ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามราวกับอยู่ในยุโรป แต่จริงๆ แล้วคือฟาร์มมะเขือเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเชียงใหม่ ประเทศไทย นี่คือตัวอย่างของ Smart Farm หรือฟาร์มอัจฉริยะที่ผสมผสานเทคโนโลยีทันสมัยเข้ากับการเกษตรแบบแม่นยำ จนสร้างผลผลิตคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
Smart Farm หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Precision Horticulture (เกษตรแม่นยำ) คือระบบการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการควบคุมและจัดการทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการดูแลพืช ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานและพลังงาน งานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ
ฟาร์มแห่งนี้มีพื้นที่โรงเรือนกว้างประมาณ 40 เมตร ยาวกว่า 50 เมตร รวมพื้นที่ประมาณ 2,300 ตารางเมตร หรือมากกว่า 1 ไร่ ภายในมีต้นมะเขือเทศถึง 6,000 - 7,000 ต้น แต่ใช้คนดูแลเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น นี่คือพลังของเทคโนโลยีที่ทำให้การทำฟาร์มสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง
การเลือกปลูกมะเขือเทศในระบบ Smart Farm แบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่เพียงเพื่อความทันสมัย แต่เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ต้องการผลผลิตทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง การปลูกในดินธรรมดาแม้จะให้รสชาติดี แต่ไม่สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ในโรงเรือน สามารถควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด ลดการใช้สารเคมี และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล
หนึ่งในจุดเด่นของ Smart Farm แห่งนี้คือการออกแบบโรงเรือนพิเศษที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิให้เย็นกว่าภายนอก 5 - 9 องศาเซลเซียส ด้วยระบบ Airflow ที่วางพัดลมไว้ข้างล่างแทนที่จะอยู่ข้างบน เป็นไอเดียเฉพาะของฟาร์มนี้เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี ทั้งด้านบนและด้านล่าง ภายในโรงเรือนมีพัดลมประมาณ 20 กว่าตัว ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่วัดอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ เมื่ออากาศร้อนหรือความชื้นสูงเกินเป้าหมาย ระบบจะสั่งการเปิดหรือปิดพัดลม รวมถึงควบคุมระบบร่มเงาโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ใช้เซ็นเซอร์เพียงตัวเดียวที่วางอยู่กลางโรงเรือนเพื่อวัดค่าเฉลี่ย
กระบวนการผลิตใน Smart Farm เริ่มต้นตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ โดยมีขั้นตอนที่เป็นระบบ:
การเพาะเมล็ด - ใช้เวลาประมาณ 14 วัน ตั้งแต่เริ่มเพาะจนกลายเป็นต้นกล้า
การให้น้ำแบบแช่ - ไม่รดน้ำข้างบน แต่ให้น้ำแบบแช่เพื่อไม่ให้ใบพืชเปียก ลดความชื้นที่จะทำให้เกิดโรค
การให้แสง - ติดไฟเสริมตั้งแต่ 04.00 - 19.00 เพื่อให้ต้นกล้าทุกต้นได้รับแสงเท่ากัน ไม่โน้มไปหาแสงแบบไม่สม่ำเสมอ
การแยกต้น - เมื่อต้นกล้าโตขึ้นจะมีการแยกต้นเพื่อให้ทุกต้นได้รับแสง น้ำ และอาหารเท่ากันทั้งหมด
การต่อต้น (Grafting) - เมื่ออายุประมาณ 35 วัน จะทำการต่อต้นระหว่างต้นรากกับต้นยอดที่คนละสายพันธุ์กัน เพื่อให้ได้รากที่ดูดซึมอาหารได้ดีและยอดที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง
เพื่อป้องกันโรคและแมลงเข้าสู่โรงเรือน Smart Farm นี้มีมาตรการเข้มงวด:
ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันโรคจากดินและจากภายนอกเข้าไปทำลายพืช
ฟาร์มแห่งนี้ดำเนินการโดยเมนโน ชาวเนเธอร์แลนด์ที่มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่ออายุ 23 ปี ในฐานะนักศึกษาที่บริษัทเชิญมาทำวิจัยเรื่องตลาดพริกหวานเป็นเวลา 3 - 4 เดือน แม้จะเรียนจบสาขาธุรกิจไม่ใช่เกษตร แต่เขากลับหลงรักเมืองไทย หลังกลับเนเธอร์แลนด์ เขาได้รับอีเมลจากเกษตรกรไทยที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ ความอยากช่วยเกษตรกรและคนไทยทำให้เขาตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เพื่อเปิดร้านขายเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็ก การมาอยู่ครั้งที่สองนี้ เขาได้รู้จักกับครอบครัวท้องถิ่นที่ช่วยเหลือเขาจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน คุณพ่อของครอบครัวนั้นกลายเป็นพ่อของเขาจริง ๆ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา
หลังจากขายเมล็ดพันธุ์พริกหวานได้ดีในปีแรก แต่ตลาดตกหนักในปีที่สอง เขาจึงหันมาสนใจเมล็ดมะเขือเทศ เพราะเห็นว่าประเทศไทยต้องนำเข้ามะเขือเทศจากต่างประเทศ ทั้งที่สามารถปลูกได้ดีกว่าและถูกกว่า นี่จึงเป็นที่มาของฟาร์มมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์แห่งนี้
สามารถนำมาทำสลัดรับประทานสด โดยผสมกับผักสดจากฟาร์ม ได้อาหารที่สุขภาพดีและอร่อย
Smart Farm หรือฟาร์มอัจฉริยะแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตรแบบแม่นยำ ทำให้สามารถผลิตมะเขือเทศคุณภาพสูงได้ตลอดทั้งปี ด้วยคนงานเพียง 2 คน ดูแลต้นมะเขือเทศ 6,000 -7,000 ต้น ระบบอัตโนมัติที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การให้น้ำ และแสง ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานและพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้สารเคมี และควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ
นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าประเทศไทยสามารถผลิตมะเขือเทศคุณภาพสูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพานำเข้า หากมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ความรู้ที่ถูกต้อง และทีมงานที่ทุ่มเท Smart Farm จึงเป็นอนาคตของการเกษตรไทยที่ยั่งยืนและทันสมัย
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
ใครจะเชื่อว่าท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามราวกับอยู่ในยุโรป แต่จริงๆ แล้วคือฟาร์มมะเขือเทศที่ตั้งอยู่ใจกลางเชียงใหม่ ประเทศไทย นี่คือตัวอย่างของ Smart Farm หรือฟาร์มอัจฉริยะที่ผสมผสานเทคโนโลยีทันสมัยเข้ากับการเกษตรแบบแม่นยำ จนสร้างผลผลิตคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
Smart Farm หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Precision Horticulture (เกษตรแม่นยำ) คือระบบการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการควบคุมและจัดการทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการดูแลพืช ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานและพลังงาน งานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ
ฟาร์มแห่งนี้มีพื้นที่โรงเรือนกว้างประมาณ 40 เมตร ยาวกว่า 50 เมตร รวมพื้นที่ประมาณ 2,300 ตารางเมตร หรือมากกว่า 1 ไร่ ภายในมีต้นมะเขือเทศถึง 6,000 - 7,000 ต้น แต่ใช้คนดูแลเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น นี่คือพลังของเทคโนโลยีที่ทำให้การทำฟาร์มสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพสูง
การเลือกปลูกมะเขือเทศในระบบ Smart Farm แบบไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่เพียงเพื่อความทันสมัย แต่เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ต้องการผลผลิตทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง การปลูกในดินธรรมดาแม้จะให้รสชาติดี แต่ไม่สามารถควบคุมปริมาณผลผลิตให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ในโรงเรือน สามารถควบคุมทุกอย่างได้ทั้งหมด ลดการใช้สารเคมี และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นกับฤดูกาล
หนึ่งในจุดเด่นของ Smart Farm แห่งนี้คือการออกแบบโรงเรือนพิเศษที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิให้เย็นกว่าภายนอก 5 - 9 องศาเซลเซียส ด้วยระบบ Airflow ที่วางพัดลมไว้ข้างล่างแทนที่จะอยู่ข้างบน เป็นไอเดียเฉพาะของฟาร์มนี้เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี ทั้งด้านบนและด้านล่าง ภายในโรงเรือนมีพัดลมประมาณ 20 กว่าตัว ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่วัดอุณหภูมิและความชื้นอัตโนมัติ เมื่ออากาศร้อนหรือความชื้นสูงเกินเป้าหมาย ระบบจะสั่งการเปิดหรือปิดพัดลม รวมถึงควบคุมระบบร่มเงาโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ใช้เซ็นเซอร์เพียงตัวเดียวที่วางอยู่กลางโรงเรือนเพื่อวัดค่าเฉลี่ย
กระบวนการผลิตใน Smart Farm เริ่มต้นตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ โดยมีขั้นตอนที่เป็นระบบ:
การเพาะเมล็ด - ใช้เวลาประมาณ 14 วัน ตั้งแต่เริ่มเพาะจนกลายเป็นต้นกล้า
การให้น้ำแบบแช่ - ไม่รดน้ำข้างบน แต่ให้น้ำแบบแช่เพื่อไม่ให้ใบพืชเปียก ลดความชื้นที่จะทำให้เกิดโรค
การให้แสง - ติดไฟเสริมตั้งแต่ 04.00 - 19.00 เพื่อให้ต้นกล้าทุกต้นได้รับแสงเท่ากัน ไม่โน้มไปหาแสงแบบไม่สม่ำเสมอ
การแยกต้น - เมื่อต้นกล้าโตขึ้นจะมีการแยกต้นเพื่อให้ทุกต้นได้รับแสง น้ำ และอาหารเท่ากันทั้งหมด
การต่อต้น (Grafting) - เมื่ออายุประมาณ 35 วัน จะทำการต่อต้นระหว่างต้นรากกับต้นยอดที่คนละสายพันธุ์กัน เพื่อให้ได้รากที่ดูดซึมอาหารได้ดีและยอดที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง
เพื่อป้องกันโรคและแมลงเข้าสู่โรงเรือน Smart Farm นี้มีมาตรการเข้มงวด:
ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันโรคจากดินและจากภายนอกเข้าไปทำลายพืช
ฟาร์มแห่งนี้ดำเนินการโดยเมนโน ชาวเนเธอร์แลนด์ที่มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่ออายุ 23 ปี ในฐานะนักศึกษาที่บริษัทเชิญมาทำวิจัยเรื่องตลาดพริกหวานเป็นเวลา 3 - 4 เดือน แม้จะเรียนจบสาขาธุรกิจไม่ใช่เกษตร แต่เขากลับหลงรักเมืองไทย หลังกลับเนเธอร์แลนด์ เขาได้รับอีเมลจากเกษตรกรไทยที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ ความอยากช่วยเกษตรกรและคนไทยทำให้เขาตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เพื่อเปิดร้านขายเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็ก การมาอยู่ครั้งที่สองนี้ เขาได้รู้จักกับครอบครัวท้องถิ่นที่ช่วยเหลือเขาจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน คุณพ่อของครอบครัวนั้นกลายเป็นพ่อของเขาจริง ๆ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา
หลังจากขายเมล็ดพันธุ์พริกหวานได้ดีในปีแรก แต่ตลาดตกหนักในปีที่สอง เขาจึงหันมาสนใจเมล็ดมะเขือเทศ เพราะเห็นว่าประเทศไทยต้องนำเข้ามะเขือเทศจากต่างประเทศ ทั้งที่สามารถปลูกได้ดีกว่าและถูกกว่า นี่จึงเป็นที่มาของฟาร์มมะเขือเทศไฮโดรโปนิกส์แห่งนี้
สามารถนำมาทำสลัดรับประทานสด โดยผสมกับผักสดจากฟาร์ม ได้อาหารที่สุขภาพดีและอร่อย
Smart Farm หรือฟาร์มอัจฉริยะแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตรแบบแม่นยำ ทำให้สามารถผลิตมะเขือเทศคุณภาพสูงได้ตลอดทั้งปี ด้วยคนงานเพียง 2 คน ดูแลต้นมะเขือเทศ 6,000 -7,000 ต้น ระบบอัตโนมัติที่ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การให้น้ำ และแสง ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานและพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้สารเคมี และควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ
นี่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าประเทศไทยสามารถผลิตมะเขือเทศคุณภาพสูงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพานำเข้า หากมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ความรู้ที่ถูกต้อง และทีมงานที่ทุ่มเท Smart Farm จึงเป็นอนาคตของการเกษตรไทยที่ยั่งยืนและทันสมัย
ติดตามชมรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง: