ไมเกรน รู้ก่อนปวดป้องกันได้
ไมเกรน ไม่ใช่แค่ปวดหัว และวางแผนป้องกันได้
รู้ไหมว่า ไมเกรน “รู้ก่อนปวด” และ “วางแผนป้องกันได้” ไม่ต้องรอให้ปวดจนทำงานไม่ได้ ค่อยกินยาเสมอไป
ไมเกรนมีผู้ป่วยในประเทศไทยกว่า 10 ล้านคน โดยพบมากในผู้หญิงวัยทำงาน และหลายคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นแค่ปวดหัวทั่วไปที่นอนหลับแล้วหาย แต่ความจริงคือไมเกรนเป็นโรคของสมองชนิดหนึ่ง สมองของผู้ป่วยไมเกรนมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงจ้า แดดร้อน อากาศเปลี่ยน หรือแม้แต่ความกดอากาศที่ผันผวน จนบางคนพยากรณ์ฝนได้จากอาการของตัวเองก่อนที่จะปวดหัว
ไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก คือ แบบชั่วคราวที่ปวดไม่บ่อย และแบบเรื้อรังที่ปวดเกิน 15 ครั้งต่อเดือน โดยที่กลุ่มเรื้อรังอาจปวดขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้น ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานเข้าสมองจะยิ่งไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแค่แสงสะท้อนจากการขับรถก็ทำให้ปวดได้แล้ว
ก่อนที่ไมเกรนจะเริ่มปวดจริง ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า "อาการนำ" ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กล้ามเนื้อคอตึง คลื่นไส้ แพ้แสง หาวบ่อย อ่อนเพลียผิดปกติ หิวมาก หรือปัสสาวะบ่อย คนที่เป็นไมเกรนบ่อยควรเรียนรู้สัญญาณเหล่านี้และรีบหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รวมทั้งพักอยู่ในที่เงียบและมืดเพื่อให้อาการเบาลง ก่อนที่จะปวดเต็มขั้น
ยาไมเกรน กินเมื่อไหร่ และเท่าไหรถึงเรียกว่าเกินพอดี
เมื่อไมเกรนเริ่มปวด "เวลา" คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ช่วงเวลาทองที่ยาจะได้ผลดีที่สุดคือ 1–2 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มรู้สึกปวด เพราะสมองยังอยู่ในช่วงที่การอักเสบยังไม่ลุกลาม หากรอนานเกิน 4–5 ชั่วโมงแล้วค่อยกินยา ยามักไม่ค่อยตอบสนองและอาการก็ยากจะสงบลง
ยาแก้ปวดสำหรับไมเกรนมี 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน เหมาะสำหรับอาการปวดระดับเบาถึงปานกลาง แต่ต้องระวังผลข้างเคียง เพราะพาราเซตามอลเสี่ยงต่อตับหากใช้มากเกินไป ส่วนไอบูโพรเฟนเสี่ยงต่อไตและกระเพาะอาหาร กลุ่มที่สองคือยาไมเกรนโดยเฉพาะ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ปวดรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หรือสู้แสงไม่ได้ และต้องระวังผลข้างเคียงต่อหลอดเลือด
สิ่งที่น่ากังวลคือ "โรคปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด" หรือ Medication Overuse Headache ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อใช้ยาแก้ปวดทั่วไปเกินประมาณ 15 เม็ดต่อเดือน หรือยาไมเกรนโดยเฉพาะเกิน 10 เม็ดต่อเดือน ผลคือสมองติดยาและเกิดอาการปวดหัวอีกโรคหนึ่งซ้อนขึ้นมา ทำให้ยากต่อการรักษามากขึ้น สัญญาณเตือนคือเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องใช้ยาบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หรือยาที่เคยใช้ได้ผลเริ่มไม่ตอบสนองแล้ว
รักษาไมเกรนได้จริง ไม่ต้องทนตลอดชีวิต
ปัจจุบันไมเกรนเป็นโรคที่รักษาได้แล้ว ไม่ใช่แค่รอปวดแล้วกินยาแก้ปวดไปวัน ๆ แพทย์แบ่งการรักษาออกเป็น 2 แนวทาง คือ ยาแก้ปวดเฉียบพลันเมื่อปวดเกิดขึ้นจริง และยาป้องกันซึ่งกินหรือฉีดเป็นประจำเพื่อลดความถี่และความรุนแรงก่อนที่ไมเกรนจะเกิด ยาป้องกันแนะนำให้ใช้ในผู้ที่ปวดเกิน 4 ครั้งต่อเดือน หรือปวดเรื้อรังเกิน 15 ครั้งต่อเดือน และโดยทั่วไปยาป้องกันจะปลอดภัยต่อตับและไตมากกว่าการกินยาแก้ปวดบ่อย ๆ
นอกจากยารับประทาน ยังมียาฉีดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งสาร CGRP ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไมเกรน ฉีดเดือนละครั้งหรือทุก 3 เดือน รวมถึงการฉีดโบทูลินัมท็อกซิน ซึ่งเพิ่งมีในประเทศไทยเมื่อ 5–6 ปีที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่ปวดไม่บ่อย การปรับพฤติกรรมยังช่วยได้มาก เช่น นอนหลับให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และลดอาหารที่กระตุ้นไมเกรน ได้แก่ ชีส เนย ช็อกโกแลต ไส้กรอก แฮม และอาหารแปรรูปทุกชนิด รวมถึงอาหารที่หวานและมันสูง สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบแพทย์แล้ว ได้แก่ ปวดเกิน 4 ครั้งต่อเดือน เริ่มกินยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือมีอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าร่วมด้วย
Fact Check : "แช่เท้าในน้ำอุ่น" ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว จริงหรือ ?
ข่าวที่แชร์: ปวดหัวทีไร…หลายคนรีบหยิบยาแก้ปวดขึ้นมากินก่อนเสมอ แต่มีอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่มีข้อมูลแชร์กันในโซเซียลมีเดียว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้ นั่นคือการแช่เท้าในน้ำอุ่น 15–20 นาที ฟังดูแปลกไหม ? ปวดที่หัวแต่แก้ที่เท้า สองส่วนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้ววิธีนี้ช่วยได้จริง หรือเป็นแค่ความเชื่อ ในช่วง Fact Check วันนี้ เราจะพาไปไขคำตอบ
คำตอบ: จริง
ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า การแช่เท้าในน้ำอุ่นสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะบางประเภทได้จริง โดยเฉพาะไมเกรนและอาการปวดจากความเครียด เพราะความอุ่นช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว และช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ทำให้อาการดีขึ้นได้ในระดับหนึ่งแต่ย้ำกันชัด ๆ ว่า นี่คือวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้น ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด หากปวดบ่อย ปวดรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้อง
การแช่เท้าในน้ำอุ่นอย่างน้อย 15 นาทีมีผลจริง 2 ทาง คือช่วยให้ผ่อนคลาย และขยายเส้นเลือดที่หดเกร็ง ซึ่งได้ผลดีกับอาการปวดหัวจากความเครียดหรือ Tension Headache แต่ สำหรับไมเกรนที่ปวดตุบ ๆ จากหลอดเลือดขยายตัวนั้น วิธีที่ถูกต้องกลับต้องใช้ความเย็นประคบ ไม่ใช่ความอุ่น เพราะความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดหดตัวลงได้
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ห้ามแช่เท้าในน้ำอุ่นโดยเด็ดขาด ได้แก่ ผู้ที่ปวดหัวจากไข้หรือการติดเชื้อ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง และโดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะเส้นประสาทเสื่อม ซึ่งอาจไม่รู้สึกถึงความร้อนและเสี่ยงเกิดแผลพุพองโดยไม่รู้ตัว สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้หากจะแช่เท้าต้องวัดอุณหภูมิน้ำด้วยเทอร์โมมิเตอร์ ไม่ใช่แค่ใช้มือทดสอบ
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live



























































