decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
วันแรงงานที่ ‘แรงงาน’ ไม่ได้หยุด และสิทธิที่เพิ่งมาถึงของอาชีพ รปภ.
Human & Society

วันแรงงานที่ ‘แรงงาน’ ไม่ได้หยุด และสิทธิที่เพิ่งมาถึงของอาชีพ รปภ.

ศศิพร คุ้มเมืองศศิพร คุ้มเมือง01 พ.ค. 2569 14:30
Share on

ฉากชีวิต รปภ. สูงวัย

“วันแรงงานนี้ลุงไม่ได้หยุด ต้องมาทำงาน แต่เขาก็ให้ลุง 2 แรงนะ”

ลุงสุทิน วัย 71 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ของบริษัท A ที่ประจำอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งเล่าขึ้น

‘วันแรงงาน’ มีจุดกำเนิดมาจากการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานในสหราชอาณาจักร เพื่อเรียกร้องให้ใน 1 วันทำงานมีชั่วโมงการทำงานและชั่วโมงการพักผ่อนที่สมเหตุสมผล จากหลายประเทศในแถบตะวันตกก็เริ่มเคลื่อนไหว และให้ความสำคัญในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นจึงมีการประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานสากล เพื่อระลึกถึงสิทธิแรงงานและการเรียกร้องเรื่องชั่วโมงการทำงาน 

สำหรับประเทศไทย เริ่มตื่นตัวเรื่องแรงงานขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่รัฐบาลคณะราษฎรเรื่อยมา และได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรแห่งชาติตามมาตรฐานสากลเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2499 จนต่อมามีการเปลี่ยนชื่อเป็นวันแรงงานแห่งชาติ พร้อมกับกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานประจำปีจนถึงปัจจุบัน

แต่สำหรับแรงงานบางคน วันแรงงานกลับไม่ใช่วันหยุดอย่างที่ควรจะเป็น หากเป็นเพียงอีกหนึ่งวันทำงานที่ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย แลกกับการไม่มีสิทธิเลือกจะหยุดพัก โดยเฉพาะสำหรับแรงงานที่รายได้ผูกติดอยู่กับจำนวนวันที่ได้เข้างาน การหยุดแม้เพียงวันเดียวอาจหมายถึงค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง หรือค่าอาหารบางมื้อหายไปทันที 

วันแรงงานซึ่งควรเป็นวันที่คนใช้แรงงานได้หยุดพัก จึงกลายเป็นวันที่หลายคนยังคงต้องออกจากบ้านมาทำงานเหมือนเดิม เพียงเพราะ ‘หยุดไม่ได้’ 

เช่นเดียวกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับบ้าน ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว หรือออกไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด ลุงสุทินกลับยังคงต้องมาทำงานตามปกติ

“สงกรานต์ลุงไม่ได้ไปไหน ลุงก็มาทำงานนี่แหละ เป็น รปภ. หยุดไปก็เงินหาย ไม่ได้เงิน”

พื้นเพลุงสุทินเป็นคนจังหวัดนนทบุรี ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเช่าแถวดอนเมือง ทุกวันจะเดินทางมาทำงานด้วยรถเมล์ กะเวลาให้มาถึงก่อนเวลาเข้างานช่วง 18:00 น. ราว 20-30 นาที หากมาถึงไวกว่านั้น แอร์เย็น ๆ ที่ซุปเปอร์มาเก็ตทางผ่านไปที่ทำงานจะเป็นสถานที่ที่ลุงสุทินเข้าไปหย่อนใจคลายร้อนรอเวลาเดินเข้าไปทำงานรักษาความปลอดภัยให้กับหอพัก

“ลุงเพิ่งเริ่มทำงาน รปภ. ตอนอายุประมาณ 60 นิด ๆ นับดูตอนนี้ก็ 9 ปี เกือบ 10 ปีแล้วที่ทำอาชีพ รปภ.”

ก่อนหน้านี้ลุงสุทินประกอบอาชีพค่อนข้างหลากหลาย ลุงสุทินเรียนจบจาก วิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เคยสอบบรรจุครูแต่ไม่ได้ จึงไปสมัครเป็นครูสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนเอกชน แต่ด้วยเงินเดือนที่ได้น้อย ไม่พอ กับภาระที่รับผิดชอบ จึงตัดสินใจลาออก

ย้อนไปเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว ช่วงเวลาที่มีแรงงานไทยจำนวนมากไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ลุงสุทินเล่าให้ฟังว่าตัวเองได้ยินหลายคนพูดคุยให้ฟังเรื่องการไปทำงานเก็บเงินที่ประเทศดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องวางอาชีพครูลง เพื่อไปทำงานหวังหารายได้มาสร้างเนื้อสร้างตัว

“ลุงสมัครเป็นพนักงานขับรถ แต่เขาต้องการช่างเครื่อง เขาก็คิดเอาเองว่าลุงน่าจะทำงานได้ แต่พอไปถึงหน้างานจริงลุงทำไม่ได้ ลุงไม่มีความรู้ด้านนั้น ทีนี้ค่าแรงลุงเลยได้ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเรากลายเป็นคนที่ทำงานไม่เป็น รู้สึกเหมือนเขาเอาเราไปทิ้ง ทำอยู่ได้ปีกว่าลุงก็เลยขอกลับ”

“กลับมาก็ผิดหวังอยู่นาน เพราะอยากไปทำงานหาเงินมาปลูกบ้าน กลายเป็นเราไม่ได้อะไรเลย” ลุงสุทินเล่า 

หลังจากนั้นลุงสุทินได้ทำงานเป็นพนักงานขับรถให้กับพนักงานญี่ปุ่นของบริษัทสัญชาติเดียวกันนี้ในประเทศไทย จนกระทั่งเจ้านายญี่ปุ่นกลับประเทศ ลุงสุทินจึงลาออก หลังจากนั้นจึงได้ยึดอาชีพขับแท็กซี่ในระยะสั้น ๆ ก่อนจะเลิกและทำงานรับจ้างทั่วไป หลากหลายแบบอยู่ราว 20 ปี กระทั่งมีคนรู้จักชวนไปสมัครบริษัท รปภ. จึงได้ยึดอาชีพนี้เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

“ลุงเข้าทำงานวันแรกเลย 12 ชั่วโมง ได้ค่าแรงวันละ 465 บาท อันนี้เมื่อประมาณ 10 ที่แล้ว ทุกวันนี้ลุงก็ยังได้ 465 บาทอยู่เลย”

“ลุงไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมทำงาน 10 ปี ก็ยังได้เงินเท่าเดิม”

ลุงสุทินเล่าต่อไปว่า บริษัท รปภ. จะให้เงิน 2 แรงเฉพาะวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันนักขัตฤกษ์ตามปฏิทินจะได้ 2 แรง วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ทำงานได้เพียงแค่แรงเดียว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับที่ทางบริษัทจะกำหนด

แน่นอนว่ามีวันลาป่วย ลากิจ ตามกฎหมายกำหนด แต่ลุงสุทินกลับไม่เคยใช้เลยแม้แต่วันเดียว เพราะการลาหยุด 1 วัน นั่นหมายถึงการที่รายได้หายไป 465 บาท ดังนั้นตลอด 10 ปี จึงมีแต่การทำงานวันแล้ววันเล่า 

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าเหตุใดวันสงกรานต์ของลุงสุทินจึงไม่อาจเป็นวันหยุดบูส ๆ เอเนอจี้เหมือนเราชาวออฟฟิศ…

“อีกอย่างหนึ่ง ลุงจะเล่าให้ฟัง ไม่ใช่ว่าจะลากันง่าย ๆ นะ เขาไม่ได้มีพนักงานสำรอง ถ้าลุงขาด ลุงป่วย เขาต้องวิ่งวุ่นกันให้ทั่ว เผลอ ๆ ระดับหัวหน้าอย่างพวกสายตรวจก็ต้องมาทำแทนลุง เขาหาคนยาก เพราะงั้นถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยจริง ๆ เขาก็ไม่ลากันหรอก”

ภายใต้สภาพการทำงานเช่นนี้ สิทธิการลาหยุดที่กฎหมายรับรองไว้จึงดูคล้ายเป็นสิทธิที่มีอยู่ แต่ใช้ไม่ได้จริง เพราะสำหรับลุงสุทิน การลางานไม่ได้หมายถึงเพียงการพักผ่อนหรือดูแลตัวเอง หากยังหมายถึงการสูญเสียรายได้รายวัน และความรู้สึกผิดที่อาจทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนแทน

เมื่อระบบไม่มีพนักงานสำรองเพียงพอ ภาระจึงตกลงมาที่แรงงานแต่ละคนอย่างเงียบ ๆ จนในที่สุดการ ‘ไม่ลา’ กลายเป็นความรับผิดชอบที่คนทำงานที่รู้สึกว่าจำเป็นต้องแบกรับเอาไว้เอง แม้บางครั้งจะต้องแลกกับสุขภาพ เวลาพักผ่อน หรือแม้แต่สิทธิพื้นฐานของตัวเองก็ตาม

ทั้งนี้ ด้วยความที่การจ้างงาน รปภ. เป็นแบบซัพคอนแทรค (Subcontract) คือการที่หอพักจ้างบริษัท รปภ. ให้จัดหาคนมาทำงานให้ โดยตัว รปภ. เองจะมีสัญญาจ้างกับบริษัทซัพคอนแทรคโดยตรง ไม่ใช่สถานที่ที่ไปปฏิบัติงาน เช่นนั้นก็จะไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรต่อมิอะไรมากนัก ทุกอย่างมักขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับตัวบริษัทต้นทางเท่านั้น

อีกสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นอำนาจการต่อรองอันน้อยนิด ถูกเล่าผ่านเรื่องราวของการต้องย้ายจุดประจำการในลักษณะที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความเปลี่ยนแปลงไม่เคยอนุญาตให้ลุงสุทินได้เตรียมตัวแม้สักครั้งตลอดช่วงเวลาของการประกอบอาชีพนี้

“ผู้ว่าจ้างเขาจะโทรไปบอกกับบริษัทว่าเขาไม่เอาลุง หรืออยากเปลี่ยนคน แต่บริษัทก็ไม่ได้แจ้งเราล่วงหน้า สมมติลุงนั่งทำงานของลุงอยู่เฉย ๆ แบบนี้ อยู่ ๆ สายตรวจ (หัวหน้าในสายงาน) ก็จะขับมอเตอร์ไซค์มาแล้วบอกว่า “ไปลุง…ย้ายไปประจำตรงจุดอื่น เดี๋ยวผมไปส่ง” เขาก็จะพาลุงขึ้นมอเตอร์ไซค์ไปที่ใหม่เลย”

“ลุงเคยไปไกลที่สุดคือที่ไหน” ฉันถาม

“แถวนวมินทร์” ลุงสุทินตอบ

แกอธิบายต่อว่าบริษัทจะพยายามเลือกจุดประจำการที่ใกล้บ้าน หรือจุดที่เดินทางไม่ยากมากนักให้กับพนักงาน แต่ “ใกล้เขากับใกล้เราก็ไม่เหมือนกัน สะดวกเขากับสะดวกเราก็ไม่เหมือนกัน”

ช่วงที่ต้องไปเป็น รปภ. ประจำอยู่แถวนวมินทร์ ลุงสุทินต้องเผื่อเวลาเดินทางไปทำงานราว 3 ชั่วโมง เพราะต้องต่อรถประจำทางถึง 3 ต่อ กว่าจะถึงที่ทำงาน และการทำงานไกลบ้านมากขึ้น นั่นหมายความถึงเงินและเวลาที่สูญเสียไปก็มากขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันเวลาในการพักผ่อนก็ต้องน้อยลง 

สิ่งเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจจะทำอะไรเพื่อตัวเองก็ยากขึ้นไปด้วย เหตุผลใหญ่ของการตัดสินใจว่าจะไม่ลาหยุดแม้จะป่วยหรือมีธุระสำคัญ คือเรื่องของรายได้ที่จะหายไป แน่นอนว่ายังคงเป็นอย่างนั้นเช่นเดิม แต่นอกเหนือจากนี้ เดิมทีมีเหตุผลเรื่องความเกรงใจนายจ้างที่ต้องวิ่งวุ่นหาคนอื่นมาทำงานแทนพ่วงตามมาด้วย แต่เมื่อทำงานไกลบ้านขึ้นอีกหนึ่งเหตุผลที่มาพร้อมกันที่ลุงสุทินเล่าให้ฟังเพิ่มเติมคือ

“ถ้าลุงไปทำธุระหรือลาป่วย แปลว่าลุงจะไม่มีเวลาได้นอนเลย ไปไม่ได้หรอก เพราะต้องนอนเอาแรง ลุงเข้ากะช่วง 18:00 น. หรือไม่ก็ช่วง 19:00 น. อยู่จนเช้าตลอด” 

ชีวิตการทำงานของลุงสุทินดำเนินอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งรายได้ที่ไม่เคยขยับตลอดการทำงานเกือบสิบปี ลุงสุทินยังคงได้รับค่าแรงวันละ 465 บาท เท่าเดิม ทั้งที่ในความเป็นจริง ชั่วโมงการทำงานของ รปภ. จำนวนมากมักยาวนานเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และหลายคนต้องทำงานกะกลางคืนต่อเนื่องแทบทุกวัน แต่กลับไม่ได้รับค่าล่วงเวลาในมาตรฐานเดียวกับแรงงานทั่วไป

สำหรับแรงงานอย่างลุงสุทิน รายได้จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘หยุดไม่ได้’ เพราะการลาป่วย ลากิจ หรือแม้แต่การพักผ่อนในวันเทศกาล ล้วนหมายถึงเงินที่หายไปทันที ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเช่าบ้าน และค่าครองชีพกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับค่าตอบแทนที่แทบหยุดนิ่ง

ปัญหาเรื่องค่าจ้างและชั่วโมงการทำงานของอาชีพ รปภ. ที่เกิดขึ้น ได้นำไปสู่การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดให้แรงงานรักษาความปลอดภัยที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับแรงงานในอาชีพอื่น ๆ


12 ชั่วโมง ภายใต้กฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิแรงงาน

กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569  โดยแรงงานกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ รปภ. และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในกลุ่มแรงงานที่มักต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน แต่กลับไม่ได้รับค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับแรงงานทั่วไป

ก่อนหน้านี้ ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินถูกจัดให้อยู่ในประเภทงานที่ได้รับ ‘ข้อยกเว้น’ เรื่องค่าล่วงเวลา ส่งผลให้ รปภ. จำนวนไม่น้อยต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น โดยได้รับเพียงค่าจ้างรายวันตามปกติ แม้ลักษณะงานจริงจะเป็นการทำงานเกินเวลามาโดยตลอด

กฎกระทรวงฉบับใหม่จึงเป็นการยกเลิกข้อยกเว้นดังกล่าว และทำให้แรงงาน รปภ. มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานล่วงเวลาในมาตรฐานเดียวกับลูกจ้างกลุ่มอื่น

ในความตั้งใจอันดีของรัฐที่จะยกระดับสิทธิแรงงาน ก็ยังต้องติดตามต่อไปว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในระบบการจ้างงานแบบซัพคอนแทรคที่แรงงานจำนวนมากแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และมักรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของตัวเองอย่างจำกัด

สำหรับลุงสุทินเอง แม้กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว แต่เขากลับยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้รับค่าล่วงเวลาตามกฎหมายใหม่หรือไม่

“ลุงไม่รู้เลยว่าเขาจะมีให้โอที รปภ. ถ้าลุงจะรู้ว่าได้ค่าโอทีหรือเปล่าลุงจะต้องรอวันที่เงินเดือนออกถึงจะรู้ บริษัทเขายังไม่ได้บอกอะไร”

สำหรับแรงงาน รปภ. จำนวนไม่น้อย สิทธิที่กฎหมายประกาศรับรองแล้วในหน้าข่าว ยังอาจเป็นเพียงตัวหนังสือที่ต้องรอพิสูจน์อีกครั้งใน ‘บัญชีเงินเดือน’ ว่าท้ายที่สุดแล้วจะถูกนำมาคิดคำนวณจริงหรือไม่ เพราะในระบบการจ้างงานที่แรงงานแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หลายคนจึงทำได้เพียงรอดูว่า เมื่อถึงวันเงินเดือนออก รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามกฎหมายจะเกิดขึ้นจริง หรือจะเป็นเพียงความหวังที่ยังมาไม่ถึง 

ความไม่แน่นอนลักษณะเดียวกันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานสูงวัยอย่างลุงสุทินเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับแรงงานวัยอื่นจำนวนมากเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง รุสนานี รปภ. หญิง วัย 21 ปี จากจังหวัดนราธิวาส เดิมทีทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด แต่ด้วยค่าแรงอันน้อยนิดจึงได้ตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยหวังว่าจะมีทางเลือกและสามารถเก็บเงินได้มากกว่าเดิม

เธอเล่าสำทับเพิ่มเติมถึงเรื่องการรับรู้กฎกระทรวงใหม่ที่ประกาศให้โอทีกับ รปภ. ว่า

“หนูดูจากข่าวมา เห็นว่าเขาจะให้โอทีกับคนทำอาชีพ รปภ. แต่บริษัทยังไม่ได้แจ้ง หนูเลยไม่รู้ว่าจะได้ยังไงบ้าง หรือจะได้หรือเปล่า แต่คิดว่ายังไงก็ควรได้ ต้องรอดูตอนเงินเดือนออกค่ะ”

รุสนานี ได้รับการจ้างงานแบบซัพคอนแทรค ทำงาน 12 ชั่วโมง และต้องทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ โดยที่การทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ ได้ค่าแรงเพียงแค่แรงเดียวเช่นเดียวกันกับลุงสุทิน จะแตกต่างกันก็ตรงที่บริษัทต้นสังกัดของรุสนานี ให้ค่าจ้างอยู่ที่ 530 บาท

“เรื่องค่าแรง 2 แรง หนูก็ไม่รู้ว่าเขาจะให้วันไหนบ้าง บางวันหยุดก็ได้ บางวันหยุดก็ไม่ได้ ก็แล้วแต่เขาจะให้ค่ะ”

“เวลาทำงานถ้าเผลอหลับก็โดนหักเงินด้วยนะคะ 500-1,000 บาท บางวันที่ต้องควงกะ 24 ชั่วโมงก็ต้องฝืนเอาค่ะ กลัวโดนหักเงิน” รุสนานีเล่า

แม้ลุงสุทินและรุสนานีจะอยู่คนละช่วงวัย คนหนึ่งเป็นชายวัย 71 ปีที่ทำงานประคองชีวิตหลังเกษียณ ขณะที่อีกคนเป็นหญิงวัย 21 ปีที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสและรายได้ที่ดีกว่าเดิม แต่สิ่งที่ทั้งคู่เผชิญกลับมีลักษณะไม่ต่างกันนัก

ทั้งสองต่าง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ภายใต้ระบบจ้างงานที่แทบไม่มีอำนาจต่อรอง ต้องรอรับรู้สิทธิของตัวเองผ่าน ‘วันเงินเดือนออก’ มากกว่าการสื่อสารอย่างชัดเจนจากบริษัทต้นสังกัด และยังต้องอยู่กับสภาพการทำงานที่ความเหนื่อยล้าอาจกลายเป็นความผิดที่ถูกหักค่าแรงได้ทุกเมื่อ

เรื่องราวของคนทำงานสองรุ่นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาในอาชีพ รปภ. ไม่ได้ผูกอยู่กับวัยใดวัยหนึ่ง หากแต่เป็นเงื่อนไขของระบบการจ้างงานที่ทำให้ทั้งแรงงานสูงวัยและแรงงานรุ่นใหม่ ต่างต้องแบกรับความไม่มั่นคงในลักษณะแทบไม่ต่างกัน

ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎกระทรวงใหม่ กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง สำหรับการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด รวมถึงกรณีที่มีการตกลงให้ทำงานเป็นกะเกินวันละ 8 ชั่วโมง แม้ชั่วโมงทำงานรวมทั้งสัปดาห์จะไม่เกิน 48 ชั่วโมง นายจ้างก็ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนในส่วนที่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวันอยู่เช่นเดิม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า… 

“กฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

เป็นการอธิบายว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและสร้างความเป็นธรรมในการจ้างงาน ซึ่งเป็น ‘สิทธิขั้นพื้นฐาน’ ที่แรงงานควรได้รับกันมาตั้งนานแล้ว 

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่นี้จะช่วยขยับเรื่องรายได้และความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง แม้ในอีกด้านหนึ่งยังแทบไม่ได้แตะไปถึงเงื่อนไขการทำงานที่กดทับคุณภาพชีวิตของแรงงาน รปภ. ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงทำงานอันยาวนาน การขาดคนสำรอง ความไม่แน่นอนของจุดประจำการ หรือสภาพที่ทำให้การใช้สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างการลาหยุดนั้นยากเย็น แต่ก็นับได้ว่าเป็นสัญญาณดีของการยกระดับสิทธิแรงงานในประเทศ


‘อนาคต’ ของ ‘แรงงาน’ ในสังคมสูงวัยยังมีหวัง(?) จนกว่าจะไม่ไหว

จากเรื่องราวของลุงสุทินทำให้นึกไปถึงข้อเสนอเรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุ หรือการขยายอายุเกษียณ หนึ่งในข้อเสนอที่หลายภาคส่วนพูดว่าต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นที่น่าถกเถียงว่า แท้จริงแล้วนี่คือการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีแรงและศักยภาพได้ทำงานต่ออย่างสมัครใจ หรือกำลังเป็นการผลักให้คนจำนวนมากต้องทำงานต่อไป ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการที่ยังไม่เอื้อต่อการมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง

ภายใต้แนวคิดเรื่อง ‘เศรษฐกิจสูงวัย’ สังคมไทยกำลังถูกชวนให้มองการทำงานที่ยาวนานขึ้นเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่น่าสะท้อนใจที่ต้องกล่าวว่าในความเป็นจริงเราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในวันที่ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยการทำงานต่อในวัยสูงอายุนั้นควรเกิดขึ้นจาก ‘ทางเลือก’ มากกว่า ‘ความจำเป็น’ มิใช่หรือ

ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังคงทำงานต่อไม่ใช่เพราะอยากทำงานเสมอไป หากแต่เป็นเพราะรายได้หลังเกษียณไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ขณะที่รัฐเองก็ยังไม่สามารถสร้างระบบรองรับที่มั่นคงมากพอให้คนจำนวนมากหยุดทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งลุงสุทินเองก็เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนเช่นกัน

“ลุงคงต้องทำงานนี้ไปจนกว่าจะไม่ไหว ใครจะไม่อยากหยุดงานบ้าง ลุงก็อยากหยุด แต่ทำไม่ได้ ภรรยาลุงเขาก็พึ่งพาลุง ลูก ๆ ต่างคนก็ต่างมีภาระของเขาด้วย” ลุงสุทินบอก

นอกจากนี้ การพูดถึงการจ้างงานผู้สูงอายุในหลายครั้ง ยังดูผูกติดอยู่กับภาพของ ‘งานในระบบ’ เป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุจำนวนมากอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบ รับจ้างรายวัน หรือประกอบอาชีพอิสระที่แทบไม่มีหลักประกันด้านรายได้และสวัสดิการรองรับ

ขณะเดียวกัน แม้รัฐจะมีนโยบายและสวัสดิการบางส่วนที่มีคำโฆษณาว่า ออกแบบมาเพื่อช่วยพยุงคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้สูงอายุ แต่ในทางปฏิบัติ หลายครั้งเกณฑ์การพิจารณากลับยังไม่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงของผู้คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องทำงานหาเลี้ยงชีพต่อไปหลังวัยเกษียณ

ลุงสุทินเล่าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ก่อนหน้านี้ช่วยแบ่งเบารายจ่ายได้บ้าง แต่อยู่ ๆ ก็ถูกยกเลิกการใช้สิทธิจากเหตุผลที่ว่าเขามีรายได้ต่อปีเกินฐานที่กำหนด

“อย่างเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลุงไม่เข้าใจว่ามาตัดของลุงทำไม พูดไปลุงก็รู้สึกว่าเสียเปรียบ ถ้าเกิดลุงไม่ได้ทำงานตรงนี้ ลุงออกไปอยู่บ้านเลย ลุงไม่มีอะไรสักบาทเลย เพราะบัตรสวัสดิการลุงไม่ได้แล้ว”

“ที่จริงตอนสำรวจครั้งแรกลุงก็ได้นะ เสร็จแล้วพอมีการสำรวจอีกรอบเขาบอกว่าลุงทำงานได้เงินเกิน 120,000 บาทต่อปี เขาเลยไม่ทำให้ลุง รายได้ต่อปีลุงเกิน 120,000 บาทจริง ๆ แต่หลายเรื่องรัฐบาลทำไม่ถูก เพดานแสนสองนี่เกือบสิบปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังใช้เพดานแสนสองอยู่ ควรจะใช้เพดานสองแสนนู่น ลุงรายได้เกินแต่ค่าครองชีพมันก็สูง จะให้ลุงทำยังไง” ลุงสุทินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

คำพูดของลุงสุทินอาจสะท้อนปัญหาได้มากกว่าการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว หากยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างสำคัญของนโยบายรัฐที่มักใช้ตัวเลขรายได้เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยไม่ได้มองเงื่อนไขชีวิตจริงของผู้คนอย่างรอบด้าน

เพราะแม้ผู้สูงอายุบางคนจะมีรายได้ เกินเกณฑ์ตามที่รัฐกำหนด แต่รายได้นั้นก็อาจเกิดจากการทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง แทบไม่มีวันหยุด และยังต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

หากสังคมพูดถึงเพียงการ ‘ยืดอายุการทำงาน’ โดยไม่แตะเรื่องรัฐสวัสดิการที่จะช่วยหนุนเสริมคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางรายได้ หรือสิทธิในการมีชีวิตหลังวัยทำงาน การทำงานที่ยาวนานขึ้นก็อาจกลายเป็นเพียงการนำร่างกาย และเวลาชีวิตของผู้สูงอายุมาแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจแทนรัฐและสังคมเท่านั้น

ศศิพร คุ้มเมือง
Authorศศิพร คุ้มเมือง

'เกล้า' ตลบไปข้างหลังสำหรับใส่หมวก คืนนี้ฉันบิน

จันจิรา ทาใบยา
Co-authorจันจิรา ทาใบยา
TAGS
รปภ.วันแรงงานสิทธิแรงงานแรงงานแรงงานสูงวัยโอที รปภ.

table of contents

  1. 01ฉากชีวิต รปภ. สูงวัย
  2. 0212 ชั่วโมง ภายใต้กฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิแรงงาน
  3. 03‘อนาคต’ ของ ‘แรงงาน’ ในสังคมสูงวัยยังมีหวัง(?) จนกว่าจะไม่ไหว

recommended for you

ชาติที่เพิ่งสร้าง ‘สองฝั่งโขงเป็นของเรา’
ชาติที่เพิ่งสร้าง ‘สองฝั่งโขงเป็นของเรา’
จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม                                                               ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’
จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’
สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล
สืบจากกากพิษ ปราจีนฯ โยงสระแก้ว ‘หลักฐาน’ สำคัญที่ถูกปล่อยให้ลอยนวล
เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’
เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’
กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทร
กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทร

Related Story

จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม                                                               ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’Human & Society

จากศาสนาถึงสินค้าแบรนด์เนม ความหรูหราที่กำลังล้มเหลวของ ‘เครื่องมือสุขภาพจิต’

แม้จะเป็น ‘ลักชูฯ เงียบ’ หรือ Quiet Luxury ก็ตามที เราก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘เชื่อมต่อ’ กับบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ ‘รู้จัก’ การใช้ชีวิต-ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ก็เหมือนที่ศาสนาทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ ‘เชื่อ’ แบบเดียวกัน
โตมร ศุขปรีชาREAD MORE
กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทรColumnist

กบในหนองน้ำไม่เคยรู้จักความกว้างของมหาสมุทร

กว้างเพียงกะลา แคบเพียงกะลา น่าขบขัน... กวีนิพนธ์ ลำดับที่ 28 ของ ด๊ะ โรสนี นูรฟารีดาในคอลัมน์ The Passenger
โรสนี นูรฟารีดาREAD MORE
ปัญหาโลกแตกหรือปัญหารัฐไร้ความสามารถ Columnist

ปัญหาโลกแตกหรือปัญหารัฐไร้ความสามารถ 

คำถามไม่ได้อยู่แค่ที่กรุงเทพมีปัญหาอะไรบ้าง แต่อยู่ที่ปัญหาใหญ่โตมโหฬารเหล่านี้ไม่ถูกรัฐบาลและผู้ว่ามองเห็น และทำเหมือนไม่เป็นปัญหาต่างหาก
วีรพร นิติประภาREAD MORE