ใครจะเชื่อว่าพืชชื่อฝรั่งจ๋าอย่าง "เปปเปอร์มินต์" จะมาเติบโตได้ดีบนผืนดินทรายของอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ และยังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน เรื่องราวของพี่เอฟ อดีตวิศวกรโยธาที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกเปปเปอร์มินต์ คือบทพิสูจน์ว่าการนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเกษตร สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งดินทรายให้กลายเป็นแหล่งปลูกพืชมูลค่าสูงได้
รู้จักเปปเปอร์มินต์ พืชสมุนไพรสร้างความสดชื่น
เปปเปอร์มินต์เป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง โดดเด่นเรื่องการให้กลิ่นหอมและความเย็น ช่วยให้จมูกโล่ง ทางเดินหายใจสะดวกขึ้น แม้จะเป็นพืชที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่ง แต่ก็สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย รวมถึงพื้นที่อีสานอย่างจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ปลูกได้
หลายคนมักสงสัยว่าเปปเปอร์มินต์กับสะระแหน่เป็นพืชชนิดเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือเป็นพืชคนละสายพันธุ์ แต่อยู่ในตระกูลเดียวกัน โดยสะระแหน่จะมีกลิ่นหอมแบบไทย ๆ ไม่มีความซ่าเหมือนเปปเปอร์มินต์ที่ให้ความเย็นเด่นชัดกว่า
สายพันธุ์เปปเปอร์มินต์ที่นิยมปลูก มีอะไรบ้าง
ที่ฟาร์มแห่งนี้มีการปลูกมินต์มากถึง 17 สายพันธุ์ โดยเปปเปอร์มินต์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่เน้นปลูกเพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหย เพราะให้น้ำมันได้เยอะที่สุด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
- Pineapple Mint ที่มีใบทรงแอปเปิลและขนเล็ก ๆ รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ นิยมใช้ตกแต่งหน้าเค้กและขนม
- Spearmint ให้กลิ่นหอมละมุน เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยในลูกอม หมากฝรั่ง และยาสีฟัน
- Grapefruit Mint มีใบใหญ่เรียว มักเห็นในแก้วน้ำตามร้านคาเฟ่
- Chocolate Mint มีก้านสีดำและกลิ่นช็อกโกแลตผสมความเย็น
- U.S. Mint คล้ายช็อกมินต์แต่กลิ่นอ่อนกว่าและเย็นกว่า
- Apple Mint ให้กลิ่นแอปเปิ้ลเขียว
- Japan Mint ใบเรียวแหลมกลิ่นค่อนข้างฉุน
- White Mint มีก้านขาวใบกลม
- Black Mint มีก้านสีดำแต่สีอ่อนกว่าช็อกมินต์
วิธีปลูกเปปเปอร์มินต์ในดินทราย เทคนิคปรับดินให้พืชเติบโต
พื้นที่ที่ฟาร์มแห่งนี้เดิมเป็นดินทรายสีขาว ตรวจวัดแล้วไม่มีธาตุอาหารใด ๆ แต่ด้วยวิธีปรุงดินที่เหมาะสม สามารถปลูกเปปเปอร์มินต์ได้อย่างงอกงาม เคล็ดลับสำคัญคือการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่วนปุ๋ยหลักมาจากทางน้ำ ซึ่งช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
สำหรับการจัดแปลงปลูกเปปเปอร์มินต์ แนะนำให้กว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่ของแต่ละคน เหตุผลที่ต้องกำหนดหน้ากว้างไว้ที่ 1 เมตร เพื่อควบคุมต้นทุนและคำนวณผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น หากปลูก 10 ตารางเมตร เก็บเกี่ยวได้ 20 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 20 บาท จะได้เงิน 400 บาท หากทำ 1 ไร่ ซึ่งประมาณ 1,000 ตารางเมตร ก็จะได้รายได้ประมาณ 20,000 บาท
ระบบสปริงเกอร์ในแปลงปลูกใช้สำหรับฉีดน้ำหมักชีวภาพ และยังช่วยระบายความเย็นเหมือนสเปรย์ฝอย ทำให้อากาศเย็นและเรียกลมมาช่วยให้พืชสดชื่น ส่วนการให้น้ำควรให้วันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าประมาณ 08.00 น. และเย็นประมาณ 16.00 น. เพราะเป็นพืชที่ชอบน้ำ ถ้าขาดน้ำจะเหี่ยวแต่ไม่ตาย พอได้น้ำก็ฟื้นกลับมา
การเก็บเกี่ยวเปปเปอร์มินต์ให้ได้น้ำมันมากที่สุด
การเก็บเกี่ยวเปปเปอร์มินต์ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ในหน้าร้อนอายุของพืชจะยาวขึ้นถึง 3 เดือนครึ่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 - 3 เดือนครึ่ง ในหนึ่งปีสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3 รอบ
จุดสำคัญในการเก็บเกี่ยวคือต้องรอให้เปปเปอร์มินต์เริ่มมีดอกขาว ๆ ก่อนตัด หลายคนเข้าใจผิดว่าใบใหญ่สวยจะให้น้ำมันมาก แต่จากการทดสอบและจดบันทึกพบว่า การเก็บเกี่ยวในช่วงเริ่มออกดอกจะได้น้ำมันมากกว่าถึง 3 - 5 เท่า
น้ำหมักชีวภาพสูตรพิเศษสำหรับเปปเปอร์มินต์
น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้ใช้สำหรับช่วงที่เปปเปอร์มินต์กำลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้พืชมีดอกและให้น้ำมันมาก ๆ ส่วนผสมหลักคือผลไม้ในพื้นที่ ได้แก่ มะยงชิดและชมพู่ พร้อมด้วยกล้วยซึ่งมีโพแทสเซียมสูง โดยเปปเปอร์มินต์ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวต้องการโพแทสเซียมสูง ช่วยให้สร้างน้ำมันได้เยอะและมีกลิ่นหอมพิเศษ
สับปะรดเป็นอีกส่วนผสมที่สำคัญ โดยเฉพาะส่วนตาและแกนที่มีจุลินทรีย์เยอะ ใส่ผลไม้รวมประมาณ 5 - 10 กิโลกรัม จากนั้นเติมตัวไฮไลท์คือจุลินทรีย์พื้นถิ่นอีเอ็มประมาณ 500 มิลลิลิตร ตามด้วยน้ำซาวข้าว 5 ลิตร ที่มีวิตามินและจุลินทรีย์คนละชนิดกับ EM
ขั้นตอนต่อไปคือใส่ลงในถัง 200 ลิตร เติมน้ำให้ต่ำกว่าปากถังประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายแก๊สได้ และกวนทุก ๆ 2 วัน ปกติต้องหมัก 3 เดือน แต่ที่นี่ใช้เครื่องมือวัดค่า pH หากค่าไม่เป็นกรดและไม่เป็นอันตรายต่อพืช ก็สามารถนำมาใช้ได้ภายใน 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน
การใช้น้ำหมักกับเปปเปอร์มินต์ให้ได้ผลดี
วิธีการใช้น้ำหมักกับเปปเปอร์มินต์ไม่ใช่การกำหนดอัตราส่วนตายตัว แต่ต้องวัดค่า EC (ความเข้มข้นของปุ๋ย) โดยเปปเปอร์มินต์ต้องการค่า EC อยู่ที่ 2,000-2,500 หากเกินกว่านี้พืชจะช็อก น้อยกว่านี้ก็ไม่พอ
วิธีปฏิบัติคือ เอาน้ำมาผสมน้ำหมัก แล้วใช้เครื่องมือวัดค่า EC และ pH หากผสมแล้วได้ค่า 2,380 ก็ถือว่าอยู่ในช่วงที่พืชต้องการ สามารถนำไปรดได้เลย แต่ถ้าค่ายังไม่ถึง 2,000 ก็เติมน้ำหมักเพิ่ม หากเกิน 2,500 ก็เติมน้ำลงไปเจือจาง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ปุ๋ยคือตอนเช้า เพราะระบบรากของเปปเปอร์มินต์จะดูดซับได้ประมาณ 90% ในช่วงเช้า ปากใบจะปิดในช่วง 13.00 - 14.00 น. ดังนั้นการให้ปุ๋ยตอนเช้าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
การแปรรูปเปปเปอร์มินต์เป็นน้ำมันหอมระเหย
การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากเปปเปอร์มินต์เป็นการแปรรูปที่เพิ่มมูลค่าได้สูง โดยขั้นตอนเริ่มจากการนำเปปเปอร์มินต์มาตากให้คายน้ำประมาณ 1 คืน จากนั้นใส่น้ำสะอาดประมาณ 7 ลิตร ใส่เปปเปอร์มินต์ 10 กิโลกรัมในตะแกรง ปิดฝา และตั้งอุณหภูมิที่ 105 องศา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องจะทำงานอัตโนมัติจนได้น้ำมัน
ผลผลิตที่ได้คือเปปเปอร์มินต์ 1 กิโลกรัม จะได้น้ำมันประมาณ 4 - 5 มิลลิลิตร ส่วนกากเปปเปอร์มินต์ที่เหลือสามารถนำไปทำปุ๋ยได้ แต่ย่อยยากเพราะมีสารต้านจุลชีพ จึงพัฒนามาเป็นยาดมกระปุก ใช้เป็นอโรมาเทอราพีช่วยให้หลับสบาย
ผลิตภัณฑ์จากเปปเปอร์มินต์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
นอกจากน้ำมันหอมระเหยแล้ว เปปเปอร์มินต์ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย เริ่มจากชาเปปเปอร์มินต์ ซึ่งทำจากส่วนยอดของต้น มีคุณสมบัติช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกสดชื่น เพราะมีเมนทอล
สเปรย์เปปเปอร์มินต์เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม เป็นสเปรย์ผ่อนคลาย ฉีดโดนผิวแล้วเย็นโดยไม่แสบ ช่วยคลายร้อนได้ดี กระบวนการผลิตต้องผ่านห้องปลอดเชื้อเพื่อความปลอดภัยของสินค้า
ยังมีผลิตภัณฑ์พิเศษซึ่งเป็นสูตรผสมระหว่างเปปเปอร์มินต์กับมะยงชิดจากในสวน เพิ่มน้ำผึ้งเข้าไป กินแล้วสดชื่นเย็นชื่นใจ
เส้นทางจากวิศวกรสู่เกษตรกรปลูกเปปเปอร์มินต์
พี่เอฟ เจ้าของฟาร์มเปปเปอร์มินต์แห่งนี้ จบการศึกษาวิศวกรรมโยธา ในตอนแรกค่อนข้างดูถูกอาชีพเกษตรกร เพราะรู้สึกว่ารากเหง้าของตัวเองดูจน แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ที่บ้าน หนึ่งสัปดาห์ที่อยู่กับครอบครัวกลายเป็นช่วงเวลาที่ตกตะกอนความคิด และตัดสินใจไม่ไปทำงานต่างประเทศ
จุดเริ่มต้นของการปลูกเปปเปอร์มินต์มาจากความบังเอิญ ในช่วงโควิด-19 ภรรยาซื้อยาดมโคฟีเวอร์มาให้ลูก แต่หมดเร็วและราคาแพง จึงคิดปลูกเองเพื่อประหยัด สั่งพันธุ์เปปเปอร์มินต์จากต่างประเทศมา 300 กว่าต้น แต่ตายไป 299 ต้น เหลือเพียงต้นเดียว
พี่เอฟลองย้ายต้นเปปเปอร์มินต์ที่ใกล้ตายไปไว้ในแปลงบัตเตอร์นัทที่ทดลองปุ๋ย ปรากฏว่าเปปเปอร์มินต์แตกกอเต็มแปลงภายในเดือนเดียว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการศึกษาอย่างจริงจัง และต้องการเปลี่ยนชุมชนจากพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวและอ้อย มาแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกเปปเปอร์มินต์ เพื่อเพิ่มรายได้ ความยั่งยืน และลดการใช้สารเคมี
หลักการบริหารฟาร์มเปปเปอร์มินต์ให้ประสบความสำเร็จ
การที่พี่เอฟใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์กับการปลูกเปปเปอร์มินต์ ทำให้สามารถพัฒนาวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีการนำเครื่องมือวัดธาตุอาหารในดินมาใช้ ทั้งโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน เพื่อให้รู้ว่าต้องปรับปรุงดินอย่างไร
พี่เอฟยังเรียนต่อปริญญาโทด้านเกษตรเพื่อทำวิจัยว่าทำไมต้องใช้ปุ๋ยหมัก ค่ามาตรฐานคืออะไร เรื่องของชีวภาพและจุลินทรีย์ทำงานอย่างไร จนได้เห็นภาพกว้างและนำมาประยุกต์ให้ง่ายที่สุด
คีย์เวิร์ดสำคัญในการทำเปปเปอร์มินต์เชิงพาณิชย์คือ คุณภาพ จำนวน และความต่อเนื่อง หากเกษตรกรสามารถผลิตเปปเปอร์มินต์ที่มีคุณภาพดี จำนวนเพียงพอ และส่งได้ต่อเนื่อง ตลาดก็พร้อมรองรับ ที่สำคัญคือปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งปีและส่งลูกค้าได้ตลอด ต่างจากพืชอื่น ๆ ที่ปลูกแล้วไม่มีตลาดรองรับ
เรื่องราวของฟาร์มเปปเปอร์มินต์ที่ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นบทพิสูจน์ว่า การนำหลักวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับการเกษตร สามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แม้บนผืนดินทรายที่หลายคนคิดว่าปลูกอะไรไม่ขึ้น ก็ยังสามารถสร้างฟาร์มเปปเปอร์มินต์ที่เติบโตและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
ใครจะเชื่อว่าพืชชื่อฝรั่งจ๋าอย่าง "เปปเปอร์มินต์" จะมาเติบโตได้ดีบนผืนดินทรายของอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ และยังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน เรื่องราวของพี่เอฟ อดีตวิศวกรโยธาที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรปลูกเปปเปอร์มินต์ คือบทพิสูจน์ว่าการนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเกษตร สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งดินทรายให้กลายเป็นแหล่งปลูกพืชมูลค่าสูงได้
รู้จักเปปเปอร์มินต์ พืชสมุนไพรสร้างความสดชื่น
เปปเปอร์มินต์เป็นพืชที่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง โดดเด่นเรื่องการให้กลิ่นหอมและความเย็น ช่วยให้จมูกโล่ง ทางเดินหายใจสะดวกขึ้น แม้จะเป็นพืชที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่ง แต่ก็สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย รวมถึงพื้นที่อีสานอย่างจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ปลูกได้
หลายคนมักสงสัยว่าเปปเปอร์มินต์กับสะระแหน่เป็นพืชชนิดเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือเป็นพืชคนละสายพันธุ์ แต่อยู่ในตระกูลเดียวกัน โดยสะระแหน่จะมีกลิ่นหอมแบบไทย ๆ ไม่มีความซ่าเหมือนเปปเปอร์มินต์ที่ให้ความเย็นเด่นชัดกว่า
สายพันธุ์เปปเปอร์มินต์ที่นิยมปลูก มีอะไรบ้าง
ที่ฟาร์มแห่งนี้มีการปลูกมินต์มากถึง 17 สายพันธุ์ โดยเปปเปอร์มินต์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่เน้นปลูกเพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหย เพราะให้น้ำมันได้เยอะที่สุด นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
- Pineapple Mint ที่มีใบทรงแอปเปิลและขนเล็ก ๆ รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ นิยมใช้ตกแต่งหน้าเค้กและขนม
- Spearmint ให้กลิ่นหอมละมุน เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยในลูกอม หมากฝรั่ง และยาสีฟัน
- Grapefruit Mint มีใบใหญ่เรียว มักเห็นในแก้วน้ำตามร้านคาเฟ่
- Chocolate Mint มีก้านสีดำและกลิ่นช็อกโกแลตผสมความเย็น
- U.S. Mint คล้ายช็อกมินต์แต่กลิ่นอ่อนกว่าและเย็นกว่า
- Apple Mint ให้กลิ่นแอปเปิ้ลเขียว
- Japan Mint ใบเรียวแหลมกลิ่นค่อนข้างฉุน
- White Mint มีก้านขาวใบกลม
- Black Mint มีก้านสีดำแต่สีอ่อนกว่าช็อกมินต์
วิธีปลูกเปปเปอร์มินต์ในดินทราย เทคนิคปรับดินให้พืชเติบโต
พื้นที่ที่ฟาร์มแห่งนี้เดิมเป็นดินทรายสีขาว ตรวจวัดแล้วไม่มีธาตุอาหารใด ๆ แต่ด้วยวิธีปรุงดินที่เหมาะสม สามารถปลูกเปปเปอร์มินต์ได้อย่างงอกงาม เคล็ดลับสำคัญคือการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ส่วนปุ๋ยหลักมาจากทางน้ำ ซึ่งช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
สำหรับการจัดแปลงปลูกเปปเปอร์มินต์ แนะนำให้กว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่ของแต่ละคน เหตุผลที่ต้องกำหนดหน้ากว้างไว้ที่ 1 เมตร เพื่อควบคุมต้นทุนและคำนวณผลผลิตได้ ตัวอย่างเช่น หากปลูก 10 ตารางเมตร เก็บเกี่ยวได้ 20 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 20 บาท จะได้เงิน 400 บาท หากทำ 1 ไร่ ซึ่งประมาณ 1,000 ตารางเมตร ก็จะได้รายได้ประมาณ 20,000 บาท
ระบบสปริงเกอร์ในแปลงปลูกใช้สำหรับฉีดน้ำหมักชีวภาพ และยังช่วยระบายความเย็นเหมือนสเปรย์ฝอย ทำให้อากาศเย็นและเรียกลมมาช่วยให้พืชสดชื่น ส่วนการให้น้ำควรให้วันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าประมาณ 08.00 น. และเย็นประมาณ 16.00 น. เพราะเป็นพืชที่ชอบน้ำ ถ้าขาดน้ำจะเหี่ยวแต่ไม่ตาย พอได้น้ำก็ฟื้นกลับมา
การเก็บเกี่ยวเปปเปอร์มินต์ให้ได้น้ำมันมากที่สุด
การเก็บเกี่ยวเปปเปอร์มินต์ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ในหน้าร้อนอายุของพืชจะยาวขึ้นถึง 3 เดือนครึ่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 - 3 เดือนครึ่ง ในหนึ่งปีสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3 รอบ
จุดสำคัญในการเก็บเกี่ยวคือต้องรอให้เปปเปอร์มินต์เริ่มมีดอกขาว ๆ ก่อนตัด หลายคนเข้าใจผิดว่าใบใหญ่สวยจะให้น้ำมันมาก แต่จากการทดสอบและจดบันทึกพบว่า การเก็บเกี่ยวในช่วงเริ่มออกดอกจะได้น้ำมันมากกว่าถึง 3 - 5 เท่า
น้ำหมักชีวภาพสูตรพิเศษสำหรับเปปเปอร์มินต์
น้ำหมักชีวภาพสูตรนี้ใช้สำหรับช่วงที่เปปเปอร์มินต์กำลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้พืชมีดอกและให้น้ำมันมาก ๆ ส่วนผสมหลักคือผลไม้ในพื้นที่ ได้แก่ มะยงชิดและชมพู่ พร้อมด้วยกล้วยซึ่งมีโพแทสเซียมสูง โดยเปปเปอร์มินต์ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวต้องการโพแทสเซียมสูง ช่วยให้สร้างน้ำมันได้เยอะและมีกลิ่นหอมพิเศษ
สับปะรดเป็นอีกส่วนผสมที่สำคัญ โดยเฉพาะส่วนตาและแกนที่มีจุลินทรีย์เยอะ ใส่ผลไม้รวมประมาณ 5 - 10 กิโลกรัม จากนั้นเติมตัวไฮไลท์คือจุลินทรีย์พื้นถิ่นอีเอ็มประมาณ 500 มิลลิลิตร ตามด้วยน้ำซาวข้าว 5 ลิตร ที่มีวิตามินและจุลินทรีย์คนละชนิดกับ EM
ขั้นตอนต่อไปคือใส่ลงในถัง 200 ลิตร เติมน้ำให้ต่ำกว่าปากถังประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายแก๊สได้ และกวนทุก ๆ 2 วัน ปกติต้องหมัก 3 เดือน แต่ที่นี่ใช้เครื่องมือวัดค่า pH หากค่าไม่เป็นกรดและไม่เป็นอันตรายต่อพืช ก็สามารถนำมาใช้ได้ภายใน 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน
การใช้น้ำหมักกับเปปเปอร์มินต์ให้ได้ผลดี
วิธีการใช้น้ำหมักกับเปปเปอร์มินต์ไม่ใช่การกำหนดอัตราส่วนตายตัว แต่ต้องวัดค่า EC (ความเข้มข้นของปุ๋ย) โดยเปปเปอร์มินต์ต้องการค่า EC อยู่ที่ 2,000-2,500 หากเกินกว่านี้พืชจะช็อก น้อยกว่านี้ก็ไม่พอ
วิธีปฏิบัติคือ เอาน้ำมาผสมน้ำหมัก แล้วใช้เครื่องมือวัดค่า EC และ pH หากผสมแล้วได้ค่า 2,380 ก็ถือว่าอยู่ในช่วงที่พืชต้องการ สามารถนำไปรดได้เลย แต่ถ้าค่ายังไม่ถึง 2,000 ก็เติมน้ำหมักเพิ่ม หากเกิน 2,500 ก็เติมน้ำลงไปเจือจาง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ปุ๋ยคือตอนเช้า เพราะระบบรากของเปปเปอร์มินต์จะดูดซับได้ประมาณ 90% ในช่วงเช้า ปากใบจะปิดในช่วง 13.00 - 14.00 น. ดังนั้นการให้ปุ๋ยตอนเช้าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
การแปรรูปเปปเปอร์มินต์เป็นน้ำมันหอมระเหย
การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากเปปเปอร์มินต์เป็นการแปรรูปที่เพิ่มมูลค่าได้สูง โดยขั้นตอนเริ่มจากการนำเปปเปอร์มินต์มาตากให้คายน้ำประมาณ 1 คืน จากนั้นใส่น้ำสะอาดประมาณ 7 ลิตร ใส่เปปเปอร์มินต์ 10 กิโลกรัมในตะแกรง ปิดฝา และตั้งอุณหภูมิที่ 105 องศา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องจะทำงานอัตโนมัติจนได้น้ำมัน
ผลผลิตที่ได้คือเปปเปอร์มินต์ 1 กิโลกรัม จะได้น้ำมันประมาณ 4 - 5 มิลลิลิตร ส่วนกากเปปเปอร์มินต์ที่เหลือสามารถนำไปทำปุ๋ยได้ แต่ย่อยยากเพราะมีสารต้านจุลชีพ จึงพัฒนามาเป็นยาดมกระปุก ใช้เป็นอโรมาเทอราพีช่วยให้หลับสบาย
ผลิตภัณฑ์จากเปปเปอร์มินต์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
นอกจากน้ำมันหอมระเหยแล้ว เปปเปอร์มินต์ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย เริ่มจากชาเปปเปอร์มินต์ ซึ่งทำจากส่วนยอดของต้น มีคุณสมบัติช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยระบบย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกสดชื่น เพราะมีเมนทอล
สเปรย์เปปเปอร์มินต์เป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม เป็นสเปรย์ผ่อนคลาย ฉีดโดนผิวแล้วเย็นโดยไม่แสบ ช่วยคลายร้อนได้ดี กระบวนการผลิตต้องผ่านห้องปลอดเชื้อเพื่อความปลอดภัยของสินค้า
ยังมีผลิตภัณฑ์พิเศษซึ่งเป็นสูตรผสมระหว่างเปปเปอร์มินต์กับมะยงชิดจากในสวน เพิ่มน้ำผึ้งเข้าไป กินแล้วสดชื่นเย็นชื่นใจ
เส้นทางจากวิศวกรสู่เกษตรกรปลูกเปปเปอร์มินต์
พี่เอฟ เจ้าของฟาร์มเปปเปอร์มินต์แห่งนี้ จบการศึกษาวิศวกรรมโยธา ในตอนแรกค่อนข้างดูถูกอาชีพเกษตรกร เพราะรู้สึกว่ารากเหง้าของตัวเองดูจน แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ที่บ้าน หนึ่งสัปดาห์ที่อยู่กับครอบครัวกลายเป็นช่วงเวลาที่ตกตะกอนความคิด และตัดสินใจไม่ไปทำงานต่างประเทศ
จุดเริ่มต้นของการปลูกเปปเปอร์มินต์มาจากความบังเอิญ ในช่วงโควิด-19 ภรรยาซื้อยาดมโคฟีเวอร์มาให้ลูก แต่หมดเร็วและราคาแพง จึงคิดปลูกเองเพื่อประหยัด สั่งพันธุ์เปปเปอร์มินต์จากต่างประเทศมา 300 กว่าต้น แต่ตายไป 299 ต้น เหลือเพียงต้นเดียว
พี่เอฟลองย้ายต้นเปปเปอร์มินต์ที่ใกล้ตายไปไว้ในแปลงบัตเตอร์นัทที่ทดลองปุ๋ย ปรากฏว่าเปปเปอร์มินต์แตกกอเต็มแปลงภายในเดือนเดียว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการศึกษาอย่างจริงจัง และต้องการเปลี่ยนชุมชนจากพืชเชิงเดี่ยวอย่างข้าวและอ้อย มาแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกเปปเปอร์มินต์ เพื่อเพิ่มรายได้ ความยั่งยืน และลดการใช้สารเคมี
หลักการบริหารฟาร์มเปปเปอร์มินต์ให้ประสบความสำเร็จ
การที่พี่เอฟใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาประยุกต์กับการปลูกเปปเปอร์มินต์ ทำให้สามารถพัฒนาวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีการนำเครื่องมือวัดธาตุอาหารในดินมาใช้ ทั้งโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน เพื่อให้รู้ว่าต้องปรับปรุงดินอย่างไร
พี่เอฟยังเรียนต่อปริญญาโทด้านเกษตรเพื่อทำวิจัยว่าทำไมต้องใช้ปุ๋ยหมัก ค่ามาตรฐานคืออะไร เรื่องของชีวภาพและจุลินทรีย์ทำงานอย่างไร จนได้เห็นภาพกว้างและนำมาประยุกต์ให้ง่ายที่สุด
คีย์เวิร์ดสำคัญในการทำเปปเปอร์มินต์เชิงพาณิชย์คือ คุณภาพ จำนวน และความต่อเนื่อง หากเกษตรกรสามารถผลิตเปปเปอร์มินต์ที่มีคุณภาพดี จำนวนเพียงพอ และส่งได้ต่อเนื่อง ตลาดก็พร้อมรองรับ ที่สำคัญคือปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งปีและส่งลูกค้าได้ตลอด ต่างจากพืชอื่น ๆ ที่ปลูกแล้วไม่มีตลาดรองรับ
เรื่องราวของฟาร์มเปปเปอร์มินต์ที่ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นบทพิสูจน์ว่า การนำหลักวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับการเกษตร สามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แม้บนผืนดินทรายที่หลายคนคิดว่าปลูกอะไรไม่ขึ้น ก็ยังสามารถสร้างฟาร์มเปปเปอร์มินต์ที่เติบโตและสร้างรายได้ให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส




























































