ฟาร์มสุขริมคลอง โมเดลแห่งความยั่งยืน

ออกอากาศ22 มี.ค. 69

เมื่อกลุ่มเพื่อนนักอาสาสมัครตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกันบนพื้นที่ 2 ไร่ ริมคลองบางมด สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นไม่ใช่แค่ฟาร์มปลูกผัก แต่คือต้นแบบของความยั่งยืนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ และชีวิตที่เรียบง่ายสามารถมีคุณค่ากว่าที่คิด

SAFETist Farm คืออะไร และทำไมจึงเป็นโมเดลความยั่งยืนที่น่าสนใจ

SAFETist Farm (เซฟติสท์ฟาร์ม) ตั้งอยู่ในย่านบางมด กรุงเทพมหานคร ชื่อ SAFETist มาจากการผสมคำระหว่าง "เซฟ" (Safe/ปลอดภัย) กับ "ติสท์" (Artist/นักสร้างสรรค์) รวมความหมายว่า "นักสร้างสรรค์ความปลอดภัย" ฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักพัฒนาอาสาสมัครที่รู้จักกันมากว่า 20 ปี และรวมตัวกันอยู่อาศัยจริงจังในพื้นที่นี้มาแล้วเกือบ 5 ปี

จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนในที่นี้ไม่ได้มาจากแนวคิดทางธุรกิจ แต่เกิดจากความสูญเสีย เมื่อเพื่อนสนิทเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่อาจมีสาเหตุมาจากอาหารไม่ปลอดภัย กลุ่มเพื่อนจึงหันมาสนใจเรื่องอาหารปลอดภัยและตัดสินใจปลูกผักกินเองเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

เกษตรอินทรีย์กับความยั่งยืน: ปลูกผักปลอดภัยกว่า 50 ชนิดโดยไม่ใช้สารเคมี

หัวใจสำคัญของ SAFETist Farm คือการปลูกผักแบบอินทรีย์ 100% ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันฟาร์มมีผักมากกว่า 50 ชนิด ครอบคลุมทั้งผักพื้นถิ่นที่คนเมืองไม่คุ้นเคย อย่างใบหูเสือ, ผักปรัง, ใบหม่อน, ตะลิงปลิง และสลัดซอเรล ไปจนถึงผักในครัวเรือนทั่วไป เช่น กวางตุ้ง, ผักกาดขาว, เคล และสลัดหลายสายพันธุ์

เทคนิคสำคัญที่ทำให้ผักสวยงาม แม้ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงคือ "ดินต้องดี" ทีมงานนำโดยพี่สมใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงดินและทำปุ๋ยหมักอินทรีย์จากส่วนผสมธรรมชาติ ได้แก่ ใบไม้แห้ง, มูลวัว, แกลบดำ และน้ำหมักจุลินทรีย์ นอกจากนี้ฟาร์มยังมองแมลงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่ศัตรูพืช

การปลูกผักที่นี่ยังออกแบบให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเมือง โดยแสดงให้เห็นว่าแม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกในกระถางหรือถุงได้ และมีการปลูกแบบผสมผสานในแปลงเดียว ทั้งบนพื้น บนแคร่ และบนค้าง เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปิด 3 กับดักการเงิน: แนวทางความยั่งยืนของชุมชนเซฟติ๊บ

หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นที่สุดของ SAFETist Farm คือการ "ปิดกับดัก 3 เรื่อง" ที่ฉุดรั้งชีวิตคนส่วนใหญ่

  • กับดักที่ 1 ค่าอาหาร: ด้วยการปลูกผักกินเองและใช้ครัวกลางร่วมกัน สมาชิกจ่ายค่าอาหารเพียงเดือนละ 500 บาท ตกมื้อละประมาณ 5 บาทสำหรับ 3 มื้อต่อวัน
  • กับดักที่ 2 ค่าเดินทาง: สมาชิกทำงานและสร้างรายได้จากพื้นที่ฟาร์มโดยตรง ไม่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ทุกวัน
  • กับดักที่ 3 ค่าที่อยู่อาศัย: แทนที่จะผ่อนบ้านนาน 30 ปี สมาชิกช่วยกันสร้างที่อยู่อาศัยเองจนแล้วเสร็จ โดยใช้วัสดุมือสองกว่า 70%

การปิดกับดักทั้ง 3 นี้คือรากฐานของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้โดยพึ่งพาภายนอกน้อยที่สุด

รายได้และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของฟาร์มชุมชน

แม้จะไม่มีงานประจำ สมาชิกก็มีรายได้หลักหลายช่องทางที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตโดยตรง

  1. ตะกร้าผักสมาชิก: ส่งผักสดถึงบ้านให้สมาชิกในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบฟาร์ม เป็นรายเดือน มีให้เลือก 3 ขนาด ราคาเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน
  2. กิจกรรมการเรียนรู้ และ Workshop: มีผู้เข้าร่วมปีละกว่า 1,500 คน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และชาวต่างชาติ ครอบคลุมหลักสูตรปลูกผัก, ปรุงดิน, ทำปุ๋ยหมัก, เพาะต้นกล้า, ทำอาหาร และพายเรือคายักตกปลา
  3. ฟาร์มสเตย์และคาเฟ่: ที่พักสไตล์ธรรมชาติซึ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน
  4. ต้นกล้าและผลิตผล: จำหน่ายต้นกล้าสลัดในราคาต้นละ 2 บาทขึ้นไป หนึ่งถาด 105 หลุม สร้างรายได้ถาดละกว่า 200 บาท

ของใช้ในครัวเรือนกับความยั่งยืน: ทำเองใช้เอง ลดการพึ่งพาภายนอก

นอกเหนือจากอาหาร SAFETist Farm ยังขยายแนวคิดความยั่งยืนไปสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำยาล้างผักสูตรพิเศษจากสมุนไพรหมัก และน้ำยาอเนกประสงค์จากน้ำหมักมะนาวที่ทำใช้เองมากว่า 2 - 3 ปี โดยไม่ต้องซื้อจากท้องตลาด ช่วยลดค่าใช้จ่ายและขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกไปพร้อมกัน

เด็กและชุมชน: รากฐานความยั่งยืนที่ข้ามรุ่น

หนึ่งในภาพที่สะท้อนความยั่งยืนเชิงสังคมได้ชัดเจนที่สุดคือน้องแคนดู เด็กหญิงที่เติบโตมากับฟาร์มแห่งนี้ตั้งแต่เกิด ชื่อของเธอในภาษาอังกฤษ "Can Do" หมายถึง "ทำได้" ซึ่งสะท้อนปรัชญาของฟาร์มอย่างตรงไปตรงมา เธอได้เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ ดูแลสวน และเคยเป็นวิทยากรให้ความรู้กับผู้ใหญ่มาแล้ว นอกจากนี้ฟาร์มยังมีพื้นที่บ้านเด็ก ที่ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดและสนามเด็กเล่น ตลอดจนกิจกรรมศิลปะสีจากธรรมชาติด้วยใบผีเสื้อ ซึ่งทำให้เด็กรุ่นใหม่ซึมซับวิถีเกษตรและธรรมชาติตั้งแต่วัยเยาว์

ความยั่งยืนในนิยามของ SAFETist Farm : โมเดลที่พร้อมขยายทั่วประเทศ

พี่ไลล่า หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ได้ให้นิยามความยั่งยืนในมุมมองของฟาร์มไว้ว่า

ความยั่งยืนคือเรายังสามารถสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้ในยามปกติ แต่ในขณะที่ยามปกติ พวกเราก็สำรองอะไรต่าง ๆ ยามวิกฤตไปด้วย

ด้วยแนวคิดนี้ SAFETist Farm จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่บางมด แต่มีแผนที่จะขยายโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อพิสูจน์ว่าชุมชนแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกภูมิภาค จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มเพื่อนที่อยากกินผักปลอดภัย วันนี้ SAFETist Farm ได้กลายเป็นหนึ่งในต้นแบบชุมชนเกษตรเมืองที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่เพียงสอนให้ปลูกผัก แต่สอนให้ "ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า" และนั่นคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าบทเรียนใด ๆ

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

เมื่อกลุ่มเพื่อนนักอาสาสมัครตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกันบนพื้นที่ 2 ไร่ ริมคลองบางมด สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นไม่ใช่แค่ฟาร์มปลูกผัก แต่คือต้นแบบของความยั่งยืนที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ และชีวิตที่เรียบง่ายสามารถมีคุณค่ากว่าที่คิด

SAFETist Farm คืออะไร และทำไมจึงเป็นโมเดลความยั่งยืนที่น่าสนใจ

SAFETist Farm (เซฟติสท์ฟาร์ม) ตั้งอยู่ในย่านบางมด กรุงเทพมหานคร ชื่อ SAFETist มาจากการผสมคำระหว่าง "เซฟ" (Safe/ปลอดภัย) กับ "ติสท์" (Artist/นักสร้างสรรค์) รวมความหมายว่า "นักสร้างสรรค์ความปลอดภัย" ฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มนักพัฒนาอาสาสมัครที่รู้จักกันมากว่า 20 ปี และรวมตัวกันอยู่อาศัยจริงจังในพื้นที่นี้มาแล้วเกือบ 5 ปี

จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนในที่นี้ไม่ได้มาจากแนวคิดทางธุรกิจ แต่เกิดจากความสูญเสีย เมื่อเพื่อนสนิทเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่อาจมีสาเหตุมาจากอาหารไม่ปลอดภัย กลุ่มเพื่อนจึงหันมาสนใจเรื่องอาหารปลอดภัยและตัดสินใจปลูกผักกินเองเพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

เกษตรอินทรีย์กับความยั่งยืน: ปลูกผักปลอดภัยกว่า 50 ชนิดโดยไม่ใช้สารเคมี

หัวใจสำคัญของ SAFETist Farm คือการปลูกผักแบบอินทรีย์ 100% ไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันฟาร์มมีผักมากกว่า 50 ชนิด ครอบคลุมทั้งผักพื้นถิ่นที่คนเมืองไม่คุ้นเคย อย่างใบหูเสือ, ผักปรัง, ใบหม่อน, ตะลิงปลิง และสลัดซอเรล ไปจนถึงผักในครัวเรือนทั่วไป เช่น กวางตุ้ง, ผักกาดขาว, เคล และสลัดหลายสายพันธุ์

เทคนิคสำคัญที่ทำให้ผักสวยงาม แม้ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงคือ "ดินต้องดี" ทีมงานนำโดยพี่สมใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงดินและทำปุ๋ยหมักอินทรีย์จากส่วนผสมธรรมชาติ ได้แก่ ใบไม้แห้ง, มูลวัว, แกลบดำ และน้ำหมักจุลินทรีย์ นอกจากนี้ฟาร์มยังมองแมลงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่ศัตรูพืช

การปลูกผักที่นี่ยังออกแบบให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเมือง โดยแสดงให้เห็นว่าแม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกในกระถางหรือถุงได้ และมีการปลูกแบบผสมผสานในแปลงเดียว ทั้งบนพื้น บนแคร่ และบนค้าง เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปิด 3 กับดักการเงิน: แนวทางความยั่งยืนของชุมชนเซฟติ๊บ

หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นที่สุดของ SAFETist Farm คือการ "ปิดกับดัก 3 เรื่อง" ที่ฉุดรั้งชีวิตคนส่วนใหญ่

  • กับดักที่ 1 ค่าอาหาร: ด้วยการปลูกผักกินเองและใช้ครัวกลางร่วมกัน สมาชิกจ่ายค่าอาหารเพียงเดือนละ 500 บาท ตกมื้อละประมาณ 5 บาทสำหรับ 3 มื้อต่อวัน
  • กับดักที่ 2 ค่าเดินทาง: สมาชิกทำงานและสร้างรายได้จากพื้นที่ฟาร์มโดยตรง ไม่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ทุกวัน
  • กับดักที่ 3 ค่าที่อยู่อาศัย: แทนที่จะผ่อนบ้านนาน 30 ปี สมาชิกช่วยกันสร้างที่อยู่อาศัยเองจนแล้วเสร็จ โดยใช้วัสดุมือสองกว่า 70%

การปิดกับดักทั้ง 3 นี้คือรากฐานของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้โดยพึ่งพาภายนอกน้อยที่สุด

รายได้และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของฟาร์มชุมชน

แม้จะไม่มีงานประจำ สมาชิกก็มีรายได้หลักหลายช่องทางที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตโดยตรง

  1. ตะกร้าผักสมาชิก: ส่งผักสดถึงบ้านให้สมาชิกในรัศมี 30 กิโลเมตร รอบฟาร์ม เป็นรายเดือน มีให้เลือก 3 ขนาด ราคาเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน
  2. กิจกรรมการเรียนรู้ และ Workshop: มีผู้เข้าร่วมปีละกว่า 1,500 คน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และชาวต่างชาติ ครอบคลุมหลักสูตรปลูกผัก, ปรุงดิน, ทำปุ๋ยหมัก, เพาะต้นกล้า, ทำอาหาร และพายเรือคายักตกปลา
  3. ฟาร์มสเตย์และคาเฟ่: ที่พักสไตล์ธรรมชาติซึ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน
  4. ต้นกล้าและผลิตผล: จำหน่ายต้นกล้าสลัดในราคาต้นละ 2 บาทขึ้นไป หนึ่งถาด 105 หลุม สร้างรายได้ถาดละกว่า 200 บาท

ของใช้ในครัวเรือนกับความยั่งยืน: ทำเองใช้เอง ลดการพึ่งพาภายนอก

นอกเหนือจากอาหาร SAFETist Farm ยังขยายแนวคิดความยั่งยืนไปสู่ของใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งน้ำยาล้างผักสูตรพิเศษจากสมุนไพรหมัก และน้ำยาอเนกประสงค์จากน้ำหมักมะนาวที่ทำใช้เองมากว่า 2 - 3 ปี โดยไม่ต้องซื้อจากท้องตลาด ช่วยลดค่าใช้จ่ายและขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกไปพร้อมกัน

เด็กและชุมชน: รากฐานความยั่งยืนที่ข้ามรุ่น

หนึ่งในภาพที่สะท้อนความยั่งยืนเชิงสังคมได้ชัดเจนที่สุดคือน้องแคนดู เด็กหญิงที่เติบโตมากับฟาร์มแห่งนี้ตั้งแต่เกิด ชื่อของเธอในภาษาอังกฤษ "Can Do" หมายถึง "ทำได้" ซึ่งสะท้อนปรัชญาของฟาร์มอย่างตรงไปตรงมา เธอได้เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ ดูแลสวน และเคยเป็นวิทยากรให้ความรู้กับผู้ใหญ่มาแล้ว นอกจากนี้ฟาร์มยังมีพื้นที่บ้านเด็ก ที่ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดและสนามเด็กเล่น ตลอดจนกิจกรรมศิลปะสีจากธรรมชาติด้วยใบผีเสื้อ ซึ่งทำให้เด็กรุ่นใหม่ซึมซับวิถีเกษตรและธรรมชาติตั้งแต่วัยเยาว์

ความยั่งยืนในนิยามของ SAFETist Farm : โมเดลที่พร้อมขยายทั่วประเทศ

พี่ไลล่า หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ได้ให้นิยามความยั่งยืนในมุมมองของฟาร์มไว้ว่า

ความยั่งยืนคือเรายังสามารถสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้ในยามปกติ แต่ในขณะที่ยามปกติ พวกเราก็สำรองอะไรต่าง ๆ ยามวิกฤตไปด้วย

ด้วยแนวคิดนี้ SAFETist Farm จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่บางมด แต่มีแผนที่จะขยายโมเดลนี้ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อพิสูจน์ว่าชุมชนแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกภูมิภาค จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของกลุ่มเพื่อนที่อยากกินผักปลอดภัย วันนี้ SAFETist Farm ได้กลายเป็นหนึ่งในต้นแบบชุมชนเกษตรเมืองที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่เพียงสอนให้ปลูกผัก แต่สอนให้ "ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า" และนั่นคือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าบทเรียนใด ๆ

ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย