ในยุคที่เกษตรกรรมสมัยใหม่มุ่งเน้นการผลิตเชิงพาณิชย์และแสวงหาผลกำไรสูงสุด มีเกษตรกรหนุ่มกลุ่มหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ที่เลือกเดินตามวิถีชีวิตที่แตกต่าง พวกเขาทั้ง 5 คน ได้แก่ พี่พจน์และพี่โว่ สองพี่น้อง พร้อมด้วยพี่สันติ พี่หรั่ง และพี่ปอง ล้วนมีเรื่องราวและแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรเพื่อชีวิต
พี่โว่ อดีตเด็กเกเรในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนชีวิตหลังจากได้สอนศิลปะให้เด็กในชุมชนคลองเตย เขาเลือกที่จะกลับบ้านและรวมกลุ่มรณรงค์รักษาป่าชุมชน จนได้รับการติดต่อจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ไปทำงานด้วย ปัจจุบันพี่โว่มีพื้นที่ 24 ไร่ ปลูกมะขามยักษ์ 10 ไร่ และปลูกต้นไม้อื่น ๆ อีกกว่า 1,000 ต้น ทั้งยูคา ไม้พะยูง ไม้แดง ไม้ยางตะเคียน รวมถึงทุเรียนและขนุนอีกร้อยกว่าต้น
"ความยั่งยืนของเราคือการได้อยู่บนที่ดินผืนนี้และอยู่กับมันจนเราตาย" พี่โว่กล่าวถึงความหมายของความยั่งยืนในมุมมองของเขา
พี่พจน์ อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 20 ปี ตัดสินใจกลับมาอุทิศตัวดูแลพ่อแม่และหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เปลี่ยนจากการปลูกพืชชั้นเดียวมาเป็นการปลูกผสมผสาน ทั้งปลูกป่า เลี้ยงหอย และปลูกผลไม้ พี่พจน์นำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานในกรุงเทพฯ มาประยุกต์ใช้กับการทำเกษตร โดยมีการวางแผนและออกแบบการจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
พี่สันติ อดีตพนักงานขับสิบล้อที่เคยท่องไปทุกจังหวัด ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อที่อยู่คนเดียว หลังจากทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดชีวิต พี่สันติเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยหันมาปลูกป่าสักในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ "ปลูกป่าไม่เห็นเหนื่อยเลย ปลูกทิ้งไว้มันก็โตของมันเอง" พี่สันติกล่าวถึงวิธีการทำเกษตรที่ไม่ต้องไถปลูกพรวนดินทุกปี
นอกจากการปลูกป่าแล้ว พี่สันติยังคิดค้นวิธีเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองบนเชิงเขา โดยใช้หลักการหลอกหอยด้วยน้ำหยดให้คิดว่าฝนตก เพื่อกระตุ้นให้หอยขึ้นมาวางไข่ ซึ่งสามารถขายได้โลละ 100-110 บาท การทดลองนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านเห็นทางเลือกใหม่ในการทำเกษตร
พี่สันติ เกษตรกรหนุ่มผมยาวที่ชอบเล่นกีตาร์ เลือกวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยปลูกผักสวนครัวไว้กิน และปลูกผลไม้ไว้แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นมะนาว มะพร้าว หรือผลไม้อื่น ๆ หากชาวบ้านไม่มีกินก็เอาไปให้ "อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น มันไม่ได้อารมณ์ถ้าซื้อกิน สู้ปลูกเองไม่ได้" พี่สันติอธิบายถึงความสุขจากการกินผลผลิตที่ปลูกเอง
นอกจากผักผลไม้แล้ว พี่สันติยังปลูกกุหลาบและดูแลสวนผลไม้ประมาณ 1 ไร่ โดยเข้าสวนทุกเช้าเย็นเพื่อดูแลต้นไม้ ชีวิตเรียบง่ายไม่หรูหราของเขาสะท้อนถึงความยั่งยืนที่แท้จริงผ่านการพึ่งพาตนเอง
พี่หรั่ง หนุ่มที่เคยทำงานโรงงานในกรุงเทพมา 8 ปี ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังแต่งงาน โดยซื้อที่ดิน 1 ไร่มาปลูกผลไม้ผสมผสาน ทั้งทุเรียน มะยงชิด เงาะ กล้วยหอม และพริกไทย เหตุผลที่เริ่มปลูกทุเรียนนั้นเกิดจากประสบการณ์ที่ลูก-ภรรยา อยากกินทุเรียนแต่ราคาแพง "ทำงานทั้งวันได้ 250 บาท แต่ทุเรียนลูกหนึ่ง 500 กว่าบาท มันไม่พอ ก็เลยซื้อทุเรียนมาปลูกดีกว่า รอไป 7-8 ปี" พี่หรั่งเล่า ปัจจุบันพี่หรั่งมีผลไม้กินตามฤดูกาลโดยไม่ต้องซื้อ และไม่มีเป้าหมายเพื่อขาย แต่เพียงต้องการให้มีกินในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
พี่ปอง เกษตรกรผู้มีน้ำใจ ยอมให้กำนันขุดบ่อบาดาลในที่ดินของตัวเอง เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 500 หลังคาเรือนได้ใช้น้ำสะอาด โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย นอกจากการทำเกษตรแล้ว พี่ปองยังปลูกอ้อย เลี้ยงหมู และปลูกพืชผักสวนครัว การแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติเช่นนี้สะท้อนถึงความยั่งยืนในมิติของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
เกษตรกรทั้ง 5 คนไม่เพียงแต่มีแนวคิดเรื่องการทำเกษตรที่คล้ายคลึงกัน แต่ยังรวมตัวกันตั้งวงดนตรี โดยเริ่มจากการได้ยินเสียงกีตาร์ข้ามคลองในช่วงพักเที่ยง จนกลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน "เวลาทำงานเหนื่อยๆ มานั่งคุยกันก็เล่นกีตาร์ดีกว่า ไม่เครียดไม่เหนื่อย" พี่สันติอธิบายถึงบทบาทของดนตรีในชีวิต ดนตรีไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือผ่อนคลาย แต่ยังเป็นสื่อกลางที่นำพาให้ทั้ง 5 คนได้พบกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำเกษตร
สำหรับเกษตรกร 5 หนุ่มนี้ ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการมีเงินเป็นกอบเป็นกำ หรือการสะสมทรัพย์สินมากมาย แต่หมายถึงการได้อยู่บนผืนดินของตนเอง มีอาหารพอกิน มีรายได้พอจุนเจือครอบครัว และที่สำคัญคือมีความสุขกับการใช้ชีวิต "ผมบอกว่าความยั่งยืนของเราคือการได้อยู่บนที่ดินผืนนี้และอยู่กับมันจนเราตาย นี่คือความยั่งยืนของเรา แล้วเรามีความสุข" พี่โว่กล่าวสรุป
จากเด็กเกเร คนขับสิบล้อ กรรมกรก่อสร้าง และหนุ่มโรงงาน ทั้ง 5 คนได้กลายมาเป็นเกษตรกรที่มีความสุขและภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของตน พวกเขาไม่ได้ทำเกษตรเพื่อแสวงหาความร่ำรวย แต่ทำเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แบ่งปันความดีกับชุมชน และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
นี่คือเรื่องราวของความยั่งยืนที่แท้จริง ที่เกิดจากความรัก ความเข้าใจ และการให้คุณค่ากับผืนดินและธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ปลูกผัก ปลูกผลไม้ หรือการแบ่งปันทรัพยากร ทุกอย่างล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการสร้างชีวิตที่มีความหมายและยั่งยืนไปจนวันสุดท้าย
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ในยุคที่เกษตรกรรมสมัยใหม่มุ่งเน้นการผลิตเชิงพาณิชย์และแสวงหาผลกำไรสูงสุด มีเกษตรกรหนุ่มกลุ่มหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ที่เลือกเดินตามวิถีชีวิตที่แตกต่าง พวกเขาทั้ง 5 คน ได้แก่ พี่พจน์และพี่โว่ สองพี่น้อง พร้อมด้วยพี่สันติ พี่หรั่ง และพี่ปอง ล้วนมีเรื่องราวและแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้างความยั่งยืนผ่านการทำเกษตรเพื่อชีวิต
พี่โว่ อดีตเด็กเกเรในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนชีวิตหลังจากได้สอนศิลปะให้เด็กในชุมชนคลองเตย เขาเลือกที่จะกลับบ้านและรวมกลุ่มรณรงค์รักษาป่าชุมชน จนได้รับการติดต่อจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้ไปทำงานด้วย ปัจจุบันพี่โว่มีพื้นที่ 24 ไร่ ปลูกมะขามยักษ์ 10 ไร่ และปลูกต้นไม้อื่น ๆ อีกกว่า 1,000 ต้น ทั้งยูคา ไม้พะยูง ไม้แดง ไม้ยางตะเคียน รวมถึงทุเรียนและขนุนอีกร้อยกว่าต้น
"ความยั่งยืนของเราคือการได้อยู่บนที่ดินผืนนี้และอยู่กับมันจนเราตาย" พี่โว่กล่าวถึงความหมายของความยั่งยืนในมุมมองของเขา
พี่พจน์ อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 20 ปี ตัดสินใจกลับมาอุทิศตัวดูแลพ่อแม่และหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เปลี่ยนจากการปลูกพืชชั้นเดียวมาเป็นการปลูกผสมผสาน ทั้งปลูกป่า เลี้ยงหอย และปลูกผลไม้ พี่พจน์นำความรู้และประสบการณ์จากการทำงานในกรุงเทพฯ มาประยุกต์ใช้กับการทำเกษตร โดยมีการวางแผนและออกแบบการจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
พี่สันติ อดีตพนักงานขับสิบล้อที่เคยท่องไปทุกจังหวัด ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อที่อยู่คนเดียว หลังจากทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวมาตลอดชีวิต พี่สันติเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยหันมาปลูกป่าสักในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ "ปลูกป่าไม่เห็นเหนื่อยเลย ปลูกทิ้งไว้มันก็โตของมันเอง" พี่สันติกล่าวถึงวิธีการทำเกษตรที่ไม่ต้องไถปลูกพรวนดินทุกปี
นอกจากการปลูกป่าแล้ว พี่สันติยังคิดค้นวิธีเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองบนเชิงเขา โดยใช้หลักการหลอกหอยด้วยน้ำหยดให้คิดว่าฝนตก เพื่อกระตุ้นให้หอยขึ้นมาวางไข่ ซึ่งสามารถขายได้โลละ 100-110 บาท การทดลองนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านเห็นทางเลือกใหม่ในการทำเกษตร
พี่สันติ เกษตรกรหนุ่มผมยาวที่ชอบเล่นกีตาร์ เลือกวิถีชีวิตที่เรียบง่าย โดยปลูกผักสวนครัวไว้กิน และปลูกผลไม้ไว้แบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นมะนาว มะพร้าว หรือผลไม้อื่น ๆ หากชาวบ้านไม่มีกินก็เอาไปให้ "อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น มันไม่ได้อารมณ์ถ้าซื้อกิน สู้ปลูกเองไม่ได้" พี่สันติอธิบายถึงความสุขจากการกินผลผลิตที่ปลูกเอง
นอกจากผักผลไม้แล้ว พี่สันติยังปลูกกุหลาบและดูแลสวนผลไม้ประมาณ 1 ไร่ โดยเข้าสวนทุกเช้าเย็นเพื่อดูแลต้นไม้ ชีวิตเรียบง่ายไม่หรูหราของเขาสะท้อนถึงความยั่งยืนที่แท้จริงผ่านการพึ่งพาตนเอง
พี่หรั่ง หนุ่มที่เคยทำงานโรงงานในกรุงเทพมา 8 ปี ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านหลังแต่งงาน โดยซื้อที่ดิน 1 ไร่มาปลูกผลไม้ผสมผสาน ทั้งทุเรียน มะยงชิด เงาะ กล้วยหอม และพริกไทย เหตุผลที่เริ่มปลูกทุเรียนนั้นเกิดจากประสบการณ์ที่ลูก-ภรรยา อยากกินทุเรียนแต่ราคาแพง "ทำงานทั้งวันได้ 250 บาท แต่ทุเรียนลูกหนึ่ง 500 กว่าบาท มันไม่พอ ก็เลยซื้อทุเรียนมาปลูกดีกว่า รอไป 7-8 ปี" พี่หรั่งเล่า ปัจจุบันพี่หรั่งมีผลไม้กินตามฤดูกาลโดยไม่ต้องซื้อ และไม่มีเป้าหมายเพื่อขาย แต่เพียงต้องการให้มีกินในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดรายจ่ายและสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว
พี่ปอง เกษตรกรผู้มีน้ำใจ ยอมให้กำนันขุดบ่อบาดาลในที่ดินของตัวเอง เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 500 หลังคาเรือนได้ใช้น้ำสะอาด โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย นอกจากการทำเกษตรแล้ว พี่ปองยังปลูกอ้อย เลี้ยงหมู และปลูกพืชผักสวนครัว การแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติเช่นนี้สะท้อนถึงความยั่งยืนในมิติของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
เกษตรกรทั้ง 5 คนไม่เพียงแต่มีแนวคิดเรื่องการทำเกษตรที่คล้ายคลึงกัน แต่ยังรวมตัวกันตั้งวงดนตรี โดยเริ่มจากการได้ยินเสียงกีตาร์ข้ามคลองในช่วงพักเที่ยง จนกลายเป็นกิจกรรมผ่อนคลายหลังเลิกงาน "เวลาทำงานเหนื่อยๆ มานั่งคุยกันก็เล่นกีตาร์ดีกว่า ไม่เครียดไม่เหนื่อย" พี่สันติอธิบายถึงบทบาทของดนตรีในชีวิต ดนตรีไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือผ่อนคลาย แต่ยังเป็นสื่อกลางที่นำพาให้ทั้ง 5 คนได้พบกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำเกษตร
สำหรับเกษตรกร 5 หนุ่มนี้ ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการมีเงินเป็นกอบเป็นกำ หรือการสะสมทรัพย์สินมากมาย แต่หมายถึงการได้อยู่บนผืนดินของตนเอง มีอาหารพอกิน มีรายได้พอจุนเจือครอบครัว และที่สำคัญคือมีความสุขกับการใช้ชีวิต "ผมบอกว่าความยั่งยืนของเราคือการได้อยู่บนที่ดินผืนนี้และอยู่กับมันจนเราตาย นี่คือความยั่งยืนของเรา แล้วเรามีความสุข" พี่โว่กล่าวสรุป
จากเด็กเกเร คนขับสิบล้อ กรรมกรก่อสร้าง และหนุ่มโรงงาน ทั้ง 5 คนได้กลายมาเป็นเกษตรกรที่มีความสุขและภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของตน พวกเขาไม่ได้ทำเกษตรเพื่อแสวงหาความร่ำรวย แต่ทำเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร แบ่งปันความดีกับชุมชน และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
นี่คือเรื่องราวของความยั่งยืนที่แท้จริง ที่เกิดจากความรัก ความเข้าใจ และการให้คุณค่ากับผืนดินและธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่า ปลูกผัก ปลูกผลไม้ หรือการแบ่งปันทรัพยากร ทุกอย่างล้วนมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการสร้างชีวิตที่มีความหมายและยั่งยืนไปจนวันสุดท้าย
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง: