decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
โรคระบาดและการอยู่ร่วม ในสายตามานุษยวิทยาการแพทย์
Human & Society

โรคระบาดและการอยู่ร่วม ในสายตามานุษยวิทยาการแพทย์

ณัฐณิชา มีนาภาณัฐณิชา มีนาภา08 ก.ค. 2569 11:33
Share on

ใน ค.ศ. 1976 ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักชื่อของไวรัสอีโบลาเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นไวรัสชนิดนี้ก็ไม่เคยจากไปไหน แม้จะมีช่วงเวลาที่สามารถประกาศยุติภาวะฉุกเฉินของการแพร่ระบาด และควบคุมความรุนแรงของโรคด้วยการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

พฤษภาคม 2026 เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันออกอีกครั้ง และเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ที่พบได้ยาก ‘บุนดีบูเกียว (Bundibugyo)’ ซึ่งยังไม่มีชุดตรวจการติดเชื้อและวัคซีนป้องกันการติดต่อเชื้อไวรัส

‘เราคงสรุปไม่ได้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหนกับการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน ตราบเท่าที่ยังมีเชื้อไวรัสและมีคลัสเตอร์กลุ่มผู้ติดเชื้ออยู่ ก็ย่อมมีโอกาสที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย’

ดร. อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในบุคลากรที่มีโอกาสเข้าไปในพื้นที่คลัสเตอร์การแพร่ระบาดอีโบลาครั้งก่อนหน้า ในบทบาทนักสื่อสารความเสี่ยง ดร. อาภาลักษณ์เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรสาธารณสุขและนักมานุษยวิทยาการแพทย์ จุดบรรจบของศาสตร์สองแขนงระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มองการระบาดของไวรัสผ่านตัวโรคและชีวิตผู้คน

เรื่องราวภาคสนาม ‘อีโบลา 2014’ ของนักสื่อสารความเสี่ยง  

เราเริ่มต้นจากการทำงานเป็นโฆษกขององค์การอนามัยโลกในไทย ซึ่งกำลังมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก (เชื้อไวรัส H5N1) ในขณะนั้น องค์กรมองว่าตำแหน่งการสื่อสารนี้ต้องเป็นคนที่เข้าใจสื่อ รู้ว่าสื่อต้องการรายงานข้อมูลแบบใดต่อสาธารณะ’

จากนักข่าวด้านระบบสุขภาพและสาธารณสุขของไทย สู่ภารกิจการสื่อสารความเสี่ยงขององค์กรสาธารณสุขระดับนานาชาติอย่างองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ที่ใช้แนวทางสื่อสารทำนองเดียวกันกับการให้ข้อมูลแพร่ระบาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่ง ดร. อาภาลักษณ์ได้เข้าไปทำงานในพื้นที่การแพร่ระบาดโรคไข้เลือดออกจากเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg virus disease-MVD) ในประเทศแองโกลา ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งใหญ่ในแอฟริกาตะวันออกในช่วงปี 2014-2016 ที่นับเป็นประสบการณ์ใกล้ชิดการรับมือโลกระบาดในระดับนานาชาติ และความร่วมมือจัดการแพร่ระบาดของนักมานุษยวิทยาการแพทย์

“ในการสื่อสารความเสี่ยง เราไม่ได้แค่สื่อสารกับสาธารณะ แต่เราต้องทำความเข้าใจบริบทการแพร่ระบาด เข้าใจผู้คนในชุมชน และต้องสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง”

เราเข้าไปในพื้นที่การแพร่ระบาดอีโบลาที่ไลบีเรียในช่วงปี 2014 หลัง WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC) ที่การแพร่ระบาดอาจส่งผลกระทบไปยังพรมแดนอื่น ๆ ตอนนั้นการระบาดเริ่มต้นที่พื้นที่ชายแดนเขตติดต่อกับประเทศกินี และเริ่มออกมานอกพื้นที่ไปยังเซียร์ราลีโอนและไลบีเรีย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บริบทของสามประเทศนี้มีความแตกต่างกัน กินีใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสื่อสารเพราะเคยเป็นประเทศอาณานิคม เช่นเดียวกับเซียร์ราลีโอนที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะที่ไลบีเรียได้รับอิทธิพลของสหรัฐฯ เพราะเป็นพื้นที่ตั้งฐานทัพของทหารสหรัฐ นั่นทำให้การเข้าไปในแต่ละพื้นที่เพื่อควบคุมโรคมีความท้าทายเป็นอย่างมาก

