
เวลา และความตาย เป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่เที่ยงธรรมมากที่สุด
เวลาไม่เคยหยุดเดินหรือหยุดทำหน้าที่ของมัน ต่อให้เราจะอยากยื้อเวลาแค่ไหน เวลาก็ยังคงเดินต่อไปอย่างนั้น ความตายก็เช่นกัน
“เรากลัวความตาย
แต่สิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่กลัวมากกว่าอะไรทั้งหมด
คือกลัวว่ามันจะพรากคนที่เรารัก
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของความตายคือการที่มันจะแวะผ่านเราไป
จากนั้นก็ปล่อยให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปเพียงลำพัง”
นี่คือคำโปรยในหนังสือเรื่อง A Man Called Ove ก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่อง
ขอแจ้งเตือนก่อนว่าเนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย เพราะฉะนั้นผู้อ่านท่านใดที่สภาพจิตใจไม่แข็งแรงพอ อาจจะบอกผ่านหนังสือเล่มนี้ไปก่อนได้
อูเวไม่ได้กลัวความตาย เพราะก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาไป เขาเคยผ่านการสูญเสียมาแล้วเมื่อตอนอายุ 16 ปี พ่อของเขาเสียชีวิตโดยการโดนรถไฟพุ่งชนขณะยืนอยู่บนราง (พ่อของอูเวทำงานที่การรถไฟ) หลังจากที่ภรรยาเขาเสียชีวิตไปเมื่อหกเดือนก่อน เขาก็คิดแผนที่จะฆ่าตัวตายตามภรรยาอยู่หลายครั้ง จริง ๆ อูเวไม่ใช่คนที่ยอมแพ้กับชะตาชีวิตของตัวเองง่าย ๆ ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามา เขาพร้อมพุ่งชนเสมอ แต่กับเรื่องนี้เขายอมแพ้ เขาไม่ชอบการที่ถูกทิ้งไว้ให้อยู่อย่างลำพังโดยที่ไม่มีภรรยาของเขาอยู่เคียงข้าง นั่นมันโหดร้ายสำหรับเขาเกินไป อูเวดูเหมือนจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตขาวดำ คือถ้าไม่สุดทางนี้ ก็จะสุดไปอีกทางเลย เขามีกฎในการใช้ชีวิตของเขาเอง รักความถูกต้องและยึดติดอะไรอยู่แบบนั้น ไม่ค่อยยอมปรับตัวกับอะไรใหม่ ๆ แต่การที่มีซอนยา ภรรยาของเขาเข้ามาในชีวิต เธอเหมือนเป็นสีสันในชีวิตของเขา นิสัยทั้งสองที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่อาจจะเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างพยายามเข้าใจธรรมชาติของแต่ละฝ่าย รับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกันเลยทำให้อยู่ด้วยกันได้
บางครั้งความตายอาจมีเวลาของมัน เพราะในหลาย ๆ ครั้งที่อูเวพยายามจะลงมือทำ มักจะมีเหตุการณ์เข้ามาขัดจังหวะเสมอ ราวกับว่ามันยังไม่ถึงเวลาของเขา ทุกครั้งที่เขาตัดสินใจจะลงมือนั้น ด้วยความที่เขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทุกอย่างจึงต้องเตรียมพร้อม ต้องไม่เป็นภาระคนที่อยู่ข้างหลัง หรือคนที่มาพบเจอหลังจากเขาเสียชีวิต การเตรียมพร้อมของอูเวในที่คือ การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ปิดแก๊ส เอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปู เขาจ่ายเงินล่วงหน้าให้สัปเหร่อ จองหลุมศพข้าง ๆ ภรรยาของเขา ติดต่อทนาย และเขียนจดหมายแจ้งความจำนงอย่างชัดเจน จัดเตรียมเอกสารสำคัญไว้ และนำซองเอกสารนี้เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท เขาจ่ายบิลครบ ไม่มีเงินกู้ หรือหนี้สินใดใด รวมถึงการเขียนคำสั่งเสียต่าง ๆ และการจัดงานศพของเขา พูดง่าย ๆ ก็คือไม่ต้องการให้ใครลำบากมาสะสางอะไรให้ภายหลัง

ในทุกครั้งที่มีอะไรบางอย่างมาขัดจังหวะการลงมือของอูเว เขากลับได้พบคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ต่อเสมอ อย่างเช่น การช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ผู้หญิงท้องแก่ชาวอิหร่านที่ชื่อว่า ปาร์วาเนห์ และชายตัวสูงที่ชื่อว่า แพทริก สามีของเธอ หรือการที่มีแมวตัวหนึ่งซึ่งเป็นแมวที่มาจากไหนก็ไม่รู้ มาอยู่กับเขาที่บ้าน การมาเยือนของผู้คนเหล่านี้ทำให้มีเรื่องราวให้เขาต้องสะสางแก้ไขอยู่ไม่หยุดหย่อน จนทำให้เขาล้มเลิกการลงมือหลายครั้ง และทำให้เขาพบว่าชีวิตของเขายังมีคุณค่ากับใครอีกหลาย ๆ คน
การได้รู้จักกับซอนยาทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่า เขามีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ตั้งแต่ได้พบกับเธอ มันทำให้เขากล้าทำอะไรบางอย่างที่บางทีเขาไม่เคยคิดที่จะกล้าทำอย่าง หรือการได้มองโลกในมุมมองอื่น ๆ ที่ปกติแล้วเขาไม่ทันสังเกตเห็น เช่น การลงเรียนการสร้างบ้าน หรือว่าที่เป็นสาขาวิศวกรรมนั่นก็มาจากการที่ภรรยาของเขาสนับสนุนให้เขาลองลงเรียน หรือแม้แต่การตั้งคำถามกับเขาว่าเขาอยากทำอะไรในชีวิตนี้ บางทีคนเราอาจใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ จนลืมหยุดตั้งคำถามกับตัวเอง จริง ๆ เราอาจมีศักยภาพมากกว่าที่ตัวเองคิด เหมือนกับที่ซอนยาตั้งคำถามกับอูเว และไม่ว่าชีวิตของทั้งสองคนที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายแค่ไหน แต่ซอนยาก็มักจะเป็นคนที่หามุมดีดีของเหตุการณ์นั้นเสมอ อย่างตอนที่เธอและอูเวเดินทางไปเที่ยวที่สเปนด้วยบริการทัวร์แล้วประสบอุบัติเหตุจนทำให้ทั้งสองเสียลูกไปตั้งแต่ยังไม่ได้ทันได้ออกมาลืมตาดูโลก และซอนยาก็ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่เธอก็ยังคงมองโลกในแง่ดี หามุมดี ๆ ในการใช้ชีวิตต่อไปได้เสมอ จนบางทีอูเวก็อดหงุดหงิดแทนเธอไม่ได้ แต่สุดท้ายซอนยาก็มักพูดจาโน้มน้าวให้อูเวคล้อยตามได้อยู่เสมอ

มาถึงตรงนี้เรารู้สึกว่าสภาพแวดล้อม คนรอบข้างมีผลกับพฤติกรรมของเราจริง ๆ ถ้าเราอยู่ใกล้คนที่คิดบวก เราก็มักจะกลายเป็นคนที่คิดบวกไปด้วย เอาเป็นว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน เราก็พยายามไปอยู่ใกล้คนแบบนั้น
เราทุกคนคิดว่าเวลาเป็นของตาย
เราคิดเสมอว่ายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำอะไรให้กับคนอื่น ๆ
มีเวลาเหลือเฟือที่จะบอกอะไรสักอย่างกับพวกเขา
เนื้อหาในหนังสือหน้าหนึ่งบอกกับผู้อ่านแบบนั้น ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาว่าบางครั้งเราก็ปล่อยปละกับวันเวลาจนย่ามใจมากเกินไป รู้ตัวอีกทีอายุก็ผ่านมาขนาดนี้แล้ว หันกลับไปดูคนใกล้ตัวเขาก็อายุเพิ่มขึ้น แก่ขึ้นแล้ว

วันที่อูเวเลิกคิดวางแผนว่าจะจบชีวิต จู่ ๆ เขาก็เจอคนเข้ามาบุกรุกในหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่จนเกิดการต่อสู้ขึ้น ท้ายที่สุดเขาก็โดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกหลายปี พอที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในหมู่บ้าน แต่ท้ายที่สุดวันหนึ่งความตายก็มาเยือนเขาจริง ๆ
ไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาเมื่อไหร่ ก็คงเหมือนที่อูเวไม่รู้ว่าตอนอายุ 16 พ่อของเขาจะโดนรถไฟชน หรือตอนที่เขาต้องเสียภรรยาไป สำหรับเราที่เป็นคนอ่าน เรารู้สึกว่าความตายเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับเรา เราไม่ได้กลัวความตายของตัวเอง เพราะเราไม่รู้ว่าโลกหลังความตายจะเป็นอย่างไร แต่เรากลัวความตายที่จะมาพรากคนใกล้ชิดของเราต่างหาก เรารู้ว่ายังไงสักวันมันต้องมาถึง เคยมีคิด ๆ ไว้บ้าง แต่คิดทีไรในใจมันก็โหวง ๆ บอกไม่ถูก ในช่วงแรกเราคงทำใจไม่ได้แน่ ๆ และในช่วงที่สภาพจิตใจยังไม่มั่นคง ไม่ควรอยู่คนเดียว เพราะมีสิทธิ์ที่เราจะจิตตกคิดไม่ดีกับตัวเองได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าใครที่ยังมีญาติพี่น้องที่ยังอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรหันกลับมาพูดคุย ใส่ใจกันมากขึ้น หรือถ้าไม่มีญาติพี่น้องก็อาจเป็นเพื่อนที่เราสนิทใจ หาอะไรที่สนใจและลงมือทำ ก็เหมือนกับหลังจากที่อูเวสูญเสียพ่อไปเขาเริ่มหาเป้าหมายอะไรในชีวิตแล้วลงมือทำเรื่อยมาจนกระทั่งมาเจอกับภรรยาของเขา หรือตอนที่ภรรยาของเขาเสียไป ตอนนั้นถึงแม้เขาจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกว่าอยู่คนเดียว เพราะเพื่อนบ้านมาขอความช่วยเหลือไม่เว้นแต่ละวัน นั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าสำหรับคนอื่นและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวมากจนเกินไปนัก

การมีชีวิตอยู่มันไม่ใช่ทั้งเรื่องยากแล้วก็ไม่ใช่ทั้งเรื่องง่าย เพียงเราอาจจะต้องอยู่กับปัจจุบัน และค่อย ๆ เรียนรู้มันไป การได้อ่านเรื่องของอูเว ทำให้เราได้หยุดคิด ใคร่ครวญ และตระหนักถึงการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะบางครั้งเราก็มักใช้ชีวิตแต่ละวันไปเรื่อย ๆ จนเผลอลืมไปว่าวันเวลาได้นับถอยหลังลงทุกวัน
หนังสือ : A Man Called Ove
ผู้เขียน : Fredrik Backman / ผู้แปล : ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี
สำนักพิมพ์ : Merry Go Round Publishing
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี