ทำไมสังคมไทย กลายเป็นสังคมโสด | เศรษฐกิจน่ารู้
ค่านิยมดั้งเดิมของสังคมไทยคือ เมื่อเด็ก ๆ เติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาว และเจอคู่ที่เหมาะสม จะแต่งงาน มีลูก สร้างครอบครัว แต่ปัจจุบันนี้เริ่มไม่เป็นแบบนั้น เหตุผลเป็นเพราะอะไร
ชีวิตโสดของคนวัยทำงาน
คนไทยยุคใหม่ไม่เพียงแค่มีลูกน้อยลง แต่ยังเลือกที่จะ "ครองตัวเป็นโสด" มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่มีรายได้ดี มีอาชีพการงานมั่นคง แต่กลับไม่รีบร้อนที่จะมีคู่หรือมีครอบครัว
หนุ่มสาวเกือบ 1 ใน 4 ครองตัวเป็นโสด
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปี 2567
สัดส่วนคนโสดในไทย:
- 23.9% ของคนไทยทั้งหมด (เกือบ 1 ใน 4)
- วัยเจริญพันธุ์ (15-49 ปี): 40.5% ครองตัวเป็นโสด
- สูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว!
อัตราการแต่งงานลดลง:
- ปี 2566: 52.6% (ลดลงจากปี 2567)
- ปี 2567: 53.2%
อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น:
- ปี 2567: 400,000 คู่ (เกือบครึ่งล้าน)
- เพิ่มขึ้นจากปี 2560 (7 ปีก่อน) 22%
SINK แนวคิดการครองตัวเป็นโสดของคนยุคใหม่
ปัจจุบันเกิด ปรากฏการณ์ "SINK" Single Income, No Kids แนวคิดการครองตัวเป็นโสดของคนยุคใหม่ นั่นคือ
- มีรายได้ - มีอาชีพการงานที่มั่นคง
- ไม่มีลูก - เลือกที่จะไม่มีบุตร
- ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง - มีกำลังซื้อสูง
- ดูแลหลาน - ให้ความสำคัญกับลูกพี่น้องมากกว่ามีลูกของตัวเอง
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงานที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป มีรายได้ดี และเลือกไลฟ์สไตล์ โสด สวย รวย และไม่มีลูก
4 ปัจจัยที่ทำให้คนวัยทำงานเป็นโสดมากขึ้น
1. ค่านิยมเปลี่ยนไป : ในอดีต สังคมไทยมีค่านิยมของการเติบโตตามลำดับ โตขึ้น → เจอคู่ → แต่งงาน → มีลูก แต่ปัจจุบันเกิดความคิดใหม่นั่นคือ
- การแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายสำคัญ
- ความสุขส่วนตัวสำคัญกว่า
- ค่าครองชีพสูง ความรับผิดชอบเยอะ
- เลือกมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ามีภาระ
2. ผู้หญิงมีมาตรฐานในการเลือกคู่สูงขึ้น พบว่า 76% ไม่เดทกับผู้ชายที่มีรายได้น้อยกว่าตัวเอง และ 83% ไม่คบกับผู้ชายที่มีส่วนสูงต่ำกว่าตัวเอง เมื่อมีมาตรฐานและเกณฑ์คัดกรองเยอะขึ้น เท่ากับโอกาสในการเจอคู่ที่เหมาะสมน้อยลง พวกเธอจึงเลือกครองตัวเป็นโสด
3. เวลาและโอกาสในการพบปะน้อยลง : ชั่วโมงการทำงานของคนไทย เฉลี่ย 43.2 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งกรุงเทพฯ จัดอันดับ 5 ของเมืองที่แรงงานทำงานหนักที่สุดในโลก ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เมื่อทำงานเยอะ ทำให้เวลาส่วนตัวน้อย การพบปะผู้คนก็เจอแต่คนในออฟฟิศ (ที่ส่วนใหญ่อาจจะแต่งงานไปแล้ว) ไม่มีโอกาสเข้าสังคมภายนอก ทำให้ไม่มีเวลาหาคู่
4. นโยบายภาครัฐยังไม่ครอบคลุม
- ขาดการส่งเสริมการมีคู่อย่างต่อเนื่อง
- นโยบายยังไม่ตอบโจทย์คนวัยทำงาน
- ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม
ชีวิตโสดอาจจะดี แต่ก็มีผลกระทบ
ผลกระทบต่อสุขภาพจิต
ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2567 พบว่า คนที่โดดเดี่ยวมีความเสี่ยง ภาวะความเครียดและวิตกกังวล เพิ่มขึ้น 30% , ป่วยซึมเศร้า เพิ่มขึ้น 30% โดยเฉพาะคนทำงานที่เป็นโสด
ด้านข้อมูลในไทยจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า ผู้ป่วยซึมเศร้า: 17.2% , มีความเครียดสูง: 15.48% และเสี่ยงฆ่าตัวตาย: 10.6% สาเหตุมาจาก ความเครียดจากการทำงาน , ความกดดันจากการเรียน และความโดดเดี่ยวทางสังคม
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ กับไลฟ์สไตล์ครองโสด
ชีวิตโสดของคนวัยทำงานในยุคนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นตัวเลือก แต่สิ่งที่สังคมและภาครัฐควรให้ความสำคัญคือ:
- ดูแลสุขภาพจิต - ลดความเครียดและความโดดเดี่ยว
- สร้างสมดุลชีวิต-การงาน - ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มคุณภาพชีวิต
- สนับสนุนทางเลือก - ไม่ว่าจะแต่งงานหรือไม่ก็มีความสุขได้
- เตรียมรับมือผลกระทบ - วางแผนรับมือสังคมผู้สูงอายุและการขาดแคลนแรงงาน
การยอมรับและเข้าใจวิถีชีวิตโสดของคนวัยทำงาน พร้อมกับการหาทางออกที่เหมาะสม จะช่วยให้สังคมไทยเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน แม้โครงสร้างครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงไป
รับชมสาระความรู้เศรษฐกิจใกล้ตัว ในช่วงเศรษฐกิจติดบ้าน ได้ในรายการวันใหม่วาไรตี้ วันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 8.00 - 10.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือชมทุกตอนได้ทาง https://www.thaipbs.or.th/program/Economics101


























