พอสงสัยว่าอาจพบผู้ป่วยในมอนโรเวีย เมืองหลวงของไลบีเรีย เราเห็นว่า ประชาชนมีความกังวลอย่างมากที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหากตรวจพบการติดเชื้อไวรัส เพราะเขาเห็นว่าคนไข้ที่เข้าไปรักษาในโรงพยาบาลไม่ได้กลับออกมา ซึ่งคำว่าไม่ได้กลับออกมาในที่นี้ ญาติของผู้เสียชีวิตไม่ได้เห็นแม้กระทั่งร่างและการดำเนินการกับศพผู้เสียชีวิต การดำเนินการในลักษณะนี้ ขัดแย้งกับวัฒนธรรมความเชื่อของชาวไลบีเรีย ที่มีความเชื่อเรื่องพิธีกรรมและการจัดงานศพให้กับผู้เสียชีวิต

แม้ตอนนั้นจะมีชุดตรวจการติดเชื้อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาด (ชาร์อี : Zaire) แต่ขั้นตอนการรักษาโรคยังคงเป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนายาสำหรับฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง การรอให้เชื้อไวรัสลดความรุนแรงลงไปเองมีความเป็นไปได้ยากมาก เพราะอีโบลาคือเชื้อไวรัสที่เราพบในสัตว์ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในร่างกายของมนุษย์ เราไม่ได้มีภูมิคุ้มกันกับไวรัสชนิดนี้ ส่งผลให้อัตราความรุนแรงที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตสูงถึง 50-70 เปอร์เซ็นต์

นอกเหนือไปจากความยากลำบากทางการแพทย์และสาธารณสุข ข้อจำกัดในการสื่อสารความเสี่ยง คือการที่เจ้าหน้าที่ต้องทำความเข้าใจสังคม วิถีชีวิตและบริบทของผู้คน ในขณะที่สาธารณสุขมุ่งอยู่กับการควบคุมโรค จำกัดพื้นที่การแพร่ระบาดไม่ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด ในขณะที่เวลานั้นการสื่อสารและทำความเข้าใจกับบริบทของสังคมที่มีการแพร่ระบาดยังมีไม่มากพอ

มอง ‘โรค’ ผ่าน ‘คน’ 

ตอนนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับมานุษยวิทยา แต่การลงไปในพื้นที่การแพร่ระบาด ณ วันนั้น เป็นโอกาสให้เราได้อ่านงานศึกษาที่มีนักมานุษยวิทยารวบรวมข้อมูลทางด้านวัฒนธรรม ความเชื่อและวิถีชีวิตในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกที่เชื่อมโยงไปถึงการทำความเข้าใจระบบสุขภาพและการรับมือโรคระบาดผ่านสายตานักมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ WHO เชิญชวนนักมานุษยวิทยาที่เคยเข้ามาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในแอฟริกามาก่อนหน้านั้นแล้ว เข้ามาร่วมทำงานสื่อสารภาวะการแพร่ระบาดอีโบลากับผู้คนในพื้นที่

การเข้ามาของนักมานุษยวิทยาครั้งนั้น เราในฐานะนักสื่อสารความเสี่ยงเห็นข้อจำกัดในความเชื่อมั่นของผู้คนในชุมชนที่มีต่อชาวต่างชาติ สิ่งนี้ถูกอธิบายด้วยบริบทความรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบจากการเป็นอาณานิคมมาในอดีต เราเห็นชัดในตอนที่เราเข้าไปในพื้นที่ เขามองว่าเราเป็นคนเอเชีย รูปลักษณ์ไม่ได้แตกต่างกับเขามากนัก อีกอย่างหนึ่งมันคือเรื่องของความรู้สึกของคนในพื้นที่ ที่รู้สึกว่าคนยุโรปต้องการเข้ามาเอาเปรียบ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หลงเหลือมาตั้งแต่ช่วงอาณานิคม

การเข้าไปทำงานเก็บข้อมูลและสื่อสารกับผู้คนในชุมชน จึงต้องอาศัยความร่วมมือของนักศึกษามหาวิทยาลัยในพื้นที่เข้ามาร่วมมีส่วนร่วมทำงานสื่อสารและสร้างสัมพันธ์กับชุมชน อย่างในกรณีของอีโบลา เราจำเป็นต้องแยกผู้ที่มีความเสี่ยงออกจากชุมชน มันกระทบกับการควบคุมโรคตรงที่เราสื่อสารให้ผู้ป่วยออกมารักษานอกชุมชน ในขณะที่เขาไม่ได้มีความเชื่อมั่นกับการดูแลของเจ้าหน้าที่ภายนอกที่เข้าไปในพื้นที่

องค์กรด้านสุขภาพที่ทำงานร่วมกับนักมานุษยวิทยา เลยตัดสินใจแนะนำแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ที่การควบคุมโรคจะต้องมีมนุษยธรรม เคารพต่อผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต และส่วนที่สำคัญในงานครั้งนี้ คือจะต้องมีความเป็น ‘มนุษย์’ อยู่ในการทำงานของบุคลากรสาธารณสุข ไม่ใช่เพียงมองคนตรงหน้าเป็นแค่คนไข้ที่ต้องรักษา และต้องทำทุกทางเพื่อจัดการโรค โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยและความกังวลที่สังคมีต่อการแพร่ระบาด

นักมานุษยวิทยาการแพทย์เข้ามาทำหน้าที่อธิบาย ว่าทีมวิจัยและแพทย์ไม่สามารถเดินเข้าไปในชุมชนเพียงเพื่อขอข้อมูลจากในพื้นที่และเดินกลับออกมา แต่จำเป็นอย่างมากที่ต้องให้ความสำคัญกับบทสนทนาต่อผู้คนในชุมชน อธิบายการเข้ามาทำงานควบคุมการแพร่ระบาด ให้คนในชุมชนมีส่วนตัดสินใจในการจัดการโรค สื่อสารให้ชุมชนเข้าใจว่าเรามีกระบวนการรักษาผู้ป่วย ดูแลผู้มีความเสี่ยงที่จำเป็นต้องแยกตัวออกมาอย่างไร ไปจนถึงประเด็นที่ส่งผลต่อความรู้สึกจิตใจ เราให้ญาติได้พบเจอและพูดคุยกับผู้ป่วย ได้เห็นว่าผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ดี และหากผู้ป่วยเสียชีวิต ญาติจะมีส่วนร่วมในการจัดพิธีกรรมทางศาสนาแก่คนไข้ที่จากไป

ในระยะแรกที่พบการเสียชีวิต ทีมแพทย์จะนำร่างบรรจุลงในถุงบอดี้แบ็คก่อนทำการฝัง ญาติจะทราบจากแพทย์เพียงว่า ผู้ป่วยเสียชีวิตและได้ดำเนินการฝังร่างผู้ตายแล้ว ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเราอาจไม่รู้เลยว่า ผู้ที่จากไปคือสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เป็นผู้ที่มีความสำคัญสำหรับคนในชุมชนอีกจำนวนมาก ที่ครอบครัวมีสิทธิที่จะได้ร่ำลาผู้ป่วย และพบเห็นในวาระสุดท้ายของคนที่รัก

นักสื่อสารความเสี่ยงและนักวิจัยที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เข้าใจผู้คนในชุมชน แต่เราต้องรับรู้ไปถึงว่าชุมชนมีความกังวลใดบ้างต่อการควบคุมโรค ที่เราต้องอธิบายข้อเท็จจริงและมองเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้

“การเก็บข้อมูลหนึ่งอาทิตย์ก็ล่าช้ามากไปที่จะแปลงข้อมูลชุมชน มาเป็นความเข้าใจและส่งเสริมการทำงานของนักระบาดวิทยา เราไม่สามารถรอคอยได้สำหรับโรคระบาดที่มีรายงานผู้เจ็บป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน”

หลังจากการแพร่ระบาดครั้งนั้นจบลง หน่วยงานสาธารณสุขก็ยังทำงานร่วมกับนักมานุษยวิทยา ในการวางแนวทางศึกษาชาติพันธุ์วรรณาที่จะสามารถเก็บข้อมูลอย่างรวดเร็ว เพราะเรามีข้อจำกัดว่าไม่สามารถใช้เวลาสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมเหมือนกับนักมานุษยวิทยาได้ หากเรามีเวลาเพียง 3 วัน เราควรจะต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลใดบ้าง เพื่อต่อยอดข้อมูลนั้นมาเป็นแนวทางปฏิบัติว่าเราควรสื่อสาร และปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างไรให้เหมาะสม

เราเองก็ต้องมีความกล้าที่จะโต้กลับเพื่อนร่วมงานในองค์กรที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเขาอาจจะยังไม่เข้าใจว่ามุมมองมานุษยวิทยามีความสำคัญอย่างไรกับการทำความเข้าใจโรคระบาด เช่นครั้งหนึ่งที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคมาร์เบิร์กในเมืองวีซของแองโกลา เราต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากเมืองหลวงเข้าไปในพื้นที่ ด้วยความที่อยู่ห่างไกลและสื่อสารกับทีมงานภายนอกได้ลำบากมาก ตอนนั้นเราแจ้งไปทาง WHO ว่าการสื่อสารเพื่อรณรงค์อย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วกับสถานการณ์นี้

เราจึงขอเข้าไปพูดคุยกับคนในชุมชนตามสถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งไปถึงที่ร้านขายยาก็พบว่า มีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันของผู้ป่วยในร้านขายยา พอย้อนข้อมูลกลับไปก็เจอข้อสันนิษฐานคลัสเตอร์หนึ่งว่าอาจเกิดขึ้นจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ถ้าเราไม่ออกไปทำความเข้าใจการใช้ชีวิตของผู้คนกับสังคม เราจะไม่รู้เลยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้

งานมนุษยวิทยาการแพทย์ คือการมองหาความป่วยไข้สังคม

ส่วนใหญ่ที่เราเห็นเมื่อเกิดการระบาดของโรคไปยังหลายพรมแดน แต่ละประเทศก็จะใช้แนวทางที่ WHO ประกาศ แต่มันเป็นมาตรการแบบกว้าง ที่ใช้ไม่ได้กับในทุกพื้นที่ แล้วกลายเป็นสร้างความสับสนและความเข้าใจที่ผิดสำหรับประชาชน อย่างตอนนั้นเราเข้าไปเก็บข้อมูลเรื่องโรคเมลิออยโดสิสในอุบลราชธานี ช่วงเวลาเดียวกันกับที่กระทรวง สธ. เริ่มประกาศแนวทางกักตัวโรคโควิด-19 ชาวบ้านที่เราได้มีโอกาสพูดคุยด้วยก็มีคำถามว่า ‘โรคเมลิออยกับโควิคอันไหนมันร้ายแรงกว่ากัน ในชุมชนยังไม่เห็นคนติดเชื้อแต่มาตรการคุมเข้มมาก เมลิออยไม่เห็นมีใครพูดถึง มันเป็นโรคที่ใหม่หรือไม่สำคัญ’


สังคมไทยมีความเชื่อว่าระบบสาธารณสุขของบ้านเราเข้มแข็ง หลายคนก็เชื่อมั่นกับมาตรการควบคุมโรค และตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือเป็นเพราะเราเข้าใจผิดว่าโรคที่เราเจออยู่มันไม่ได้ร้ายแรง แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเราเกือบตาย ? คำถามลักษณะนี้คือสิ่งสำคัญของงานมานุษยวิทยาการแพทย์ ที่ต้องหาคำตอบ หาคำอธิบายถึงความรู้สึกป่วยไข้ที่เกิดขึ้นของสังคม

“งานทางด้านมานุษยวิทยาเกี่ยวข้องกันมากกับการควบคุมโรค เราจะทำงานแบบไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่และผู้คนไม่ได้”

ยิ่งมามองแนวทางการออกมาตรการควบคุมโรค ก็จะเห็นเลยว่าถูกออกแบบมาเป็นแนวดิ่ง เช่นมาตรการควบคุมโรคไข้เลือดออก ก็จะมองเรื่องการควบคุมโรค ให้ความรู้กับผู้คนและกำจัดพาหะของโรคอย่างยุงลาย แต่ไม่ได้มองมิติของสิ่งแวดล้อม บริบทของเมืองเขตร้อนชื้นและชุมชนแออัด ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรค สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่ได้กระทบแค่การใช้ชีวิตของสัตว์ พืชและจุลินทรีย์ที่ไม่เหมือนเดิม แต่ก็กระทบไปถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคอุบัติใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน

“สุขภาพโลก (Global Health) ในระดับนานาชาติ เขาจะโฟกัสที่ตัวโรคโดยเฉพาะโรคติดต่อ มาตรการที่ออกมาก็มุ่งไปที่การจำกัดโรค และกำจัดเชื้อไวรัส การควบคุมการระบาดของโรคเลยกลายเป็นการควบคุมคนเสียมากกว่า”

การควบคุมคนก็จะออกมาในรูปแบบของการล็อกดาวน์หรือมาตรการกักตัว ซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวทั้งวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของสังคม มันไม่ใช่เพียงความป่วยไข้ทางร่างกาย แต่มันคือความป่วยไข้ที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้คนต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งคุณภาพการใช้ชีวิตและปัญหาสุขภาพที่ยากจะหลีกเลี่ยง

ทุกการแพร่ระบาดจะเห็นบริบทของความป่วยไข้

กรอบสุขภาพโลก มีแนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่ WHO นิยาม ขึ้นมาในปี 2017 หลังการระบาดของโรคซาร์ส (ไวรัสชนิดเดียวกันกับไวรัสโคโรนา) เพราะความกังวลเมื่อมองกลับไปหกสิบปีให้หลัง ว่า 70 เปอร์เซ็นของโรคติดต่อที่เกิดขึ้น เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

อย่างอีโบลาที่เราพยายามหาสาเหตุต้นตอของเชื้อไวรัส เราทำได้เพียงคาดการณ์ปัจจัยที่ยังมีชุมชนบริโภคค้างคาวในวิถีปกติของพื้นที่ห่างไกล มองในมุมหนึ่งมันอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส แต่สำหรับพื้นที่ตรงนั้น ค้างคาวเป็นแหล่งโปรตีนเพียงไม่กี่ประเภทที่สามารถหาได้ในพื้นที่ และเมื่อมีผู้ติดเชื้อเพียงหนึ่งคน คนใกล้ชิดโดยรอบก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อด้วย

การมองย้อนกลับไปตามหาร่องรอยการแพร่ระบาด ไม่ได้เพียงเพื่อตามหาต้นตอการเกิดโรค แต่เพื่อทำความเข้าใจว่ามีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแพร่ระบาด มันอาจไม่ใช่เพียงการติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่อาจมาจากการวิจัยทดลอง ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่กระตุ้นการเกิดโรคอุบัติใหม่ หรือแม้แต่โรคที่เราเคยคิดว่าควบคุมได้ ก็จะควบคุมได้ยากขึ้น

โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เป็นจุดตั้งต้นที่องค์การด้านสุขภาพทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ แต่เน้นไปทางเก็บข้อมูล มาตรการระบาดวิทยาและการฉีดวัคซีนป้องกันในสัตว์ ก่อนจะมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ส่งผลต่อสุขภาพคนและสัตว์ จึงเริ่มให้ความสนใจกับสุขภาพผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม 

ข้อจำกัดของสุขภาพหนึ่งเดียว คือการมองสาเหตุของโรคจากตัวเชื้อไวรัส และมุ่งจะกำจัดตัวเชื้อ แต่ไม่ได้มองบริบทสุขภาพโดยรวม ยกตัวอย่างการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ที่เราไม่ได้มองผลกระทบเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของน้ำ ดิน พืช ว่าเกี่ยวข้องกับความป่วยไข้ของคนและสัตว์

อีกปัญหาหนึ่งที่เจอ คือระบบการเก็บข้อมูลของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบ One Health ยังเป็นคนละระบบ ไม่สามารถที่จะพูดคุยให้เชื่อมโยงกันได้ องค์กรที่รับผิดชอบก็ยังหารือกันสม่ำเสมอว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้เรามองเห็นบริบทของความป่วยไข้ทั้งหมด แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่หลังจากนี้เราจะเห็นการทำงานร่วมกันของนักระบาดวิทยาและนักปศุสัตว์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางควบคุมโรคหากเกิดการแพร่ระบาดที่สงสัยว่าเชื่อมโยงกับสัตว์

อีกหนึ่งแนวคิดที่เกิดขึ้นมา คือ สุขภาพพิภพโลก (Planetary Health) ซึ่งพยายามมองนอกเหนือไปจากโรคติดเชื้อ เชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ จุลินทรีย์ และสิ่งแวดล้อม จากความกังวลของนักวิทยาศาสตร์ว่าภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้เชื้อไวรัสที่เคยควบคุมได้ มีความเสี่ยงที่จะกลับมาแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น

นักมานุษยวิทยาศึกษาทั้งแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียวและสุขภาพพิภพโลก และก็มองเห็นว่าแนวทางสุขภาพพิภพโลกมีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง 

‘แต่เวลามองเรื่องสุขภาพ เราไม่ควรจะเอามนุษย์เป็นศูนย์กลางว่าสุขภาพของมนุษย์สำคัญที่สุด’

หลายครั้งที่ภัยธรรมชาติสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาจากพฤติกรรมมนุษย์ การขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ส่วนในเรื่องของสัตว์ เรามองว่ามันอยู่เหนือเรื่องของแค่การบริโภคและพฤติกรรมความใกล้ชิดระหว่างคนและสัตว์ ถ้าเราคุยกับคนที่ศึกษาเกี่ยวกับค้างคาวและยุงที่เราเรียกว่าพาหะของโรค เขาจะบอกเสมอว่าสัตว์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากกับระบบนิเวศ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกำจัดสัตว์เหล่านี้ให้หมดไป มีครั้งหนึ่งที่ฮ่องกงพยายามควบคุมเชื้อไข้หวัดนกด้วยการกำจัดไก่ที่มีอยู่บนเกาะทั้งหมด แต่ก็ยุติการแพร่ระบาดได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ

สุดท้ายเราอาจจะต้องกลับมาปรับวิธีการมองโรคติดเชื้อ ว่าเราจะอยู่ร่วมกับการเกิดโรคอย่างไรที่ทำให้เราได้รับผลกระทบน้อยที่สุด จะทำยังไงที่จะลดปริมาณของไวรัส ป้องกันความสามารถในการแพร่เชื้อได้

นักมานุษย์วิทยาการแพทย์ที่ศึกษาโรคติดเชื้อ ก็สะท้อนว่าการกำจัดแต่ละโรคออกไป เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากในยุคที่การเคลื่อนย้ายของผู้คนเป็นเรื่องปกติ แต่เราจะทำอย่างไรให้สังคมมองชีวิตและสุขภาพของคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องเดียวกับการควบคุมโรค และเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคติดเชื้อด้วยความตระหนัก

หนึ่งในความเป็นจริงของการที่นักมานุษยวิทยาเข้าไปศึกษาโรคต่าง ๆ คือแหล่งทุนที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังการทำงานของนักมานุษยวิทยา การให้ความสนใจศึกษาแต่ละโรคจึงถูกจำกัดจากความสนใจขององค์กรและประเทศที่ให้การสนับสนุนวิจัย ถ้ามีความต้องการศึกษาทดลอง งบประมาณก็จะตามมา ที่เป็นแบบนั้นเพราะการแพร่ระบาดมันกระทบกับความมั่นคงในระดับประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจการเมืองไปจนถึงสิ่งแวดล้อม 

ถึงแม้มีการลงทุนในการพัฒนาชุดตรวจและผลิตวัคซีน แต่กลายเป็นว่าการเข้าถึงของกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางกลับกลายเป็นกลุ่มที่เข้าถึงรับวัคซีนและชุดตรวจช้าที่สุด สิ่งนี้เกิดขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศมาโดยตลอด กลายเป็นว่าความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ และต้องอย่าลืมว่าเป็นความเสี่ยงของทุกคนที่ต้องเผชิญกับการติดเชื้อไวรัส หากยังจัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเปราะบางไว้ท้ายสุดของการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

“ถ้าพูดถึงสิ่งที่สังคมต้องการในช่วง Pandemic เราต้องการการสื่อสารที่ชัดเจน รวดเร็ว มีความต่อเนื่องในการเก็บข้อมูลและออกมาตรการควบคุมโรค”

อย่างที่บอกว่า เรามองว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านระบบสุขภาพตั้งแต่ระดับปฐมภูมิถึงทุติยภูมิ แต่มาตรการที่ประกาศออกมาเป็นลักษณะสั่งการจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ ที่ท้องถิ่นเองก็แทบไม่มีการปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในชุมชน อีกอย่างหนึ่งการเน้นการออกระเบียบ ออกมาตรการ มันเป็นการทำงานที่เน้น ‘ความเป็นทางการ’ มากกว่าการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาที่หน้างาน สถานการณ์การแพร่ระบาดคงจะเลวร้ายกว่านี้ ถ้าเราไม่มีบุคลากรการแพทย์หน้างานที่จริงจังกับการแก้ไขปัญหา ที่หน้างานต้องการทั้งทรัพยากรคนและเครื่องมือจำนวนมาก แต่ทุกอย่างมันใช้เวลาและติดอยู่กับกรอบของระเบียบที่เขียนไว้  บางทีระบบมันไม่ยืดหยุ่น ไม่เอื้อให้เขาปฏิบัติงานได้รวดเร็ว 

เรานึกถึงเหตุการณ์ที่ไลบีเรียประกาศล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดอีโบลาในปี 2014 ระยะแรกมีมาตรการควบคุมประชาชนในคลัสเตอร์ชุมชนแออัด ด้วยการนำทหารพร้อมอาวุธเข้ามาควบคุมพื้นที่ไม่ให้มีการเข้าออก คนในชุมชนก็ไม่พอใจและเกิดการปะทะกัน สุดท้ายองค์การแพทย์ไร้พรมแดน และองค์กรสุขภาพระหว่างประเทศ ต้องมีการเจรจากับผู้นำประเทศว่าเราไม่สามารถจะควบคุมโรคด้วยการให้ผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่ร่วมกับคนอื่น ๆ ในชุมชนได้ ประชาชนเองก็ยังไม่มั่นใจที่จะออกไปรักษาในโรงพยาบาล ทางระบบสาธารณสุขก็ยังไม่ทราบว่าโรคที่ระบาดอยู่นั้นเป็นอีโบลา อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาต้องรอการขนส่งเข้ามาจากภายนอก เราเองก็ต้องปรับตัวไปกับสถานการณ์ที่เห็นตรงหน้าจากอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่

สถานการณ์แพร่ระบาดมันเปลี่ยนแปลงไปโดยตลอด วันนี้การติดเชื้อแตกต่างจากสถานการณ์ในอดีต และการแพร่ระบาดในอนาคตก็จะไม่เหมือนกับปัจจุบัน การคำนึงถึงห้วงเวลาและการเปลี่ยนแปลง สำคัญกับความเข้าใจบริบทต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ที่เราจะเอาความเข้าใจการควบคุมโรคแบบเดิมเคยมี มาใช้ในวันนี้ไม่ไ่ด้ เหมือนกับที่สังคมบอกว่าโรคระบาดเป็นสงครามที่ไม่จบสิ้นสำหรับมนุษย์ เรายังต้องรับมือกับเชื้อโรคดื้อยา โรคอุบัติใหม่ หรือแม้แต่เตรียมรับมือกับโรคติดต่อชื่อเดิม ที่เกิดการกลายสายพันธุ์ขึ้นมาในอนาคต ภูมิคุ้มกันโรคที่สังคมเคยใช้ในรูปแบบเดิม มันก็อาจไม่ฟังก์ชันกับสถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญความท้าทายใหม่ ๆ ตราบใดที่พรมแดนของโรคมันไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชุมชนหรือพื้นที่เล็ก ๆ พื้นที่หนึ่งเท่านั้น การรับมือโรคภัยสำหรับมนุษย์ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาวัคซีนและยารักษาอาการ แต่มันคือการมองไปถึงคำตอบว่าคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม จะเผชิญกับโรคระบาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดได้อย่างไร

นักมานุษยวิทยาทำงานกับความคิด เราทำความเข้าใจ เขียน วิพากษ์ อธิบายว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไร มันมีปัจจัยอะไรที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หาคำตอบที่แตกต่างกับมุมมองของสาธารณสุข บางบทสนทนาที่มองว่าประชาชนงมงาย ไม่เชื่อมาตรการป้องกันโรค นักมานุษยวิทยาก็จะหาคำตอบว่ามันจริงหรือไม่? ทุกความเชื่อมีสาเหตุและคำอธิบายว่าทำไมคนจึงมีความเชื่อเหล่านี้ มานุษยวิทยามักจะย้ำเตือนสังคมเสมอว่า ความจริงหลากหลาย และไม่ได้มีมุมมองเดียวในการตามหาความจริง ความเชื่อที่ปรากฏขึ้น ก็คือความจริงที่เราต้องมองให้เห็น หน้าที่ของเราคือพยายามทำความเข้าใจความจริงที่หลากหลายนี้ และหาแนวทางว่าสังคมจะทำเข้าใจร่วมกันได้อย่างไรบ้าง

ณัฐณิชา มีนาภา
Authorณัฐณิชา มีนาภา

มนุษย์ตัวเล็กคนหนึ่งในสังคมที่เป็นทาสแมว สนใจทุกเรื่องราวรอบตัว มีท้องฟ้าที่สดใสเป็นรางวัลของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

พันวิทย์ ภู่กฤษณา
Photographerพันวิทย์ ภู่กฤษณา

ช่างภาพร้อยเสียงสัตว์และชนหมัดกับแหล่งข่าวเวลาลงหมาย

TAGS
ความป่วยไข้ของสังคมดร. อาภาลักษณ์ ปาติยเสวีนักสื่อสารความเสี่ยงภาคสนามอีโบลา2014มองโรคผ่านคนมานุษยวิทยาการแพทย์โรคระบาด

table of contents

  1. 01เรื่องราวภาคสนาม ‘อีโบลา 2014’ ของนักสื่อสารความเสี่ยง
  2. 02มอง ‘โรค’ ผ่าน ‘คน’
  3. 03งานมนุษยวิทยาการแพทย์ คือการมองหาความป่วยไข้สังคม
  4. 04ทุกการแพร่ระบาดจะเห็นบริบทของความป่วยไข้

recommended for you

บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
สะสมทุนบนหลังคน
สะสมทุนบนหลังคน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’

Related Story

รัฐบาลติดเกาะ Human & Society

รัฐบาลติดเกาะ 

ในยามน้ำหลากแทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือประชนชนที่ติดเกาะ กลับเป็นรัฐบาลเองที่ไม่ขยับเขยื้อนเหมือน 'ติดเกาะ' เสียเอง
วีรพร นิติประภาREAD MORE
วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน Columnist

วัฒนธรรมตัดหัวเสียบประจาน 

การเลี้ยงดูเชิงอำนาจซึ่งเป็นที่มาของบุคลิกภาพเหยื่อเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวัฒนธรรมเสียบประจาน เขาจะกลัวการถูกแบล็คเมล์ กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ ติดกับปัญหาโดยไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรชั่วร้ายได้
วีรพร นิติประภาREAD MORE
โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’Human & Society

โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’

โลกของคนเป็นและคนตาย โลกที่ไม่ได้ถามว่าเราเป็นใคร แต่มักถาม “คุณมีเงินเท่าไหร่” สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยกว่าผีและความจน คือการมีทางเลือกน้อยนิดของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ
วิภาพร วัฒนวิทย์READ MORE