วิถีคนบ้านน้ำอ้อมน้อย ต.หว้านคำ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
บ้านน้ำอ้อมน้อย หนองน้ำเลี้ยงชีวิตมาหลายชั่วอายุคน
ลองนึกภาพหมู่บ้านที่มีน้ำล้อมรอบเหมือนตั้งอยู่บนเกาะ ต้องเดินทางผ่านหนองน้ำเพื่อเข้าออก และชาวบ้านทุกคนใช้ประโยชน์จากน้ำเหล่านั้นเลี้ยงชีวิตได้ตลอดทั้งปี นี่คือภาพของ บ้านน้ำอ้อมน้อย ชุมชนเก่าแก่ในอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ที่ยังรักษาวิถีชีวิตริมหนองน้ำและความเชื่อดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
บ้านน้ำอ้อมน้อย หมู่บ้านกลางหนองน้ำแห่งอำเภอราษีไศล
บ้านน้ำอ้อมน้อยมีลักษณะที่ตั้งน่าสนใจมาก เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีหนองน้ำล้อมรอบ จนเหมือนกับตั้งอยู่บนเกาะ การเดินทางเข้าออกหมู่บ้านต้องผ่านหนองน้ำที่อยู่รายรอบ และที่สำคัญคือชาวบ้านยังใช้ประโยชน์จากหนองน้ำเหล่านี้ได้หลากหลายรูปแบบ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีบ่อปลาไว้จับไปขายหรือแลกข้าวมากิน
พ่อใหญ่หลายท่านที่นั่งอยู่ในศาลาริมน้ำเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนไม่มีใครรู้ว่าบ้านของตัวเองมีน้ำล้อมอยู่ จนกระทั่งมีภาพถ่ายทางอากาศ จึงสันนิษฐานกันว่าน้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้านน่าจะมีลักษณะเป็นวงกลม
ที่มาของชื่อบ้านน้ำอ้อมน้อย แอ่งกระทะที่มีลุ่มน้ำล้อมรอบ
ชื่อ "บ้านน้ำอ้อมน้อย" มีที่มาจากสภาพพื้นที่ ซึ่งเป็นแอ่งกระทะและมีลุ่มน้ำล้อมรอบ ชาวบ้านเล่าว่าบรรพบุรุษย้ายมาอยู่ที่นี่หลายชั่วอายุคนแล้ว เพราะมองว่าพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์
ในอดีตเคยมีสะพานเชื่อมเข้าหมู่บ้าน แต่ผุพังจนต้องรื้อออกเมื่อ พ.ศ. 2525 เส้นทางนี้เชื่อมมาจากเมืองเก่าบ้านยาง ซึ่งบอกเล่าถึงความเกี่ยวพันของบ้านน้ำอ้อมน้อยกับชุมชนโบราณในละแวกเดียวกัน
เมืองโบราณและต้นยางนาศักดิ์สิทธิ์ใน บ้านน้ำอ้อมน้อย
ชาวบ้านเล่าว่าแถวนี้เคยเป็นเมืองเก่า เมื่อขุดลงไปในดินจะพบเศษหม้อเศษถ้วยโบราณ และสิ่งสำคัญอีกหลายอย่างที่ยังคงอยู่ใต้ดิน ส่วนเนินที่เห็นในหมู่บ้านก็คือร่องรอยของเมืองโบราณ แม้ปัจจุบันจะไม่เหลือร่องรอยให้เห็นมากนัก แต่เรื่องเล่าของชาวบ้านก็ยืนยันได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีความเก่าแก่จริง
บนถนนที่ชาวบ้านใช้สัญจรมีต้นยางนาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ชาวบ้านไม่ตัดต้นไม้เหล่านี้เพราะเป็นต้นไม้โบราณที่เกิดมาก็เห็นแล้ว และให้ความเคารพ เวลาขี่รถผ่านก็จะบีบแตร บริเวณใกล้เคียงยังมีสวนลิงโบราณที่เต็มไปด้วยป่าและต้นไม้ใหญ่ ซึ่งชาวบ้านดูแลรักษาไว้ไม่ให้ใครมาตัด ชาวบ้านเชื่อว่าต้นไม้บางต้นมีอายุเป็นร้อยเป็นพันปี ความเชื่อความศรัทธานี้จึงเป็นเหมือนกาวประสานระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ทำให้สิ่งเก่าแก่ของบ้านน้ำอ้อมน้อยอยู่ร่วมกับผู้คนได้โดยไม่ถูกทำลาย
4 หนองน้ำของบ้านน้ำอ้อมน้อย มรดกที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
น้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้านคือความเก่าแก่ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ลูกหลานใช้งานสืบต่อกันมา โดยบ้านน้ำอ้อมน้อยมีหนองน้ำทั้งหมดสี่หนอง หนองหนึ่งเป็นหนองโบราณที่บูรณะให้ใช้ทำน้ำประปา และใช้ร่วมกันถึงสองหมู่บ้าน ส่วนหนองอื่น ๆ ชาวบ้านใช้หาสัตว์น้ำ วางพดไม้ดักกุ้ง และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ
สิ่งสำคัญที่ผู้ใหญ่บ้านย้ำก็คือ ทุกคนในหมู่บ้านมีสิทธิ์ใช้หนองน้ำร่วมกัน ไม่มีใครมีสิทธิ์มากกว่าคนอื่น ศาลาริมหนองบัวแดงที่มีอยู่หลายหลังจึงไม่เคยว่างจากผู้คนเลย
กติกาหาปลาในหนองน้ำของบ้านน้ำอ้อมน้อย
การหาปลาในหนองเป็นวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านน้ำอ้อมน้อย ใครมีมอเตอร์ไซค์ก็ขี่ไปพร้อมอุปกรณ์หาสัตว์น้ำ ได้มาแล้วก็แบ่งกันกิน เหลือก็ไปขายที่ตลาดราษีไศล ช่วงหน้าแล้งเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการหาปลา เพราะน้ำน้อยจับได้ง่าย หนองเทพประทานซึ่งยาวประมาณ 500 เมตรก็เป็นอีกจุดที่ชาวบ้านไปหาปลากัน บางคนใช้วิธีสอดขาเข้าไปในห่วงยางแล้วค่อย ๆ ถ่อไป บางคนก็ยืนบนแพ
ชาวบ้านมีกติกาในการใช้หนองน้ำที่ดีมาก โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะมีการปล่อยปลาลงหนอง ผู้ที่มารับเหมาจับปลาด้วยแหจะจ่ายเงินเข้าหมู่บ้าน จากนั้นชาวบ้านก็ลงหากินต่อเป็นวงจรหมุนเวียนไป ปีที่ผ่านมาประเมินรายได้เข้าหมู่บ้านไว้ราว 25,000 บาท
ปลาในหนองมีทั้งปลาธรรมชาติและปลาที่ชาวบ้านช่วยกันปล่อย ทำให้มีปลากินตลอดทั้งปีเหมือนมีที่เก็บปลาส่วนตัว ปลาตัวใหญ่ที่จับได้อย่างปลากระสูบ เป็นปลาธรรมชาติ ไม่ได้ปล่อย นำไปทำลาบปลาได้ ส่วนปลาบู่มีเนื้อมาก รสชาติอร่อย หากขายจะได้ราคากิโลกรัมละประมาณ 200 บาท
เด็ก ๆ บ้านน้ำอ้อมน้อย กับสนามเด็กเล่นกลางหนองบัวแดง
สำหรับเด็ก ๆ ในบ้านน้ำอ้อมน้อย หนองน้ำคือสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ และบางวันก็เป็นแหล่งหาค่าขนมด้วยการงมหอยในหนองบัวแดง การหาหอยของเด็ก ๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย แค่ใช้มือเปล่าควานหาในโคลนใต้น้ำอย่างใจเย็น ถ้าเจอก็หยิบใส่ถัง หากน้ำลึกก็กลั้นหายใจดำลงไป
เด็ก ๆ มีเคล็ดลับว่าถ้าอยากได้หอยเยอะต้องไปตรงบริเวณที่มีกอบัว เพราะเป็นที่ที่หอยชอบอยู่ ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่ หอยที่ได้ในวันหนึ่ง ๆ มีทั้งหอยขม หอยโข่ง และหอยเชอรี่ แม้จะใช้เวลานาน เพราะต้องคลำหาหอยพร้อมกับดำผุดดำว่ายเล่นน้ำไปด้วย แต่เด็ก ๆ ก็สนุก และบอกว่าอากาศร้อนแบบนี้อยากอยู่ในน้ำทั้งวัน
ภูมิปัญญาดักกุ้งฝอยด้วยพดไม้ที่บ้านน้ำอ้อมน้อย
ริมหนองบัวแดงมีสองสามีภรรยาที่ผู้ใหญ่บ้านยกให้เป็นเซียนหากุ้ง คือพ่อคูณวัย 84 ปี และแม่จักร กุ้งที่ยกได้ตอนเช้าสามารถกินได้หลายมื้อ หากได้มากก็นำไปขาย
เครื่องมือหากุ้งที่ชาวบ้านใช้เรียกว่า "พดไม้" ทำจากกิ่งไม้มัดรวมกันแล้วแช่น้ำ ให้กุ้งมาอาศัยเกาะ ไม้ที่ใช้เป็นกิ่งมะขาม ซึ่งเวลาแช่น้ำแล้วจะมีกลิ่นหอมจากใบและเปลือก ทั้งสองคนต้องใส่อาหารล่อกุ้งด้วย ดูเผิน ๆ เหมือนเศษไม้ธรรมดา แต่สำหรับกุ้งฝอยแล้ว นี่คือบ้านหลบภัยชั้นดี
วิธีทำคือแช่พดไม้ไว้ในน้ำราวหนึ่งสัปดาห์แล้วใส่หัวอาหาร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน เมื่อถึงเวลาก็ใช้ผ้าหรือตาข่ายรองด้านล่างแล้วยกพดไม้ขึ้น เขย่าให้กุ้งหล่นลงมา กุ้งฝอยในหนองบัวแดงเป็นกุ้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ การดักกุ้งขายในหน้าแล้งจึงเป็นรายได้เสริมประจำวันของชาวบ้านที่หาได้ง่าย
นาข้าวหอมมะลิและบ่อปลาในนา วิถีเกษตรของบ้านน้ำอ้อมน้อย
การใช้ประโยชน์จากน้ำของบ้านน้ำอ้อมน้อยไม่ได้มีแค่การหาสัตว์น้ำ ชาวบ้านเล่าว่าน้ำจากคูเมืองโบราณที่อุดมด้วยแร่ธาตุถูกสูบขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นข้าวหอมมะลิ ให้เม็ดสวยและรวงใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจคือแทบทุกผืนนาจะมีบ่อปลาอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งถึงสองบ่อ บ่อเหล่านี้เป็นบ่อโบราณตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ปัจจุบันมีการปรับปรุงใหม่ และชาวบ้านบอกว่าแทบทุกบ้านในหมู่บ้านมีบ่อแบบนี้ เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำในบ่อเริ่มแห้งงวด ชาวบ้านจะสูบบ่อเพื่อจับปลามาแบ่งกันกินหรือขายให้แม่ค้าที่มารับซื้อถึงที่
หน้าแล้งที่บ้านน้ำอ้อมน้อย ฤดูกาลลงแขกสูบบ่อจับปลา
วันที่ทีมงานไปถึง บ่อปลาของแม่มูลและแม่วันนาในนาข้าวกำลังคึกคักมาก เพราะมีการลงแขก เรียกพี่เรียกน้องมาช่วยกันจับปลา ใช้มือเปล่าจับตามวิธีที่ทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ ปลาที่ได้เป็นปลาธรรมชาติหลายชนิด เช่น ปลาดุก และปลาไหล ชาวบ้านบอกว่าบรรพบุรุษปลูกข้าวแล้วก็จับปลาควบคู่กันมาเสมอ
แม่มูลเล่าว่าเวลาสูบปลาจะให้พี่น้องมาช่วย ได้ปลามาแล้วก็แบ่งกันคนละประมาณ 4-5 กิโลกรัม เก็บไว้กินและแบ่งขายบ้าง บางทีก็เอาไปแลกข้าวแลกข้าวเหนียว ส่วนบ่อของแม่วันนาไม่ได้จ้างใคร เน้นจับกันเองในครอบครัว และเมื่อจับเสร็จก็ปล่อยน้ำกลับเข้าบ่อ ปลาบางส่วนยังเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สำหรับปีหน้า
ในหน้าแล้ง แม้จะเป็นสัญญาณสิ้นสุดฤดูเพาะปลูก แต่สำหรับวิถีชีวิตของบ้านน้ำอ้อมน้อยแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของอาชีพรับเหมาปลาในบ่อไปขาย
อาชีพรับเหมาบ่อปลาและการแลกปลากับข้าวในบ้านน้ำอ้อมน้อย
ขณะที่ทุกคนลุยโคลนจับปลา แม่ค้าอย่างน้าปุ๋ยและน้าเรียมก็ขับรถมารอรับซื้อ ชั่งน้ำหนักและจ่ายเงินกันตรงนั้นเลย น้าปุ๋ยรับซื้อด้วยวิธี "เหมาบ่อ" แล้วสูบน้ำจับปลาเองเพื่อนำไปขายหลายจังหวัด ก่อนซื้อต้องไปดูบ่อและตีราคากับเจ้าของ โดยประเมินจากขนาดบ่อ ทำเลที่ปลาอาศัยอยู่ และปริมาณปลา ราคาเหมาบ่อมีตั้งแต่ราว 7,000-8,000 บาท ไปจนถึงบ่อละหมื่นบาท ซึ่งน้าปุ๋ยสูบมาแล้วกว่าสามสิบบ่อ ส่วนน้าเรียมก็เป็นแม่ค้ารับซื้อปลาอีกคน และอาชีพรับเหมาบ่อปลานี้สืบทอดกันมาในครอบครัว
วันนั้นแม่วันนาจับปลาได้ 20 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 1,380 บาท ได้ทั้งเงินและปลาไว้กินในบ้าน การที่แม่ค้ามารับซื้อถึงบ่อก็สะดวกสำหรับเจ้าของบ่อ เพราะได้ปลาสดและไม่ต้องเหนื่อยขนไปขายเอง แม่วันนายังเก็บอีกบ่อไว้ให้ลูกหลานที่กลับบ้านช่วงสงกรานต์ได้กินปลาตัวใหญ่
ปลาที่ได้ไม่ได้ขายเป็นเงินเสมอไป ชาวบ้านยังนำไปแลกข้าวเหนียวมากินในครอบครัวด้วย น้าเรียมนำปลาจากบ่อแม่วันนาไปแลกข้าวที่บ้านญาติในหมู่บ้าน อัตราแลกคือปลาทั่วไป 3 กิโลกรัมแลกข้าวได้ 1 กระสอบ ส่วนปลาไหลซึ่งหายาก 1 กิโลกรัมก็แลกได้ 1 กระสอบ ปลาธรรมชาติจากบ่อดินแบบนี้จึงถือเป็นของดีที่ใคร ๆ ก็อยากกิน
บ้านน้ำอ้อมน้อยแสดงให้เห็นว่าการมีหนองน้ำล้อมรอบหมู่บ้านและอยู่ในพื้นที่นา เป็นเรื่องดีต่อการกินอยู่ของชาวบ้านทุกด้าน ทั้งปลา กุ้ง หอย น้ำสำหรับทำนา ไปจนถึงรายได้และการแลกเปลี่ยนในชุมชน ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนกติกาที่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ใช้น้ำร่วมกัน เป็นวิถีชีวิตที่น่าชื่นชมและควรค่าแก่การเรียนรู้
ติดตามชมรายการซีรีส์วิถีคน วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 - 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส


























































