decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
ONLY HUMAN บนเส้นทางประชาธิปไตย
Inequality

ONLY HUMAN บนเส้นทางประชาธิปไตย

ภาณุพัฒน์ บุญรื่นภาณุพัฒน์ บุญรื่น28 มี.ค. 2567 17:53
Share on

“ผมโตมาในยุคที่หนังสือภาพเป็นภาพจำการบันทึกเรื่องราวของคนเสื้อแดง”
“เราลงสนามข่าวครั้งแรกในช่วงการชุมนุมเหลืองแดงก่อนรัฐประหาร 2557”

เราสองคนเกิดในช่วงเวลาที่มนุษย์ประชาธิปไตยไทยตื่นแล้ว และใช้ชีวิตในช่วงที่ความเห็นต่างทางความคิดถ่างขยาย บทสนทนาระหว่างมนุษย์สองคนที่ไม่เคยละสายตาจากการเมืองเริ่มต้นในห้องเล็ก ๆ แสงอุ่น ๆ บ่ายของเดือนสามในปี 2567 บ่ายในเดือนที่หกหลังประเทศไทยได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง เราในฐานะผู้อ่าน อีกคนคือบรรณาธิการ Photo Book : NO GOD NO KING ONLY HUMAN

เรายังไม่ลืม ไม่เคยลืม แต่มันชัดเจนอีกครั้งจากภาพแรกที่พร่าเลือน ถึงภาพสุดท้ายที่มัว ๆ แสงสลัว ๆ จากกลางวันที่แสงสว่างสาดส่อง ปิดจบด้วยค่ำคืนที่มืดมัว มืดจนวันนี้ก็ยังมืด

ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนเหล่ามนุษย์ต่างมองหาแสงดาว หรือ แสงแห่งความหวัง ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ หรือแท้จริงมันไม่เคยมีอยู่เลยก็ไม่มีใครกล้าฟันธง โลกความจริงโหดร้ายกว่าที่เยาว์วัยจะคะเนถึง นับจาก 16 พ.ย. 2563 เราสองคนเห็นตรงกันว่า เราต่างถูกเร่งให้โตจากน้ำสีน้ำเงินที่พุ่งออกมาจากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

ตอนไปร่วมชุมนุมเราเห็นภาพถ่ายที่หลากหลาย เห็นการกลับมาของกล้องฟิล์ม มีคนเอามิเดียมฟอแมตออกมา (กล้องรีเฟรกซ์ ที่ราคาฟิล์มแพง) บางทีเห็นลาร์ทฟอแมต (กล้องเก่าที่มีขาตั้ง) จากที่ได้คุยบางคนเป็นช่างภาพแต่งงาน ตอนนั้นโควิดเขาตกงานเลยออกไปถ่ายภาพ แล้วเขาก็ได้เห็นความจริงมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีช่างภาพสตรีท เด็กจบใหม่ ช่างภาพผู้กำกับก็เอากล้องฟิล์มออกมาถ่ายเล่น ๆ เป็นภาพเชิงทดลองด้วย

กร คารวะ บรรณาธิการ Photo Book NO GOD NO KING ONLY HUMAN

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล่าตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ ใช้ภาพจากช่างภาพมากกว่า 10 คน ไม่มีตัวหนังสือบรรยาย การเดินทางในฐานะนักอ่านจึงต้องแกะรอยความทรงจำความรู้สึกในช่วงม็อบราษฎร 2563 กลับมาอีกครั้ง เพดานที่ถ่างสูงท้าทายสังคมในตอนนั้นลดต่ำลงมากเราเปิดพลิกวนไปมาไม่ต่ำสิบ เอาจริงตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความโกรธแบบที่รัฐไม่อนุญาตให้โกรธ แต่ไม่ด้วยความไม่ยุติธรรมที่สื่อเองก็ได้รับผลกระทบ

แต่ Photo Book เล่มนี้อนุญาตให้ภาพย้ำเตือนเราว่า รัฐกับประชาชน คือคู่ตรงข้าม

ข้าราชการของประชาชนคือคำสวย ๆ ความจริงคือกระสุนยาง แก๊สน้ำตา ตู้คอนเทนเนอร์ และลวดหนาม พื้นที่เสรีภาพและการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ผ่านสีสันและป้ายข้อความในม็อบแฮมทาโร่ ถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากรัฐกลายเป็นความโกรธที่ถ่ายทอดผ่านสายตา ประกายไฟ หุ่นฟาง และผ้าสี นั่นคือความเจ็บปวดของประชาธิปไตยในมือเผด็จการ

สำหรับผมอยากจำลองบรรยากาศ 1 วันของการชุมนุม จำลองว่าระหว่างวันเราเจอกับอะไรมาบ้างอย่างหยาบ ๆ เริ่มจากความสนุก แล้วเหตุการณ์ก็แรงขึ้น ฝน ร่ม ช่วงตุลาคม 2020 เข้าสู่ช่วงดินแดง มีคนเจ็บจริง คนเสียชีวิตจริง ๆ แต่หลังความรุนแรงมันคือความเงียบ ลักษณะของความเงียบที่เกิดขึ้นควบคู่ความรุนแรง มันดำเนินไประหว่างการทำหนังสือเล่มนี้ ความเงียบและความรุนแรงดำเนินควบคู่ไปในสังคมไทย แล้วมันก็ระเบิดอารมณ์ของผู้คน

สำหรับเราความโกรธของประชาชนที่ร่วมชุมนุมถูกถ่ายทอดผ่านเลนส์ของสื่อมีสังกัดและสื่อไร้สังกัด บทบาทของสื่อพลเมืองและสื่อไร้สังกัดทำให้นี่เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีกล้องวงจรปิดอยู่ทุกหัวถนน ความจริงถูกเล่าผ่านภาพจนทำให้การจำกัดเสรีภาพของสื่อเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในช่วงม็อบดินแดง ปลอกเแขนสื่อถูกอ้างถึงสรรพคุณว่าสามารถช่วยให้ปลอดภัย ช่วยให้เจ้าหน้าที่แยกแยะสถานะของสื่อกับผู้ชุมนุม

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าปลอกแขนจะเป็นเกราะ !

คำบอกเล่าจากพี่น้องสื่อภาคสนามต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในสถานการณ์ที่ดุเดือด ณ ดินแดง สื่อเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ทุกจุด บางช่วงถูกบอกให้ถอยร่นออกมาจากเหตุการณ์ ทำให้บันทึกภาพได้จากระยะไกล

ภาพของสื่อที่รุมล้อมตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่แยกดินแดงเพื่อทวงถามสิทธิของสื่อ ขณะที่อีกฝั่งถนนมีผู้ชุมนุมถูกคุมตัว มันคือความกล้าหาญของคนภาคสนามในสถานการณ์ที่ถูกริบเสรีภาพ ริบสิทธิในหน้าที่ของการเป็นประจักษ์พยานความจริง

ช่วง 2021 เป็นจุดเริ่มต้น ผมอยากบันทึกความรู้สึกของคนในยุคปัจจุบันแล้วส่งต่อคนรุ่นหลัง ตอนแรกพยายามเลือกช่างภาพหลายแนวที่สุด ตอนเริ่มติดต่อไปช่วงแรก 2020 มันยังไม่รุนแรง ก็จะสนใจแต่ช่างภาพที่เด็ก ๆ ช่างภาพงานแต่ง เชิงสารคดี เชิงทดลอง แต่พอสถานการณ์เริ่มแรงขึ้น ก็รู้สึกว่าช่างภาพพวกนี้ไม่มีทางเข้าไปถึงสถานการณ์บางจุดได้ เลยต้องหา Photo Journalist ให้ได้ เพื่อให้ได้ภาพที่หลากหลาย และเป็นการบอกว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนนึง หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง ที่จะออกมาถ่ายภาพชุมนุม และอีกส่วนที่สำคัญคืออยากให้ภาพมุมมองมันครบถ้วน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าปลาย 2020 2021 สถานการณ์ดินแดงมันรุนแรงขึ้น ไม่มีทางที่ช่างภาพตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีบัตรจะเข้าไปได้

ไม่มีแกนนำ
ไม่มีภาพคนดังหน้าสื่อ
ไม่มีภาพแกนนำ
มีเพียงภาพของประชาชน
ไร้ชื่อ ไร้ตำแหน่ง ไร้ที่มา

การไม่ต้องมานั่งคิดว่าคนในภาพคือใคร ทำให้เราอ่านความหมายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มากกว่า รับรู้ถึงความรู้สึกจากภาพได้ลึกกว่า เรารู้จักคนในภาพทุกคนเท่ากัน เขาต่างเป็นประชาชนที่ตื่นตัวในเส้นทางประชาธิปไตย ต่างคนต่างออกมาจากต่างบ้านบนความเชื่อของตัวเอง ท่ามกลางแรงเสียดทานทางความคิดทั้งในบ้าน ที่ทำงานและที่สาธารณะ

มันผิดแปลกไปจากเดิม

คำว่า ONLY HUMAN ในการตีความของเราจึงเท่ากับ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นในเส้นทางประชาธิปไตย มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อเสียงในตัวเอง มีสิทธิที่จะไม่ต้องเชื่อตามสิ่งที่ใครเคยบอก เราเปิดหนังสือไปทีละหน้า เราได้อยู่กับตัวเองโดยไม่ถูกคำบรรยายควบคุม

คนไทยยังก้าวข้ามไม่ได้ ผมว่าประเทศไทยยังยึดถือเรื่องไอดอลมาก คนไทยยังต้องการการยึดถืออะไรบางอย่าง

จะเห็นว่าเล่มนี้ชื่อ ONLY HUMAN ในเล่มไม่มีหน้าแกนนำสักคน เราไม่ไอดอลบุคคล ไหนเราบอกว่าคนเท่ากันไง ไหนเราบอกการชุมนุมไม่ต้องมีแกนนำไง แต่สุดท้ายวันนี้จะเห็นว่าสังคมไทยยังไม่ก้าวผ่านเรื่องของความยึดถือการเป็นบุคคลมา เพราะเราไม่เชื่อความรู้สึกของตัวเอง

ตลอดสองสัปดาห์หลังบทสนทนาของเราสองคน ภาพของคุณทักษิณ ชินวัตร ปรากฏตัวต่อเนื่อง พีกสุด ๆ ของที่สุดคือ การไปเยือนพรรคเพื่อไทย (26 มีนาคม 2567) รัฐมนตรีบางคนลางานเพื่อมาพบนักโทษขอพักโทษ ผู้คนห้อมล้อมคุณทักษิณราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดึงพื้นที่สื่อ ดึงเรตติ้งพรรครัฐบาล นักข่าวการเมืองวิเคราะห์กันหนาหูเรื่องสัญญาณปรับ ครม.

นักโทษคดีการเมือง
ผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112
อดีตนายกรัฐมนตรี
ศูนย์รวมใจ หรือ ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงของเพื่อไทย
ไอดอลของเหล่านางแบก

ไม่ว่าจะเรียกอะไรสังคมไทยยังก้าวไม่พ้นการยึดถือตัวบุคคลเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างที่คุณกรว่า โดยเฉพาะพรรคการเมือง ซึ่งมีภารกิจต้องดำรงความเป็นสถาบันทางการเมือง แบบที่ควรมีกฎ กติกาชัดเจนในการบริการพรรค ก็ยังผูกตัวเอง ยกย่องให้ใครสักคนมาเป็นผู้มากบารมีนอกกติกา

NO GOD NO KING ONLY HUMAN

กระจายให้คำนี้ไปทั้งเล่ม คำนี้มันทรงพลัง พอมันมีคำนี้ออกมาจากชุมนุมมันช็อกนะ มันต่างกับการชุมนุมก่อนหน้านี้ที่เคยมีมาทั้งหมด มันพุ่งตรงไปถึงจุดสูงสุด สถาบันสูงสุดของไทย จุดสูงสุดของปัญหาทุกอย่าง มันไม่เคยมีใครกล้าพูดคำนี้ออกมา

ในฐานะเจนวายก็เชื่อว่านั่นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตลอด ไม่ว่าเราจะชนะหรือแพ้มันออกมาได้แบบนี้คือ สถานะเปลี่ยนไปแล้ว อาจจะเป็นสถาบันหลัก เป็นประมุขของรัฐแต่จะไม่เป็นแบบเดิม

แม้แต่ในระดับครอบครัว การเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านได้เปลี่ยนเรื่องราวความฝันของหลายครอบครัวไปตลอดกาล หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มทำโฟโต้บุ๊กเล่มนี้ คือบทความสัมภาษณ์แม่ของวาฤทธิ์ สมน้อย บนเว็บไซต์ Decode.plus

“แม่หวังว่าเรื่องนี้มันจะยังไม่เงียบความเงียบนี้มันเป็นเรื่องปกติของสังคมไทยอย่างนั้นหรอ ถ้ามีคนเจอแบบน้องอีกสังคมไทยก็ยังจะเงียบไปอีกหรอ”

ไม่ยุติธรรม

ความเงียบกำลังกดทับความรู้สึกและความสูญเสีย เช่นเดียวกับคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าการเลือกตั้งคือจุดจบของประชาธิปไตย นั่นทำให้การตื่นตัวทางการเมืองถูกกดทับ หรืออาจเลือนรางไปบ้าง

Q : ถ้าให้เลือกเล่าหนึ่งภาพที่บอกถึง ONLY HUMAN ในถนนประชาธิไตย


ผมเลือกภาพแรกที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ของเล่มชอบที่สุด ด้านหลังมันเป็นวัดพระแก้ว และคนที่มารอด้านล่าง เขากำลังเรียกร้องอะไรกันอยู่ มันมีแสงสว่างที่ปลายทางจริงหรือเปล่า มันมีแสงสว่างที่ปลายทางจริง ๆ หรือเปล่า มันเหมือนการเดินที่ไปไม่ถึงจุดสุดท้าย นั่นคือสิ่งที่เราอยากย้ำเตือนสังคมว่าเรายังไม่รู้ว่าจะเดินไปสู่อะไร ต่อจากนี้นี่คือก้าวแรกที่ประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง แต่ว่ามันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่เราเห็นในเล่มนี้


ส่วนเรา หากจะขีดเส้นใต้ถึงความเป็นมนุษย์บนเส้นทางประชาธิปไตยแบบไทย เราเลือกเล่าถึงภาพทิ้งท้ายเล่มนะ เสียงจากมือถือที่ถูกชูกระจายตัวทั่วถนนสักแห่งในกรุงเทพท่ามกลางฝนในยามค่ำคืน วันนี้เรายังไม่ชนะ และชัดเจนว่ามันไม่จบที่รุ่นเราแน่ ๆ แต่บทสนทนาและความสนใจของผู้คนเปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ได้หวังเพียงแค่เงินแจกหรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ย้ำว่าเพียงอย่างเดียว เพราะเศรษฐกิจโตในภาวะแบบนี้มันสำคัญ แต่ผู้คนตอนนี้มองถึงสวัสดิการทางสังคมที่ก้าวหน้ามากขึ้นควบคู่ไปด้วย มากน้อยในสัดส่วนความสนใจที่แตกต่าง แต่ที่แน่ ๆ ก็มากกว่าช่วงก่อนหน้าการเคลื่อนไหวในช่วง 63-65

สังคมไทยค่อย ๆ เปลี่ยน
ไม่ใช่การเมืองที่เปลี่ยน แต่สำหรับเราประชาชนต่างหากที่เปลี่ยน ค่อย ๆ เปลี่ยน
หนึ่งปีครึ่งกว่าพันภาพที่ผ่านสายตาของผู้จัดทำ Photo Book เล่มนี้ไม่มีคำตอบของปลายทาง มีเพียงความคาดหวังการตีความผ่านสายตาผู้อ่านบนเส้นเวลาที่ต่างกัน

ผมพยายามจะทำให้ Message ไม่ตายเมื่อเวลาผ่านไป อย่างหนังสือของคนเสื้อแดงสุดท้ายมักจะจบที่เสื้อแดงจะชนะ วันนี้เราก็รู้ว่ามันไม่จริง ยิ่งตอนนี้ที่สถานการณ์มันเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ กับเล่มนี้ถ้าเราทำอย่างนั้นมันเหมือนทำให้ Message มันตาย เหมือนการทำให้รู้ว่า มันจะจบในรุ่นเราเหมือนที่เราเคยเชื่อกัน ซึ่งตอนนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่ามันไม่จริงที่จะจบแค่รุ่นหรือสองรุ่น ของชีวิตคน

การเดินทางที่ยังไม่มีปลายทางของมนุษย์ประชาธิปไตย
NO GOD NO KING ONLY HUMAN

Playread: NO GOD NO KING ONLY HUMAN
Editor: Korn KARAVA
Designer: Natthon Tansurat
สำนักพิมพ์: Karava Publishing

PlayRead: คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน)ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี

ภาณุพัฒน์ บุญรื่น
Authorภาณุพัฒน์ บุญรื่น

วัยรุ่นสร้างบ้าน #งานก็ต้องทำแบบบ้านก็ต้องแชร์

วิภาพร วัฒนวิทย์
Co-authorวิภาพร วัฒนวิทย์

นักข่าวที่ใส่ใจบทสนทนาของผู้คนระหว่างทาง และออกเดินทางตามป้ายบอกทาง 'ความเป็นมนุษย์'

TAGS
KaravaPublishingONLY HUMANPlayreadการชุมนุมทางการเมืองประชาธิปไตยราษฎร

table of contents

  1. 01Q : ถ้าให้เลือกเล่าหนึ่งภาพที่บอกถึง ONLY HUMAN ในถนนประชาธิไตย

recommended for you

บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
บันไดเลื่อนชั้นทางสังคมที่พังทลาย
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
ไทยพีบีเอส สสส.ต้องเป็น ‘สาธารณะ’ เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของ ‘ประชาชน’
สะสมทุนบนหลังคน
สะสมทุนบนหลังคน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’

Related Story

สังคมไทยต้องไม่ลืม ‘จารุพงษ์’Crack Politics

สังคมไทยต้องไม่ลืม ‘จารุพงษ์’

แผลเป็นที่รัฐไทยฝากไว้ยังคงอยู่ ไม่ใช่แค่บนร่างกาย แต่เป็นในความทรงจำ ประวัติศาสตร์ รวมถึงอาจอยู่บนตึกรามบ้านช่องและสนามฟุตบอลที่ท่าพระจันทร์ด้วยเช่นกัน
นทธร เกตุชูREAD MORE
โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’Human & Society

โลก… ‘น่ากลัวกว่าผี’

โลกของคนเป็นและคนตาย โลกที่ไม่ได้ถามว่าเราเป็นใคร แต่มักถาม “คุณมีเงินเท่าไหร่” สิ่งที่น่ากลัวไม่น้อยกว่าผีและความจน คือการมีทางเลือกน้อยนิดของมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ
วิภาพร วัฒนวิทย์READ MORE
เราทำงานเพื่อใช้ชีวิต หรือกำลังใช้ชีวิตเพื่อทำงานNews

เราทำงานเพื่อใช้ชีวิต หรือกำลังใช้ชีวิตเพื่อทำงาน

การหลงทางของมนุษย์งานในโลกทุนนิยม บนเส้นทางแปลกหน้ากลายเป็นช่วงเวลาที่ได้ค้นหาความหมายของการมีชีวิต The Why Café คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง หนังสือของ John Strelecky กับสามคำถามที่ชวนหยุดพักก่อนไปต่อ เหตุใดคุณจึงมาที่นี่ คุณกลัวตายไหม และคุณพึงพอใจกับชีวิตหรือยัง
ฟาห์เรนน์ นิยมเดชาREAD MORE