decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
สู้แค่ไหนก็ถึงทางตัน: แรงสั่นไหวในคดี 112  ผ่านไป 7 ปีเพิ่มระดับ “ผันผวน รุนแรง” สร้างวัฒนธรรมเผือกร้อน “ทำให้ผ่านไป ถือไว้มันจะร้อน”
Crack Politics

สู้แค่ไหนก็ถึงทางตัน: แรงสั่นไหวในคดี 112 ผ่านไป 7 ปีเพิ่มระดับ “ผันผวน รุนแรง” สร้างวัฒนธรรมเผือกร้อน “ทำให้ผ่านไป ถือไว้มันจะร้อน”

กัลยาวีร์ แววคล้ายหงษ์กัลยาวีร์ แววคล้ายหงษ์07 เม.ย. 2564 19:17
Share on

กฎหมายต้องมั่นคง ไม่ผันผวน
แต่วันนี้การใช้ ม.112 กำลังผันผวนมากที่สุด

จากจดหมาย “โปรดช่วยเราด้วย” ของทนายอานนท์ สู่ “ขอโทษประหารชีวิต”ของสมยศ พฤกษาเกษมสุขจนถึงข้อความ “ช่วยคืนชีวิตให้หนู” ของพรพิมล-แม่ค้าออนไลน์ พวกเขา, นักโทษคดี 112 ยังอยู่ในเรือนจำโดยไร้สิทธิการประกันตัว บนฐานหลักการ เราทุกคนควรได้รับสิทธิการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม วันนี้พวกเขากำลังต่อสู้กับกฎหมายที่ร้อนที่สุด ไม่ว่าใครก็ไม่อยากถือมันไว้

“ทำให้ผ่านไป ถือไว้มันจะร้อน”

การบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ในแต่ละช่วงเวลาสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมือง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงแกว่งไหว สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวได้จริงเพราะสิทธิประกันตัวที่ถูกริบไปได้พรากหลายสิ่งหลายอย่างจากผู้ต้องคดี ไม่นับรวมปัญหาของกฎหมายที่พาให้คนต่อสู้คดีต้องพบกับเส้นทางที่ตีบตันไร้ทางออกด้วยการจำยอมรับสารภาพ เป็นระบบที่มีกระบวนการยุติธรรมอำนวยความสะดวกอยู่ และทรัพยากรของรัฐกำลังถูกระดมมาใช้เพื่อจับกุมการใช้เสรีภาพ

ใต้คำถาม “เราจะอยู่กับกระบวนการยุติธรรมเช่นนี้หรือ” De/Code คุยกับ ทนายเมย์-พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ถึงความผันผวนของการใช้ ม.112 ที่วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่ต้องคดี แต่หมายถึงหากยังมีคนเพิกเฉย นั่นอาจแปลได้ว่าคุณยอมรับกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ในวันที่คุณเป็น “เหยื่อ” เสียเอง

เช็กไทม์ไลน์คดี 112 ตลอด 4 เดือนเศษ 82 คนโยงม็อบการเมือง

คดี 112 ไม่ได้เพิ่งมาฟ้องร้องกันไม่กี่ปีนี้ มันมีมานานอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงเวลานี้จำนวนผู้ถูกฟ้องมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมันถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้น ย้อนกลับไปวันที่ 3 สิงหาคม 2563 การชุมนุม “ม็อบแฮรี่ พอตเตอร์” ที่มีทนายอำนนท์ นำภา ขึ้นปราศรัย วันนั้นเป็นวันแรกที่สถาบันกษัตริย์ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการ เพดานค่อย ๆ ทะยานขึ้นสูงจนทะลุ แต่จุดที่ชัดเจนที่สุดคือ 19 พฤศจิกายน 2563 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้กฎหมายทุกมาตราดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม แม้ไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าจะใช้มาตรานี้ก็ตาม แต่หลังจากนั้น 24 พฤศจิกายน 2563 จนถึงวันนี้ 4 เดือนเศษ มีผู้ถูกคดี 112 ไปแล้ว 81 คน (ณ วันที่สัมภาษณ์ 29 มีนาคม 2564 ส่วนข้อมูลสรุปตลอดเดือนมีนาคม 2564 จากศูนย์ทนายฯ อ่านรายละเอียดเพิ่มที่นี่)

ทนายเมย์-พูนสุข บอกว่า การปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็น 1 ใน 4 นโยบายหลักของ คสช.ที่จะนำเข้าสู่ศาลทหาร ครั้งนั้นมีคนถูกฟ้องคดี 112 จำนวน 169 ราย (ศูนย์ฯ รับผิดชอบ 65 ราย) หากเปรียบเทียบกับช่วง 4 เดือนนี้ก็ถือว่ามันสูงมาก เจาะลึกลงไปในตัวเลข 169 ราย มี 100 คน เป็นคดีเกี่ยวกับเสรีภาพการแสดงออก ที่เหลือเป็นการแอบอ้าง แต่สำหรับ 81 คนนี้ทั้งหมดเป็นคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพการแสดงออกทั้งสิ้น

“112 เป็นประเภทความผิดที่ คสช.ใช้และควบคุมมาตลอด ช่วง 2-3 ปีที่ประยุทธ์พูดถึงว่าจะไม่ใช้ ม.112 คือกุมภาพันธ์ 61- พฤศจิกายน 63 ทำไมถึงนับตอนนั้น เพราะว่ามันมีหนังสือของอัยการสูงสุดที่รวบอำนาจว่าต่อไปนี้คดี 112 ที่จะดำเนินคดีให้อัยการสูงสุดเป็นคนสั่ง แสดงว่ามีนโยบายที่เขาต้องการให้มันเป็นไปในทางเดียวกัน แล้วหลังจากนั้นเห็นแนวโน้มในการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกันออกไป แต่ถามว่าเขาหยุดปราบปรามหรือไม่ ไม่นะ 2-3 ปีนั้น คือใช้ ม.116 แทนการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แทน”

การบังคับใช้ที่เข้มข้นนี้ ผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองโดนฟ้องคดี 112 จากการชุมนุมในแต่ละครั้งต่างกันออกไป #ม็อบ19กันยา มีคนถูกคุมขังทั้งหมด 19 คน ในจำนวนนี้มี 12 คนโดนคดี 112 เช่น เพนกวิน-พริษฐ์ รุ้ง-ปนัสยา ไผ่-ดาวดิน ไมค์-ภาณุพงศ์ และสมยศ อีก 7 คน คือ โตโต้ (ได้รับการประกันตัวจากคดี 116 วันที่ 2 เมษายน 2564 และถูกตั้งข้อหา 112 ต่อทันที), 5 คน เป็นคนที่โดนคดีทุบรถเพื่อช่วยไมค์-เพนกวิน ที่ถูกนำตัวไป สน.ประชาชื่น อีก 1 คน คือความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ยกปัญหา 5 ข้อที่ม.112 ไม่ควรได้ไปต่อ…

112 กลายเป็นข้อหาหลักในการจัดการผู้ชุมนุมที่ทลายเพดานการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์แบบตรงไปตรงมา ตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินระหว่างสถาบันฯ – กองทัพ และสวัสดิการประชาชน รวมถึงบทบาทใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ในขณะเดียวกันมาตรา 112 ก็ถูกพูดถึงกว้างขวางกว่าเดิมว่าเป็นกฎหมายที่ขัดหลักประชาธิปไตยและลิดรอนสิทธิมนุษยชนจึงมีการขอเสนอแก้หรือยกเลิกมาเป็นระยะ ๆ

ทนายเมย์อธิบาย ปัญหาของ ม.112 ไว้ 5 ข้อ ได้แก่
1.ตัวบทของกฎหมาย แม้ความผิดจะเป็นความผิด “หมิ่นประมาท” เป็นความผิดส่วนตัว แต่การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน “ใครจะกล่าวโทษก็ได้” เราจะเห็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าวโทษ มีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจับตาเรื่องนี้เฉพาะ ทั้งที่บางทีคนที่ถูกวิจารณ์หรือโดนพาดพิงอาจไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ

2.การถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางกว่าตัวบท ม.112 คุ้มครองถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แต่ในการพิจารณาคดีมีการขยายความออกไปกว้างกว่านั้น เช่น ในยุค คสช. มีคดีหมิ่นสุนัข คดีธนกร คดีนพฤทธิ์ที่กำแพงเพชร หรือการตั้งข้อหากับผู้ที่พูดถึงรัชกาลที่ 4 การที่ศาลตีความการคุ้มครองย้อนไปในอดีตทนายเมย์มองว่า มันรุนแรงมาก “แสดงว่าเราไม่สามารถร่ำเรียนเขียนอ่านประวัติศาสตร์ได้ หรือวิพากษ์วิจาณ์ได้เลย อันนี้เป็นเคสที่โด่งดังมากสำหรับการตีความของศาล”

3.ม.112 คือเผือกร้อน เมื่อใดที่มีคนในกระบวนการยุติธรรมรับเรื่องนี้ไปจะเข้าข่าย “ทำให้ผ่านไป ถือไว้มันจะร้อน” เริ่มจากชั้นตำรวจ ก็เขากล่าวหามา ผมก็ต้องดำเนินคดี อัยการมีหน้าที่กลั่นกรองและว่าความให้รัฐ และในกรณี 112 อัยการแทบจะเป็น “บุรุษไปรษณีย์” ที่ส่งต่อคดีจากตำรวจไปชั้นศาล แน่นอน มีน้อยมากที่อัยการจะกรองคดีแล้วไม่สั่งฟ้อง หรือเมื่อไปถึงชั้นศาลแล้วศาลจะตัดสิน

4.ม.112 ไม่มีเหตุยกเว้นความรับผิด-เว้นโทษ ไม่เหมือนหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ถ้ากรณีเป็นประโยชน์สาธารณะ เราไม่ต้องรับผิด สิ่งนี้ทำให้เรื่องสถาบันฯ ถูกพูดได้อย่างจำกัด ไม่สามารถวิพากษ์ได้ ทนายเมย์ยกตัวอย่างกรณีการฟ้องนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่พูดถึงบริษัทการผลิตวัคซีนโควิดว่ารัฐบาลมีตัวเลือกไหม ล่าช้าไหม มันธรรมดามาก เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ ใครไม่ได้รับผลกระทบจากโควิดบ้าง ทั้งที่หากบริษัทที่ธนาธรพูดถึงเป็นเอกชนรายหนึ่ง เขาอาจโดนฟ้องหมิ่นประมาทได้ แต่ไม่ใช่ 112  ?

5.สัดส่วนโทษ 112 สูงเกิน โทษขั้นต่ำของคดีคือ 3 ปี สูงสุด 15 ปี ต่อให้ศาลดูเห็นใจมาก ๆ ก็ต้องเริ่มลงโทษ 3 ปีแล้ว ปกติการวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดาไม่ถือเป็นโทษทางอาญาด้วยซ้ำ แต่เป็นโทษทางแพ่ง การมีโทษสูงถึง 15 ปี จะต้องมาพิจารณาว่ามันได้สัดส่วนโทษจริง ๆ หรือไม่

แนวทางสู้คดี 112 กับคณิตศาสตร์ “ความกลัว”
เมื่อไร้สิทธิประกันตัว ต้องคำนวณวันติดคุก หรือจะรับสารภาพ

เมื่อถูกตั้งข้อหา 112 แล้ว การต่อสู้คดีไม่ง่ายเลย เพราะด้วยตัวกฎหมาย และความเป็นเผือกร้อนที่ไม่มีใครอยากถือ ทำให้ผู้ต้องหาถูกบีบให้เลือก เมื่อไม่ได้สิทธิประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ทนายจะวางแผนและช่วยคำนวณวัน-เวลาในการต่อสู้คดีว่าจะสู้ในเรือนจำไปเรื่อย ๆ ดีไหม หรือจะรับสารภาพแล้วยอมรับโทษที่อาจถูกลดลงดี เพราะนั่นอาจเร็วกว่าการสู้คดีจนถึงที่สุดซึ่งอาจจะยกฟ้อง หรือไม่ชนะ

ทนายเมย์เล่าถึง “ยี่ต็อก” แนวปฏิบัติภายในของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคดี 112 มีกรรมละ 5 ปี ถ้ารับสารภาพจะลดลง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นแนวที่เห็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นศาลทหารคือลงกรรมละ 10 ปี

“เวลาจะสู้คดีเราต้องประเมินให้ลูกความฟังให้ว่า มันมีประเด็นอะไรที่จะต่อสู้ได้บ้าง 1 2 3 กรณีที่ดีและเลวร้ายที่สุดคืออะไร บางคนเลือกรับสารภาพเพราะเวลายาวนานหรือสู้ไปก็ไม่ชนะ ตั้งแต่เคสแบงค์ เจ้าสาวหมาป่า เคสไผ่ BBC ก็รับสารภาพ คือคนมันนับวันออก รีบรับเพื่อให้อยู่สั้นที่สุดดีกว่า ถ้าไม่รับการต่อสู้ไม่ถึง 10 ปีหรอก แต่มีคดีที่เป็นสิบปีไหม ก็มี ”

ทนายเมย์ยกตัวอย่างเคสหนึ่งที่โพสต์ข้อความเชิงธรรมะ แต่ข้อความนั้นถูกตีความว่า สั่นคลอนความมั่นคง ศาลให้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น เมื่อถูกพิพากษาแล้ว เขาไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างที่ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาถูกยกฟ้องคดี 112 แล้วโดนข้อหา 116 แทน เขาก็ฎีกาต่อ แต่สุดท้ายเขาถอนฟ้อง เพราะว่าเขาไม่รู้เลยว่าผลพิพากษานั้นจะมาถึงเมื่อไหร่

“การต่อสู้คดีที่มันจะไม่สามารถต่อสู้ได้ในเรือนจำ อ่านเอกสาร ค้นหาพยาน ดูหลักฐานที่อัยการส่งมา แค่จะมานั่งอ่านคำฟ้องเงียบ ๆ ก็ไม่ได้ นี่คือปัญหา วันนี้แม้แต่ทนาย บรรยากาศการพิจารณาคดีก็เป็นไปได้อย่างอึดอัด ราชทัณฑ์จะนั่งประกบตัวผู้ต้องหาทุกคน ทนายพูดแต่ละทีราชทัณฑ์จะสิงเข้ามาที่ตัวผู้ต้องหา หรือเอาเอกสารให้เซ็นก็มาตรวจว่าให้เซ็นอะไร เราจะอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ไม่ได้ คือมันสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมได้จริงในกรณีที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว”

ทำไมสิทธิประกันตัวจึงสำคัญ เพราะ”เหยื่อ” อาจเป็น “คุณ”

หลักการการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นกระบวนการเพื่อรองรับหลักการให้ “ผู้ต้องหาได้ต่อสู้” รวมไปถึงได้สิทธิการประกันตัว การไม่ให้ประกันตัวมีสาเหตุหลายอย่าง เช่น จะหลบหนี หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ อาจทำให้หลักฐานยุ่งเหยิง หรือเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน ในการทำคดีทนายจำเป็นต้องปรับข้อเท็จจริงกับกฎหมายตลอดเวลา ทนายเมย์บอกว่าคดีของแกนนำคณะราษฎรกลุ่มนี้สามารถเรียกได้ว่าพวกเขาเป็นนักโทษทางความคิด ชัดเจนมากในเรื่อง “ไม่หลบหนี” เพราะแต่ละคนมีหลายคดีหลายข้อหา และพร้อมเข้าสู่กระบวนยุติธรรม ส่วนเรื่องการทำผิดซ้ำนั้น หากใช้เหตุผลนี้เท่ากับว่า “ตัดสินไปแล้วว่าเขามีความผิดจริง”

