โรคตาสูงวัย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม, น้ำด่าง บำรุงไตจริงหรือ ?
Fact Check : ดื่มน้ำด่าง บำรุงไต ไม่ต้องฟอกเลือด จริงหรือไม่ ?
ข่าวที่แชร์: โฆษณาน้ำด่าง อ้างช่วยบำรุงไต ไม่ต้องฟอกเลือด จริงหรือแค่คำอวดอ้างสรรพคุณที่อาจเสี่ยงชีวิต ? น้ำด่าง ใคร ๆ ก็สามารถดื่มได้ หากไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ แต่ในโลกออนไลน์กลับมีการโฆษณาอ้างสรรพคุณว่า น้ำด่างสามารถช่วยบำรุงไต หรือแม้แต่ทำให้ไม่ต้องฟอกเลือดได้จริง เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ หรือเป็นความเชื่อที่อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดและเสี่ยงอันตราย มาหาคำตอบชัด ๆ
คำตอบ: ไม่จริง
ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับสรรพคุณของ "น้ำด่าง" หรือน้ำอัลคาไลน์ โดยมีการอ้างว่าการดื่มน้ำชนิดนี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายหายจากโรคได้ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟอกไตหรือล้างไตทางหน้าท้อง ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า "ไม่เป็นความจริง" และอาจนำไปสู่อันตรายต่อสุขภาพได้
ตามกลไกธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์มีระบบควบคุมความสมดุลของค่ากรด-ด่างผ่านการทำงานของปอดและไต หากไตทำงานลดลงจนเข้าสู่ระยะสุดท้าย ร่างกายจะไม่สามารถขับกรดและเปลี่ยนกรดเป็นด่างได้เองตามปกติ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีทางการแพทย์อย่างการฟอกเลือดหรือล้างไตเข้ามาช่วย การดื่มน้ำด่างเข้าไปไม่สามารถเปลี่ยนสภาวะเลือดให้เป็นด่างได้ เนื่องจากเมื่อน้ำด่างลงสู่กระเพาะอาหารจะถูกทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะ ทำให้ไม่เกิดผลในการรักษาสมดุลกรดด่างในเลือดแต่อย่างใด ซ้ำร้ายการดื่มน้ำด่างอาจส่งผลให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ สำหรับผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือโรคตับ ควรจำกัดปริมาณน้ำดื่มตามดุลยพินิจของแพทย์ การดื่มน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มสุกในปริมาณที่เหมาะสมก็เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพแล้ว
นอกจากเรื่องน้ำดื่ม ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคตาด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น การนำ "กระชาย" หรือ "กระเทียม" มาฝนแล้วทาหรือเกลี่ยบริเวณดวงตาเพื่อแก้อาการคันหรือรักษาโรคตา วิธีการนี้ถือว่า "อันตรายอย่างยิ่ง" แม้สมุนไพรจะมีสรรพคุณทางยาเมื่อรับประทาน แต่การนำมาสัมผัสกับดวงตาโดยตรงมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะสมุนไพรอย่างกระชายเป็นพืชหัวที่อยู่ในดิน อาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิต การนำมาถูที่ดวงตาอาจทำให้กระจกตาถลอกและติดเชื้อรุนแรง จนถึงขั้นต้องควักลูกตาออกได้ ดังนั้นควรบริโภคสมุนไพรเป็นอาหารเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ห้ามนำมาสัมผัสกับดวงตาโดยเด็ดขาด
สัญญาณเตือนภัยเงียบ “โรคตา” สู่สูงวัย
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ "ดวงตา" ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้งานหนักมาตลอดชีวิต โรคตาที่พบได้บ่อยและเป็นสัญญาณความเสื่อมเริ่มต้นคือ "ต้อเนื้อ" ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อสีแดงหรือขาวขุ่น ยื่นจากตาขาวเข้าไปในตาดำ โดยมักพบบริเวณหัวตา สาเหตุหลักเกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาที่ถูกกระตุ้นด้วยรังสี UV จากแสงแดด ลม และฝุ่นละออง หากต้อเนื้อยังลุกลามไม่มาก แพทย์จะรักษาตามอาการด้วยยาหยอดตาและแนะนำให้สวมแว่นกันแดด แต่หากต้อเนื้อลุกลามเข้าไปในตาดำเกิน 2 มิลลิเมตร จนกดทับกระจกตาทำให้สายตาเอียง หรือบดบังการมองเห็น แพทย์จึงจะพิจารณาผ่าตัดลอกต้อเนื้อออก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดในขณะที่อายุยังน้อยหรือดูแลหลังผ่าตัดไม่ดี อาจทำให้ต้อเนื้อกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงกว่าเดิม เกิดเป็นพังผืดที่รักษายากขึ้น
ถัดมาคือโรคยอดฮิตอย่าง "ต้อกระจก" ซึ่งเกิดจากเลนส์แก้วตาที่เคยใสเปลี่ยนสภาพเป็นขุ่นมัวตามอายุ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเหมือนมีหมอกบัง หากปล่อยทิ้งไว้จนต้อกระจก "สุก" หรือหนาตัวขึ้น นอกจากจะทำให้มองไม่เห็นแล้ว เลนส์ที่บวมเป่งนี้อาจไปกดทับทางระบายน้ำในลูกตา ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและกลายเป็นสาเหตุแทรกซ้อนที่นำไปสู่โรคต้อหินได้ การรักษาต้อกระจกในปัจจุบันทำได้โดยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งเลนส์เทียมนี้สามารถอยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต หากผู้ที่ผ่าตัดไปนานแล้วรู้สึกว่าตามัวลงอีกครั้ง อาจเกิดจากถุงหุ้มเลนส์ขุ่น ซึ่งสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยการยิงเลเซอร์ขัดผิวเลนส์ให้กลับมาใสเหมือนเดิม
ภัยมืดที่มองไม่เห็น ต้อหินและความเสื่อมของวุ้นในตา
โรคตาที่ถือเป็นภัยเงียบและอันตรายที่สุดโรคหนึ่งคือ "ต้อหิน" (Glaucoma) สาเหตุเกิดจากความดันภายในลูกตาสูงผิดปกติจนไปกดทับและทำลายขั้วประสาทตา ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง อาการของต้อหินในระยะแรกมักไม่แสดงอาการเจ็บปวด แต่ลานสายตาของผู้ป่วยจะค่อย ๆ แคบลงจากด้านข้างเสมือนมีม่านดำเข้ามาบดบัง และสุดท้ายจะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ความน่ากลัวของต้อหินคือเมื่อประสาทตาถูกทำลายแล้วจะไม่สามารถรักษาให้กลับคืนมาได้ ทำได้เพียงชะลอความเสื่อมไม่ให้ลุกลามจนตาบอด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคืออายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
อีกหนึ่งภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกวัยและมากขึ้นในผู้สูงอายุคือ "วุ้นในตาเสื่อม" ผู้ป่วยมักมองเห็นจุดดำหรือเส้นหยากไย่ลอยไปมาตามการกลอกตา ซึ่งเกิดจากน้ำวุ้นในลูกตาที่เคยใสมีการจับตัวเป็นตะกอน อาการเห็นหยากไย่ลอยไปมาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่เรื่องอันตรายร้ายแรง แต่สัญญาณเตือนภัยที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ "อาการเห็นแสงแฟลช" หรือแสงฟ้าแลบในตา ทั้งในที่มืดหรือขณะหลับตา อาการนี้บ่งบอกว่าวุ้นในตากำลังหดตัวและดึงรั้งจอประสาทตา ซึ่งอาจส่งผลให้จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีด้วยการยิงเลเซอร์เพื่อซ่อมแซมรอยรั่ว อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้ ดังนั้นหากมีอาการคล้ายแสงแฟลชเกิดขึ้นควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที
หลักการดูแลและป้องกันสุขภาพตาด้วย 3 ต.
เพื่อการดูแลสุขภาพดวงตาให้ใช้งานได้ยาวนานและห่างไกลจากโรคร้าย จักษุแพทย์ได้แนะนำหลักการง่าย ๆ ในการดูแลดวงตาเรียกว่า "3 ต." เริ่มต้นด้วย
ต.ที่ 1 คือ "ตรวจตา" ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม เพราะโรคตาบางชนิด เช่น ต้อหิน ในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ การตรวจพบเร็วจะช่วยให้รักษาได้ทันท่วงที
ต.ที่ 2 คือ "ติดตาม" สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตา หรือมีความผิดปกติเล็กน้อย เช่น เริ่มมีต้อเนื้อ หรือวุ้นในตาเสื่อม จำเป็นต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและประเมินความรุนแรงของโรค ไม่ควรละเลยหรือซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจทำให้อาการลุกลามจนยากจะแก้ไข
ต.ที่ 3 คือ "ตัดตอน" แบ่งเป็น 2 ด้าน คือการตัดตอนโรค หากตรวจพบความผิดปกติที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น ต้อกระจก หรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา ควรรีบทำการรักษาเพื่อตัดวงจรโรคร้าย และการตัดตอนความรู้ผิด ๆ หรือ Fake News ที่แชร์กันในโลกออนไลน์ ผู้สูงอายุและคนในครอบครัวควรตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเรื่องอาหารเสริมบำรุงสายตาที่อาจมีการโฆษณาเกินจริง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่มีเพียงคู่เดียว และเมื่อสูญเสียไปแล้วยากที่จะเรียกคืน วันนี้คุณได้ลองสังเกตความผิดปกติของการมองเห็นของตัวเองและคนในครอบครัว หรือพาผู้สูงอายุที่บ้านไปตรวจเช็กสุขภาพตาประจำปีแล้วหรือยัง?
