ภาพหมา-แมวนั่งบนหลังคารถเมล์ลุยน้ำท่วม กทม. อ้างช่วยสัตว์จากเหตุการณ์จริง แท้จริงเป็นภาพ “AI Slop”

Thai PBS Verify ตรวจสอบแหล่งพบที่มาภาพปลอมจาก Facebook

ตรวจสอบพบโพสต์อ้างภาพสุนัขและแมวนั่งอยู่บนหลังคารถเมล์ท่ามกลางน้ำท่วมกทม.โดยระบุว่าเป็นภาพการช่วยเหลือสัตว์จากเหตุการณ์น้ำท่วม
ระบุ
น้ำมาไวมาก…แต่พวกเขาไม่ทิ้งชีวิตเล็ก ๆ ไว้ข้างหลัง
เมื่อน้ำเริ่มไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว เหล่าน้องหมาน้องแมวจรหลายชีวิตต่างพากันหาที่สูงเพื่อเอาตัวรอด
แต่โชคดีที่วันนี้พวกเขาได้เจอ พี่รถเมล์ใจดี ที่ไม่ปล่อยให้ชีวิตเล็ก ๆ ต้องเผชิญกับน้ำเพียงลำพัง พี่ ๆ ช่วยเปิดทางให้เหล่าน้องหมาน้องแมวขึ้นรถ และพาไปพักไว้ที่อู่ เพื่อให้ปลอดภัยจากน้ำที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น
บางชีวิตไม่มีบ้าน ไม่มีเจ้าของคอยตามหา…
แต่ในวันที่พวกเขากำลังลำบากที่สุด กลับมีคนใจดีเข้ามายื่นมือช่วย
ขอบคุณพี่รถเมล์ที่มองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต ไม่ว่าจะมีเจ้าของหรือเป็นเพียงหมาแมวจร พวกเขาก็มีชีวิต มีหัวใจ และสมควรได้รับโอกาสที่จะรอดเหมือนกัน
น้ำอาจมาเร็ว…แต่ความเมตตาของคนไทยก็มาเร็วไม่แพ้กัน
#น้ำท่วม #ช่วยหมาแมวจร #คนไทยไม่ทิ้งกัน #น้ำใจคนไทย #หมาแมวต้องรอด
โพสต์ดังกล่าวมียอดถูกใจ 1,700 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 247 ครั้ง และแชร์ 194 ครั้ง
ภาพการแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว
ภาพหมา-แมวได้รับการช่วยเหลือ นั่งบนหลังคารถเมล์ลุยน้ำท่วม กทม. ปี 69 เป็นภาพจริงหรือไม่?
เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพย้อนกลับ Google Lens ไม่พบแหล่งที่มาของภาพ

จากนั้นนำภาพไปตรวจสอบเพื่มเติมด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hivemoderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI 96.7%
ผลการตรวจสอบภาพด้วยเครื่องมือ AI
การสังเกตเพิ่มเติม
จากจุดสังเกตพบว่ารถเมล์ในภาพเป็น รถโดยสารธรรมดาของ ขสมก. หรือที่เรียกกันว่า “รถเมล์ครีม-แดง”ซึ่งความผิดปกติของภาพจุดแรกคือ พบว่า ภายในรถเมล์ไม่พบคนขับรถ

ขณะที่ยี่ห้อรถยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน จากข้อมูลของ ขสมก. รถโดยสารธรรมดาสีครีม-แดงมีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Mitsubishi, Hino และ Isuzu
จากการเปรียบเทียบ พบว่า แม้รถโดยสารยี่ห้อ Isuzu บางรุ่นจะไม่มีสัญลักษณ์ยี่ห้อบริเวณด้านหน้าแต่ใช้ตัวอักษรระบุยี่ห้ออยู่ด้านล่าง แต่บริเวณด้านหน้ารถจะไม่มีช่องกระจังหน้าตามที่ปรากฏในภาพ AI และแถบสีเขียวที่เห็นได้ชัดเจนกว่า ซึ่งไม่ตรงกับลักษณะในภาพ
ภาพจริงของรถเมล์ Isuzu จาก Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์
ส่วนคันที่สอง พบสัญลักษณ์สีแดงบริเวณด้านหน้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายสัญลักษณ์ของ Mitsubishi แต่ในภาพสัญลักษณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏอย่างชัดเจน แลจากภาพตัวอย่างของรถเมล์ยี่ห้อ Mitsubishi เผยแพร่โดย Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์ มีแถบคาดสีเขียว
ภาพจริงของรถเมล์ Mitsubishi จาก Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์
นอกจากนี้ ป้ายหมายเลขสายรถเมล์ไม่ปรากฏตัวเลขอย่างชัดเจน ขณะที่ตัวอักษรบนป้ายโฆษณาบริเวณตัวรถมีลักษณะผิดปกติและไม่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน และลักษณะการนั่งและการทรงตัวของสุนัขและแมวบนหลังคารถดูไม่เป็นธรรมชาติ
จุดสังเกตความปกติของภาพ
รู้จัก “AI Slop” คอนเทนต์ AI ที่อาจทำให้เข้าใจเหตุการณ์ผิด
ภาพช่วยเหลือหมา-แมวที่ได้รับความสนใจท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม หากเป็นภาพที่สร้างด้วย AI และไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์จริง อาจเข้าข่าย “AI Slop” ซึ่งหมายถึง เนื้อหาดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นงานเขียน รูปภาพ เสียง วิดีโอที่ผลิตจำนวนมากด้วยปัญญาประดิษฐ์ เช่น คลิปสัตว์กินอาหารมูมมามผิดธรรมชาติ ภาพโฆษณาที่ดูไม่สมจริง ข่าวปลอมปลุกกระแส คลิปดรามาเรียกน้ำตา ภาพหรือคลิปคนดังทำท่าทางตลกผิดไปจากธรรมชาติ โดยมีจุดประสงค์หลัก คือทำให้คนสนใจเกิดการคลิกเข้าไปดู เพิ่มยอดเอนเกจเมนต์และสร้างรายได้
ความหมายดั้งเดิมของคำว่า Slop ในศตวรรษที่ 18 คือ “โคลนอ่อน” ต่อมาความหมายของคำนี้ก็พัฒนาเป็น “ขยะอาหาร” “ขยะ” “ผลิตภัณฑ์ที่มีค่าน้อยหรือไร้ค่า” และคอนเทนต์คุณภาพต่ำจาก AI ในปัจจุบัน
นอกจากนี้คำนี้ถูกเลือกให้เป็นศัพท์แห่งปี 2025 โดยพจนานุกรม Merriam-Webster ของสหรัฐ ซึ่งประธานบริษัทฯ ได้กล่าวกับสำนักข่าว AP ว่า Slop เป็นคำที่สะท้อนถึงความคิดเห็นของผู้คนที่มองว่า เนื้อหา AI เหล่านี้ “น่าตื่นตา แต่ก็น่ารำคาญใจและไร้สาระอยู่บ้างเช่นกัน” และได้ให้ความหมายว่า เป็น “เนื้อหาดิจิทัลคุณภาพต่ำที่ผลิตขึ้นมาเป็นจำนวนมากด้วยปัญญาประดิษฐ์ (digital content of low quality that is produced usually in quantity by means of artificial intelligence)”
ภาพจากเว็บไซต์พจนานุกรม Merriam-Webste
ภาพจาก SciTechVocab Thai PBS
ทำไม AI Slop ถึงควรตรวจสอบในช่วงเกิดเหตุการณ์วิกฤติ และอุทกภัย
AI Slop หากระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI และไม่ได้อ้างว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์จริง ก็แยกออกจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารได้ แต่หากภาพ AI ถูกนำเสนอโดยไม่ระบุว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้น และอ้างว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์จริง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะในช่วงอุทกภัยที่ประชาชนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับจุดน้ำท่วม เส้นทางสัญจร และการอพยพ จึงควรตรวจสอบที่มาและบริบทของภาพก่อนแชร์ต่อ
สถานการณ์เป็นอย่างไร
Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 26 ก.ย.69 – สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ติดตามสถานการณ์ฝน ณ ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร (ดินแดง) โดยระบุว่า กทม. เผชิญฝนตกต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. เวลา 16.00 น. ปริมาณฝนสะสมใกล้แตะ 300 มม. คิดเป็นปริมาณน้ำราว 30 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออกมีฝนตกหนักที่สุด
ทำให้วันที่ 25 ก.ย. เป็นวันที่ฝนหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ กทม. และสมุทรปราการ กรมอุตุฯ ระบุว่า เกิดน้ำท่วมต่อเนื่องใน กทม. ช่วง 25–27 ก.ย.
28 ก.ย. เมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น รัฐบาลประกาศ วันหยุดราชการกรณีพิเศษ 28–29 ก.ย. ใน กทม. และปริมณฑล เนื่องจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบพบว่า ภาพสุนัขและแมวนั่งบนหลังคารถเมล์ที่อ้างว่าเป็นเหตุการณ์ช่วยเหลือสัตว์ช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง เป็นภาพที่สร้างด้วย AIนอกจากนี้ยังพบจุดสังเกตหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะของรถเมล์จริง รวมถึงรายละเอียดของป้ายรถ ตัวอักษร และการนั่งทรงตัวของสัตว์ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
การนำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์น้ำท่วมจริง จึงอาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดได้ และมีลักษณะเข้าข่ายเป็น “AI Slop” หรือเนื้อหาดิจิทัลคุณภาพต่ำที่สร้างด้วย AI และถูกเผยแพร่ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์จริง
อ่านเพิ่มเติม: ‘Slop’ คืออะไร ทำไมจึงกลายเป็นศัพท์แห่งปี 2025 จาก Merriam-Webster ?
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบด้วย Google Lens: เมื่อนำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพย้อนกลับ Google Lens ไม่พบแหล่งที่มาของภาพ
2.ตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI: นำภาพไปตรวจสอบเพื่มเติมด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hivemoderation พบว่าภาพดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI 96.7%
3.สังเกตความผิดปกติจากการเปรียบเทียบกับรถเมล์จริง: จากจุดสังเกตพบว่ารถเมล์ในภาพเป็น รถโดยสารธรรมดาของ ขสมก. หรือที่เรียกกันว่า “รถเมล์ครีม-แดง” และมีความแตกต่างกันกับรถจริงและภาพ AI รวมทั้งความผิดปกติของการภาพหมา-แมว บนหลังคา
ผลกระทบจากการได้รับข้อมูลลักษณะนี้
1.ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ภาพที่สร้างด้วย AI หากไม่มีการระบุว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้น อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจบิดเบือนเกี่ยวภาพจากสถานการณ์น้ำท่วมหรือเหตุการณ์ช่วยเหลือสัตว์
2.ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมคลาดเคลื่อน
การนำภาพที่ไม่ได้มาจากเหตุการณ์จริงมาใช้ประกอบข่าวสาร อาจทำให้ผู้ติดตามเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานที่ ลักษณะของเหตุการณ์ หรือระดับความรุนแรงของสถานการณ์ในพื้นที่นั้น
3.ทำให้ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบถูกส่งต่อเป็นวงกว้าง
ภาพที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือสัตว์และภัยพิบัติอาจได้รับความสนใจและถูกแชร์ต่อได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อความบรรยายที่สร้างอารมณ์ร่วม แต่ไม่มีข้อมูลยืนยันแหล่งที่มา
4.ทำให้การตรวจสอบข้อมูลในช่วงวิกฤตทำได้ยากขึ้น
ในช่วงน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ ประชาชนต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดน้ำท่วม เส้นทางสัญจร การปิดถนน การอพยพ และการช่วยเหลือ หากมีภาพ AI หรือข้อมูลที่ขาดบริบทปะปนอยู่จำนวนมาก อาจทำให้การแยกข้อมูลจริงออกจากข้อมูลที่สร้างขึ้นทำได้ยากขึ้น
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.ตรวจสอบว่าผู้โพสต์ระบุแหล่งที่มาของภาพหรือไม่
หากอ้างว่าเป็นภาพจากเหตุการณ์จริง ควรตรวจสอบว่ามีการระบุสถานที่ วันเวลา ผู้ถ่ายภาพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หากไม่มีรายละเอียดดังกล่าว ควรระมัดระวังการนำภาพไปใช้ยืนยันเหตุการณ์
2.ตรวจสอบภาพย้อนกลับก่อนแชร์ต่อ
สามารถใช้เครื่องมือค้นหาภาพย้อนกลับ เช่น Google Lens เพื่อตรวจสอบว่าภาพเคยถูกเผยแพร่มาก่อนหรือปรากฏอยู่ในบริบทอื่นหรือไม่
3.สังเกตรายละเอียดที่ผิดปกติในภาพ
เช่น ตัวอักษร ป้ายทะเบียน ป้ายรถ หมายเลขสายรถ รูปทรงของวัตถุ มือ เท้า ใบหน้า หรือท่าทางของคนและสัตว์ รวมถึงรายละเอียดของสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องกัน จุดสังเกตเหล่านี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบได้
4.เปรียบเทียบกับข้อมูลจากหน่วยงานหรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
หากภาพอ้างว่าเกิดขึ้นระหว่างน้ำท่วม ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา หรือหน่วยงานด้านการจราจรและขนส่ง เพื่อดูว่าสถานที่และเหตุการณ์ที่กล่าวอ้างสอดคล้องกับสถานการณ์จริงหรือไม่
5.อย่ารีบแชร์เพียงเพราะภาพสร้างความรู้สึกหรือมีคนแชร์จำนวนมาก
ภาพที่กระตุ้นความสงสาร ตกใจ หรือประทับใจ อาจทำให้ตัดสินใจแชร์ได้โดยไม่ได้ตรวจสอบ ควรหยุดอ่านรายละเอียด ตรวจสอบแหล่งที่มา และแยกให้ออกว่าเป็นภาพเหตุการณ์จริง ภาพเก่า ภาพที่นำมาใช้ผิดบริบท หรือภาพที่สร้างด้วย AI ก่อนส่งต่อ
บทความที่เกี่ยวข้อง













