โพสต์อ้าง “ปี 66 ก็มีบาร์โค้ด” แท้จริงคือ “คิวอาร์โคด” ไม่สามารถรู้ได้ว่า ใครคือคนกา

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: Thread
ผู้ใช้ Thread โพสต์อ้าง ปี 66 มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์ของผู้ใช้ Thread ชื่อ maitri168 ที่แชร์ภาพจากโพสต์จากเพจ หมออนามัยขี้mouth โดยโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า
ปี 66 ก็มีบาร์โค้ด
ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ = ก็ปีนั้นส้ม
ชนะ
จบนะ
โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมไปกว่า 40,000 ครั้ง รวมถึงเข้ามาแสดงความรู้สึกกว่า 700 ครั้ง และแสดงความคิดเห็นอีกกว่า 130 ครั้ง ด้วยกัน
บาร์โค้ดในปี 66 และปี 69 เหมือนหรือแตกต่าง ?
ปี 2566: บัตรเลือกตั้งไม่มีบาร์โค้ด แต่มี “คิวอาร์โคด” (QR Code) ในบัตรแบบแบ่งเขต ซึ่งทำหน้าที่ระบุ “เล่มที่” หรือ “ล็อตการพิมพ์” (Batch ID) เพื่อใช้ในการขนส่งและป้องกันการนำบัตรไปใช้ข้ามเขต รหัสนี้จะเหมือนกันทั้งเล่ม ไม่ได้แยกเฉพาะใบ จึงไม่สามารถใช้ระบุตัวตนผู้กาได้
ปี 2569: บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด (Barcode) ที่ระบุรหัสประจำตัวบัตรแบบ ไม่ซ้ำกันในแต่ละใบ (Unique ID) บนบัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) และ คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) มีเลข Running Number ที่ต่างกันทุกใบ และที่สำคัญคือรหัสนี้ไปตรงกับ “เลขลำดับบนต้นขั้วบัตร” ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนต้องลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำให้ในทางเทคนิคสามารถจับคู่ “บัตร” กับ “ตัวตนผู้กา” ได้ทันที
ภาพบัตรแบบแบ่งเขตปี 2566 ทำหน้าที่ระบุ “เล่มที่” หรือ “ล็อตการพิมพ์” (ซ้าย) เปรียบเทียบกับ ภาพบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตปี 2569 มีเลข Running Number ที่ต่างกันทุกใบ และที่สำคัญคือรหัสนี้ไปตรงกับ “เลขลำดับบนต้นขั้วบัตร” (ขวา)
ภาพบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปี 2569 ที่ปรากฏ “บาร์โค้ด” อยู่บนบัตร ซึ่งไม่มีในบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อปี 2566
กกต. เผยมีไว้เพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัย
การแถลงข่าวเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา กกต. ยืนยันว่า เป็นเพียงมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ซึ่งบาร์โค้ด และคิวอาร์โคด ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการปลอมแปลง รวมถึงเป็นเครื่องมือควบคุมบริหารจัดการบัตรต่าง ๆ และเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม โดยบาร์โค้ด และ คิวอาร์โคด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า พิมพ์มาเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงยังตรวจสอบก่อนเข้าเล่ม เพื่อให้รู้ว่า มีบัตรทั้ง 20 ต่อเล่มครบถ้วนถูกต้อง ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาบัตรเขย่ง หรือหากแจกจ่ายไปแล้วเกิดเล็ดลอดออกไป หรือถูกนำไปใช้ผิดหน่วย ก็จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า บัตรชุดนั้นมาจากหน่วยไหน ใครจะต้องรับผิดชอบ แม้จะสามารถตรวจสอบไปถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อระบุตัวตนผู้กาบัตร
คลิปการแถลงข่าว กกต.
อดีต กกต. ระบุ บาร์โค้ด ไม่มีบนบัตรเลือกตั้งปี 66
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันเช่นกันว่า บัตรเลือกตั้งปี 66 ไม่มีบาร์โค้ด ทั้ง 2 ใบ มีเพียงคิวอาร์โคด ในบัตรเลือก สส.เขต ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่า ซึ่งโดยปกติแล้วมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง จะมีหลายอย่าง ได้แก่ การใช้ลายน้ำ, การใช้หมึกล่องหน (Invisible Ink) และการใช้ Micro Text หรือตัวอักษรจิ๋วขนาดเล็ก ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเพียงพอต่อการใช้รักษาความปลอดภัย แต่สำหรับการใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเพิ่งมีในปี 69
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
คลิปการให้สัมภาษณ์
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ข้อมูลที่ระบุว่า “ปี 66 ก็มีบาร์โค้ด” เป็นการให้ ข้อมูลความจริงเพียงครึ่งเดียวและบิดเบือนบริบท (Misleading) เนื่องจากรหัสที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งในปี 2566 และ 2569 มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงเทคนิคและการใช้งาน ดังนี้:
-
ปี 2566 (ไม่มีบาร์โค้ด): บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ ไม่มีบาร์โค้ด แต่มีเพียง คิวอาร์โค้ด (QR Code) ในบัตรแบบแบ่งเขต ซึ่งระบุเพียงรหัส “เล่มที่” หรือ “ล็อตการพิมพ์” (Batch ID) ข้อมูลในรหัสจะเหมือนกันทั้งเล่ม ไม่ได้แยกเฉพาะใบ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร
-
ปี 2569 (บาร์โค้ดระบุใบ): มีการใช้ บาร์โค้ด (Barcode) ในบัตรสีชมพู และ คิวอาร์โค้ด (QR Code) ในบัตรสีเขียว ซึ่งเป็นรหัสแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละใบ (Unique ID) และมีเลขรันนิ่ง (Running Number) ที่ ตรงกับเลขลำดับบนต้นขั้วบัตร ซึ่งประชาชนต้องลงชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไว้
กระบวนการตรวจสอบ
-
พยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญ: นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ยืนยันว่าบัตรปี 66 ไม่มีบาร์โค้ด มีเพียงคิวอาร์โค้ดระบุล็อตการผลิต ซึ่งมีความปลอดภัยด้านความเป็นลับสูงกว่าระบบในปี 69 เนื่องจากรหัสที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งในปี 2566 และ 2569 มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงเทคนิคและการใช้งาน
-
ตรวจสอบคำชี้แจงของหน่วยงาน: จากการแถลงของ กกต. เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 69 กกต. ยอมรับในทางเทคนิคว่ารหัสในปี 69 สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงเลขที่บัตรได้จริง แต่ชี้แจงว่าเป็นเพียงมาตรการป้องกันบัตรปลอมและบัตรเขย่งเท่านั้น
-
การวิเคราะห์เชิงเทคนิค: เมื่อรหัสบนบัตร (ที่ลงคะแนนแล้ว) มีเลขตรงกับรหัสบนต้นขั้ว (ที่มีชื่อผู้ลงคะแนน) และตามระเบียบ กกต. ข้อ 184 ที่ให้นำทั้งสองส่วนมาบรรจุรวมในหีบเดียวกันภายหลัง จึงทำให้ความเป็น “ความลับ” ของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ตกอยู่ในความเสี่ยง
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
-
สร้างความแตกแยกทางการเมือง: การกล่าวอ้างว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องของความพ่ายแพ้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นจากหลักการกฎหมาย
-
ลดทอนความสำคัญของความลับการเลือกตั้ง: ทำให้ประชาชนสับสนว่าการมีรหัสระบุตัวตนเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ขัดต่อหลักการ “ตรงและลับ” ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงหรือคุกคามผู้ลงคะแนนในอนาคตได้
-
ทำลายความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้ง: เมื่อข้อมูลทางเทคนิคถูกนำมาปะปนกับความเห็นทางการเมือง ทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐถูกมองข้าม
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
-
เช็กประเภทเทคโนโลยี: อย่าเชื่อเพียงคำว่า “บาร์โค้ด” หรือ “คิวอาร์โค้ด” แต่ให้ตรวจสอบว่ารหัสนั้นระบุข้อมูล “ระดับล็อต” (Batch) หรือ “ระดับรายใบ” (Unique)
-
ติดตามแหล่งข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริง: เมื่อพบข้อมูลที่พยายามโยงผลแพ้ชนะทางการเมืองเข้ากับประเด็นเชิงเทคนิค ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานอิสระหรือสำนักข่าวที่เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่าง Thai PBS Verify