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
คนสู้โรค
- 24:57
กิจกรรมบำบัดเติมพลังใจ
22 ธ.ค. 68 - 25:11
กิจกรรมรับรู้ร่างกายเข้าใจอารมณ์
23 ธ.ค. 68 เสริมสร้างพัฒนาการในเด็กให้ครบทุกมิติอย่างสมดุล
27 ธ.ค. 68- 22:49
มหาบวรโครงการเชื่อมพลังมหาวิทยาลัย วัด บ้าน โรงพยาบาล เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีในพระสงฆ์
28 ธ.ค. 68 - 23:26
กายภาพบำบัดปรับสุขภาพ
29 ธ.ค. 68 - 24:54
กายภาพบำบัด สำหรับผู้หญิงวัย 40+
30 ธ.ค. 68 - 24:54
กายภาพบำบัด สำหรับผู้หญิงวัย 40+
30 ธ.ค. 68 - 24:20
สุขภาพดี ของขวัญรับปีใหม่
5 ม.ค. 69 - 23:55
รับมือสูงวัย ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
6 ม.ค. 69 - 24:27
กินเป็น ลืมป่วย อัปเดตเทรนด์อาหารสุขภาพรับปี 69
8 ม.ค. 69 - 24:59
ท่องเที่ยวศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
9 ม.ค. 69 - 24:37
โรคงูสวัดภัยร้ายใกล้ตัวผู้สูงวัย
12 ม.ค. 69 - 23:37
เตรียมความพร้อมเรื่องยา รับฝุ่น PM 2.5
15 ม.ค. 69 - 24:56
ท่องเที่ยวศึกษาสมุนไพรไทย ณ อุทยานธรรมชาติสิรีรุกชาติ
16 ม.ค. 69 - 24:43
รับมือผลกระทบฝุ่น PM2.5 ปัจจัยกระตุ้นโรค
19 ม.ค. 69 - 24:48
ต่างวัยต่างมุมมอง คุยการเมืองอย่างไรให้ใจยังใกล้กัน
22 ม.ค. 69 - 24:54
ศาสตร์ชี่กง รักษาโรคด้วยพลังกาย ใจ จิต แบบจีน
23 ม.ค. 69 - 25:12
ย้ำคิดย้ำทำในผู้สูงอายุ โรคใจที่ต้องดูแลอย่างเข้าใจ
29 ม.ค. 69 โรคตาสูงวัย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม, น้ำด่าง บำรุงไตจริงหรือ ?
4 ก.พ. 69- 24:52
ออกกำลังกายอย่างไร ในวัยสูงอายุ
9 ก.พ. 69 - 21:35
เช็กสัญญาณเตือนไทรอยด์ผิดปกติ
10 ก.พ. 69 - 25:25
คืนนี้...นอนอย่างไรให้หลับดี ปัญหาใหญ่ในผู้สูงวัย
11 ก.พ. 69 - 24:57
แผลแมวข่วน ! ปล่อยไว้หายเองหรือเสี่ยงอักเสบเรื้อรัง ?
12 ก.พ. 69 - 25:00
"บางยี่รงค์" ตำบลต้นแบบสูงวัยสุขภาพดี
13 ก.พ. 69 - 24:45
นโยบายยา NCDs ทางรอดสุขภาพคนไทย
16 ก.พ. 69 - 25:33
ไมเกรน รู้ก่อนปวดป้องกันได้
17 ก.พ. 69 - 24:15
ตะคริว-ขากระตุกตอนกลางคืน ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
18 ก.พ. 69 - 24:32
ดูแลลูกหลานอย่างไรให้ห่างไกล “ภูมิแพ้ผิวหนัง”
19 ก.พ. 69 - 22:28
เต่าอวิ้นกง ปรับอวิ้นชี่ ดูแลสุขภาพแบบแพทย์แผนจีน
20 ก.พ. 69 - 25:00
สังคมสูงวัย กับภาวะโรคกระดูก
23 ก.พ. 69
คนสู้โรค
- 24:57
กิจกรรมบำบัดเติมพลังใจ
22 ธ.ค. 68 - 25:11
กิจกรรมรับรู้ร่างกายเข้าใจอารมณ์
23 ธ.ค. 68 เสริมสร้างพัฒนาการในเด็กให้ครบทุกมิติอย่างสมดุล
27 ธ.ค. 68- 22:49
มหาบวรโครงการเชื่อมพลังมหาวิทยาลัย วัด บ้าน โรงพยาบาล เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีในพระสงฆ์
28 ธ.ค. 68 - 23:26
กายภาพบำบัดปรับสุขภาพ
29 ธ.ค. 68 - 24:54
กายภาพบำบัด สำหรับผู้หญิงวัย 40+
30 ธ.ค. 68 - 24:54
กายภาพบำบัด สำหรับผู้หญิงวัย 40+
30 ธ.ค. 68 - 24:20
สุขภาพดี ของขวัญรับปีใหม่
5 ม.ค. 69 - 23:55
รับมือสูงวัย ซึมเศร้าหลังหยุดยาว
6 ม.ค. 69 - 24:27
กินเป็น ลืมป่วย อัปเดตเทรนด์อาหารสุขภาพรับปี 69
8 ม.ค. 69 - 24:59
ท่องเที่ยวศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
9 ม.ค. 69 - 24:37
โรคงูสวัดภัยร้ายใกล้ตัวผู้สูงวัย
12 ม.ค. 69 - 23:37
เตรียมความพร้อมเรื่องยา รับฝุ่น PM 2.5
15 ม.ค. 69 - 24:56
ท่องเที่ยวศึกษาสมุนไพรไทย ณ อุทยานธรรมชาติสิรีรุกชาติ
16 ม.ค. 69 - 24:43
รับมือผลกระทบฝุ่น PM2.5 ปัจจัยกระตุ้นโรค
19 ม.ค. 69 - 24:48
ต่างวัยต่างมุมมอง คุยการเมืองอย่างไรให้ใจยังใกล้กัน
22 ม.ค. 69 - 24:54
ศาสตร์ชี่กง รักษาโรคด้วยพลังกาย ใจ จิต แบบจีน
23 ม.ค. 69 - 25:12
ย้ำคิดย้ำทำในผู้สูงอายุ โรคใจที่ต้องดูแลอย่างเข้าใจ
29 ม.ค. 69 โรคตาสูงวัย เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม, น้ำด่าง บำรุงไตจริงหรือ ?
4 ก.พ. 69- 24:52
ออกกำลังกายอย่างไร ในวัยสูงอายุ
9 ก.พ. 69 - 21:35
เช็กสัญญาณเตือนไทรอยด์ผิดปกติ
10 ก.พ. 69 - 25:25
คืนนี้...นอนอย่างไรให้หลับดี ปัญหาใหญ่ในผู้สูงวัย
11 ก.พ. 69 - 24:57
แผลแมวข่วน ! ปล่อยไว้หายเองหรือเสี่ยงอักเสบเรื้อรัง ?
12 ก.พ. 69 - 25:00
"บางยี่รงค์" ตำบลต้นแบบสูงวัยสุขภาพดี
13 ก.พ. 69 - 24:45
นโยบายยา NCDs ทางรอดสุขภาพคนไทย
16 ก.พ. 69 - 25:33
ไมเกรน รู้ก่อนปวดป้องกันได้
17 ก.พ. 69 - 24:15
ตะคริว-ขากระตุกตอนกลางคืน ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
18 ก.พ. 69 - 24:32
ดูแลลูกหลานอย่างไรให้ห่างไกล “ภูมิแพ้ผิวหนัง”
19 ก.พ. 69 - 22:28
เต่าอวิ้นกง ปรับอวิ้นชี่ ดูแลสุขภาพแบบแพทย์แผนจีน
20 ก.พ. 69 - 25:00
สังคมสูงวัย กับภาวะโรคกระดูก
23 ก.พ. 69









