
“เวลาที่ผู้กระทำออกมาบอกว่าฉันไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้นสักหน่อย นี่ไงอำนาจที่คุณมี คุณพูดปุ๊บทุกคนเชื่อเลย เพราะเขารู้จักคุณ คุณมีชื่อเสียง คุณมีสังคม ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ได้มีสิ่งนั้นเท่ากับคุณ หรือไม่สามารถแม้กระทั่งจะเปิดเผยออกมาได้ว่าตัวเองเป็นใคร คุณเห็นหรือยังว่าคุณมีอำนาจ อย่ามาพูดว่าคุณไม่มีอำนาจ”
เวทีเสวนา จริยธรรมทางเพศ – โจทย์ที่ต้องตอบของขบวนขับเคลื่อนทางสังคมและการเมืองไทยจัดในนามเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ที่รวมตัวกันขับเคลื่อนบนฐานของความเป็นธรรมทางเพศ และแน่นอนว่าจากปรากฏการณ์ที่มีผู้ถูกกระทำได้ออกมาบอกเล่าถึงประสบการณ์การถูกแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศโดยนักกิจกรรมทางการเมือง ทางเครือข่ายฯ จึงอยากจะชวนสังคมยืนยันว่าความเป็นธรรมทางเพศ และจริยธรรมทางเพศนั้นคือรากฐานสำคัญของกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง
การถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในครั้งนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึง ‘อำนาจ’ ที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์แต่ยังชวนให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากประชาธิปไตยพูดถึงความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเคลื่อนไหวพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วเหตุใดเรื่องจริยธรรมทางเพศจึงยังถูกวางไว้วงนอก หรือเป็นเพียงไม้ประดับที่แขวนห่างออกไปจากขบวนฯ
วงสนทนานี้มีผู้มาร่วมแลกเปลี่ยนและยืนหยัดด้านความเป็นธรรมและจริยธรรมทางเพศ ได้แก่ นัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นิศารัตน์ จงวิศาล ผู้ให้คำปรึกษามูลนิธิทำทาง กรกนก คำตา นักกิจกรรมทางการเมือง และกลุ่มบ้านผู้ถูกไล่ อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw ดำเนินรายการโดย จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา

นัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวขึ้นว่า สังคมไทยมีความก้าวหน้าในเรื่องของการตอบคำถามเรื่องเลนส์ในการมองปัญหานี้มานานแล้ว เพียงแต่ในบริบทของการทำงานเคลื่อนไหวทางการเมือง สังคม ประชาธิปไตย หรือว่าสิทธิมนุษยชน ที่มีบริบทการทำงานที่ไม่มีขอบเขตของสถานที่ทำงานชัดเจน ไม่มีบริบทเหมือนบริษัทที่รู้ว่านายจ้างเป็นใคร ลูกจ้างเป็นใคร ผู้บังคับบัญชาเป็นใคร หัวหน้างานเป็นใคร จึงยังไม่ชัดเจนในแนวทางปฏิบัติ
เนื่องจากบริบทการทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองมีพื้นที่การทำงานที่ไม่เป็นทางการ อยู่บนเวที อยู่ในม็อบ อยู่ในห้องทำงานเล็ก ๆ กลับกันในโรงงาน ในบริษัท หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือในองค์กรต่าง ๆ ที่มีขอบเขตการทำงานทางกายภาพที่ชัดเจน ประเทศเรามีความก้าวหน้าใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ว่าห้ามไม่ให้มีการล่วงเกินทางเพศ คุกคามทางเพศ และหากมีเหตุขึ้นมาโดยการใช้ ‘อำนาจเหนือ’ ของหัวหน้าก็ดี ผู้บังคับบัญชาก็ดี จะต้องมีการให้คุณให้โทษอย่างแน่นอน
หรือในส่วนของคณะรัฐมนตรี ก็ประกาศเจตนารมณ์ว่าการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในที่ทำงานเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 มีมติเห็นชอบมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความปลอดภัยในสถานที่ทำงานทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน พร้อมกำหนดแนวทางให้องค์กรป้องกันเหตุ คุ้มครองผู้ถูกกระทำ และดำเนินการต่อผู้กระทำอย่างเหมาะสม
มติดังกล่าวเป็นการบอกให้ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ หากมีลูกจ้าง แล้วมีการละเมิดเกิดขึ้นจะมีการจัดการอย่างไร เป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ทำเหมือนการไปแจ้งความที่ผู้เสียหายต้องสละตัวเองเพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา

“มันยากมากที่เราจะต้องบากหน้าไปบอกว่าการคุกคามทางเพศเขาจับอะไรเรา เขาทำอะไรกับเรา ตอนไหน ยังไง พร้อมทั้งการตัดสินที่ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่หนีออกมา ทำไมยังอยู่ที่เดิม ทำไม 3 ปี 5 ปีแล้วเพิ่งออกมาพูด สิ่งเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก มันมีเหตุผลว่าทำไมต้องให้เวลากับผู้ที่ถูกคุกคามหรือละเมิดทางเพศ ฉะนั้นไม่ต้องมาถามว่าทำไมเขาถึงเพิ่งออกมาพูด” นัยนาบอก
นอกจากนี้แนวปฏิบัติที่กำหนดโดยองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ระบุชัดถึงเหตุที่ต้องให้เวลากับผู้ที่ถูกคุกคาม หรือละเมิดทางเพศ และยังกล่าวถึงการเสียประโยชน์ขององค์กร หากไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาการถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงานประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงอย่างมาก
นัยนาเล่าว่า มีวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศชี้ว่าองค์กรไหนมีการคุกคามทางเพศ แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากงาน คนที่เสียหายมากอีกคนก็คือเจ้าของบริษัท เพราะประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากคนที่แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากงานนั้นจะทำให้คนไม่อยากทำงานด้วย แล้วคนก็จะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เป็นทุกข์
เมื่อกลับมามองที่งานเคลื่อนไหวทางการเมือง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่มีบริบทที่จะสามารถประเมินเป็นเม็ดเงิน ไม่มีองค์กรให้เห็นว่ามีราคาที่ต้องจ่ายมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องเน้นย้ำกันถึงที่สุดว่า นี่คือขบวนที่เราลุกขึ้นมาประกาศว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สังคมดีกว่าเดิม ฉะนั้นกติกาของแวดวงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน จะต้องเหนือกว่ามติคณะรัฐมนตรี หรือแนวปฏิบัติที่มาจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศเสียด้วยซ้ำ
“ในขบวนการเคลื่อนไหวควรมีมาตรฐานมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะคุณจะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ใช่ยังมาตั้งคำถามแบบเดิม ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมทำอะไร คุกคามทางเพศคืออะไรเหรอ ผมไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร การตั้งคำถามแบบนี้แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้เป็นคนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แล้วคุณก็ยังอยู่ในวงการที่เหมือนกับว่ายังไม่ได้ก้าวไปไหน คุณไม่ใช่คนที่จะนำการเปลี่ยนแปลง” นัยนากล่าว
ถึงตรงนี้ นัยนามองว่าในบริบทที่เราทุกคนติดตามข่าวสารเรื่องนี้ พวกเราต้องมองเห็นว่าการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากงาน คนที่จะต้องเดือดร้อนก็คือพวกเราทุกคนที่อยู่ในขบวนการ พวกเราที่เป็นคนอยู่ในมูฟเมนต์ที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง เราคือผู้เดือดร้อน
“การแสวงหาประโยชน์ทางเพศมีราคาที่ต้องจ่ายกันทั้งองคาพยพของคนที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง มันเสียหายขนาดนั้นค่ะ”
เธอกล่าวต่ออีกด้วยว่า คำว่าการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากงาน มีอยู่ในมติคณะรัฐมนตรี มีอยู่ในแนวปฏิบัติของกระทรวงแรงงาน แต่สังคมยังไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ก็ยังพากันบอกว่า เขาไม่ได้ข่มขืน เขาไม่อนาจาร ไม่ได้ไปทำความเสียหายทางเพศกับใครเลย
“พวกเราตระหนักกันนะคะว่าการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากผู้นำแบบนี้ สร้างผลสะเทือนสำหรับพวกเราที่อยู่ในขบวนเดียวกันขนาดไหน มันไม่ใช่การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งลุกขึ้นมาชี้ว่า ผู้นำคนนี้กระทำกับเราแบบนี้ ตะโกนออกมาแบบนี้แล้วทำให้เสียขบวน แต่คนที่ทำให้เสียขบวนคือใคร เราต้องมองให้ถูกนะ”
“ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณ A รวมไปถึงต้องส่งกำลังใจให้กับหลายคนที่กำลังรวบรวมข้อมูล รวบรวมความกล้าในการลุกขึ้นมาพูด” อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวขึ้นถึงผู้ถูกกระทำที่ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกละเมิดทางเพศ พร้อมย้ำว่านี่คือเสียงที่มีคุณค่ามหาศาล และหวังว่าเวทีพูดคุยในวันนี้จะทำให้เสียงนั้นยังคงอยู่ไม่ลบเลือนหายไป
อังคณาเล่าต่อว่า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มีโอกาสได้ทำงานกับนักกิจกรรมทางการเมืองบางคน ที่อาจทั้งถูกคุกคามทางเพศ ถูกแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ รวมถึงบางคนเป็นประเด็นเรื่องการยินยอม (Consent)
นอกจากการทำงานช่วยเหลือเคสแล้ว มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลยังทำงานเก็บข้อมูลจากปรากฏการณ์ข่าว เพื่อทำให้สังคมได้มีกระจกสะท้อนปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ชัดมากขึ้น
ในแต่ละปีที่มีการเก็บข้อมูลความรุนแรงทางเพศพบว่า 100-200 เคสที่เป็นข่าว การถูกข่มขืนจะเป็นอันดับแรก ๆ ตามมาด้วยการพรากผู้เยาว์ การพยายามอนาจาร มากไปกว่านั้นได้เจอว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่คนแปลกหน้าแต่เป็นคนใกล้ชิดที่ทำงานด้วยกัน เป็นคนที่อยู่ใกล้ตัว เป็นคนในครอบครัว และผู้ที่ถูกกระทำส่วนมากอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ที่ออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ และถูกกระทำหรือล่วงละเมิดทางเพศ
จากปรากฏการณ์เหล่านี้ อังคณากล่าวว่า ถ้าดูความสัมพันธ์หรือช่วงอายุ จะเห็นว่าประเด็นสำคัญคือเรื่องของ ‘อำนาจ’ ที่เป็นช่องว่างนำไปสู่การถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ อย่างกรณีคุณ A ถูกกระทำขณะที่อายุ 20 ปี ส่วนผู้กระทำอายุ 64 ปี ช่องว่างของตัวเลขนี้ คือช่องว่างทางอำนาจที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์

แน่นอนว่าทั้งจากการช่วยเหลือเคส หรือการรวบรวมปรากฏการณ์ข่าวของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รากของปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถปฏิเสธระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องการใช้อำนาจ หลายคนอาจจะมองว่าอำนาจเป็นเรื่องของการบังคับ ควบคุม แต่อังคณาชี้ให้เห็นว่าอำนาจละมุน (Soft Power) เป็นอำนาจที่ค่อย ๆ เข้าไปทำให้หลายคนต้องยินยอมขณะนั้น และยังนำไปสู่การที่หลายคนรู้สึกผิดต่อตัวเองที่ไม่สามารถขัดขืนในขณะที่ถูกล่วงละเมิดได้
อังคณาบอกให้ฟังว่าอำนาจแทรกอยู่ในทุกอณู และเป็นอำนาจที่ละมุน เมื่อนำมาประกอบกับการที่นักกิจกรรมหลายคนมีความรู้สึกอย่างมากกับการเป็นพวกพ้อง การทำงานเพื่อสังคม ทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะตั้งคำถามกับคนที่กระทำกับเขา หลายเคสจึงต้องทำให้เรื่องเหล่านี้หายไปจากการบอกเล่า กว่าจะลุกขึ้นมาได้ก็ใช้เวลามาก
“อำนาจภายใต้ระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่มันแทรกอยู่ทุกที่ อำนาจที่มีมากกว่าของคนกระทำ หลายคนเป็นผู้นำองค์กร หลายคนอยู่หน้าสื่อ หลายคนเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร หรือมีภาพทางสังคม นี่ทำให้หลายคนไม่กล้าลุกขึ้นมาบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น”
สิ่งที่อังคณากล่าวนั้นยิ่งตอกย้ำว่าการคุกคามทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘อารมณ์เพศ’ ดังที่สังคมแปะป้ายเวลาที่มีผู้ถูกกระทำออกมาส่งเสียงเท่านั้น แต่นี่คือบริบทของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ผู้มีอำนาจน้อยกว่ามักจะเป็นผู้ถูกกระทำจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า และในบริบทของขบวนการเคลื่อนไหว แน่นอนว่าคนที่ยืนถือธงอยู่แถวหน้าย่อมมีอำนาจมากกว่าไปโดยปริยาย
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw เป็นอีกหนึ่งคนที่มีพื้นที่สื่อและเป็นที่รู้จักจากการทำงานด้านการเคลื่อนไหวและรณรงค์ทางการเมือง หากยึดตามฐานคิดที่ว่ากันมาในข้างต้น ยิ่งชีพเองก็ถือว่าบุคคลที่มีอำนาจในพื้นที่การทำงานเช่นกัน และเขาเองก็เห็นเช่นนั้น
“การทำงานทางสังคมพอมีไมค์ มีพื้นที่ มี Power มีพลังอำนาจบางอย่างที่ใช้ในการเอาเปรียบคนอื่นได้…เราต้องพูดบ่อย ๆ เราเป็นคนทำข้อมูล เรามีข้อมูล มีความรู้ เราต้องเป็นคนนำเสนอ เราอยู่ในแสงบ่อย ๆ อำนาจตรงนั้นมันมี” ยิ่งชีพกล่าว
เขากล่าวต่อว่า สิ่งที่จะต้องฝากบอกต่อกันไปก็คือ คนที่ถือไมค์และมีอำนาจยิ่งต้องระมัดระวัง เมื่อมีอำนาจก็ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ต้องวางตัวโดยตระหนักถึงอำนาจนั้น เมื่อใดมีคนที่ได้อำนาจมาจากการถือไมค์และอยู่ในแสง และนำอำนาจนั้นไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ หรือประโยชน์อื่นใดที่มิชอบ เมื่อนั้นอาจทำให้พื้นที่ของขบวนกลายเป็นพื้นที่ของคนที่อยากได้ประโยชน์เข้ามาใช้สอย

“พูดตรงไปตรงมา ใครอยู่ข้างหน้าแล้วถือไมค์ เป็นตัวแทนองค์กรนำเสนอตลอดเวลา แล้วคุณไปได้ประโยชน์ทางเพศ คุณไปเข้าหาคนอื่นตลอดเวลา ก็มีโอกาสไหมที่วันหลังคนที่อยากได้ประโยชน์ทางเพศ จึงเข้ามาทำงานแบบนี้ แล้วอาสาตัวอยากไปนำเสนอ อยากจะเป็นผู้พูด เป็นผู้ปราศรัย อยากจะอยู่ในแสง เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ทางเพศ ซึ่งก็มีโอกาส”
ยิ่งชีพสะท้อนความเข้าใจและการเท่าทันอำนาจของตัวเองอย่างที่เขาว่าผ่านการออกมายืนหยัดอยู่ข้างผู้เสียหายเป็นอันดับแรก ในช่วงตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งหนักหน่วงไปด้วยการพูดคุย และถกเถียงกันในกรณีล่วงละเมิดทางเพศในขบวนการเคลื่อนไหว
“ผมเป็นผู้ชาย ถ้าตามระบบที่เรียกกันว่าชายเป็นใหญ่ ผมก็เป็นใหญ่ ผมไม่ได้เข้าใจทุกเรื่อง หลายเรื่องที่ถกเถียงพูดคุยกันมา ผมเพิ่งพัฒนาความคิดความเข้าใจในระยะ 10 ปีมานี้ ร้อยทั้งร้อยที่ได้พัฒนาคือได้อ่านปากคำจากผู้เสียหาย เรารู้ว่ามันยาก และเราไม่ได้คาดหวังว่าผู้เสียหายทุกคนต้องออกมาเปิดเรื่องราวลงรายละเอียด แต่ผมแค่อยากบอกว่ามันมีประโยชน์มากจริง ๆ ที่ทำให้ค่อย ๆ เข้าใจอะไรหลายอย่าง”
เรื่องการยินยอม (Consent) เป็นตัวอย่างประเด็นที่ยิ่งชีพได้เรียนรู้ หลายคนที่ถูกกระทำและไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนทางร่างกาย ไม่ได้ดิ้น ไม่ได้ร้อง แต่เขาไม่เต็มใจและเขาทุกข์ทรมาน เส้นแบ่งว่ายินยอมหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การขัดขืนทางร่างกาย ซึ่งเขากล่าวต่อว่าเมื่อเขาได้เข้าใจเรื่องนี้แล้วก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการยืนยันว่า อย่าเอาการขัดขืนทางร่างกายมาชี้วัดว่ามีการยินยอมหรือไม่ เพราะผู้ถูกกระทำนั้นอาจกำลังตกอยู่ภายใต้สภาวะอย่างอื่น

นอกจากนี้ในฐานะที่ทำงานขับเคลื่อนในขบวนการประชาธิปไตยนี้ ยิ่งชีพกล่าวว่าเขารู้สึกเสียใจและเจ็บปวดเวลาที่ได้ยินผู้เสียหายอธิบายถึงสาเหตุที่หลายคนไม่กล้าปฏิเสธ ซึ่งหลายคนอธิบายว่าเขาอยากมีพื้นที่และเติบโตในการทำงาน เขากลัวว่าหากปฏิเสธรุ่นพี่เขาจะไม่สามารถเติบโตในการทำงานได้
“มันเจ็บปวดนะครับ อันดับแรกตัวผู้กระทำต้องเติบโตก่อนเลย คุณเป็นคนที่ให้งาน ให้โอกาสในการเติบโตเขาได้เหรอ ก็อาจจะไม่ใช่ด้วยซ้ำ แต่เหมือนโดนหลอก เหมือนเขาตั้งใจจะหาผลประโยชน์ตั้งแต่แรก แล้วเอางานไปหลอก”
ดังนั้น จุดเริ่มต้นอาจเป็นการเท่าทันก่อนว่าเราต่างตกอยู่ใต้วัฒนธรรมที่ให้อภิสิทธิ์ในเรื่องเพศกับผู้ชาย และต้องสร้างข้อตกลงร่วมให้เกิด ‘ตัวเลือก’ ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่เกิดจากการทำงาน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่กดทับผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า
ด้าน กรกนก คำตา นักกิจกรรมทางการเมือง และกลุ่มบ้านผู้ถูกไล่ กล่าวว่า มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องออกมาพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้นและยืนยันว่านี่คือเรื่องที่ต้องเอาจริงเอาจัง เพราะหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นไม่ได้มีกระบวนการจัดการต่อ จึงทำให้ผู้กระทำสามารถที่จะกระทำซ้ำได้

แท้จริงแล้วเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเคยมีข่าวของผู้กระทำคนเดียวกันนี้มาก่อน และมีนักกิจกรรมให้สัมภาษณ์ในบทความเดียวกันไปบ้างแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไรจากขบวนการ หรือพื้นที่การสร้างการเปลี่ยนแปลง
“ถ้ามีคนพูด แต่ไม่มีกระบวนการต่อจากนั้น แน่นอนว่าคนกระทำก็มีแนวโน้มที่จะไปกระทำซ้ำ ซึ่งนี่เป็นข้อกังวลว่าถ้าภาคประชาสังคมของเรายังไม่มีกระบวนการออกมาชัดเจน ก็อาจจะทำให้ในอนาคตคนที่เข้ามาใหม่แล้วเขาไม่ได้มาฟังตรงนี้ และสังคมก็ไม่ได้มีกระบวนการที่จะไปทำงานกับผู้กระทำ มันก็จะยังเกิดขึ้นได้อีก”
ดังที่กรกนกกล่าว หากไม่มีกระบวนการทำงานต่อจากนี้จะยิ่งเสี่ยงต่อการกระทำซ้ำ ซึ่งพื้นที่งานภาคประชาสังคม การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิ เป็นพื้นที่ที่มีคนอยากเข้ามาทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลง โดยมองเห็นข้อมูลจากเพียงบางด้านและเข้ามาหาบุคคลที่เขามองเห็น จึงต้องยิ่งมีกระบวนการจัดการ หรือแนวทางปฏิบัติที่ทำให้ผู้กระทำเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ทำอีก หรือกระทั่งรู้สึกผิดอย่างแท้จริง เพราะทุกคนต่างไม่สามารถสอดส่ายสายตาเพื่อเฝ้าระวังได้ตลอดเวลา การมีกลไกที่เข้มแข็งนั้นจะทำให้เวลาที่ไม่ได้มีสายตาจับจ้องเฝ้าระวัง ก็จะไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น

ทั้งนี้การมีกลไกไม่ใช่แค่เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวผู้กระทำเท่านั้น แต่ยังต้องพูดคุยไปถึงว่าฝั่งขบวนการจะมีกลไกช่วยคุ้มครองหากเกิดเหตุคุกคามทางเพศอย่างไร โดยจะต้องทำให้เป็นที่รับรู้อย่างทั่วกันว่า หากเข้ามาทำงานในสายการเปลี่ยนแปลงสังคม กลุ่มที่จะซัปพอร์ตเขาอยู่ที่ไหน
“อาจจะไม่ต้องเฉพาะเจาะจงเฉพาะเรื่องการคุกคามทางเพศ แต่ต้องรู้ว่าโอกาสของผู้หญิงในขบวนอยู่ที่ไหน พื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงในขบวนอยู่ที่ไหน อาจจะต้องมีเครือข่ายนั้นขึ้นมา เพื่อให้รู้สึกว่าถ้าคุณอยากเข้ามาในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมคุณมี option เยอะกว่าแค่คนคนนั้น” กรกนก กล่าว
นิศารัตน์ จงวิศาล ผู้ให้คำปรึกษามูลนิธิทำทาง เปิดด้วยการประกาศจุดยืนชัดเจนว่ามูลนิธิทำทาง ทำงานบนฐานของความ ‘เสมอภาค’ ในทุกมิติ รวมถึงการขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตย กับการขับเคลื่อนสิทธิทางเพศนั้นคือการพูดถึงการเคารพสิทธิของกันและกัน ซึ่งนั่นคือเรื่องเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ เธอยืนยัน
วันนี้เธอมาเพื่อชวนตั้งคำถามว่า ประชาธิปไตยที่ไม่มีเรื่องจริยธรรมทางเพศ นั้นใช่จริงหรือ

“สำหรับเราประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเรื่องในสภาฯ บนถนน หรือเวทีม็อบเท่านั้น แต่มันอยู่ในทุกที่ อยู่ในวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนที่มีอำนาจน้อยกว่าเรา อยู่ในวิธีที่เราปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงาน ต่อลูกน้อง ต่อเจ้านาย มันอยู่ในวิธีที่เราเคารพต่อร่างกาย และขอบเขตการตัดสินใจของคนอื่น”
กรณีนักกิจกรรมรุ่นใหญ่ที่เพิ่งถูกเปิดเผยพฤติกรรมการล่วงละเมิดทางเพศ พฤติกรรมการเป็นนักล่าที่เป็นมานาน เราไม่ได้กำลังเจอกับเรื่องการกระทำผิดของคนคนหนึ่ง แต่ต้องถามพวกเราทั้งขบวนว่า วันหนึ่งถ้าคนที่อยู่ในขบวนการประชาธิปไตยของเรากลายเป็นผู้ที่ใช้อำนาจเพื่อเอาเปรียบหรือทำร้ายผู้อื่น เราจะทำอย่างไร
แน่นอนว่าอย่างแรกต้องดูแลผู้เสียหาย ต้องเยียวยา เขาต้องได้รับการรับฟัง ได้รับความปลอดภัย ได้รับการชดเชยเยียวยาแก้ไขในแบบที่เขาต้องการบนพื้นฐานความเป็นจริง และเราไม่ควรเอาชื่อเสียงของผู้กระทำ เช่น ประวัติการต่อสู้ทางการเมือง ประวัติเคยถูกจำคุกเพราะคดีทางการเมือง หรือได้เสียสละตัวเองไปเพื่อประชาธิปไตยมามากมายเท่าไหร่ มีความดีงามอย่างไร มาถ่วงน้ำหนักการความผิดที่กระทำเรื่องเพศ
“สิ่งเหล่านี้เอามาแลกกับความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของผู้เสียหายไม่ได้” นิศารัตน์ว่า

หลังจากชัดเจนในแนวทางที่ให้ผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลางของการออกแบบการช่วยเหลือ (Survivor-Centred Approach) และขีดเส้นแบ่งระหว่างการละเมิดทางเพศกับการกล่าวอ้างในคุณูปการต่อขบวนเคลื่อนไหวของผู้กระทำว่าไม่สามารถนำมาบดบังความผิดได้ นิศารัตน์ชวนมองต่อไปว่า เราควรจะทำอย่างไรกับผู้กระทำ เพราะในหลายกรณีไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเมื่อชั่งน้ำหนักกับต้นทุนทั้งทางการเงิน เวลา กายภาพ และจิตใจแล้วเห็นทีอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้น ยิ่งจำเป็นต้องคิดต่อว่าในฐานะขบวนการเคลื่อนไหว ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ในฐานะองค์กร เราทำอะไรได้บ้าง
นิศารัตน์กล่าวถึงการเชิญออกจากขบวน แน่นอนว่านี่อาจไม่ใช่การจบปัญหา และอย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าไม่ควรไล่ออก ไม่ควรหยุดพักงานจากขบวน แต่เธอกำลังบอกว่าถ้าผู้กระทำยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด ผิดตรงไหน อย่างไร การให้เขาออกนั้นอาจเป็นแค่การส่งเขาไปเป็น ‘ผู้ล่า’ ในพื้นที่อื่น
เธอยกตัวอย่างที่สะท้อนความไม่เข้าใจของผู้กระทำ ที่ออกมาขอโทษแต่ยังอ้างว่าตอนนั้นเรามีความสัมพันธ์กัน เราคบกัน ซึ่งหลายคนก็เชื่อในทันทีและมองว่านี่คือ ‘เรื่องผัวเมีย’ ทั้งที่การละเมิดในความสัมพันธ์นั้นยังมีอยู่
“เวลาที่ผู้กระทำออกมาบอกว่าฉันไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้นสักหน่อย นี่ไงอำนาจที่คุณมี คุณพูดปุ๊บทุกคนเชื่อเลย เพราะเขารู้จักคุณ คุณมีชื่อเสียง คุณมีสังคม ในขณะที่ผู้เสียหายไม่ได้มีสิ่งนั้นเท่ากับคุณ หรือไม่สามารถแม้กระทั่งจะเปิดเผยออกมาได้ว่าตัวเองเป็นใคร คุณเห็นหรือยังว่าคุณมีอำนาจ อย่ามาพูดว่าคุณไม่มีอำนาจ”
“อำนาจไม่ใช่เรื่องที่คุณจะนิยามตนเองว่ามีหรือไม่มี แต่เป็นเรื่องที่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าคุณบอกว่าคุณมี” เธอกล่าว
เมื่อบทสนทนาเดินทางมาถึงการยื่นข้อเสนอเพื่อให้เกิดการสร้างมาตรฐานจริยธรรมทางเพศ นิศารัตน์เสนอต่อว่า อย่างไรก็ต้องกลับมาพูดเรื่องการรับผิดชอบ (Accountability) ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแถลงการณ์ว่าตัวเองผิดไปแล้ว นิศารัตน์ยืนยันว่านั่นไม่ใช่การรับผิด มันจะต้องมากกว่านั้น
ประการแรกเธอเสนอว่าต้องพักงาน หรือกันออกจากพื้นที่ที่เขาจะสามารถเอาชื่อเสียงไปแสวงหาผลประโยชน์ต่อได้ เป็นการตัดไม่ให้เขาได้เอาอำนาจไปใช้ต่อ
ในช่วงเวลาที่เขาถูกพักงานหรือกันออกจากงาน องค์กรในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมขบวน จึงต้องเข้ามามีบทบาทเช่นกัน นิศารัตน์ระบุว่าจะต้องส่งผู้กระทำไปเรียน ‘ให้รู้’ ทฤษฎี ทั้งเรื่องอำนาจ เรื่องความยินยอม เรื่องความรุนแรงทางเพศ เธอกล่าวว่านี่เป็นกระบวนการที่จะทำให้ผู้กระทำเกิดการรับผิด และขอโทษอย่างมีหัวใจ อย่างที่รู้สึกขอโทษจริง ๆ

หลังจากเรียนแล้วผู้กระทำจะต้องกลับมาแล้วบอกได้ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ต้องตอบได้ว่าคุณสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาเพื่อให้ผู้ถูกกระทำปฏิเสธไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคุณเข้าใจหรือยังว่าทำไมสิ่งที่ทำถึงเป็นการละเมิด คนที่เป็นผู้ละเมิดต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกมาให้ได้ รับผิดออกมาให้ได้
เช่นเดียวกันกับกรกนก ที่มีความเห็นเรื่องการรับผิดรับชอบในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังกล่าวถึงข้อเสนอที่ต้องมีการทำเครือข่ายผู้หญิงเพื่อแชร์ทรัพยากรร่วมกัน และในภาพรวมของทรัพยากรในการเคลื่อนไหวทางการเมือง กรกนกยังมองว่าหากทรัพยากรกระจายตัวกว่าทุกวันนี้จะทำให้ไม่มีผู้ที่ถืออำนาจเหนือกว่าใคร คนที่อยากเคลื่อนไหวในประเด็นที่ตัวเองสนใจก็ไม่จำเป็นต้องเข้าหา ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ เขาก็สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองได้เลย
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้คำปรึกษามูลนิธิทำทางอย่างนิศารัตน์ย้ำว่า เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ขบวนการประชาธิปไตยต้องกล้าคุย เพราะในขณะที่ทุกคนทำงานตรงนี้ ต่างพูดกันมากมายว่าเราอยากให้รัฐหยุดใช้อำนาจในทางมิชอบ แต่เรากลับเพิกเฉยกับคนที่เคยต่อสู้ด้วยกันมาได้อย่างไร
“การต่อต้านอำนาจนิยมต้องเริ่มจากการตั้งคำถามในอำนาจของพวกเราด้วย…ไม่มีใครมีอำนาจมากพอจนอยู่เหนือความรับผิดชอบนะ” นิศารัตน์ทิ้งท้าย