การไม่ได้สิทธิประกันตัวเหมือนจุดตั้งต้นที่ “พราก” หลาย ๆ อย่างของผู้ต้องหาไป ตั้งแต่เวลา โอกาส สภาพจิตใจที่จะเกิดขึ้นกับคนนั้น ๆ รวมถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมด้วย ทนายเมย์ยกตัวอย่างการแถลงของคุณสมยศก่อนการขอโทษประหารชีวิต

“คุณสมยศบอกว่า ต่อให้ยกฟ้องมันก็ไม่ได้เยียวยาเพราะเขาติดคุกไปแล้ว หรือไม่ยกฟ้อง เขาก็ติดคุกอยู่ดี จึงบอกศาลถึงขั้นขอประหารชีวิตเถอะ มันไม่ได้เป็นประโยชน์อะไร กลายเป็นว่าคนที่เข้าสู่กระบวนยุติธรรมกลับไม่มั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรม”

“หลายคนบอกว่า ถ้าบริสุทธิ์จริงก็สู้ไปสิ ถ้าไม่ผิดติดคุกไปก็มีเงินชดเชย?”
“ให้ 500 ไปติดคุก 1 วัน เอาไหม เรามองว่าคนที่พูดว่าก็สู้ไปเหอะ เป็นความมักง่าย เป็นการผลักภาระไปที่ตัวเขา มันเป็นการเสียเวลา เสียโอกาสที่คน ๆ นึงจะเป็นกลไกในการพัฒนาสังคม เสียทรัพยากรของรัฐ ตำรวจ อัยการ ศาล เรือนจำ คุณภาพมันแย่หมดเลย แล้วสุดท้ายยกฟ้อง มันเพื่ออะไร ? ขณะที่คน ๆ นึงบ้านแตกสาแหรกขาด ลูกทาง พ่อทาง มีคนที่พ่อตายระหว่างติดคุกอย่างเคสธเนศ โดนคดี 116 ออกมาพ่อตายไปแล้ว

มันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของเขานะเพราะเราอาจเป็นเหยื่อก็ได้ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราไหม ถ้าคุณยอมรับก็แปลว่า คุณยอมรับมาตรฐานแบบนั้นเมื่อคุณถูกดำเนินคดี”

สถานะจาก “ผู้ต้องหา” เป็น “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” เพราะไม่ให้สิทธิประกันตัว

การไร้สิทธิในการต่อสู้ เมื่อไม่มีสิทธิประกันตัวแล้ว ทนายเมย์ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องหาคดี 112 เสี่ยงต่อการเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” เพราะต้องไม่ลืมว่าคนที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องเหลืออีกเกือบ 70 คน (เช่น อั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ / มายด์-ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, บอล-ชนินทร์ วงษ์ศรี, บิ๊ก-เกียรติชัย ตั้งภรพรรณ และฟอร์ด-ทัดเทพ เรืองประไพกิจเสรี) พวกเขาต้องไปรายงานตัวและรอฟังว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ศาลไม่ให้สิทธิประกันตัวแกนนำที่ถูกฟ้องก่อนหน้านี้ อาจเป็นแนวโน้มที่ทำให้เห็นว่าผู้ที่ถูกตั้งข้อหา 112 นั้นก็อาจไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน

“มันเป็นความไม่มั่นคงต่อกระบวนการนี้ ผู้ต้องหาคดีทางการเมืองจะต้องหวั่นไหวมากเลยว่าจะถูกขังไหม จะถูกอะไรหรือเปล่า อันนี้ทำให้คนอาจจะไม่กล้าหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วที่น่ากังวลคือจะมีผู้ลี้ภัยเพิ่มมากขึ้นก็ได้ เขาจะเสี่ยงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้านก็เสี่ยง หลังรัฐประหาร 2557 ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่ศูนย์ฯ ดูแลอยู่มีอย่างน้อย 104 คนหรืออาจมากกว่านั้น มี 9 คนถูกอุ้มหาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ และ 2 ใน 9 ถูกพบเป็นศพริมแม่น้ำโขง นี่คือชะตากรรมของการตามหาความจริงและความยุติธรรม”

ทนายเลี่ยงทำคดี 112
นายประกันถูกเหมารวม

จำนวนผู้ต้องคดี 112 และคดีทางการเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีความจำเป็นที่ผู้ต้องหาแต่ละคนต้องมีทนายเข้าช่วยเหลือ ช่วงหนึ่งมีประกาศทางออนไลน์ระดมทนายอาสา แม้วันนี้จะมีคนอาสาเพิ่มขึ้น แต่คดี 112 ค่อนข้างเป็นข้อจำกัดของผู้ที่ต้องการเติบในเส้นทางของการเป็นอัยการและผู้พิพากษาอย่างปฏิเสธไม่ได้

“ศูนย์ทนายฯ มีทนายตรงกลางส่วนหนึ่ง และใช้ร่วมกันคือระบบทนายเครือข่ายมารับทราบข้อกล่าวหาแต่ละครั้ง จะบอกว่า มันมีข้อจำกัดไหม ก็มีบ้างสำหรับบางคนที่ต้องการสอบผู้พิพากษา สอบอัยการเขาก็จะระมัดระวังตัวในการที่จะเข้ามาร่วมทำคดี 112 เพราะไม่มั่นใจเขาจะได้รับผลกระทบหรือเปล่าถ้าเขาไปสอบ นี่ก็เป็นปัญหา ตายแล้ว…นี่หรือกระบวนการยุติธรรม”

ทนายเมย์บอกว่า ต้องทำความเข้าใจว่า ทนายไม่ใช่ตัวความ ถ้าทนายทำคดีข่มขืน คดีฆาตกรรม ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนข่มขืนหรือฆาตกร หลักของมันคือเราทุกคนควรได้รับสิทธิการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม  

“ไม่ใช่แค่ทนาย กลุ่มนายประกันด้วย อย่างเคสคุณอมรรัตน์เป็น ส.ส.มาประกันตัว ถูกตีความว่าเป็นพวกเดียวกันนั้น ใช่ไหม เป็นส.ส.ล้มเจ้าหรือเปล่า ถ้าบอกว่านายประกันเป็นพวกเดียวกัน เป็นคนทำผิดเหมือนกัน มันไม่ได้ไง ต่อไปคนเป็นนายประกัน ญาติพี่น้องมาประกันไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมจะล้มเหลวหมดเลย”

กระบวนยุติธรรมคือที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
ไม่ว่าใครจะพอใจแบบไหน

กฎหมายต้องมั่นคงไม่ผันผวน กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นที่พึ่งให้ได้ แต่วันนี้การบังคับใช้ ม.112 ผันผวนมากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งที่การใช้กฎหมายไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า “คุณจะพอใจแบบไหน”

“ถ้าบังคับใช้กฎหมายวันหนึ่งแบบหนึ่ง อีกวันแบบหนึ่ง คนจะใช้ชีวิตในสังคมจะมีความมั่นคงอย่างไร ในช่วงคสช. 112 ใช้อย่างรุนแรง อยู่ ๆ ช่วง 2-3 ปีก็ไม่ใช้ พอผ่านมาอีกยุคหนึ่งก็ถูกใช้อย่างรุนแรง ในช่วง 7 ปี มันมีความผันผวนของการบังคับใช้สูงมาก ทั้งที่ตัวบทเหมือนเดิมไม่ได้แก้ไขเลย”

นักกฎหมาย นักวิชาการด้านนี้ เสนอว่า ม.112 ควรถูกเอาออกจากหมวดความมั่นคง และไม่ใช่กฎหมายอาญา ขณะที่ผู้คนในแวดวงยุติธรรมต้องมี “กบฎในระบบ” บ้าง

“แย่นะที่ถูกเรียกว่ากบฎ แต่ก็คือคนที่ยืนยันในหลักการ ไม่ยอมรับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เราไม่ลื่นไหลไปตามระบบอำนาจนิยม และยืนยัน ยึดหลักวิชาชีพของเขา เคารพความเป็นธรรม ถ้าสังคมมันยืนอยู่ได้มันต้องมีคนที่พิทักษ์ความยุติธรรม แต่ถามว่ากระบวนการยุติธรรมจะเปลี่ยน คน ๆ หนึ่งจะเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้ได้หรือเปล่า ก็ไม่ สังคมมันต้องมีความเข้าใจและเปลี่ยนด้วยกัน อย่าง “ผู้พิพากษาคณากร” นั่นคือเสียงที่เปล่งออกมาว่า เสียงของผู้พิพากษาเบาดุจขนนก และเสียงปืน 2 ครั้งที่ดังออกมามันดังมาก แต่มันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเลย”

ทนายเมย์อธิบายในภาพรวมว่า ถ้าตำรวจ ศาล อัยการ ยึดหลักกฎหมาย คดีที่ถูกดำเนินส่วนหนึ่งจะหลุดออกไป เช่น คำพูด 3 คำ หรือแต่งกายชุดไทย หรือเสื้อท็อปครอป

“แน่นอนว่าบางคดีมันเข้าข่ายจริง ๆ แต่มันคือการยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่ง112 ไม่ได้ยืนยันเรื่องจริง-ไม่จริง หรือเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่เป็น กลายเป็นว่า พูดไม่ได้ติดล็อกที่ตัวบท ถ้าจะแก้คือยกเลิกมาตรา 112 ถึงจะหลุด ให้มันมีข้อจำกัดน้อยลง อย่างน้อยข้อเรียกร้องในการยกเลิก 112 ไม่ได้แปลว่าสถาบันฯ จะไม่ได้รับการปกป้อง สถาบันฯ ยังได้รับความคุ้มครอง ไม่มีหรอกที่คน ๆ หนึ่งที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบกฎหมาย”

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดคือ “การนำทรัพยากรของรัฐ” จำนวนมากไปใช้เพื่อดำเนินคดีกับคนที่หวังจะให้สังคมดีขึ้น

“สิ่งที่รุ้งพูดแถลงการณ์ ‘หนูผิดอะไรที่หวังดีต่อประเทศชาติ’ จับคนไปขังเพราะคิดต่างพูดต่าง มันเจ็บปวด สังคมมันจะพัฒนาได้ไหม คนคิดต่างพูดต่างก็ถูกจับไป นี่คือเรื่องระยะยาว ขณะที่วันก่อนที่ ม.จ.จุลเจิม ยุคล พูดถึงการตัดต้นไม้นิดเดียวไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่แค่ต้นไม้ นี่ไม่ใช่แค่คน 500 คน ไม่ใช่แค่ 1,000 คน แต่นี่คือเอาความเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมมาเดิมพันกับเรื่องนี้ นี่คือเรื่องของทุกคน”

กัลยาวีร์ แววคล้ายหงษ์
Authorกัลยาวีร์ แววคล้ายหงษ์

1989 l เพิ่งเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ ที่กำลังหาว่าจุดสมดุลของชีวิตระหว่างการเลี้ยงลูกให้ดี ความฝัน และงานข่าวจะอยู่ตรงไหน l สนใจเรื่องคน เด็ก การศึกษา และความจน

ศุภกิจ พิทักษ์บ้านโจด
Co-authorศุภกิจ พิทักษ์บ้านโจด

ช่างภาพที่สนใจชีวิตมนุษย์

โกเชาว์ คนหลังเลนส์
Co-authorโกเชาว์ คนหลังเลนส์

ชีวิตมีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้เก็บ

TAGS
Interviewคณะราษฎรจตุภัทร์ บุญภัทรรักษานักโทษการเมืองปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลพริษฐ์ ชีวารักษ์พูนสุข พูนเจริญภาณุพงศ์ จาดนอกม.112ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสิทธิ์ประกันตัว

table of contents

  1. 01เช็กไทม์ไลน์คดี 112 ตลอด 4 เดือนเศษ 82 คนโยงม็อบการเมือง
  2. 02ยกปัญหา 5 ข้อที่ม.112 ไม่ควรได้ไปต่อ…
  3. 03แนวทางสู้คดี 112 กับคณิตศาสตร์ “ความกลัว”เมื่อไร้สิทธิประกันตัว ต้องคำนวณวันติดคุก หรือจะรับสารภาพ
  4. 04ทำไมสิทธิประกันตัวจึงสำคัญ เพราะ”เหยื่อ” อาจเป็น “คุณ”
  5. 05สถานะจาก “ผู้ต้องหา” เป็น “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” เพราะไม่ให้สิทธิประกันตัว
  6. 06ทนายเลี่ยงทำคดี 112 นายประกันถูกเหมารวม
  7. 07กระบวนยุติธรรมคือที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนไม่ว่าใครจะพอใจแบบไหน

recommended for you

ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?
ก่อเหตุใหญ่ในสามจังหวัดใต้ ไขรหัสไม่ออก?
ใครอื่นใด คำถามอันกามการุณย์
ใครอื่นใด คำถามอันกามการุณย์
ปัดฝุ่น ‘นิคมฯ จะนะ’ เปิดประตูความขัดแย้งรอบใหม่
ปัดฝุ่น ‘นิคมฯ จะนะ’ เปิดประตูความขัดแย้งรอบใหม่
ไม่มีประชาธิปไตยใดปราศจาก ‘จริยธรรมทางเพศ’ 
ไม่มีประชาธิปไตยใดปราศจาก ‘จริยธรรมทางเพศ’ 
A Man Called Ove : ความตายกับการมีชีวิตอยู่
A Man Called Ove : ความตายกับการมีชีวิตอยู่

Related Story

เมื่อพลังเงิน ‘บ้านใหญ่’ และรัฐราชการ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในศึกเลือกตั้ง 69Crack Politics

เมื่อพลังเงิน ‘บ้านใหญ่’ และรัฐราชการ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในศึกเลือกตั้ง 69

ไม่ใช่เรื่องของ เอาลุงตู่หรือไม่เอาลุงตู่ ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ขวาหรือซ้าย แต่เป็นเรื่องของพลังเงิน บ้านใหญ่และ เครือข่ายราชการ
AuthorREAD MORE
“Silence(d) Period” ในความเงียบมีความหวัง มองการเมืองโลกการเมืองไทยในสายตา ‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’Crack Politics

“Silence(d) Period” ในความเงียบมีความหวัง มองการเมืองโลกการเมืองไทยในสายตา ‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’

ในความเงียบงัน ประชาชนจำนวนมากอาจรู้สึกสิ้นหวัง แต่แก่นของ Silence Period ชวนให้เรามองเห็นว่าการต่อสู้ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ แม้แต่การรวมตัวกัน สนับสนุน และขับเคลื่อนงานเชิงสถาบันที่เป็นรากฐานสำหรับการเคลื่อนไหวในอนาคต
AuthorREAD MORE
รัฐธรรมนูญใหม่ ‘เชื่องช้า’ ประเทศติดหล่มถึงทางตันCrack Politics

รัฐธรรมนูญใหม่ ‘เชื่องช้า’ ประเทศติดหล่มถึงทางตัน

ตั้งแต่การประกาศยุบพรรคการเมือง เจตนารมณ์ของประชาชนไม่ได้รับการรับรอง ทั้งหมดเป็นผลพวงของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่สร้างกับดักและหลุมพรางเอาไว้ เมื่อสภาวะการแข่งขันทางการเมือง อาวุธที่รัฐธรรมนูญได้มอบไว้ ก็ถูกผู้แสดงทางการเมืองนำมาใช้เป็นอาวุธในการห้ำหั่นฝ่ายตรงกันข้าม
AuthorREAD MORE