ตรวจสอบแล้ว: คลิปปลอมสงครามไทย-กัมพูชา ที่จริงคือรัสเซียโจมตียูเครน

Thai PBS Verify พบว่าเป็นข่าวปลอม ที่เป็นการบิดเบือน โดยมีข้อเท็จจริง คือ เหตุการณ์ความไม่สงบแนวชายแดนไทย – กัมพูชา แต่ข้อมูลเท็จ คือ ใช้คลิปเหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครนมาประกอบเนื้อหาในโพสต์
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : X
พบบัญชี X ชื่อ Latest News แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิดตกใส่แล้วเกิดประกายไฟ
วันนี้ (28 ก.ค. 68) พบบัญชี X ชื่อ Latest News แชร์คลิปวิดีโอภาพเหตุการณ์เมืองโดนระเบิดตกใส่แล้วเกิดประกายไฟ ระบุว่า “BREAKING 🚨 💣🇹🇭🇰🇭💥Thailand launches airstrikes on Cambodian military bases Just as Russia and Ukraine remain battlefields, the next battlefield will be Thailand and Cambodia.📸-unverified”
แปลความหมายได้ว่า ประเทศไทยเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานทัพทหารกัมพูชา ในขณะที่รัสเซียและยูเครนยังคงเป็นสมรภูมิรบ สมรภูมิรบต่อไปจะเป็นประเทศไทยและกัมพูชา(ยังไม่ได้รับการยืนยัน) ซึ่งมียอดผู้เข้าชมกว่า 561,000 ครั้ง แสดงความรู้สึก 2,700 ครั้ง และรีโพสต์ไปกว่า 1,800 ครั้ง
นอกจากนี้ยังพบบัญชี X ชื่อ ʋɛʀǟƈɨօʊֆ ,World War 3,Islamist Cannibal,Prabu Breaking News, CHECK OUT THE TAVİSTOCK İNSTİTUTE, Dam Dam ที่มีการโพสต์และแชร์คลิปในลักษณะเดียวกัน
ตรวจสอบผ่านเครื่องมือตรวจสอบภาพ
จากการตรวจสอบภาพด้วยการใช้โปรแกรม InVID-WeVerify แยกเฟรมแต่ละภาพ นำภาพที่ได้ใช้เครื่องมือ Google Lens ตรวจสอบภาพพบว่าภาพในคลิปดังกล่าวตรงกับภาพเหตุการณ์รัสเซียโจมตีเมืองหลวงยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 68 ในช่องยูทูบ Times News
ภาพเหตุการณ์ รัสเซียโจมตีเมืองหลวงยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 68 ในช่องยูทูบ Times News
ไทม์ไลน์เหตุการณ์ก่อนไทยส่ง F- 16
Thai PBS รายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบไทย – กัมพูชา รายงานว่า เมื่อ 24 ก.ค. 68 เวลา 07.35 น. หน่วยเฉพาะกิจไทยที่ดูแลพื้นที่ปราสาทตาเมือน ได้ยินเสียงโดรนของกัมพูชาบินวนใกล้ปราสาทตาเมือนธม ต่อมา กัมพูชาได้นำอาวุธและกำลังพล 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือ รวมถึง RPG เข้าใกล้แนวลวดหนามด้านหน้าฐานปฏิบัติการของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้พยายามเจรจาด้วยการตะโกนเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และยังคงเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม เวลาประมาณ 08.20 น. กัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่บริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนในระยะ 200 เมตร
หลังจากนั้นเวลา 09.40 น. กัมพูชายิงจรวด BM-21 ตกใส่กลางหมู่บ้านกาบเชิง จ.สุรินทร์ ทำให้มีชาวบ้านบาดเจ็บ 2 คน เสียชีวิต 2 คน
ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. กองทัพอากาศไทยส่ง เครื่องบิน F-16 จำนวน 6 เครื่อง สนับสนุนการสู้รบภาคพื้นของทางกองทัพบก โจมตีเป้าหมายที่ตั้งอาวุธหนักทหารกัมพูชา ที่ บก.พล.น้อย ส่วนสนับสนุนที่ 8 และกองพลน้อย ส่วนสนับสนุนที่ 9 (ลิงก์บันทึก)
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบจากเครื่องมือ : ใช้ภาพทำการค้นหาผ่านโปรแกรม InVID-WeVerify และ Google Lens พบว่าภาพในคลิปดังกล่าวตรงกับภาพเหตุการณ์ รัสเซียโจมตีเมืองหลวงยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรน ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 68 ในช่องยูทูบ Times News
- ตรวจสอบแหล่งอ้างอิง : Thai PBS รายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย- กัมพูชา พบว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นคนเริ่มการปะทะทางอากาศตามที่โพสต์กล่าวอ้าง
ผลกระทบของข้อมูลนี้
- สร้างความสับสนและลดความน่าเชื่อถือของข่าวจริง: เมื่อมีข่าวปลอมแพร่กระจายและมีรายละเอียดโดยใช้เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นมารวมกับข้อมูลเท็จ คนส่วนใหญ่จะเริ่มสับสนข้อมูล ทำให้ความน่าเชื่อถือของสำนักข่าวจริงที่รายงานข้อเท็จจริงลดลง
- ชี้นำให้เกิดความเกลียดชังและแบ่งแยก: การสร้างเรื่องราวความขัดแย้งทางทหารที่รุนแรงสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมสุดโต่ง และความเกลียดชังระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้
- นำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสม: หากผู้ที่หลงเชื่อข่าวปลอมมีการตอบสนองด้วยอารมณ์หรือตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ผิด อาจนำไปสู่การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม เช่น การเผยแพร่ข่าวปลอมต่อ หรือการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- หยุดและตรวจสอบแหล่งที่มา: อย่าเพิ่งเชื่อหรือส่งต่อทันที ให้ตรวจสอบว่าข้อมูลมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น หน่วยงานรัฐ หรือกองทัพ
- หาข้อมูลจากหลายแหล่ง: เปรียบเทียบข้อมูลจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างน้อย 2-3 แห่ง เพื่อยืนยันความถูกต้อง
- ตรวจสอบเนื้อหาและรายละเอียด: เช่น ความสมเหตุสมผลว่า เหตุการณ์รุนแรงขนาดการโจมตีทางอากาศมักจะเป็นข่าวใหญ่ที่มีหลายสำนักข่าวรายงาน หากมีการรายงานสำนักข่าวเดียวอาจจะเป็นข่าวปลอมได้ และสังเกตการใช้ภาษาที่เร่งเร้า ตื่นตระหนก หรือมีอคติมากเกินไปหรือไม่
- อย่ากดไลก์ แชร์ หรือแสดงความคิดเห็นเชิงสนับสนุน: การมีส่วนร่วมกับโพสต์ข่าวปลอมไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม เป็นการช่วยให้ข้อมูลนั้นแพร่กระจายออกไปมากขึ้น









