decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
คนพิการ ‘ซ้ำ’ ในเมืองพิการ ‘ซ้อน’
Human & Society

คนพิการ ‘ซ้ำ’ ในเมืองพิการ ‘ซ้อน’

DecodeDecode18 ก.ค. 2569 09:00
Share on

ชวนทุกคนลองจินตนาการ…

การที่ต้องเดินริมถนนที่มีรถวิ่งไปมาด้วยความเร็ว โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่เล็กจนสามารถเบียดแซงได้ทุกซอกนั้น อาจเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในบางครั้งที่ฟุตบาทไม่เอื้ออำนวย สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่คนเดินเท้าที่ต้องเผชิญ แต่อาจจะเกิดขึ้นในอีกหลาย ๆ ครั้งกับผู้ใช้วีลแชร์ ที่ต้องอาศัยทั้งฟุตบาทที่มีทางลาด และมีขนาดกว้างพอสำหรับวีลแชร์ ไม่ทำให้วีลแชร์ต้องลงถนนบ่อย ๆ

แม้ความซิ่งจะเทียบรถที่จัดว่าเล็กอย่างรถจักรยานยนต์ไม่ติดเลยก็ตาม ถ้าทุกคนพอจะนึกภาพสถานการณ์ดังกล่าวออก หรือเคยประสบพบเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ก็เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามต่อว่า เราทุกคนก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ยังไม่ได้เอื้อให้คนทุกคนเดินทางได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยหรือไม่

ภาพตรงหน้าที่เราจะเห็น คือผู้หญิงคนหนึ่งบนรถวีลแชร์ไฟฟ้าที่กำลังเคลื่อนที่บนถนนในซอยตลาด ถนนเส้นเดียวกันกับที่มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งปาดกันไปทั้งซ้ายและขวา

นันทิดา จิตภักดีรัตน์ หรือแอดมินสาลี่ เพจ Together Club ซึ่งทำงานสนับสนุนการออกมาใช้ชีวิตในสังคมของคนพิการ เล่าให้ฟังว่าตลาดนี้ ตัดสินใจทุบทางลาดเพื่อไม่ให้มอเตอร์ไซค์เข้ามาขับ แต่วีลแชร์ก็ขึ้นไม่ได้เหมือนกัน สุดท้ายเธอก็ต้องอ้อมไปให้ไกลขึ้นเพื่อเข้าไปซื้อของที่ด้านหลังตลาด

“เขาก็บอกว่าทำแบบนี้เพราะไม่ให้มอเตอไซค์ขึ้น อาจจะเกิดอุบัติเหตุ เฉี่ยวชน ชนของชนคน อะไรก็ตาม ทางเข้าอื่นมอเตอร์ไซค์จะข้ามยกข้ามได้อยู่แล้ว ปัญหาคือเขาไม่กวดขัน เขาไปโทษว่าทางลาดเป็นสิ่งที่ผิด ทุบทางลาดคนพิการแบบเราขึ้นไม่ได้ เราเป็นลูกค้า ทำไมคุณถึงตัดสินใจแบบนี้ นี่มันคือการเลือกปฏิบัติกับลูกค้าหรือเปล่า” 

“การที่เราไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคมได้อย่างคนอื่น ๆ เช่น  ถ้าเป็นเรื่องของขนส่งเราควรจะขึ้นได้เหมือนคนทั่วไป โดยที่รถเมล์จอดเทียบที่ป้ายปุ๊บ คนพิการขึ้นได้ รถเมล์ต้องจอดเทียบ เพื่อรับส่งผู้โดยสารในทุกป้าย เพื่อความปลอดภัยแต่ความจริงมันไม่ใช่” นันทิดานิยามถึงการเลือกปฏิบัติจากประสบการณ์ตรงของเธอ

มหานครที่ไร้การเลือกปฏิบัติ และหวังว่า ‘มันจะเกิดขึ้นจริง‘

นันทิดา เป็นคนพิการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือ SMA (Spinal Muscular Atrophy) หนึ่งในจุดประสงค์ที่นันทิดาออกเดินทางในเมืองคือการอยากสื่อสารเรื่องของคนพิการและความพิการ นันทิดามองว่า คนพิการออกมาใช้ชีวิตหรือออกมาอยู่ในสังคม เป็นการสร้างประโยชน์ ทั้งตัวคนพิการเองก็ได้รับประสบการณ์ แวดล้อมก็ได้เข้าใจบริบทของความหลากหลายของคน และคนที่ให้บริการได้เรียนรู้การให้บริการลูกค้าวีลแชร์อย่างถูกต้อง

เธอยกตัวอย่างเหตุการณ์การเดินทางกับรถเมล์ชานต่ำ ว่าครั้งนึงที่คนขับรถเมล์ใช้เวลานานในการจอดรถเมล์เทียบฟุตบาทเพื่อรับเธอ ทำให้มีคนอาสาฯ ที่จะช่วยยกรถวีลแชร์ขึ้นรถเมล์ให้ แต่นันทิดาปฏิเสธ เพราะ หนึ่ง เธอไม่อยากถูกยกวีลแชร์ เพราะการยกวีลแชร์ค่อนข้างอันตราย หากคนยกล้มหรือลื่น อาจจะเกิดอุบัติเหตุคนพิการตกรถ หรือคนยกถูกรถวีลแชร์ทับได้

สอง นันทิดามองว่าผู้ให้บริการคือคนขับรถเมล์ก็ต้องได้ลองผิดลองถูกการจอดเทียบฟุตบาทรับส่งผู้โดยสาร เพื่อเรียนรู้ที่จะให้บริการผู้โดยสารคนพิการเช่นกัน

นันทิดาเล่าว่า “เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เรารู้สึกว่าการเดินทางเป็นเรื่องลำบากและทางเลือกน้อย อย่างเมื่อก่อน ตัวเลือกของรถวีลแชร์คือรถแท็กซี่อย่างเดียว แต่หลังจากมีรถเมล์ชานต่ำขึ้นมามันเติมเต็มทางเลือกของผู้พิการมากขึ้น เราสามารถขึ้นรถเมล์โดยที่เราไม่ต้องย้ายตัวและสามารถไปยังจุดหมายได้”

รถเมล์ชานต่ำมีความพิเศษ คือ ไม่มีขั้นบันได พร้อมติดตั้งทางลาดและจัดพื้นที่สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในรถ เพื่อให้คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้โดยสารทั่วไปสามารถใช้บริการร่วมกันได้


แม้ในส่วนของตัวรถจะได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คนพิการเดินทางได้อย่างเท่าเทียม แต่ในส่วนของการใช้บริการนั้นยังเต็มไปด้วยอุปสรรคสำหรับนันทิดา ยกตัวอย่างได้ตั้งแต่วิธีการรอรถเมล์ นันทิดา เล่าว่า “ที่ป้ายรถเมล์จะมีหลังคากันแดดกันฝน แต่พี่จะรอตรงป้ายเลยไม่ได้ พี่ต้องออกมารอข้างหน้า เพื่อให้รถเมล์เห็นวีลแชร์ก่อน ซึ่งตรงนี้ไม่มีร่ม แดดหรือฝนมาพี่ก็ต้องตากแดดตากฝน ช่วงแรก ๆ การให้บริการยังเป็นรถเมล์ชานต่ำวิ่งสลับชานสูง พี่เคยรอรถเกือบสิบกว่าคัน เพื่อไปทำงานตากแดดตั้งแต่ช่วง 10 โมงถึงเที่ยง ถึงจะขึ้นรถได้ แดดร้อนมาก”
สาเหตุหนึ่งคือ รถเมล์ชานต่ำยังมีจำนวนไม่มาก ทำให้นันทิดาต้องเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าผู้โดยสารทั่วไป ขณะเดียวกัน เธอยังต้องเคลื่อนตัวออกจากป้ายรถเมล์เพื่อให้คนขับรถหรือพนักงานมองเห็นว่ามีผู้ใช้วีลแชร์รอใช้บริการ จึงจะสามารถเตรียมชิดฟุตบาทกางทางลาดเพื่อจอดรับได้

เมื่อรูปแบบการให้บริการยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีความพิการ ป้ายรถเมล์ไม่พร้อมใช้งานมีรถจอดกีดขวาง ไม่มีระบบรองรับคนใช้วีลแชร์จึงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องแสดงตัวให้ผู้ให้บริการรับรู้ก่อน จึงจะได้รับการบริการ แตกต่างจากผู้โดยสารทั่วไปที่สามารถยืนรออยู่ภายในป้ายและขึ้นรถได้ตามปกติ

นอกจากการโดยสารรถเมล์ชานต่ำ นันทิดายังพบกับปัญหาที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของการเดินทางหรือการใช้ชีวิตนอกบ้านอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกปฏิเสธ หรือการไม่ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่ง ล้วนเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความยากยิ่งขึ้นในการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านของเธอ


“เวลาพี่ขึ้นแท็กซี่ก็จ่ายค่าโดยสารเท่ากับคนทั่วไป หรือบางครั้งมากกว่าด้วยซ้ำ เพื่อชดเชยเวลาและความลำบากของเขา แต่ทำไมเราถึงได้รับการปฏิเสธการขึ้นรถแท็กซี่บ่อย ๆ”


“หรืออย่างเวลาไปห้าง พี่ก็ไม่ได้ซื้อเล่น ๆ ซื้อของกลับมาเยอะมาก จนรถพี่ได้ฉายาว่า รถ 10 ล้อ พี่มองว่าเขาไม่สนใจเรื่องทางลาด เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วคนพิการต้องเข้าออกทางขนขยะ เพราะทางเข้ารอบห้างมีแต่บันได มีทางออกที่เป็นทางลาดทางเดียวคือทางขนขยะ ภาพกองขยะเรียงรายกลิ่นก็รุนแรงมาก เราก็เป็นลูกค้า หรือยกตัวอย่างห้างนี้ ก็ไม่มีลิฟต์ให้บริการ เราก็ต้องขึ้นทางลาดเลื่อนแบบในซุปเปอร์ฯ และทางลาดเลื่อนนี้เราว่ามันชันไม่ได้มาตรฐาน เคยทำจดหมายไปแต่ไม่เกิดอะไรขึ้น”
นันทิดาเล่าถึงประสบการณ์การใช้บริการแท็กซี่ และห้างสรรพสินค้าจะเป็นสถานที่ที่ควรมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับทุกคนในฐานะลูกค้าอย่างเท่าเทียม แต่กลับทำให้เธอตั้งคำถามกับสถานะการเป็นลูกค้าของตัวเอง เมื่อได้รับการบริการที่สวนทางกับการบริการที่คาดหวังในฐานะลูกค้า

คนพิการห้ามเจ็บ ในเมืองห้ามป่วย


“ทุกการหมุนของล้อวีลแชร์มันสัมผัสกับพื้นตลอด ต่างจากคนทั่วไปเดินที่สามารถก้าวข้ามสเต็ปหรือความไม่เรียบของพื้นถนนหรือฟุตบาทได้”


นันทิดาเพิ่งประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางไปรับยาแก้หวัด ในซอยละแวกบ้านตัวเอง เธอเล่าว่า “พี่เป็นหวัดและตั้งใจจะไปหาหมอตรงสาธารณสุขใกล้บ้าน เราก็ขับรถวีลแชร์ตามปกติ ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์มาจี้ด้านหลัง เราก็เลยหลบมอเตอร์ไซค์ล้อหน้าที่มีขนาดเล็กตกลงไปในหลุมบนพื้นถนน เราก็พยายามเอาตัวรอดใช้แขนยันตัวเพื่อไม่ให้รถเข็นพลิกคว่ำสุดท้ายก็ตกลงไป”

เหตุการณ์ในวันนั้นเหมือนจะมีโชคดีอยู่บ้างที่บริเวณนั้นยังมีคนที่เห็นเหตุการณ์ และเข้ามาช่วยเหลือนันทิดาให้กลับไปนั่งบนรถวีลแชร์ได้เหมือนเดิม แต่ก็แค่เหมือน เพราะพอกลับไปถึงบ้าน เธอก็มีความรู้สึกว่าอยากไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย และพอเอ็กซเรย์ออกมาก็พบว่า กระดูกขาบริเวณเหนือเข่าหัก


“ตัวพี่ที่เป็นทั้งคนป่วยและคนพิการ เหมือนนางงามที่ได้รับสองมง คล้ายกับคนทั่วไปที่อาจจะมีโรคประจำตัวหลายโรค เช่น เบาหวานกับโรคหัวใจ เวลาจะรักษาอะไรหมอก็ต้องปรึกษาหมอหัวใจด้วย หรือคนพิการอาจจะต้องซักถามว่าคุณพิการอะไร มีภาวะอะไรที่ควรระวัง ยกเว้นคนไข้ไม่ได้สติหรือไม่สามารถตัดสินใจได้ก็เป็นอีกเรื่องนึง ซึ่งเราไม่ได้ต้องการความพิเศษแต่อยากให้ดูตามเงื่อนไขของคนไข้ ว่าหมอควรระวังหรือใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง”


นันทิดามองว่าสำหรับเธอ เพราะกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ส่งผลให้ใช้เวลารักษานาน อีกทั้งยังมีต้นทุนที่ต้องเสียอีกมากทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปพบแพทย์ในแต่ละครั้ง
การไม่สามารถรักษาให้หายและกลับบ้านได้เลย เป็นสาเหตุหนึ่งที่นันทิดาเลือกที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่มีการดูแลแบบองค์รวม เธอใช้เวลารักษาและแอดมิดในศูนย์ฟื้นฟูกว่า 3 เดือน และพบว่าแม้จะเป็นโรงพยาบาลที่มีการรักษาแบบครบวงจร แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างคาดไม่ถึง คือการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ ที่นำมาซึ่งความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น
เธอยกตัวอย่างประสบการณ์การเข้าเฝือก เธอมีภาวะกระดูกสันหลังคดร่วมด้วย ทำให้ไม่สามารถนอนหงายได้เหมือนผู้ป่วยทั่วไป

“ครั้งแรกเข้าเฝือก ในท่านอนตะแคง ปวดมาก เหมือนต้องบิดกระดูก พอครั้งที่สองที่ต้องเข้าเฝือกใหม่ เราเลยถามเจ้าหน้าที่ว่าท่าที่ถูกต้องควรเป็นยังไง เขาก็บอกว่าให้นอนหงายแล้วเหยียดขา เราขอให้พยาบาลช่วยงอขาซ้ายขึ้นตั้งฉากก่อน ขาขวาถึงจะเหยียดได้ ถ้ามีการสื่อสารกันตั้งแต่แรก ความเจ็บปวดของคนไข้ก็คงลดลงได้เยอะ แต่สุดท้ายกลับเป็นคนไข้ที่ต้องคิดเอง ถามเอง”


นอกจากเรื่องการสื่อสารระหว่างการรักษาแล้ว นันทิดายังพบว่า บางครั้งบุคลากรทางการแพทย์สรุปข้อจำกัดของผู้ป่วย โดยไม่ได้สอบถามถึงการใช้ชีวิตของเธอ นันทิดาเล่าว่า ปกติแพทย์มีการซักประวัติผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร หรือสามารถใช้กล้ามเนื้อส่วนใดได้บ้าง เพราะแม้จะเป็นผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่นันทิดายังสามารถคลานและเคลื่อนตัวภายในห้องของตัวเองได้ แต่ในครั้งนี้กลับไม่มีคำถามดังกล่าว


“หมอไม่ได้ถามว่าปกติเราใช้ชีวิตยังไง ขยับอะไรได้บ้าง การดูแลที่ได้รับจากโรงพยาบาลมันถูกตัดสินไปแล้วว่าป่วยติดเตียง มีการกายภาพแขนที่ถูกต้อง แต่ไม่ได้กายภาพกล้ามเนื้อขาให้ยังใช้งานได้ กายภาพเพียงขยับขาและข้อต่อเพื่อป้องกันข้อติดเท่านั้น” หลังจากออกจากโรงพยาบาลสิ่งแรกที่นันทิดาทำ คือการเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ แต่กลับพบว่า ขาข้างที่หักเหมือนต้นไม้ที่ตายสนิท


“ตอนนี้เท้าขวามันแนบไปกับพื้น ทำให้เราลากตัวเองไม่ไหว จากเดิม เวลานั่งขาที่สัมผัสพื้นคือส้นเท้าและตรงน่องนิดนึง แรงเสียดทานมันน้อยกว่า เรายังสามารถลากตัวไปมาในห้องและทำกิจวัตรประจำวันได้ ตอนนี้เราลากตัวไม่ได้  พี่พิการมากขึ้นพูดง่าย ๆ เลย”

โครงสร้างพิการ (ซ้ำ) เมืองพิการ (ซ้อน)

นันทิดาได้แบ่งปันเรื่องราวการเข้ารับการรักษาและต้องอยู่ในภาวะคนป่วยเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบทางจิตใจ

“ เนื่องจากพี่พิการรุนแรงจึงต้องให้คนอื่นช่วยทุกอย่าง ข้าวก็ต้องถึงเตียง อุปกรณ์แปรงฟันก็ต้องยกมาที่เตียง กิจวัตรประจำวันขับถ่ายเช็ดตัว คนอื่นเค้าทำให้ ทำให้รู้สึกว่าเราอำนาจน้อยลง ความเป็นตัวเองมันลดลง อาจจะเกี่ยวกับว่าสถานที่นี้ไม่ใช่บ้านและพักคนเดียวตลอดสามเดือน ลึก ๆ รู้สึกกลัวว่าไม่มีคนช่วย เมื่อเกิดภาวะพึ่งพิง ยิ่งพึ่งพิงมากเรายิ่งเป็นตัวเองน้อยลง” นันทิดากล่าว

เนื่องจากภาวะทางจิตใจทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวเอง นันทิดามีภาพในหัวก่อนกลับบ้านว่าเมื่อถึงบ้านจะใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองเหมือนเดิม แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น

“พี่อยากกลับบ้านมาก กลับบ้านแล้วช่วงแรกค่อย ๆ ขยับตัวรอบ ๆ เตียงก่อน เอากระโถนมาไว้ข้าง ๆ พอแข็งแรงกลับมาเป็นปกติก็เข้าห้องน้ำ อาบน้ำเอง พอเข้าห้องน้ำแล้วขาแข็งขยับไม่ได้เป็นท่อนไม้ ความรู้สึกวูบแรกคือ แล้วชีวิตชั้นยังไงต่อ มันมองไม่เห็นทางเลย”

เมื่อตระหนักได้แล้วว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้ นันทิดาไม่ได้เผชิญเพียงความกังวลว่าจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร แต่ยังต้องเผชิญกับความจริงที่ยากจะยอมรับโดยเฉพาะการที่ต้องพึ่งพิงรอความช่วยเหลือจากคนอื่นในเรื่องที่เคยทำได้


“เราเคยล้างก้นเองได้แล้วต้องให้คนอื่นมาล้างก้นให้มันทำใจยากมาก มันเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ ซึ่งเราก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตฉันแย่ขนาดนี้”


ในขณะที่ภาวะเหล่านี้ทำให้นันทิดารู้สึกว่าอำนาจของตัวเองลดน้อยลง และความเป็นคนพิการในตัวเธอก็เล็กลงไปด้วย
“เราถูกพี่คนนึงถามว่าทำไมเธอโดนทำแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่เธอเคยต่อสู้เรื่องนี้ให้กับคนอื่น ตอนนั้นใจมันกระตุกแต่ไม่ได้โกรธนะเราคิดแล้วตอบพี่เค้าว่าเพราะเราป่วย ตอนนั้นเราเป็นคนป่วยไม่ใช่คนพิการ ตอนที่เราสู้ให้กับเพื่อนเราเป็นคนพิการไม่ใช่คนป่วย เราเป็นคนพิการเราพูดเรื่องของเรา แต่พอป่วยเราเป็นคนไข้ เหมือนหมวกคนพิการมันหายไป” นันทิดา กล่าว

เมืองที่ไม่ว่าใครสะดุดล้ม ก็กลับมาตั้งหลักในชีวิตได้เสมอ?

การสะดุดล้มครั้งเดียว ได้เปลี่ยนความจริงในชีวิตข้อหนึ่งของนันทิดาไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยดูแลตัวเองได้ กลายเป็นต้องเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่จะฟื้นฟูร่างกายหรือฟื้นฟูจิตใจ อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวยังสร้างความกลัวต่อการออกไปใช้ชีวิตในเมืองไว้กับเธอ เพราะทุกการเดินทางอาจหมายถึงความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำอีกครั้ง
หากมีฟุตบาทที่เรียบและต่อเนื่อง มีทางลาดที่ใช้งานได้จริง มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ ไม่ต้องลงไปใช้ถนนร่วมกับรถยนต์ หรือเข้าถึงโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์ ความเจ็บปวดและภาระที่นันทิดาต้องแบกรับอาจไม่หนักหนาถึงเพียงนี้ เพราะหลายครั้ง สิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “ปัญหาส่วนตัว” ของคนพิการ แท้จริงแล้ว คือผลลัพธ์ของเมืองที่ยังออกแบบไม่รองรับผู้คนทุกกลุ่ม และเมื่อโครงสร้างไม่ทำหน้าที่ ความรับผิดชอบจึงตกมาอยู่บนบ่าของคนคนหนึ่งแทน
สุดท้ายนี้เราทุกคนต่างเสียเวลาไปกับการเดินทาง หรือการเข้ารับบริการสาธารณะ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องกังวลว่ารถเมล์จะจอดรับหรือไม่ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องประเมินความเสี่ยงที่จะพลิกคว่ำจากการหลบมุมถนน และไม่ใช่ทุกคนที่ต้องพยายามสื่อสารซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความพิการของตัวเองส่งผลต่อการรักษาอย่างไร


สำหรับคนพิการ อุปสรรคในการใช้ชีวิตในเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะระบบขนส่งที่ไร้ประสิทธิภาพหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม หากเกิดจากการที่ระบบเหล่านั้นไม่เคยถูกออกแบบโดยมีพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้เมืองตั้งแต่แรก

“เราไม่ได้ต้องการอะไรมากแค่ต้องการฟุตบาทใช้ได้จริงทางลาดที่ได้มาตรฐาน แล้วก็ทางเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อทางลาดทางข้ามหรือจุดเชื่อมต่อขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและสะดวก” นันทิดากล่าวถึงเมืองที่ไร้การเลือกปฏิบัติที่เธอหวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริง

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะซ่อมทางเท้าหรือเพิ่มรถเมล์ แต่คือใครจะทำให้เมืองแห่งนี้ไม่ผลักคนพิการออกจากการใช้ชีวิตในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิเท่าเทียม 

“แต่ในอนาคตควรจะต้องขยายการมีส่วนร่วมของคนมากขึ้นทั้งคนพิการและผู้สูงอายุในการที่จะทำอะไรอย่างหนึ่ง เท่าที่สังเกตดูเวทีรับฟังของหน่วยงานภาครัฐ ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ดูจากคนที่ไปในเวทีต่าง ๆ น้อยทั้งที่เมืองใหญ่โตขนาดนี้คนมาก็แค่ 200-300 คน พอมันอ่อนประชาสัมพันธ์ก็ทำให้การรับฟังความคิดเห็นน้อยลง และเก็บประเด็นได้ไม่หลากหลาย”

นันทิดาพูดถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการพัฒนาเมืองที่ยังขาดมิติหญิงชายอยู่บ้างในความคิดของเธอ โดยหวังจะได้เห็นคนทุกกลุ่มทุกเพศวัยเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้นในการส่งเสียงเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมือง

“ตอนนี้คิดว่า มันอาจจะน้อยที่คนพิการจะมาให้ข้อคิดเห็น แต่ถ้าเสียงที่เราส่งไปมันถูกรับฟัง คนพิการก็อาจจะส่งเสียงมากขึ้น สิ่งที่ กทม. จะได้คือได้เสียง และความต้องการจริง ๆ ของผู้อยู่อาศัย” นันทิดา กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงเนื้อหา : นภัสนันท์ เหมาะตัว decode Juniors #4

Decode
AuthorDecode

กองบรรณาธิการที่มีคนหลากหลายรุ่น หลากหลายความสนใจ แต่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น

พันวิทย์ ภู่กฤษณา
Photographerพันวิทย์ ภู่กฤษณา

ช่างภาพร้อยเสียงสัตว์และชนหมัดกับแหล่งข่าวเวลาลงหมาย

TAGS
คนพิการซ้ำในเมืองพิการซ้อนคนพิการถูกเลือกปฏิบัติคนพิการห้ามเจ็บในเมืองห้ามป่วยชีวิตคนพิการในเมืองเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

table of contents

  1. 01มหานครที่ไร้การเลือกปฏิบัติ และหวังว่า ‘มันจะเกิดขึ้นจริง‘
  2. 02คนพิการห้ามเจ็บ ในเมืองห้ามป่วย
  3. 03โครงสร้างพิการ (ซ้ำ) เมืองพิการ (ซ้อน)
  4. 04เมืองที่ไม่ว่าใครสะดุดล้ม ก็กลับมาตั้งหลักในชีวิตได้เสมอ?

recommended for you

บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
สะสมทุนบนหลังคน
สะสมทุนบนหลังคน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’

Related Story

รัฐบาลติดเกาะ Human & Society

รัฐบาลติดเกาะ 

ในยามน้ำหลากแทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชนชนที่ติดเกาะ กลับเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ขยับเขยื้อนเหมือน 'ติดเกาะ' เสียเอง
วีรพร นิติประภาREAD MORE
วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน Columnist

วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน 

การเลี้ยงดูเชิงอำนาจซึ่งเป็นที่มาของบุคลิกภาพเหยื่อเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวัฒนธรรมเสียบประจาน เขาจะกลัวการถูกแบล็คเมล์ กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ติดกับปัญหาโดยไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายได้
วีรพร นิติประภาREAD MORE
โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’Human & Society

โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’

โลกของคนเป็นและคนตาย โลกที่ไม่ได้ถามว่าเราเป็นใคร แต่มักถาม “คุณมีเงินเท่าไหร่” สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยกว่าผีและความจน คือการมีทางเลือกน้อยนิดของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ
วิภาพร วัฒนวิทย์READ MORE