หัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
หัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ทำความรู้จักภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation)
ภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้ว หรือ AF (Atrial Fibrillation) เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณหัวใจห้องบน กลไกการทำงานของหัวใจห้องบนจะเกิดการสั่นพริ้วอย่างรวดเร็วและไม่เป็นจังหวะ แทนที่จะบีบตัวสม่ำเสมอตามปกติ ส่งผลให้การสูบฉีดเลือดไปยังหัวใจห้องล่างและระบบไหลเวียนโลหิตไม่มีประสิทธิภาพ ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นฉับพลันหรือเป็นเรื้อรัง โดยเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามวัย
สาเหตุและกลุ่มอาการของภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้ว
การเกิดภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้วสามารถมาจากหลายปัจจัย ทั้งจากโรคหัวใจโดยตรงและปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ดังนี้
- สาเหตุจากโรคหัวใจ: ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ทำให้หัวใจทำงานหนัก ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว และการออกกำลังกายที่หนักเกินขีดจำกัดของร่างกายอย่างต่อเนื่อง
- สาเหตุจากปัจจัยภายนอกและโรคอื่น ๆ: ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ รวมถึงสภาวะความเครียดรุนแรงซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการแสดงออกมา
ผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้วแสดงอาการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มไม่มีอาการ: ผู้ป่วยบางรายไม่พบอาการเตือนใด ๆ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- กลุ่มมีอาการใจสั่น: รู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ ใจหวิว เต้นเร็ว และไม่สม่ำเสมอ
- กลุ่มที่มีอาการจากการทำงานของหัวใจลดลง: มีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการวูบ
ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและการรักษาทางการแพทย์
อันตรายที่สำคัญที่สุดของภาวะหัวใจเต้นสั่นพริ้ว ไม่ได้เกิดจากตัวโรคหัวใจโดยตรง แต่นำไปสู่ภาวะ เส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน (Stroke) เมื่อหัวใจห้องบนบีบตัวไม่สมบูรณ์และพริ้วไหว เลือดจะไหลเวียนไม่ดีและเกิดการตกตะกอนกลายเป็นลิ่มเลือดในหัวใจ หากลิ่มเลือดนี้หลุดออกจากหัวใจและลอยไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง จะทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ การที่หัวใจเต้นเร็วและทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวตามมา
แนวทางการรักษาทางการแพทย์แบ่งออกเป็น
- การรักษาภาวะฉุกเฉิน: ใช้ยาควบคุมจังหวะหัวใจ หรือการช็อกไฟฟ้าหัวใจ (Cardioversion) เพื่อรีเซ็ตวงจรไฟฟ้าหัวใจให้กลับมาเต้นตามปกติ
- การรับประทานยา: การใช้ยาควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย (ต่ำกว่า 100 ครั้งต่อนาที) ร่วมกับการรับประทานยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำเพื่อป้องกันลิ่มเลือดไปอุดตันสมอง
- การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency Catheter Ablation): การใส่สายสวนผ่านเส้นเลือดไปยังหัวใจ แล้วใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ทำลายวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยาแล้วไม่ได้ผล มีผลข้างเคียงจากยา หรือผู้ป่วยอายุน้อยที่ไม่มีภาวะหัวใจโต โดยมีโอกาสหายขาดสูงกว่าร้อยละ 80
ติดตามชมในรายการคนสู้โรค วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 15.05 – 15.30 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมสดออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live




























































