการโจมตีอิหร่าน

เมื่อวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ 17 ของความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ยังคงต่อต้านแนวคิดที่จะเร่งรัดการให้การต่อสาธารณะต่อหน้าสภาคองเกรส

ข่าวจาก AP ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69

สถานการณ์ของทรัมป์ในสหรัฐฯ เป็นอย่างไร ?

Thai PBS Verify ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม จนพบโพสต์ล่าสุดบนแพลตฟอร์ม TRUTH ส่วนตัวของ ปธน.ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ได้มีการเผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 9:05 น. โดยมีใจความดังนี้

Israel, out of anger for what has taken place in the Middle East, has violently lashed out at a major facility known as South Pars Gas Field in Iran. A relatively small section of the whole has been hit. The United States knew nothing about this particular attack, and the country of Qatar was in no way, shape, or form, involved with it, nor did it have any idea that it was going to happen. Unfortunately, Iran did not know this, or any of the pertinent facts pertaining to the South Pars attack, and unjustifiably and unfairly attacked a portion of Qatar’s LNG Gas facility. NO MORE ATTACKS WILL BE MADE BY ISRAEL pertaining to this extremely important and valuable South Pars Field unless Iran unwisely decides to attack a very innocent, in this case, Qatar – In which instance the United States of America, with or without the help or consent of Israel, will massively blow up the entirety of the South Pars Gas Field at an amount of strength and power that Iran has never seen or witnessed before. I do not want to authorize this level of violence and destruction because of the long term implications that it will have on the future of Iran, but if Qatar’s LNG is again attacked, I will not hesitate to do so. Thank you for your attention to this matter.

ซึ่งเมื่อมีการแปลด้วย Google Translate จะสามารถแปลได้ว่า

ด้วยความโกรธแค้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง อิสราเอลจึงโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์สในอิหร่านอย่างรุนแรง การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงส่วนเล็กๆ ของแหล่งก๊าซทั้งหมด สหรัฐอเมริกาไม่ทราบเรื่องการโจมตีครั้งนี้ และประเทศกาตาร์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น น่าเสียดายที่อิหร่านไม่ทราบเรื่องนี้หรือข้อเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีเซาท์พาร์ส และได้โจมตีส่วนหนึ่งของโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์อย่างไม่เป็นธรรมและไม่ยุติธรรม อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สที่สำคัญและมีค่าอย่างยิ่งนี้อีกต่อไป เว้นแต่ว่าอิหร่านจะตัดสินใจโจมตีประเทศที่บริสุทธิ์อย่างกาตาร์ ซึ่งในกรณีนั้น สหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะได้รับความช่วยเหลือหรือความยินยอมจากอิสราเอลหรือไม่ก็ตาม จะระเบิดแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สทั้งหมดด้วยกำลังและความรุนแรงที่อิหร่านไม่เคยเห็นหรือพบเห็นมาก่อน ผมไม่ต้องการอนุมัติความรุนแรงและการทำลายล้างในระดับนี้ เนื่องจากผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของอิหร่าน แต่หากโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ถูกโจมตีอีกครั้ง ผมจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการเช่นนั้น ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้

โพสต์ที่ถูกเผยแพร่ล่าสุดของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ บนแพลตฟอร์ม TRUTH เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69

จากการตรวจสอบไม่พบการแสดงความคิดเห็นส่วนไหน ที่ ปธน.ทรัมป์ ที่แสดงท่าทีกังวล หรือพูดถึงเรื่องที่เขาอาจจะถูกปลดจากตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ แต่อย่างใด

เสียงส่วนใหญ่ยังสบับสนุนทรัมป์หรือไม่ ?

จากการตรวจสอบพบว่า เสียงส่วนใหญ่ยังคงสนับสนุนการตัดสินใจของปธน.ทรัมป์ เห็นได้จากกรณีการโหวตร่างบัญญัติ ว่าด้วยเรื่องการจำกัดอำนาจ ปธน.ทรัมป์ ในการทำสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ Thai PBS ได้เผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยมีเนื้อหาดังนี้

5 มี.ค. 69 สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า วุฒิสมาชิกเสียงข้างมาก ฝ่ายพรรคริพับลิกันของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โหวตคว่ำร่างญัตติจำกัดอำนาจทางทหารเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ด้วยคะแนน 47 : 52 แสดงถึงพลังสนับสนุนเหตุผลของทรัมป์ ที่ร่วมกับอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่านครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องสกัดอย่างเร่งด่วน จากผลของโครงการพัฒนาทางทหารและพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน เป็นระบอบการปกครองภายใต้ผู้นำศาสนาสูงสุด โค่นล้มระบอบกษัตริย์ของอดีตพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (Shah Mohammad Reza Pahlavi) เมื่อปี 2522

“ทรัมป์” ยังชี้ว่า อิหร่านยกระดับโครงการนิวเคลียร์ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และพยายามจะฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ต้องสงสัยดังกล่าวถึงแม้ที่ตั้งนิวเคลียร์สำคัญจะถูกสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศอย่างสิ้นเชิงในช่วงที่สหรัฐฯ หนุนช่วยอิสราเอลในการทำศึก 12 วันกับอิหร่านครั้งก่อนเมื่อเดือน มิ.ย.2568

อีกทั้งอิหร่านกำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐฯ เสนอร่างญัตติควบคุมอำนาจทางทหารของทรัมป์มาแล้วหลายครั้งตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.2569 แต่ถูกโหวตคว่ำ โดยฝ่ายพรรคริพับลิกันเสียงข้างมากทุกครั้ง รวมถึงครั้งนี้

ข่าวบนเว็บไซต์ Thai PBS ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 69

รายงานระบุว่า มีแนวโน้มเป็นไปได้ยากเช่นกัน ที่ร่างญัตติทำนองเดียวกันนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และว่าถึงแม้ทั้งสภาบนและสภาล่างของสหรัฐฯ จะมีมติให้จำกัดอำนาจทางทหารของทรัมป์ แต่ “ทรัมป์” ก็ยังมีสิทธิ์วีโต้หรือไม่รับรองมติดังกล่าว และต้องถูกส่งกลับเข้าสู่การพิจารณาใหม่ของสภาคองเกรส

ในกรณีดังกล่าวมติที่ถูก “ทรัมป์” วีโต้จะถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาล่างและสภาสูงสหรัฐฯ ด้วยเสียงข้างมากอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนที่นั่งในสภาคองเกรส มิเช่นนั้นแล้ว มตินี้ถือว่าถูกปัดตก คือไม่มีการประกาศเป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ กฎหมายอำนาจในการทำสงครามของสหรัฐฯ ปี 2523 กำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ถ้าสั่งการให้ปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ใด ๆ เกินกว่า 60 วัน อย่างไรก็ตาม “ทรัมป์” คาดการณ์ว่าศึกสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะยุติลงภายใน 4-5 สัปดาห์

อย่างไรก็ดี ฝ่ายนักวิชาการชี้ว่า ทิศทางการอภิปรายและผลโหวตของร่างญัตติจำกัดอำนาจทางทหารของ “ทรัมป์” ซึ่งมีผู้เสนอแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ “ทรัมป์” สั่งปฏิบัติการทางทหารในประเทศเวเนซุเอลาเมื่อต้นปี 2569 ตามด้วยปฏิบัติการในอิหร่านในครั้งนี้ จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวอเมริกัน ในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. 69

อีกทั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบอำนาจของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร และเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำฝ่ายบริหารใช้อำนาจทางทหารทำศึกโดยไม่มีกำหนดสิ้นสุด

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

ปัจจุบันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจบริหารตามปกติ ข้อมูลที่อ้างว่าเขาถูกปลดนั้นไม่มีมูลความจริง โดยมีข้อเท็จจริงสนับสนุนดังนี้

  1. ไม่มีรายงานข่าวจากสำนักข่าวหลัก: จากการตรวจสอบสำนักข่าวระดับโลก (AP, Reuters, Al Jazeera) ไม่พบรายงานการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีในลักษณะดังกล่าว

  2. ทรัมป์ยังคงเคลื่อนไหวในตำแหน่ง: เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ทรัมป์ยังคงโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม TRUTH เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (กรณีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สและกาตาร์) โดยไม่มีท่าทีกังวลเรื่องการถูกปลดตำแหน่ง

  3. เสียงข้างมากยังสนับสนุน: วุฒิสภาฝั่งพรรครีพับลิกันเพิ่งมีการโหวต “คว่ำ” ร่างญัตติจำกัดอำนาจทางทหารของทรัมป์ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ด้วยคะแนน 52 ต่อ 47 เสียง สะท้อนว่าเขายังมีฐานสนับสนุนที่เหนียวแน่นในสภา

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  • ค้นหาด้วยคำสำคัญ: ใช้คำว่า “Congress Take a bold step to remove Donald Trump” พบว่าไม่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือรองรับข่าวนี้

  • ตรวจสอบสถานะทางกฎหมายในสภา: พบเพียงรายงานจาก AP (16 มี.ค. 69) ว่าพรรคเดโมแครตพยายามเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุผลการทำสงครามกับอิหร่าน แต่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ยังคงขัดขวางและต่อต้านการให้การต่อสาธารณะ

  • วิเคราะห์กลไกการถอดถอน: ตามกฎหมายสหรัฐฯ การจะปลดประธานาธิบดีต้องผ่านการรับรองจากทั้งสภาล่างและสภาสูง (วุฒิสภา) ด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา โอกาสที่จะเกิดการถอดถอนนั้นเป็นไปได้ยากมาก

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  • ความปั่นป่วนในระดับสากล: อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และราคาน้ำมัน เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะสงครามกับอิหร่าน

  • การสร้างความแตกแยก: ข้อมูลเท็จนี้กระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มคัดค้านประธานาธิบดี โดยใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงมาเป็นเครื่องมือ

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • เช็กแหล่งที่มา: หากเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก เช่น การปลดประธานาธิบดีสหรัฐฯ สำนักข่าวหลักทั่วโลกต้องรายงานเป็นข่าวพาดหัวทันที หากมีเพียงบัญชีโซเชียลส่วนตัวรายงาน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวปลอม

  • สังเกตวันที่และบริบท: มักมีการนำวิดีโอเก่าจากการพิจารณาถอดถอนครั้งก่อน ๆ มาตัดต่อใหม่หรือเปลี่ยนแคปชันให้ดูเหมือนเหตุการณ์ปัจจุบัน

  • ตรวจสอบสถิติการโหวตจริง: ติดตามผลการลงมติจากเว็บไซต์ทางการของสภาคองเกรสหรือรายงานสรุปจากสื่อที่มีความน่าเชื่อถือสูง

  • ไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน: การกดแชร์ข้อมูลเท็จเป็นการช่วยขยายวงความเสียหายและอาจเข้าข่ายการแพร่บิดเบือนข้อมูลทางคอมพิวเตอร์

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

ผู้เรียบเรียง

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน