
ผมเป็นคนมลายู เติบโตในกัมปงมัสยิดยะวาแถบสาทร ชุมชนมุสลิมเชื้อสายชวาจากอินโดนีเซียที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ’
ประโยคแนะนำตัวที่ผู้อ่านได้รู้จักกับ สุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยด้านโบราณคดีประจำศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ผู้เขียนหนังสือ ล่องนาวาเจ็ดสมุทร ประวัติศาสตร์โบราณคดีของเอเชียอาคเนย์ ผ่านโลกทัศน์การเดินเรือและการจดบันทึกของผู้คนในคาบสมุทรอาหรับ

de/code พูดคุยกับสุนิติ ถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ความรุ่มรวยทางการค้า การเดินเรือของมุสลิมในศตวรรษที่ 11 ที่คนมุสลิมได้เชื่อมร้อยดินแดนในอาหรับกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโลกมุสลิมสมัยใหม่ภายใต้พหุวัฒนธรรมและความแตกต่างหลากหลายในสังคมมุสลิม
เรามีคำถามกับตัวเอง ว่าเราเป็นมุสลิมได้ยังไง ศาสนาอิสลามเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?
เป็นคำถามที่ผมมีกับตัวเองมาโดยตลอด โดยเฉพาะตอนที่เข้าเรียนปริญญาตรีในสาขาโบราณคดี เพราะมีน้อยคนมากที่นับถือศาสนาอิสลามแล้วเข้าสนใจเรียนด้านโบราณคดี คนมุสลิมเรียนได้หรือไม่ แล้วเรียนเกี่ยวกับอะไร ขัดกับหลักการของศาสนาไหม
อาจจะสามารถมองในแง่ดีได้ ที่ผมอยู่กับสังคมพหุวัฒนธรรมมาโดยตลอด ทำให้เห็นว่าห็นว่ามุสลิมก็คือส่วนหนึ่งของสังคม แวดล้อมไปด้วยอื่น ๆ แต่มุสลิมเรากลับไม่ได้รู้จักตัวเองในโลกอิสลามมากนัก
สิ่งที่ผมสงสัยชัดเจนขึ้นตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านโบราณคดีที่จอร์แดน ผมได้รับคำถามจากอาจารย์ว่ามีมุสลิมในประเทศไทยด้วยเหรอ แล้วศาสนาอิสลามเดินทางไปถึงยังตรงนั้นได้ยังไง คำถามนี้ดูเหมือนจะตอบได้ง่าย แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเราค้นหาคำตอบลงลึกเข้าไปมากขึ้น เรายิ่งเจอกับคำถาม และสิ่งที่เรามีความสงสัยเพิ่มมากยิ่งขึ้น
คำถามในวันนั้นกลายมาเป็นความสนใจของหัวข้อวิทยานิพนธ์ หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการค้าทางทะล ในช่วงราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ที่เราพบเจอในประเทศไทย เราพบเจอโบราณวัตถุในแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ของบ้านเราหลายชิ้นในช่วงที่อิสลามรุ่งเรืองในคาบสมุทรอาหรับ ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 9-11 แต่นักโบราณคดีไทยยังก้าวไปไม่ถึงว่าหลักฐานที่เราค้นพบเชื่อมโยงกับบริบทประวัติศาสตร์อย่างไรบ้าง

พอตั้งใจศึกษาเรื่องนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำว่ามีบันทึกของทางอาหรับเยอะแยะไปหมด แต่ละเอกสารก็ค่อนข้างมีอายุถูกเก็บรักษามานาน ที่เก่าแก่มากที่สุดก็ประมาณพันกว่าปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีให้อ่านจนถึงในวันนี้ ถ้าจะเทียบเคียง ผมมองว่าวัฒนธรรมการจดบันทึกของโลกมุสลิมอาหรับมีความคล้ายกับจักรวรรดิจีน ที่เป็นชนชาติจดบันทึก คัดลอก ส่งทอดความรู้เพื่อให้คนในรุ่นหลังต่อยอดอย่างจริงจัง ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมการเขียนของโลกอิสลามมีความรุ่มรวยอย่างมาก
ถ้าให้จำแนกประเภทของเอกสาร จะมีตั้งแต่บันทึกพ่อค้านักเดินเรือ ตำราภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สารานุกรม มีแม้กระทั่งตำรายา ที่หลายคนอาจจะสังสัยว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าไปอยู่ในตำรายาของชาวอาหรับได้ยังไง พอเราอ่านข้อมูลก็เลยเห็นว่าหนึ่งในสินค้าที่อาหรับสนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือเครื่องเทศและสมุนไพร ที่นำกลับไปยังดินแดนอาหรับด้วย
อย่างบันทึกนักเดินเรือ ก็จะเป็นบันทึกผ่านคำบอกเล่าที่พ่อค้ามาบอกเล่ากับคนจดบันทึก ก็จะมีความเติมเรื่องของบันเทิงคดีเข้าไป เรื่องราวมีความเป็นนวนิยายการผจญภัย มีความเป็นคำบอกเล่าผ่านโลกทัศน์ของชาวอาหรับ การจะนำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดต่อก็ต้องอาศัยการอ่านบันทึกอื่นมาประกอบ เพื่อพยายามทำความเข้าใจโลกทัศน์การมองและข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกไว้ให้ได้มากที่สุด

ตอนตั้งชื่อหนังสือ ล่องนาวาเจ็ดสมุทร เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่บันทึกไว้ว่า หากผู้คนในคาบสมุทรอาหรับจะเดินทางไปยังประเทศจีน ต้องเดินเรือผ่านมหาสมุทรทั้งหมดเจ็ดแห่ง สอดคล้องกับคติความเชื่อโบราณของคนไทยที่มีการพูดถึง “เจ็ดย่านน้ำ” ในไตรภูมิที่เล่าถึงทะเลสีทันดรที่กว้างใหญ่เจ็ดแห่ง
ถ้าเราจะมองดินแดนในแผนที่ มุสลิมคือคนกลางที่เชื่อมดินแดนเหล่านี้เข้าด้วยกัน ถ้าพูดถึงเส้นทางการค้าระหว่างดินแดนเอเชีย ผ่านทางตะวันออกกลางจนกระทั่งถึงยุโรป ที่เรารู้จักคือเส้นทางสายไหม สำหรับเส้นทางเดินเรือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือเมืองท่าและจุดแวะพักสำหรับการค้าจากคาบสมุทรอาหรับ เราเจอโบราณวัตถุ รวมถึงเรือโบราณ ตามเส้นทางการค้าในไทยและอินโดนีเซีย มีบันทึกเรื่องราวการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ของชาวสุมาตราตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 9 ก่อนจะมีประวัติศาสตร์ปาตานีเสียอีก คนอาหรับก็จะเรียกคนที่เดินทางมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ‘จาวอ’ (Jawi) ที่อาจจะเพี้ยนเสียงมาจากชื่อคาบสมุทรชวา ส่วน ‘เมาซิม’ (Mawsim) คือลมมรสุมตามฤดูกาล ที่พัดมายังทิศทางมหาสมุทรอินเดียเพื่อทำการค้า
จอร์แดนอยู่ในจุดที่น่าสนใจมากเพราะอยู่ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรอาหรับ และศาสนาอิสลามเริ่มต้นในคาบสมุทรอาหรับ เราเห็นในจุดเริ่มต้นของความรุ่มรวยในศาสนาอิสลาม และได้ออกเดินทางต่อไปยังพื้นที่ใดบ้าง อย่างการเข้ามาของศาสนาอิสลามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละพื้นที่ก็มีบริบทเป็นของตัวเอง เราเลยได้เห็นตั้งแต่จุดเริ่มต้น และระยะเวลาในการเดินทางไปยังพื้นที่อื่น ๆ

โลกของอารยธรรมอิสลามคือสุดยอดของความหลากหลาย ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ด้วยชนชาติ เป็นศาสนาที่มีความเป็นสากล พอเดินทางไปในแต่ละดินแดน ก็คลี่คลายไปตามบริบทแต่ละพื้นที่
เราเห็นสิ่งนี้ชัดเจนมากขึ้นหลังจากเดินทางกลับจากจอร์แดน
ในสังคมมุสลิม เรามีแนวคิดเรื่องของ ‘อุมมะห์’ ความเป็นประชาชาติมุสลิม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็มีสายสัมพันธ์ความเป็นพี่น้องอยู่แล้ว ต่อให้ในไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามจะเป็นคนกลุ่มน้อย บางสถานที่ยังไม่มีใครรู้จัก แต่รู้สึกว่ามุสลิมเดินทางไปเชื่อมโยงกับคนในพื้นที่อื่น ทั้งในฐานะของคนมุสลิมและความเป็นคนไทย (ที่หลากหลาย) เหมือนกับเอาความเป็นไทยไปเชื่อมต่อกับสังคมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เฉพาะสังคมมุสลิม แค่บอกว่าเป็นมุสลิมที่มาจากเมืองไทย ก็มีคำถามต่อถึงวัฒนธรรม วิธีปฏิบัติและการใช้ชีวิต สุดท้ายแล้วเรื่องราวอื่น ๆ ก็ตามมาเมื่อเราได้รู้จักกัน เหมือนเป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับมุสลิมในสังคมไทย
เมื่อพูดถึงมุสลิมเมืองหลวง ก็เกิดคำถามขึ้นว่า อะไรที่อยู่ตรงศูนย์กลาง อาจจะมีอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรของประเทศ สำหรับมุสลิมเมืองหลวง แม้เราจะมีโอกาสทางรายได้และเข้าถึงทรัพยากรของเมือง แต่เรายังคงต้องต่อรองกับอะไรที่ดูเป็นวิถีชีวิตของคนมุสลิม อาหารการกิน การละหมาดและการเข้ามัสยิด ในสภาพที่เราเป็นคนกลุ่มเล็กของเมืองอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งก็พยายามค้นคว้าไปที่ความหลากหลายของวัฒนธรรมมุสลิมในกรุงเทพ เห็นความหลากหลายแสดงออกผ่านวิถีชีวิต สำนักคิดทางศาสนา เหมือนกับวัฒนธรรมของมุสลิมหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมในพื้นที่ มีชื่อเรียกเป็นสำนวนภาษาอังกฤษว่า melting pot ที่พอลงลึกไปในรายละเอียดของแต่ละวัฒนธรรม แต่ละกลุ่มวัฒนธรรมก็มีอัตลักษณ์ที่มีความเฉพาะตัว

เราเห็นภาพเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่รอการเติมเต็ม จากชุมชนหนึ่งไปยังชุมชนหนึ่งก็คนละเรื่องราวกัน บางทีอาจจะยังไม่ได้รู้จักมุสลิมเพื่อนบ้าน อย่างชุมชนยะวา เหลือแค่อาหารชวาที่ยังบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นวัฒนธรรมชวาของชุมชน ภาษาก็ไม่สามารถพูดได้เพราะโดนกลืนไปกับภาษาไทยหมดแล้ว ถ้าไม่ทำให้ยังอยู่ต่อได้ในสังคมปัจจุบัน วัฒนธรรมชวาอาจจะเลือนหายไปในสังคม
ซึ่งผมก็รู้สึกสะท้อนใจเหมือนกัน เราเองเป็นคนกรุงเทพก็จริง แต่เราต้องไม่ลืมที่จะเข้าใจมุสลิมในพื้นที่อื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน มันมีบริบททางสังคม บริบททางประวัติศาสตร์ยังไง
อย่างตอนที่ลงมาที่ปัตตานีครั้งแรก มันมีความต่างทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน อย่างแรกคือเราพูดภาษามลายูไม่ได้ พอไปพูดคุยกับคนในพื้นที่ ใช้ภาษามลายูสื่อสาร เขาก็ตั้งคำถามกับตัวตนของเราเหมือนกัน ว่าเราคือใคร เป็นมุสลิมเหมือนกันแต่ทำไมวิถีของเราถึงต่างกัน พอไปอยู่ที่ถิ่นหนึ่งเรากลายเป็นคนอื่น เป็นคนนอกวัฒนธรรมในพื้นถิ่นตรงนั้น เราก็พยายามเรียนรู้ ทบทวนตัวเองเหมือนกันว่า เราจะใจกว้างได้มากแค่ไหน เราจะเข้าใจสิ่งที่เขาคิดได้มากแค่ไหน
ระยะหลังก็พยายามจะเรียนภาษามลายู เราอยากจะทำความเข้าใจเขามากขึ้น ภาษาเป็นตัวสำคัญที่จะเปิดไปสู่วัฒนธรรม ทั้งที่ภาษาไม่ใช่สิ่งสนใจแรก แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเรียนรู้เพราะเราอยากจะเข้าใจวัฒนธรรมมุสลิมในพื้นที่อื่น ๆ
เรื่องเหล่านี้เป็นความหลากหลายที่น่าจะบอกเล่ากับคนมุสลิมในที่อื่น ๆ ที่ยังไม่เคยได้ถูกพูดถึง เพราะระยะหลังที่มีกระแสของความเป็นอิสลามานุวัตร (Islamization) ตัวตนของความเป็นมุสลิม มีมากกว่าตัวตนของความเป็นชาติพันธุ์และวัฒนธรรม สังคมก็จะเรียกมุสลิมอย่างรวม ๆ ไปหมด
ถ้าถามว่า เกี่ยวกับแนวคิดฐานรากของศาสนาไหม ก็มีกลุ่มแนวคิดว่าหลักการของบางกลุ่มวัฒนธรรมขัดกับหลักการศาสนาที่เป็นหลักให้คนมุสลิมยึดถือ และปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวความหลากหลายในสังคมมุสลิม ก็หล่นหายไปพร้อมกับโลกทัศน์ที่สังคมมองเข้ามายังโลกมุสลิม ถ้ากลับไปที่คัมภีร์อัลกุรอาน อัลเราะห์บอกไว้ว่าพระองค์สร้างมนุษย์มาจากหญิงชายหญิง และทำให้พวกเจ้าเป็นตระกูล เผ่าพันธุ์ สีผิวที่มีความหลากหลายต่างกันออกไป สิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ ได้รู้จักกับความแตกต่างหลากหลาย
อยากให้มองว่า บางสิ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องของหลักศรัทธาความเชื่อ เราเห็นลักษณะของการที่นักการศาสนาในอดีต ไม่ได้ใช้หลักศาสนาของโลกอาหรับมาเผยแพร่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้คนให้ดินแดนอื่นเข้ารับศาสนาอิสลาม คนที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก็หยิบยืมและกลืนกลายเข้ามาเป็นวิถีชีวิตบางอย่าง เพื่อทำให้ผู้คนไม่ได้รู้สึกแตกแยกกับวัฒนธรรมเดิมที่เคยมีอยู่

ผมไม่เคยนิยามตนเองว่าเราเป็นนักมานุษยวิทยา เราเป็นนักโบราณคดี แต่บางการศึกษาเราจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม การลงพื้นที่ พูดคุยกับผู้คน เรียนรู้ภาษา ที่มันนอกเหนือไปจากการทำงานกับเอกสารเพื่อให้เราเข้าถึง อย่างบันทึก ซุลาลาตุส ซาลาฏีน ที่กำลังแปลอยู่ตอนนี้ (พงศาวดารมะละกา รู้จักในชื่อ ‘เซอจาระฮ์ เมอลายู’ เอกสารสำคัญของโลกมลายู ที่มีเนื้อหาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในเอเชียอาคเนย์ภาคพื้นสมุทร) ที่มีการกล่าวประวัติศาสตร์ปาตานี ผ่านความสัมพันธุ์ของโลกมลายูกับสยามไว้อย่างน่าสนใจ แต่หากถูกหยิบยกมาพูดคุยก็อาจเกิดเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างประวัติศาสตร์กระแสหลักได้ เพราะเป็นประวัติศาสตร์ชุดที่สาม ที่อธิบายไว้ไม่เหมือนกับสองฝั่ง สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือบันทึกนี้เขียนผ่านโลกทัศน์ของมะละกา ซึ่งสถาปนาตนเองเป็นศูนย์กลางของมลายู และมองดินแดนปาตานีว่าเป็นคนที่ถูกทำให้เป็นมลายู ถ้าเราไม่ศึกษาก็จะไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องราวแบบนี้มาก่อน
ผมนึกถึงคำกล่าวของ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่บรรยายไว้ในปาฐกถาพิเศษ “ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว ไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเอง” ในครั้งนั้นกล่าวถึงข้อถกเถียงที่ว่า “ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?” ศ.ดร. ธงชัยให้ความเห็นไว้ว่า ประวัติศาสตร์จำนวนมากถูกอธิบายไว้มากกว่าหนึ่งชุด มีข้อเท็จจริงอีกจำนวนมากที่อธิบายถึงสิ่งเดียวกัน ฉะนั้นก็ต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาพูดคุยกัน อย่าปิดกั้นตนเองว่ามีเพียงประวัติศาสตร์ชุดของฉันเท่านั้น ก็ต้องมีการถกเถียงหากมีประวัติศาสตร์ชุดอื่นที่ถูกบันทึกไว้จริงเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ต้องระวังมากกว่าการมองประวัติศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งเดียว คือการเมืองที่จะใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมืออะไรบางอย่าง
เป็นประเด็นที่ดี ในไทยมันไม่ค่อยถูกถกเถียงแบบนั้น ทั้งนักวิชาการในรุ่นก่อนและปัจจุบันก็พยายาม แต่เพราะว่ายังมีชุดประวัติศาสตร์กระแสหลักที่ถูกอ้างอิงกับศาสนาอยู่ ซึ่งก็ไม่ผิดในการใช้เป็นวิธีการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงในมุมหนึ่ง ตัวผมเองก็ใช้ เพราะบางเรื่องเราก็ต้องอ้างอิงสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่อยากจะให้ถอยกลับออกมามองก่อน มองว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องประกอบสร้าง เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่มีมากกว่าเรื่องราวเดียวที่ถูกเล่าไว้ สิ่งนี้อาจเป็นชุดความคิดของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งในบ้านเรายังมีน้อยอยู่

เราไม่ค่อยได้ศึกษาหรือพยายามจะกลับไปค้นคว้า มองให้กว้างกว่าสิ่งที่สังคมเคยรับรู้กับชุดความคิดที่ยึดติดกับศาสนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งบางอย่างไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์สังคม หรือทางประวัติได้ทุกอย่าง เป็นเรื่องที่ต้องค่อย ๆ นำเสนอ สร้างความรับรู้ในสังคมกันไป มองให้เป็นทางเลือกในการรับรู้ประวัติศาสตร์ ชวนสังคมคิดให้กว้างคิดมากกว่านี้อีกสักหน่อยนึง
มันขาดหายไปจริง ๆ อย่างตอนที่เรียนโบราณคดี มีปัญหามากกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีศรีวิชัย ที่มีข้อถกเถียงของนักวิชาการว่าตรงไหนคือศูนย์กลางของศรีวิชัย อาจารย์ก็จะบอกว่ามีบันทึกของพ่อค้าสุไลมาน มีบันทึกของคนที่ชื่อมัสอูดีย์ แต่เราไม่เคยอ่านเอกสารเลยว่าอาหรับเล่าอะไรไว้บ้าง พอไปเจอเอกสารฉบับจริง ก็เลยได้รู้ว่าพ่อค้าสุไลมานเล่าให้อีกคนหนึ่งเป็นคนจดบันทึก มัสอูดีย์ก็เล่าไว้อีกแบบหนึ่ง
พอไปอ่านเรื่องราวที่คนอาหรับจดบันทึก มีอีกหนึ่งข้อมูลที่ชาวอาหรับต้องเดินเรือผ่านเมืองท่าตรงแหลมมะละกาหากต้องการเดินทางไปค้าขายกับจีน และเป็นเส้นทางหลักที่หากจะเดินเรือได้สำเร็จก็ต้องผ่านหัวเมืองท่าสำคัญ พอเอาเอกสารประวัติศาสตร์อาหรับมาสวมกับช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ก็เป็นจิกซอว์ไปเติมให้ภาพชัดขึ้น แต่เราก็จะใช้เอกสารฉบับเดียวไม่ได้ ก็ต้องหาเอกสารฉบับอื่นที่มีการจดบันทึกเรื่องเดียวกัน ผ่านโลกทัศน์อื่น ๆ มาศึกษาทำความเข้าใจด้วย

มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
